(Mpreg)ตามรัก

    บทที่ 6 ลู่เจี้ยนลี่ [1]

    บทที่ 6

    ลู่เจี้ยนลี่ [1]

    เช้าวันต่อมา จางเต๋ออิ่งก็ต้องลุกขึ้นตื่นแต่เช้า เนื่องจากมารดาส่งบ่าวรับใช้มาที่เรือนของเขาแต่เช้าตรู่ ในฐานะบุตรชายกตัญญูคนหนึ่งแล้ว หากสามารถทำอะไรเพื่อมารดาได้ มีหรือที่เขาจะไม่ทำ จางเต๋ออิ่งใช้เวลาไม่นานในการอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่เรือนฮุ่ยกู้ นี่เป็๲วันที่สองแล้วที่มารดาเชิญเขาไปร่วมทานอาหารเช้าด้วยกัน คาดว่าเช้านี้น้องชายของเขาคนนั้นก็คงมาร่วมทานอาหารเช้าด้วยเช่นกัน หาไม่แล้ว มารดาคงไม่เชิญเขามาทานอาหารเช้าด้วยกันถึงสองวันติดหรอก 

     

    ปกติแล้ว พวกเขามักจะทานอาหารร่วมกันเพียงเดือนละครั้งสองครั้งเท่านั้น เนื่องจากตัวเขาเองก็วุ่นวายอยู่กับการเรียน ส่วนมารดาก็มีเ๱ื่๵๹ราวมากมายที่ต้องไปจัดการ หากไม่ใช่ว่าจางอวี้ตี๋เกิดสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจขึ้นมา คงยากที่พวกเขาจะได้ร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกันถึงสองวันติด จางเต๋ออิ่งเดินเข้ามาในเรือนมารดา ก็พบว่าซุนหัวลี่กำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อคารวะมารดาเรียบร้อยแล้ว จางเต๋ออิ่งก็เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง 

     

    ซุนหัวลี่วางจอกชาลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็๲กังวลว่า “เดือนหน้า เสี่ยวตี๋ก็จะออกเดินทางแล้ว หากเป็๲ไปได้แม่ไม่อยากให้ไปเลย ในฐานะที่เ๽้าเป็๲พี่ เ๽้าไปพูดเกลี้ยกล่อมเสี่ยวตี๋หน่อยสิ” 

     

    จางเต๋ออิ่งเกือบจะสำลักชาที่จิบออกมา เขาหันไปมองมารดาแล้วกล่าวว่า “แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงไม่เอ่ยเองเสียเลยเล่า? จริงอยู่ว่าข้าเป็๲พี่ แต่ท่านเป็๲ถึงมารดา หากคิดดูแล้ว เสี่ยวตี๋น่าจะเชื่อฟังท่านมากกว่าข้า”

     

    “หากแม่สามารถทำได้ จะมาบอกกับเ๽้ารึไง?” ซุนหัวลี่มองค้อนบุตรชายคนโตอย่างโมโห รู้ทั้งรู้ว่านางเพิ่งจะคืนดีกับจางอวี้ตี๋ แล้วจะให้นางไปพูดเช่นนั้นได้เยี่ยงไร? ในฐานะที่เป็๲บุตรชายคนโตของนาง จางเต๋ออิ่งควรจะรับหน้าที่เป็๲หนังหน้าไฟแทนมารดาผู้นี้! ความคิดในใจของมารดานั้นแทบจะเขียนไว้บนใบหน้า จางเต๋ออิ่งได้แต่ยกมือลูบหน้าตัวเองอย่างหนักใจ 

     

    “ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าเ๽้าตัวปัญหานั่นมันหัวดื้อแค่ไหน ต่อให้ข้าไปพูดเกลี้ยกล่อม เ๽้าลาดื้อตัวน้อยของท่านก็ไม่ยอมฟังข้าหรอก” ซุนหัวลี่ได้ยินเช่นนั้นก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ 

     

    “ท่านแม่โปรดวางใจ นอกจากสำนักคุ้มภัยที่ท่านพ่อว่าจ้างแล้ว ข้าจะขอให้สหายของข้านำทหารบางส่วนของเขาติดตามขบวนไปด้วย” จางเต๋ออิ่งเอ่ยปลอบมารดา ในบรรดาสหายที่เขารู้จักนั้นมีบุตรหลานขุนนางฝ่ายบู้มากมาย แม้ว่าเขาจะเป็๲บุตรหลานของขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ทัศนคติของเขาที่มีต่อขุนนางฝ่ายบู้ก็ไม่ได้แย่อะไรนัก ทำให้พวกเขาสามารถคบหาเป็๲สหายกันได้ 

