บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 60 | การพบพานโดยบังเอิญ 8

            โมมิยะกำลังร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน ในขณะที่เบื้องล่างยังมีกวีกำลังตระเตรียมหมัดขวาซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังงานมานาเตรียมเข้าจู่โจม

            พลันสัมผัสถึงอันตราย โมมิยะราวกับล่วงรู้ถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อหมัดขวาของกวีพุ่งทะยานเข้ามา เขากลับโอบกอดมันด้วยสองแขนก่อนที่เรือนร่างจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

            ฝ่ามือขวาถูกยกขึ้นสูง พลังงานมานาซึ่งเปล่งประกายแสงถึงเจ็ดสีกำลังแผ่พุ่ง

            “ซุ่มม !!”

            โมมิยะสับแขนขวาลงมือเพื่อหักแขนของกวี เพียงแต่ว่า พลันฝ่ามือใกล้ถึงเป้าหมายเพียงเสี้ยววินาที กวีกลับหมุนตัวในมุมสี่สิบห้าองศา ตวัดเท้าขวาเพื่อจู่โจมศัตรูในทีเผลอ

            “ยังอ่อนหัด !!” โมมิยะหยุดยั้งการโจมตีในฉับพลัน ปัดป้องการโจมตีและเร่งปลีกตัวออกมาในทันที

            ช่วงเวลาล่วงผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที กระนั้นกลับสร้างการต่อสู้อันน่าตกตะลึง

            “ท่าเมื่อกี้ ไอคิโด้สินะ” เสียงของโมมิยะถูกเปล่งขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าราวกับว่าตนกำลังล่วงรู้ถึงบางสิ่ง

            “สมแล้วที่เป็นคนญี่ปุ่น เพราะดูเหมือนทางนายเองก็คงพอมีวิชาติดตัวบ้างเหมือนกัน ท่าสับเมื่อกี้ นั่นคือคาราเต้สินะ” กวีเองก็ราวกับกำลังล่วงรู้ถึงบางสิ่งเช่นกัน

            ในด้านทักษะการต่อสู้ ทั้งกวีและโมมิยะล้วนแล้วแต่ถือครองทักษะที่แตกต่าง 

            “ยอดเยี่ยม ถูกต้องอย่างที่นายกล่าว แต่ในทางกลับกัน ไอคิโด้ของนายกลับแปลกยิ่งกว่า โดยปกติ ไอคิโด้จะเน้นไปยังการปัดป้องและแปรเปลี่ยนทิศทางการโจมตี ทว่าในกรณีของนาย มันกลับทรงพลัง แข็งแกร่งแต่ก็อ่อนช้อยในขณะเดียวกัน” โมมิยะคาดเดาถึงสิ่งที่ตนได้พบเจอ ในขณะที่เขารับหมัดเมื่อครู่ของกวี นั่นคือหนึ่งในกระบวนท่าของทักษะแม่ไม้มวยไทย 

            “จะบอกยังไงดีล่ะ” กวีเริ่มกล่าวพลางครุ่นคิด “ดูเหมือนอาจารย์ของชั้นจะผสมผสานหลากหลายศาสตร์การต่อสู้เข้าด้วยกัน แน่นอนว่ารวมไปถึงมวยไทยด้วย ซึ่งชั้นเองก็ได้เรียนครั้งแรกก็ราวห้าปีก่อน”

            การสนทนาของทั้งสองสร้างความฉงนให้แก่เหล่าเด็กสาว มวยไทย? ไอคิโด้? คาราเต้? เหล่านั้นหมายถึงสิ่งใด คาดเดาเช่นไรก็ยังคงมิได้คำตอบที่แท้จริง

            “อย่าบอกนะว่าเป็นอาจารย์อาคิโมโตะ ฮาซาเมะ !!” เสียงของโมมิยะพลันก้องกังวาน ราวกับตนกำลังตระหนักรู้ถึงบางสิ่งได้อย่างฉับพลัน

            ทว่าสีหน้าและแววตาของกวีกลับบ่งบอกถึงคำตอบในใจ โมมิยะคาดการณ์ได้ถูกต้อง กวีนั้นได้พบกับอาจารย์คนนี้เมื่อครั้นยังเด็ก และได้รับการสั่งสอนจนชำนาญศาสตร์การต่อสู้เฉพาะด้าน

