บทที่ 40 เปิดประตูยมโลก
ถึงแม้จะไม่มีสวนสนุก แต่พวกเขาทั้งสามคนก็ช่วยกันเนรมิตพื้นที่เล่นสนุก ๆ ขึ้นมาได้
เมื่อของเล่นและขนมหวานนานาชนิดถูกนำออกมาวางเรียงรายเต็มพื้นที่ ดวงวิญญาณเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นก็ถูกดึงดูดสายตาให้มองมา
โดยธรรมชาติแล้ว เด็ก ๆ มักจะไม่มีแรงต้านทานต่อของเล่นและขนมหวานเหล่านี้ ยิ่งเป็นเด็กกลุ่มนี้ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจละสายตาไปได้
“เหลืออีกแค่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว” เสิ่นจืออินพูดขึ้น
เสิ่นจืออินหยิบกระดาษสีเหลือง พู่กัน และหมึกสีแดงสดออกมา แล้วเริ่มวาดยันต์
ยันต์ไม่เพียงสามารถใช้จับผีได้ แต่ในทางกลับกัน ยันต์ก็สามารถช่วยเหลือผีที่น่าสงสารเหล่านี้ได้เช่นกัน
ร่างวิญญาณของเด็กทารกจำนวนมากไม่สามารถรวมตัวกันได้ สิ่งที่เสิ่นจืออินต้องทำตอนนี้คือรวบรวมพลังหยิน เพื่อทำให้ร่างวิญญาณของพวกเขามีรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น
เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินมองดูอยู่ข้าง ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และไม่กล้ารบกวนแม้แต่น้อย
เมื่อวาดยันต์เสร็จแล้ว เสิ่นจืออินก็ใช้นิ้วเล็ก ๆ ของเธอทำท่าทางลับ ๆ อย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้น ยันต์รวบรวมพลังหยินสิบกว่าแผ่นก็ลอยขึ้นไปในอากาศโดยไม่มีลมพัด มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำเบื้องหน้า
“ค่ายกลรวบรวมพลังหยิน สำเร็จแล้ว”
ทันทีที่น้ำเสียงสดใสของเธอดังขึ้น พลังหยินทั้งหมดรอบ ๆ ตัวก็ไหลมารวมกัน วิญญาณของเด็กทารกเหล่านั้นค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทีละน้อย เริ่มมีรูปร่างหน้าตา มือ และเท้า
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้อิทธิพลของค่ายกลรวบรวมพลังหยิน วิญญาณของพวกเขายังคงเติบโตขึ้น เด็กทารกที่เดินไม่ได้ก็ค่อย ๆ เติบโตจนมีรูปร่างเหมือนเด็กอายุสามขวบ
เสิ่นจืออินหยิบกระดิ่งเล็ก ๆ ขึ้นมาเขย่า “มาเล่นกันเถอะเด็ก ๆ”
เด็กน้อยทั้งหลายรอคำพูดนี้อยู่แล้ว พวกเขาวิ่งกรูกันเข้ามาแย่งขนมและของเล่นกันยกใหญ่
ทั้งของเล่นและขนม ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเล่นและกินได้
ตอนแรกเสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่านอกจากผิวที่ซีดขาวผิดปกติแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปเลย
พวกเขาน่าสงสารยิ่งกว่าเด็กธรรมดามาก เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินจึงรวบรวมความกล้า สอนให้พวกเขากินขนมและเล่นของเล่น
เสิ่นจืออินงับจุกนมอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่นานก็กลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็ก ๆ ไป
เธอเล่นสไลเดอร์ชั่วคราว เตะลูกบอลเล็ก ๆ และหวีผมตุ๊กตากับเหล่าผีเด็ก
แม้แต่มีเด็กมาแย่งขวดนม เธอก็สู้กับผีเด็กตัวนั้นตรง ๆ ตอนร้องไห้ก็ยังนั่งร้องไห้จ้าแข่งกับผีเด็กพวกนั้น ไม่ต่างจากเด็กดื้อเลยสักนิด!
เสิ่นมู่เหยี่ย “...”
ฉินเจิน “...”