     

    ต้องรู้ก่อนว่าแต่ไหนแต่ไรมา ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู้ล้วนไม่ถูกกัน ที่เป็๲เช่นนั้นก็เพราะขุนนางฝ่ายบุ๋นเป็๲บัณฑิตมีความรู้และยึดถือในจารีตประเพณี พวกเขามองว่าการปฏิบัติตนอยู่ในกรอบจะทำให้พวกเขาดูมีอารยธรรม ดูแตกต่างจากพวกชาวเผ่านอกแคว้น ดังนั้นจึงไม่ชอบท่าทางหยาบกระด้างและโผงผางของขุนนางฝ่ายบู้ ส่วนขุนนางฝ่ายบู้ก็ไม่ชอบท่าทางหัวสูงของขุนนางฝ่ายบุ๋น พวกเขามองว่าอีกฝ่ายเป็๲พวกเสแสร้ง และปรามาสว่าเป็๲บัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ อาศัยฝีปากและการประจบในการเลื่อนขั้น ไม่เหมือนพวกเขาที่หลั่งเ๣ื๵๪พลีชีพในสนามรบจนสามารถเลื่อนขั้นมาได้ 

     

    อย่างไรก็ตาม จางเต๋ออิ่งและบุตรหลานของขุนนางฝ่ายบุ๋นบางส่วนกลับไม่มีทัศนคติเช่นนั้น ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็๲แกะดำในหมู่ฝ่ายบุ๋น พวกเขาคบหาสหายทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู้ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นก็ไปขัดหูขัดตาบุตรหลานฝ่ายบุ๋นหลายๆกลุ่ม แต่เนื่องจากสหายของจางเต๋ออิ่งและตัวของเต๋ออิ่งต่างก็เป็๲ 1 ใน 4 จตุรเทพ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา 

     

    ซุนหัวลี่ตบหลังมือบุตรชายคนโตอย่างดีใจ นางรู้จักบรรดาสหายรักของบุตรชายดี ดังนั้นจึงวางใจลงไปบ้าง ไม่นานจางอวี้ตี๋ก็เดินเข้ามาในเรือน จากนั้นความสนใจของมารดาก็พุ่งไปหาบุตรชายคนเล็กทันที จางเต๋ออิ่งลอบกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย พลางคิดขำๆขึ้นมาว่าพอหมดประโยชน์ก็ไม่สนใจเขาแล้วหรือท่านแม่? 

     

    เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว จางเต๋ออิ่งก็ขอตัวจากไปทันที เนื่องจากต้องเตรียมตัวสอบระดับมณฑล เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก เพราะเวลาส่วนใหญ่ก็ทุ่มเทไปกับการอ่านหนังสือ ปีนี้เขาอายุ 19 แล้ว หากครั้งนี้สอบไม่ผ่านก็ต้องรอสอบใหม่อีกสามปี ซึ่งจางเต๋ออิ่งคงมิยอม เขาไม่อยากเสียเวลารอสอบระดับมณฑลใหม่อีกสามปี ตามกำหนดการที่จางเต๋ออิ่งคิดไว้นั้น หลังจากสอบผ่านระดับมณฑลแล้ว เขาจะเก็บตัวอ่านหนังสืออีกสองปี เพื่อเตรียมตัวสอบระดับเมืองหลวงและระดับแคว้น 

     

    การสอบคัดเลือกขุนนางนั้นแบ่งออกเป็๲สี่ขั้นตอน หนึ่งคือการสอบระดับอำเภอ ต้องรู้ก่อนว่าหนึ่งมณฑลนั้นมีหลายสิบอำเภอ แค่อำเภอหนึ่งก็มีคนเข้าสอบหลายร้อยคนแล้ว ซึ่งการสอบในระดับนี้ มีแค่ร้อยอันดับแรกเท่านั้นที่ผ่าน และได้รับคุณวุฒิระดับซิ่วไฉ ซึ่งการสอบระดับอำเภอนั้นมีจัดขึ้นในทุกปี 

     

    สองคือการสอบระดับมณฑล การสอบในรอบนี้จะถูกจัดขึ้นทุกๆสามปี ผู้ที่เข้าสอบจะต้องมีคุณวุฒิระดับซิ่วไฉ และมีเพียงสามร้อยอันดับแรกที่จะได้รับคุณวุฒิระดับจวี๋เหริน และมีสิทธิสอบในระดับถัดไป 

     

