ตอนที่ 50 เริ่มการประลอง
"ต่อไปข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเลิกแสดงท่าทางเย่อหยิ่งเช่นวันก่อนอีกโลกนี้นั้นเต็มไปด้วยยอดยุทธมากมายหากข้าไม่เห็นว่าพวกเจ้าเป็นศิษย์แกนหลักของพรรคมันไม่จบที่พวกเจ้าทิ้งเส้นผมเป็นแน่อย่างน้อยที่สุดพวกเจ้าต้องทิ้งแขนขาเอาไว้ถึงจะคู่ควรกับพฤติกรรมเหล่านั้น"
"ขอบคุณศิษย์พี่ที่เมตตาพวกเราจะปฏิบัติตามคำชี้แนะ"ศิษย์แกนหลักทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพียงราวกับมันนัดกันไว้ร่วงหน้า
"กลับไปเรียนต่อได้แล้วอย่าให้ท่านอาจารย์ฝึกสอน ต้องลำบากใจ"เล้งซานกล่าวอย่างเรียบเฉยและหันหน้าเดินจากไป เหล่าศิษย์แกนหลักต่างโค้งตัวเล็กน้อยแล้วจึงวิ่งกลับไปฝึกตามเดิม
เหตุผลเดียวที่มันทำเพียงสั่งสอนเล็กน้อยแก่เหล่าศิษย์แกนหลักนี้เพราะศิษย์เหล่านี้จะเป็นกำลังในอนาคตของพรรคกระบี่เหินหากมันทำร้ายคนเหล่านี้ย่อมหมายถึงทำลายอนาคตของพรรคมันยังเป็นหนี้บุญคุณที่อี้หลงเทียนที่เคยช่วยชีวิตไว้จึงไม่อยากทำอะไรเกินเลย
"ศิษย์แกนหลักเหล่านี้ดูท่าจะเชื่อฟังเจ้ามากกว่า ท่านพ่อข้าเสียอีก"
อี้หลงหวังขบขันเล็กน้อยที่เห็นภาพเช่นนี้เล้งซานก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ
เล้งซานและอี้หลงหวังมานั่งที่ม้าหินอ่อนมุมเดิมในลานฝึกยุทธเล้งซานได้ศึกษาวิชาของพรรคกระบี่เหินจนหมดสิ้นภายในคืนเดียว จากที่อี้หลงเทียนเคยบอกเล้งซานให้มาฝึกวิชากับอี้หลงหวังหลานสาวแต่บัดนี้กลับกลายเป็นเล้งซานที่คอยชี้แนะนางถึงวิธีปรับเปลี่ยนการโคจรพลังในกระบวนท่าและวิชาต่างๆอี้หลงหวังทำสีหน้าตื่นตะลึง จนนับครั้งไปถ้วน เพราะหลังจากที่ปฏิบัติตามคำชี้แนะของเล้งซานต่างเป็นจริงดังคำกล่าวในทุกครั้งไป
เวลาเก้าวันที่มีเล้งซานคอยชี้แนะแม้พลังลมปราณไม่ได้สูงขึ้นนางยังคงอยู่ในขั้นที่ 9 ของชั้นลมปราณสีครามแต่ฝีมือกลับดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างมิอาจเทียบได้ แต่ถึงกระนั้นหลายครั้งที่นางขอประกระบวนท่ากับเล้งซานก็ยังไม่อาจพูดได้ว่าเท่าเทียบนางไม่สามารถบังคับให้เล้งซานใช้สองมือต่อสู้ได้เสียด้วยซ้ำ!!ในทุกกระบวนถูกรับไว้ได้ทั้งหมดด้วยมือเพียงข้างเดียวอีกทั้งเล้งซานยังใช้แต่ท่าร่างในวิชาของพรรคกระบี่เหินต่อสู้ไม่ได้ใช้วิชาดั่งเดิมของมันแม้แต่น้อย
"เฮ้อ~ทำไมสวรรค์ต้องให้ข้าเกิดมาในยุคสมัยเดียวกับสัตว์ประหลาดเช่นเจ้ากันนะ"อี้หลงหวังนั่งถอนหายใจ หลังจากประมือกับเล้งซาน
"สวรรค์คงส่งเจ้ามาให้เคียงคู่กับข้ากระมัง"มุมปากของเล้งซานเชิดขึ้นเล็กน้อย
"หากเจ้ายังกล่าววาจาเช่นนี้อีกข้าจะเลิกคุยกับเจ้า" สีหน้าของนางเปลี่ยนสีเป็นชมพูระเรื่อก่อนจะสะบัดหน้าหนีเล็กน้อย เล้งซานเห็นกริยาเช่นนี้ก็ได้แต่อมยิ้ม
"พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเริ่มงานประลองยุทธรุ่นเยาว์แล้วเจ้ามีแผนการอะไรต่อไป" นางหันกลับมาถามเล้งซาน
"ข้าย่อมคิดไว้แล้วเจ้ารอดูพรุ่งนี้เองก็แล้วกัน..."