บรรพบุรุษน้อย เธอดูสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่หน่อยสิ
ถ้าเธอไม่ได้แสดงท่าทางแบบนี้ พวกเขาคงลืมไปแล้วว่าบรรพบุรุษน้อยก็เป็นแค่เด็กสามขวบ
ถ้าพวกเขาถามขึ้นมา เสิ่นจืออินคงเถียงเสียงดังว่า เป็นเด็กเหมือนกัน ทำไมเธอถึงทะเลาะกับร้องไห้ไม่ได้!
ฝั่งนี้ครึกครื้น ส่วนฝั่งพวกผีที่แขวนคอและโดดน้ำต่างก็อิจฉา
พวกเขาไม่ได้เล่น ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เสิ่นจืออินเล่นกับเหล่าผีเด็กจนถึงตอนเย็น ถ้าฉินเจินไม่เตือน เธอคงลืมไปแล้วว่าตัวเองมาทำอะไร
เด็กน้อยหน้าตาเลอะเทอะไปหมด เธอปัดฝุ่นออกจากตัว ก่อนจะลูบหัวผีเด็กที่เธอเล่นด้วยเบา ๆ
“ถึงเวลาที่พวกเธอต้องไปแล้วนะ ชาติหน้าเกิดใหม่ก็ขอให้เจอพ่อแม่ที่รักพวกเธอนะ”
พลังวิญญาณของเสิ่นจืออินกลับคืนมาแล้ว เธอหยิบธูปสามดอกกับกระดาษเงินทองที่พับเตรียมไว้ออกมา
เสิ่นจืออินในชุดนักพรตน้อยจัดวางกระดาษเงินทองที่พับอย่างเรียบร้อยแล้วจุดธูปสามดอก
หลังจากร่ายมนตร์เสร็จ เธอก็ทำสีหน้าจริงจัง เสียงเล็ก ๆ ของเธอดังใสกังวาน “ประตูยมโลกเปิด วิญญาณมาปรากฏ”
เพียงไม่กี่คำแต่กลับมีพลังน่าเกรงขาม
ดวงจันทร์บนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือดแดงในพริบตา บนฝั่งแม่น้ำมีลมหมุนสีดำมืดมัวราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งลงไป
เด็กผีทุกตนต่างพากันหวาดกลัวหลบอยู่ด้านหลังของเสิ่นจืออิน แม้แต่ผีอื่น ๆ รอบข้างก็ยังอยากจะซ่อนตัวเอง
หลังจากลมหมุนสีดำหายไป ประตูโบราณบานใหญ่สองบานก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน บนประตูมีหน้าผีที่น่าเกลียดน่ากลัว
“ใครบังอาจเปิดประตูยมโลก!”
ทันทีที่ประตูยมโลกเปิดออก เสียงเย็นยะเยือกชวนสยองก็ดังขึ้น พริบตานั้นเอง ยมทูตร่างสูงใหญ่สองตนก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ตนหนึ่งมีหัวเป็นวัว อีกตนหนึ่งมีหัวเป็นม้า ร่างกายของพวกเขาใหญ่ราวกับภูเขา ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ ทั้งยังแผ่รังสีอำมหิตน่าหวาดหวั่น ความเย็นยะเยือกแล่นปราดจากปลายเท้าถึงศีรษะ
“ฉัน ๆๆ ฉันเอง”
แม้เผชิญหน้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แต่เสิ่นจืออินกลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ด้วยเพราะร่างกายที่เล็กจิ๋ว เด็กน้อยจึงกระโดดโลดเต้นโบกมือไปมา กลัวว่ายมทูตทั้งสองจะมองไม่เห็นตน
ยมทูตทั้งสองเบิกตากว้างจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้า เกือบคิดไปว่าตนเองตาฝาด ในโลกใบนี้ แม้แต่ปรมาจารย์ผู้แก่กล้ายังไม่อาจเปิดประตูยมโลกได้โดยง่าย แล้วเด็กน้อยเช่นนี้จะเปิดประตูยมโลกได้อย่างไร ช่างน่าขันสิ้นดี!