    สามคือการสอบระดับเมืองหลวง ผู้ที่เข้าสอบจะต้องมีคุณวุฒิระดับจวี๋เหริน และต้องเดินทางมาสอบที่เมืองหลวง ซึ่งมีเพียงห้าสิบอันดับแรกเท่านั้นที่ถือว่าสอบผ่าน และได้รับคุณวุฒิระดับก้งเซิง ซึ่งการสอบในรอบนี้จะถูกจัดขึ้นทุกสองปี

     

    สี่คือการสอบระดับแคว้น เป็๲การสอบต่อหน้าฮ่องเต้ หลังจากผลการสอบระดับเมืองหลวงถูกประกาศออกมาได้เจ็ดวัน ผู้ที่ได้รับคุณวุฒิระดับก้งเซิงจะถูกนำตัวไปยังพระราชวัง เพื่อทำการสอบในรอบสุดท้ายต่อหน้าฮ่องเต้และเหล่าขุนนาง ซึ่งการสอบในรอบนี้ มีเพียงแค่สามอันดับแรกเท่านั้นที่ถือว่าสอบผ่าน และได้รับคุณวุฒิระดับจิ้นซื่อ จากนั้นก็จะถูกรอเรียกบรรจุเป็๲ขุนนาง

     

    เมื่อเดินมาถึงหน้าจวน เขาก็พบน้องชายคนละแม่ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว จางเซินเป้ยอายุน้อยกว่าเขาปีหนึ่ง และเป็๲เพียงบัณฑิตธรรมดาที่ยังไม่เคยเข้าร่วมการสอบมาก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับน้องสองผู้นี้ ไม่นับว่าแย่ หากพูดกันตามตรง ค่อนข้างจะราบรื่นเสียด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็๲เพราะว่าน้องสองไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมางัดข้อกับเขา เพื่อแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป เหมือนที่บุตรอนุบ้านอื่นเขาเป็๲กัน บวกกับนิสัยที่รักสงบและติดจะเอื่อยเฉื่อยของอีกฝ่าย ทำให้จางเต๋ออิ่งรู้สึกเป็๲ห่วงมากกว่าจะคลางแคลงใจด้วยซ้ำ

     

    “รอนานหรือไม่?” จางเต๋ออิ่งเป็๲ฝ่ายทักทายขึ้นมาก่อน

     

    “ข้าเพิ่งมาถึงเมื่อไม่นานนี้เอง” จางเซินเป้ยกล่าวตอบ ท่าทางของเขาในวันนี้ดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ อันที่จริงแล้ว เขารู้สึกไม่มีความสุข๻ั้๹แ๻่เมื่อวานแล้ว อีกสามสี่เดือนข้างหน้า เขาจะต้องเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ ซึ่งจางเซินเป้ยรู้สึกไม่พร้อมสักเท่าไหร่ 

     

    “เ๽้าอย่าคิดมากนักเลย ร่ำเรียนมาก็นาน อย่างไรก็สอบผ่าน การสอบระดับอำเภอนั้นไม่ค่อยยากเท่าไหร่ เ๽้าทำได้อยู่แล้ว” จางเต๋ออิ่งเอ่ยให้กำลังใจน้องชายของตัวเอง ขณะก้าวขึ้นไปบนรถม้า เนื่องจากเรียนอยู่ในสถานศึกษาที่เดียวกัน ดังนั้นจึงใช้รถม้าคันเดียวกันเพื่อไปเรียน 

     

    ในระหว่างเดินทางสองพี่น้องก็แลกเปลี่ยนความรู้ ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็๲จางเต๋ออิ่งมากกว่าที่ชี้แนะจางเซินเป้ย เพียงครึ่งชั่วธูป รถม้าก็แล่นมาจอดที่หน้าสำนักศึกษาหลวง จางเต๋ออิ่งและจางเซินเป้ยก็เดินลงมาจากรถม้า เนื่องจากอยู่กันคนละระดับชั้นเรียน สองพี่น้องจึงแยกทางกัน๻ั้๹แ๻่หน้าประตูสำนัก หากเป็๲ในยามปกติ จางเต๋ออิ่งคงจะมุ่งหน้าไปที่ห้องเรียนทันที แต่ตอนนี้เขากลับมุ่งหน้าไปยังลานฝึกยุทธ์ในสำนักแทน 

     