.............
ณ ลานกลางเมืองเมฆครามการประลองยุทธรุ่นเยาว์ประจำปีถูกจัดขึ้นที่นี่มีผู้คนคับคั่งเช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้วพรรคน้อยใหญ่ในเมืองต่างมาร่วมตัวกันโดยหวังให้ศิษย์ของตนได้สร้างชื่อเสียงให้แก่พรรค
ตัวแทนพรรคกระบี่เหิน ประกอบด้วยอี้หลงหวัง เล้งซานที่ใช้ชื่อหม่าเฉิน และศิษย์แกนหลักอีกคนที่หัวล้านเตียนชื่อว่า ฉินจงหุ่ย ในการประลองนี้ อี้หลงหู่ นำศิษย์มาด้วยตนเองจากที่ปีก่อนๆจะส่งเพียงอาวุโสพรรคหรืออาจารย์ฝึกสอนมาเท่านั้นสร้างเสียงฮือฮาแก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก
พรรคป้อมอัคคีก็เช่นกันผู้นำศิษย์มาคือซูซ่งหยู และติดตามมาด้วยซูจ้าว ที่สวมขาแห่งเทพที่เล้งซานขายให้พรรคมันในตอนนี้ซูจ้าวสามารถใช้ขาแห่งเทพได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายไปเสียแล้วเล้งซานเหลือบมองเล็กน้อย พลางฉีกยิ้ม
"การที่เจ้าขายขาแห่งเทพให้มันไปเช่นนั้นไม่กลัวจะเป็นปัญหาภายหลังหรือไง" เสียงของเฟรย่าดังขึ้น
"หืม?...ท่านคิดจริงๆหรือว่าข้าจะยอมขายของที่มีประโยชน์ให้แก่ศัตรูท่านไม่เห็นตอนข้าสร้างขาแห่งเทพหรอกหรือ?"
"เห็นแต่ข้าไม่ค่อยเข้าในวิชาอักขระเท่าไหร่เลยไม่ค่อยสนใจ ตอนเจ้าสร้างมันมีอะไรหรือ?"
"อ่อข้ายอมขาดทุนเล็กน้อย ขายอาวุธอักขระสองชิ้นให้มันยังไงล่ะ"เล้งซานฉีกยิ้มกว้าง แววตายังคงจ้องมองไปที่ขาแห่งเทพของซูจ้าว
"สองชิ้น??"น้ำเสียงเฟรย่าสงสัยอย่างมาก
"ขาแห่งเทพนั้นด้านในของมันมีลักษณะกลวง ข้าเลยฝากของขวัญชิ้นพิเศษไว้ด้านใน มันคืออาวุธอักขระชั้นสีเขียวอีกหนึ่งชิ้น"
"หรือว่า!!"เฟรย่าใช้น้ำเสียงตื่นตะลึง
"อย่างที่ท่านคิดด้านในของขาแห่งเทพคือ อาวุธอักขระขนาดเท่ากำปั้น อักขระรูปแบบระเบิดพลัง!! อานุภาพของมันสามารถระเบิดทุกอย่างให้เป็นจุลได้ในระยะกว่าสามร้อยเมตรจากจุดที่ระเบิดต่อให้เป็นซูซ่งหยู ชั้นลมปราณสีเหลือง หากโดนเข้าในระยะประชิดก็ย่อมได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน!!"