ยมทูตตนที่มีหัวเป็นวัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อน กำลังจะเอ่ยปากต่อว่า แต่ถูกยมทูตตนที่มีหัวเป็นม้ารั้งเอาไว้เสียก่อน
“ลองดูพลังวิญญาณในตัวเธอสิ”
โลกในตอนนี้ การจะฝึกตนเองได้นั้นยากยิ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกฝนพลังวิญญาณ
ร่างกายเล็ก ๆ ของเสิ่นจืออินนั้น ไม่เพียงแต่บรรลุถึงขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับที่สี่แล้ว สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ พลังวิญญาณอันพลุ่งพล่านในตัวเธอที่แม้แต่ร่างกายของเธอยังแทบจะต้านทานไว้ไม่อยู่
ถ้าร่างกายและวิญญาณของเธอไม่ได้สอดคล้องกัน ยมทูตทั้งสองคงคิดว่า เด็กน้อยคนนี้ถูกสิ่งใดสิงสู่เข้าเสียแล้ว
“ไม่แปลกใจเลยที่เธอสามารถเปิดประตูยมโลกได้ง่ายดายเช่นนี้”
“คนแบบนี้ ห้ามล่วงเกิน”
เด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่สามารถเปิดประตูยมโลกได้แล้ว ใครจะรู้ว่าต่อไปเธอจะกลายเป็นเซียนหรือไม่
ดังนั้น ยมทูตทั้งสองจึงย่อร่างกายให้เท่ากับมนุษย์ธรรมดา แล้วเดินมาข้าง ๆ เสิ่นจืออิน
“ท่านนักพรต ท่านมีคำสั่งอันใดหรือไม่”
เสิ่นจืออินชี้ไปที่ผีต่าง ๆ ที่อยู่ข้างหลัง และพวกที่แขวนคอบนต้นไม้กับจมน้ำอีกหลายตน
“พวกเขาต้องไปเกิดใหม่ทั้งหมด”
ยมทูตทั้งสองเห็นแล้วก็ตกใจจนหน้าซีด “ทำไมถึงมีวิญญาณพยาบาทมากมายขนาดนี้”
ที่สำคัญที่สุดคือ มีวิญญาณพยาบาทมากมายในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่พวกเขากลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“ท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะไปรายงานท่านผู้พิพากษา”
ยมทูตหัวม้าเดินผ่านประตูผีไป ไม่นานเขาก็พาชายสวมชุดขุนนางออกมา
ท่านผู้พิพากษาเห็นเสิ่นจืออินแวบแรกก็ประหลาดใจ “ท่านนักพรตน้อย”
เสิ่นจืออินก็คารวะอย่างนอบน้อม “ท่านผู้พิพากษา”
ท่านผู้พิพากษามองไปยังเด็ก ๆ ที่ตายอย่างไม่ยุติธรรมก็ขมวดคิ้ว เขาหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู ยิ่งดูสีหน้าก็ยิ่งมืดลง
“โชคชะตาของหมู่บ้านเสี่ยวหยางถูกบดบังด้วยเลือดเนื้อของเด็ก ๆ เหล่านี้ พวกยมทูตจากยมโลกจึงไม่สามารถรับรู้ถึงสถานที่แห่งนี้ได้”
ยมโลกมีวิญญาณมากมาย และตอนนี้จำนวนวิญญาณในยมโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่ต้องการมีลูก วิญญาณในยมโลกจึงเกิดใหม่ได้ยาก เหล่ายมทูตต้องทำงานหนักทุกวัน จึงไม่มีทางสังเกตเห็นความผิดปกติของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
“ผีเด็กพวกนี้ถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้มานานหลายปีแล้ว ไม่เคยมียมทูตตนไหนค้นพบเลย”
“ขอบใจท่านนักพรตเสิ่นมากที่ช่วยพวกข้าขจัดปัญหาใหญ่เช่นนี้”
ผีเด็กพวกนี้หากได้อยู่ในที่แห่งนี้นานไป ในที่สุดจะกลายเป็นผีร้าย และพุ่งออกไปจากหมู่บ้านเสี่ยวหยาง ในอนาคตไม่รู้ว่าจะก่อปัญหาใหญ่หลวงเพียงใด
เสิ่นจืออินมองดูผีเด็กเหล่านั้นถูกพาตัวไปยมโลกแล้ว ก็ถือว่าสะสางปัญหาไปได้เรื่องหนึ่ง
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ว่าแต่พอชาวบ้านที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางลงไปแล้ว พวกท่านต้องไต่สวนให้ดีล่ะ พวกนั้นร้ายกาจมาก”
ท่านผู้พิพากษาพยักหน้ารับ ก่อนจะจากไปก็ยิ้มแห้ง ๆ ให้เสิ่นจืออิน
“ไม่ทราบว่าท่านนักพรตเสิ่นยังมีธูปอยู่หรือไม่?”