เด็กหนุ่มผู้ไร้ปราณ
หมู่บ้านหุบเขาเมฆาคล้อยตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยหมอกจาง ๆ แทบตลอดทั้งปี ที่นี่เป็เพียงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ของอาณาจักรตงฟ้า อันห่างไกลจากความรุ่งเรืองของเมืองหลวงและสำนักยุทธ์อันยิ่งใหญ่
สำหรับ หลี่ฟง วัยสิบห้าปี ชีวิตในหมู่บ้านนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหมอกที่ปกคลุมอยู่ เขาถูกมองว่าเป็เพียงเงาจาง ๆ ไร้ตัวตน ไร้ความสำคัญ ไม่ต่างจากวัชพืชริมทาง
"หลี่ฟง! เ้ายังไม่ไปตักน้ำอีกรึไง! อยากจะให้หลี่เยว่หิวตายงั้นรึ!" เสียงแหลมสูงของหลี่ซาน คุณลุงรองผู้มีอำนาจในตระกูลดังขึ้น หลี่ฟงสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบโยนฟืนที่กำลังหอบอยู่ลงแทบเท้าแล้วคว้าถังน้ำเก่า ๆ ที่วางอยู่ใกล้ ๆ วิ่งไปทางบ่อน้ำ
เขาผอมเกร็ง แขนขาเล็กเรียว ผิวคล้ำแดดจากการทำงานหนักมาั้แ่จำความได้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็เพียงผ้าขาด ๆ ที่รับ่ต่อมาจากคนอื่น ๆ หลี่ฟงไม่มีอะไรสักอย่างที่จะทำให้เขาโดดเด่นในสายตาใคร
ในตระกูลหลี่ เด็กทุกคนเมื่อย่างเข้าวัยเจ็ดขวบจะได้รับการตรวจสอบ เส้นชีพจรปราณ เพื่อดูว่าพวกเขามีพร์ในการดูดซับ พลังปราณ ซึ่งเป็รากฐานของการฝึกวิชากำลังภายในหรือไม่ ใครที่มีเส้นชีพจรปราณแข็งแกร่งก็จะได้รับการดูแลเป็พิเศษ มีโอกาสได้เรียนวิชาดี ๆ มีอนาคตสดใส
แต่หลี่ฟงน่ะหรือ... เขาเป็คนเดียวในรุ่นที่เส้นชีพจรปราณแห้งผาก ราวกับไม่มีอยู่จริง
"ปราณแห้งผาก... ช่างเป็เด็กที่ไร้ค่าสิ้นดี" นั่นคือคำพูดที่หมอเฒ่าประจำตระกูลกล่าวออกมาในวันนั้น และคำพูดนั้นก็หล่อหลอมชะตาชีวิตของหลี่ฟงนับแต่นั้นเป็ต้นมา
เขาถูกลดขั้นเป็เพียง "ทาสในเรือน" คอยทำงานจิปาถะทุกอย่าง ถูกส่งไปหาของป่า ตักน้ำ หุงข้าว ล้างจาน แม้กระทั่งงานหนักอย่างการผ่าฟืน เขาทำทุกอย่างด้วยความอดทน
ชีวิตของหลี่ฟงไม่ได้มีแค่ความมืดมิดเสียทีเดียว แสงสว่างเดียวในชีวิตของเขาคือ หลี่เหมย น้องสาววัยสิบสองปีที่ป่วยหนักด้วยโรคลึกลับมาหลายปี
หลี่เหมยมีใบหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอม แต่ดวงตาของเธอมักจะเปี่ยมด้วยประกายอบอุ่นเสมอ เธอคือเหตุผลเดียวที่ทำให้หลี่ฟงยังคงอดทนและต่อสู้กับโชคชะตาที่โหดร้ายนี้ได้
"ท่านพี่... ท่านพี่เหนื่อยไหมเ้าคะ" เสียงหวานใสของหลี่เหมยดังมาจากแคร่ไม้ไผ่เก่า ๆ หลี่ฟงหันไปยิ้มให้เธอ ใบหน้าเปื้อนเหงื่อของเขาอ่อนโยนลงทันที
"ไม่เหนื่อยเลยเหมยเอ๋อร์ เ้าพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะต้มยาสมุนไพรให้" เขาลูบผมของน้องสาวเบา ๆ ในมือเขากำยาสมุนไพรแห้งไม่กี่ใบที่เขาเก็บได้เมื่อเช้า แต่มันเป็สมุนไพรพื้น ๆ ที่ไม่ได้มีสรรพคุณมากนัก
เขารู้ดีว่าหลี่เหมย้า "ดอกวารีเงิน" สมุนไพรหายากที่ขึ้นอยู่บนยอดเขาเมฆาขาวโน่น ซึ่งเป็สถานที่อันตราย เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและผู้ฝึกยุทธ์เกเร แต่ดอกวารีเงินราคาแพงลิบลิ่ว เกินกว่าที่เขาจะหาซื้อได้
ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านพร้อมถังน้ำ หลี่ฟงต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมทำร้ายชาวบ้านที่กำลังแบกของผ่านไป หัวหน้ากลุ่มคือชายร่างใหญ่มีรอยสักรูปงูพิษที่แขน เขากำลังหัวเราะเสียงดัง
"ฮ่า ๆ ๆ สมุนไพรพวกนี้ก็ใช้ได้นี่หว่า! พวกเ้ามันก็แค่ชาวบ้านกระจอก ควรรู้ว่าใครคือผู้ปกครองของที่นี่!"