"รูปแบบระเบิด!!ที่เจ้าเคยบอกว่าเป็นที่รุนแรงที่สุด แต่ต้องเสียอาวุธอักขระไปหน่ะหรอ"
"ใช่และการที่เจ้าโง่นั่นพกของเช่นนั้นติดตัวตลอดเวลา จะยิ่งทำให้ข้าเพิ่มโอกาศชนะในการปะทะมากขึ้นไปอีกหลายเท่า"แววตาของเล้งซานเปล่งประกายออกมา พลางนึกในใจ
'เจ้าโง่นั่นไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยฮ่าๆของขวัญสุดพิเศษจากข้าชิ้นนี้แหละจะทำให้พรรคมันจดจำชื่อข้าไปอีกนานแสนนาน'
แต่สิ่งที่ทำให้เล้งซานขมวดคิ้วเล็กน้อยคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ยืนข้างๆซูจ้าวซึ่งคนผู้นี้แต่งกายแตกต่างไปจากคนของพรรคป้อมอัคคีซ้ำลมปราณที่แผ่ออกมาก็ไม่รู้สึกถึงลมปราณธาตุอัคคีและยังมีลมปราณสูงถึงชั้นสีเหลืองขั้นกลางพลังที่แผ่ออกมาจากร่างไม่ได้ด้อยไปกว่าซูซ่งหยูที่เป็นผู้นำพรรคแม้แต่น้อย
'คนผู้นี้เป็นใครกัน?ระดับพลังก็ไม่อาจดูถูกได้ แต่ยืนอยู่กับคนของพรรคป้อมอัคคีเพราะฉะนั้นย่อมเป็นศัตรู'
จากนั้นไม่นานคนของพรรคตระกูลเซี่ยวหลินก็ปรากฏตัวแม้จะเป็นอีกหนึ่งพรรคใหญ่ในเมืองแต่ก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของเล้งซานแม้แต่น้อยตามมาด้วย เซี่ยวหลินหลุน ซึ่งพาผู้เยาว์คนหนึ่งมาด้วยแต่ก็ลมปราณอ่อนหัดจนน่าอับอายที่ลมปราณชั้นสีครามขั้นที่ 1 คงไม่ผ่านในรอบแรกดั่งเช่นทุกปีก่อนหน้า
'เหตุใดปีนี้คุณหนู ไม่มาด้วย?' เล้งซานขมวดคิ้วเล็กน้อย เนื่องจากผิดหวังที่ไม่ได้พบเซี่ยวหลินเยว่
กรรมการชี้ขาดในปีนี้ยังคงเป็นเสวียนอู่จิงฉานเช่นเคยเล้งซานได้สืบข่าวจนทราบว่าหลังจากเล้งซานไปที่หุบเขาหมื่นพฤกษา เสวียนอู่จิงฉานก็ได้กลับมารับเล้งซานพร้อมราชโองการที่เมืองเมฆครามแต่ก็ไม่พบตัวเล้งซานแต่อย่างใด และได้ปะทะคารมกับซูซ่งหยูเล็กน้อยเรื่องที่ทำให้เล้งซานไม่สามารถมารับราชโองการได้ แต่ก็ต้องยอมล่าถอยด้วยเหตุและผลเนื่องด้วยสิ่งที่เล้งซานกระทำกับพรรคป้อมอัคคีนั้นนับว่าสาหัสสากรรจ์อย่างมาก
และวันนี้เหตุผลหนึ่งที่มันยอมมาเป็นกรรมการชี้ขาดต่ออีกปีคือหวังว่าจะพบตัวเล้งซานและพากลับไป
กรรมกรท่านหนึ่งขึ้นไปบนเวทีประลองเพื่อประกาศ
"วันนี้เป็นการประลองยุทธรุ่นเยาว์ประจำปีของเมืองเมฆครามแห่งนี้ขอขอบคุณพรรคน้อยใหญ่ที่ได้ส่งศิษย์รุ่นเยาว์อายุไม่เกิน 18 ปีมาเข้าร่วมผู้สมัครมีด้วยกันทั้งสิ้น 800 คน เท่ากับเมื่อปีก่อนทางเราจึงขอใช้กติกาเดิมของปีที่แล้ว จะทำการประลองทั้งสิ้น 2 วัน ในวันแรกแบ่งสายออกเป็น 16 สาย สายละ 50 คน ผู้ที่เหลือรอด 2 คนสุดท้ายในแต่ละสายจะผ่านเข้าสู่รอบที่สอง ในรอบที่สอง คู่ที่ผ่านเข้ารอบในแต่ละสายจะต้องประลองกับสายข้างๆแบบ 2-2 คู่ใดชนะจะผ่านเข้าสู่รอบที่สามในการประลองวันถัดไปจากนั้นจะเป็นการจับสลากสู้แบบ 1-1 แบบแพ้คัดออกจนเหลือผู้ชนะคนสุดท้าย
และในปีที่แล้วผู้ชนะเลิศ เล้งซานแห่งหมู่บ้าน เมฆาล่อง ได้ปฏิเสธรางวัลชนะเลิศทำให้ปีนี้รางวัลชนะเลิศจะถูกทบยอดมาจากปีที่แล้ว รวมกันเป็นสองเท่า!!และจากนี้ข้าขอประกาศเริ่มการประลองยุทธรุ่นเยาว์แห่งเมืองเมฆคราม ณ บัดนี้...."