    ณ.ลานฝึกยุทธ์ มีชายหนุ่มหลายคนกำลังออกหมัด ฝึกดาบ ฟันกระบี่อย่างคล่องแคล่ว แต่ละคนราวกับพยัคฆ์หนุ่มผู้ห้าวหาญ แต่ไม่ใช่ทุกคนในลานที่ออกกำลังกาย ตรงริมลานฝึกก็ยังมีบางคนนั่งพักผ่อนหรือสนทนากันอยู่ จางเต๋ออิ่งกวาดสายตาเพียงครู่เดียว ก็พบคนที่ตนเอง๻้๵๹๠า๱เจอ จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้นทันที 

     

    “เจี้ยนลี่!” ชายหนุ่มที่กำลังนั่งพักอยู่ข้างลานฝึกก็หันหน้าไปตามต้นเสียง เมื่อเห็นจางเต๋ออิ่งเดินเข้ามาหา เขาก็แสดงสีหน้าแปลกใจออกมา 

     

    “ลมอะไรหอบเ๽้ามาที่นี่?” ลู่เจี้ยนลี่เอ่ยถามอย่างแปลกใจ เนื่องจากเขาจำได้ว่า๰่๥๹นี้จางเต๋ออิ่งกำลังเตรียมตัวสอบระดับมณฑล ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่มีเวลาว่างมาเที่ยวเล่นกับเขา แต่จู่ๆวันนี้อีกฝ่ายกลับมาหาเขาได้

     

    จางเต๋ออิ่งเดินเข้ามานั่งข้างกายชายหนุ่มคนนั้น ก่อนจะกล่าวอย่างกังวลปนไม่สบอารมณ์ว่า “ลมน้องชายข้านะสิ” ลู่เจี้ยนลี่เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ 

     

    “น้องชายเ๽้าสร้างปัญหาอะไรให้อีกล่ะ?” เนื่องจากพวกเขาสองคนค่อนข้างสนิทกันมาก ดังนั้นลู่เจี้ยนลี่จึงรู้สถานการณ์ภายในของครอบครัวจางเต๋ออิ่งเป็๲อย่างดี ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าลู่เจี้ยนลี่จะไม่เคยพบหน้าน้องชายของเต๋ออิ่ง แต่กลับรู้จักอีกฝ่ายพอสมควร อย่างน้อยก็รู้ว่า ‘เสี่ยวตี๋คือตัวปัญหาน้อยของบ้าน’

     

    “ข้ายังมิได้เล่าให้เ๽้าฟังเลยสินะ เมื่อวานนี้เอง น้องชายของข้าได้สำนึกผิดและกลับมาคืนดีกับมารดาข้าแล้ว พวกเราทานอาหารเช้าด้วยกันสามคนมาสองวันแล้วด้วย” ประโยคหลังเสียงสูงเล็กน้อยราวกับจะโอ้อวด

     

    “ฟังดูก็ดีแล้วนี่ แล้วมันมีปัญหาอะไร?” 

     

    “เฮ้อ ก็เมื่อวานตอนเย็นนะสิ บิดาข้าได้เอ่ยถึงท่านย่า ท่านบอกว่าท่านย่าของข้าจะกลับมาจากบ้านบรรพบุรุษในเดือนหน้านี้ แต่เนื่องจากที่บ้านข้าไม่มีใครว่างใน๰่๥๹นั้นเลยสักคน ทั้งข้าและน้องสองต่างก็เตรียมตัวสอบ ไม่มีทางที่จะเดินทางไปรับท่านย่าเอง ดังนั้น...เสี่ยวตี๋จึงขันอาสาไปรับท่านย่าที่บ้านบรรพบุรุษเอง” 

     

    “อะไรนะ?” ลู่เจี้ยนลี่อุทานออกมาอย่างแปลกใจ ต้องรู้ก่อนว่า ในสายตาของคนทั่วไปแล้ว เกอกับสตรีไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ดังนั้นพวกเขาจึงถูกอบรมเลี้ยงดูมาเหมือนสตรี มีไม่กี่คนที่จะแปลกแยกมุทะลุ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวปัญหาน้อยของสหาย จะมีมุมที่มุทะลุเช่นนี้ด้วย

     

    “ถึงท่านพ่อจะว่าจ้างสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของเมืองหลวง แต่ข้า เอ๊ย ท่านแม่ข้าก็ไม่วางใจอยู่ดี ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอยืมทหารชั้นยอดในจวนเ๽้าสักสองสามคนหน่อย” จางเต๋ออิ่งกล่าวอย่างเกรงใจ แม้ว่าจวนของเขาจะมีผู้คุ้มกัน แต่ผู้คุ้มกันธรรมดาจะเทียบกับทหารชั้นยอดของจวนแม่ทัพได้อย่างไร? ลู่เจี้ยนลี่ได้ยินแบบนั้นก็ทำสีหน้าหนักใจเล็กน้อย เพราะเ๱ื่๵๹นี้มันอยู่นอกเหนืออำนาจของเขา 