พวกเขาคือ กลุ่มโจรเงาหิน กลุ่มนักเลงกำลังภายในกระจอก ๆ ที่มาคอยรีดไถของจากชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ หลี่ฟงเคยเห็นพวกเขามาหลายครั้ง และก็ทำได้แค่หลบซ่อนตัวไป
แต่ครั้งนี้... พวกมันกำลังพยายามแย่งสมุนไพรจากลุงิ ชาวบ้านที่เคยเอ็นดูเขา และสมุนไพรที่พวกมันแย่งไปนั้น ดูเหมือนจะมี "เถาอัศจรรย์" ที่ช่วยบำรุงพลังปราณอยู่ด้วย มันอาจจะช่วยหลี่เหมยได้!
ความกล้าหาญเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ หลี่ฟงวางถังน้ำลง เขาอยากจะช่วย อยากจะปกป้อง เขาจำได้ว่าในกองสมุนไพรนั้นมี "เถาอัศจรรย์" ที่ลุงิตั้งใจจะนำไปแลกยาให้หลาน
"พวกเ้า... พวกเ้าหยุดนะ!" หลี่ฟงะโออกไป เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ
หัวหน้าโจรเงาหินหันมามองด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยาม "โฮ่ ๆ ๆ เ้าหนูตัวกระเปี๊ยกนี่กล้าหาญดีนี่หว่า! อยากจะลองดีรึไง!"
หลี่ฟงไม่สนใจ เขาพุ่งเข้าไปหาหัวหน้าโจรอย่างบ้าระห่ำ หวังเพียงจะแย่งสมุนไพรกลับคืนมาให้ลุงิและเผื่อจะได้เถาอัศจรรย์ไปให้หลี่เหมย
แต่แน่นอนว่ากำลังของเขาไม่อาจเทียบได้กับนักเลงกำลังภายในที่แม้จะกระจอกแต่ก็ยังฝึกฝนมาบ้าง หัวหน้าโจรหัวเราะเยาะ ก่อนจะสะบัดมือออกไป "เ้าหนูไร้ปราณอย่างแกน่ะรึจะทำอะไรข้าได้!"
ผัวะ!
หมัดหนัก ๆ ซัดเข้าที่ท้องของหลี่ฟงอย่างจัง ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ เืสด ๆ ไหลออกมาจากมุมปาก ความเ็ปแล่นไปทั่วร่าง หลี่ฟงพยายามลุกขึ้น แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง
"ฮ่า ๆ ๆ ดูมันสิ! เป็แค่ไอ้ขยะ! ยังกล้ามาขวางทางพวกข้าอีก! เอาไปฝังมันซะ!" หัวหน้าโจรสั่งลูกน้อง ก่อนจะเดินจากไปพร้อมสมุนไพรที่ปล้นมาได้ ทิ้งหลี่ฟงให้นอนจมกองเือยู่เพียงลำพัง
สติของหลี่ฟงเริ่มเลือนลาง ภาพของหลี่เหมยปรากฏขึ้นในห้วงความคิด "เหมยเอ๋อร์... พี่ขอโทษ... พี่ปกป้องเ้าไม่ได้..."
ความรู้สึกไร้ประโยชน์ ความสิ้นหวัง และความเ็ปที่ไม่อาจปกป้องคนที่รักได้กัดกินใจเขาจนแทบจะฉีกขาด
โลกทั้งใบดูมืดมิดลง...