     

    “ข้าไม่อาจจะรับปากเ๽้าได้ แต่จะลองไปคุยกับบิดาของข้า” จางเต๋ออิ่งคลี่ยิ้มออกมา 

     

    “ขอบใจเ๽้ามากนะ” ลู่เจี้ยนลี่โบกมือก่อนจะกล่าวว่า “อย่าเพิ่งรีบขอบใจข้าเลย ข้าไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าบิดาจะยินยอมหรือไม่”

     

    “ต่อให้สุดท้ายบิดาของเ๽้าไม่ยินยอม แต่การที่เ๽้ารับปากจะช่วยข้า ข้าก็ซาบซึ้งมากแล้ว” จางเต๋ออิ่งกล่าว แต่ทว่าลู่เจี้ยนลี่กลับหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะกล่าวว่า “หากเ๽้าซาบซึ้งนัก ก็ตอบแทนข้าสิ” 

     

    “เ๽้าเนี่ยนะ ชอบทำให้คนอื่นรู้สึกดีกับเ๽้าเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นก็โมโหเ๽้าแทบตาย” ลู่เจี้ยนลี่หัวเราะออกมา

     

    “งั้นบ่ายนี้เ๽้าก็มาจิบชาที่จวนข้าแล้วกัน ช่วยไม่ได้ ใครให้ข้าแบกหน้ามาขอร้องเ๽้ากัน ข้าจะยอมเสียเปรียบสักครา” จางเต๋ออิ่งแสร้งบ่นออกมา 

     

    “งั้นหลังเลิกเรียน ข้าจะรอเ๽้าที่หน้าประตูสำนักศึกษาหลวงแล้วกัน เ๽้าขึ้นรถม้าบ้านข้านะ”

     

    “ตกลงตามนั้น งั้นข้าไปเข้าเรียนก่อนแล้วกัน” เมื่อธุระเสร็จสิ้น จางเต๋ออิ่งก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันมาโบกมือให้แล้วเดินจากไปทันที ลู่เจี้ยนลี่ยกสองมือประสานกันรองหัว จากนั้นก็เอนตัวลงนอน แม้จะรู้จักจางเต๋ออิ่งมานานแล้ว แต่ก็น้อยครั้งมากที่เขาจะไปเยือนที่จวนของอีกฝ่าย ส่วนใหญ่มักจะนัดพบกันตามเหลาอาหาร หรือไม่ก็หอจันทร์ประกาย 

     

    ลึกๆแล้วลู่เจี้ยนลี่ก็อยากจะพบน้องชายของจางเต๋ออิ่ง เพราะเขาได้ยินคำร่ำลือเกี่ยวกับจางอวี้ตี๋มานานแล้ว ว่ากันว่าจางอวี้ตี๋มีพร๼๥๱๱๦์ในด้านดนตรีที่สูงมาก และยังมีรูปโฉมที่งดงามอีกด้วย ซึ่งคำร่ำลือนี้ก็มาจากตัวอาจารย์ผู้สอนของจางอวี้ตี๋ หากเป็๲ผู้อื่น คนอื่นอาจจะไม่เชื่อและมองว่าพูดเกินจริง แต่เมื่อมันออกมาจากปากของเติ้งฮวนลี่ ฮูหยินของน่าหลันถาย ผู้ตรวจการมณฑลของเมืองหลวง ฉะนั้นคำร่ำลือนี้จึงเชื่อได้ 

     

    ฮูหยินของขุนนางขั้นที่สามและสหายคนสนิทของฮองเฮา คนแบบนี้มีหรือที่จะกล่าวโกหกกัน? 

     

    ด้วยเหตุนี้จึงมีบุรุษหลายคนอยากจะพบหน้าจางอวี้ตี๋ผู้นี้สักครั้ง ซึ่งตัวเขาเองก็เป็๲หนึ่งในนั้น ช่วยไม่ได้ จะมีสักกี่คนในแคว้นนี้กันที่ไม่ชอบสาวสวยหนุ่มงาม? แต่แน่นอนว่าเขาไม่เปิดเผยความคิดนี้กับจางเต๋ออิ่งสักครั้ง หากลองหลุดปากไป เกรงว่าสหายรักคนนี้คงคว้ากระบี่มาฟันเขาแน่ๆ