            อาคิโมโตะนั้นคือชายผู้ลึกลับ แรกเริ่มเดิมทีมิได้วิเศษหรือเปี่ยมชื่อเสียงแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อยามย่างเข้าสู่วัยเจ็ดสิบ หรือหากย้อนเวลากลับไปก็ราวสิบปี ก่อนหน้าที่กวีและคนอื่น ๆ จะเดินทางมายังต่างโลก ในช่วงเวลาดังกล่าว ชื่อของอาคิโมโตะ ฮาซาเมะก็ดังกู่ก้องไปทั่วโลก ตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ ท้าประลองกับยอดนักสู้จากหลากหลายภูมิภาค มวยไทย คาราเต้ มวยสากล มวยจีน กังฟู เหล่าผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นยอดนักสู้ในศาสตร์ของตนล้วนล้มลงนอนแทบเท้าของเขามาแล้วแทบทั้งสิ้น

            “ชั้นนึกว่าท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อราวหลายปีก่อนซะอีก แต่การที่นายบอกว่าตนเองได้เรียนรู้กับท่าน ก็แสดงว่าตอนนี้อาจารย์อาคิโมโตะยังมีชีวิตอยู่ดีสินะ” โมมิยะกล่าว

            ในความเป็นจริงแล้ว อาจารย์อาคิโมโตะคือชายผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ถึงกระนั้น เหตุใดเขาจึงปรากฏกายเมื่อมีอายุใกล้ถึงไม้ใกล้ฝั่งกันล่ะ จากคนธรรมดากลายเป็นยอดนักสู้ผู้มีคนนับล้านเลื่อมใส จึงต้องตั้งคำถามว่า สิ่งใดกันที่เกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีก่อนหน้าที่อาคิโมโตะจะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดกันแน่?

            “หยุดพูดนั่นพูดนี่แล้วมาสู้กันต่อดีกว่า !!” ทันใดนั้น กวีไม่รอช้าพลันพุ่งทะยานเข้าไปหาในทันที เขาปรากฏกายอยู่ ณ เบื้องหลังของโมมิยะอย่างรวดเร็วราวกับการหายตัวในฉับพลัน ตวัดฝ่าเท้าขวาเพื่อเข้าจู่โจมว่องไวประหนึ่งดาวตก

            “เอางั้นก็ได้ !!” โมมิยะเองก็ไม่รอช้า เลิกคิดเรื่องยิบย่อยพลันหมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว

            “นี่มันหมายความว่ายังไง !!” กวีมิอาจติดตามความเร็วของคู่ต่อสู้ ในขณะเดียวกัน ฝ่ามือของโมมิยะกลับเปล่งประกายแสงเจ็ดสี ตระเตรียมท่าทางให้เพียบพร้อมและจึงจู่โจมเข้ามา

            “หนึ่งฝ่ามือทลายพันกระเบื้อง !!”

            ทันใดนั้น มานาเจ็ดสีได้หมุนวนเป็นเกลียว รูปลักษณ์คล้ายคลึงกับสว่านที่กำลังหมุนวนราวกับพายุ 

            นับตั้งแต่ที่เดินมายังต่างโลก การใช้มานาเช่นนี้พึ่งมีเพียงโมมิยะเป็นคนแรก หมายความว่าเยี่ยงไร ปลายแหลมของมันแหลมคมราวกับจะสามารถทะลวงได้ทุกสิ่ง 

            ด้วยความตกใจในชั่วครู่ขณะ กวีจึงหยุดยั้งการโจมตีของตนให้ชะงักลง แปรเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีกลายเป็นป้องกัน มานาราวเจ็ดส่วนถูกถ่ายโอนไปเพื่อตั้งรับการโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ

            แต่แล้ว บางสิ่งที่ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นในฉับพลัน เมื่อโมมิยะถ่ายโอนมานาจากฝ่ามือขวาไปยังขาซ้าย เตะกระทบชายโครงของกวีซึ่งในยามนี้ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ

            เรือนร่างของกวีลอยละลิ่วปลิวออกไปคล้ายกับเศษกระดาษที่ลอยละล่องไปกับสายลม ในท้ายที่สุด ร่างกายจึงร่วงหล่นลงกระทบกับผิวดินพลันสร้างแรงสั่นสะท้านไปทั่วทุกเซลล์

            กวีใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อลุกขึ้นยืน ท่าทีเทอะทะแลดูไม่ชำนาญราวกับทารกพึ่งหัดเดิน การโจมตีเมื่อครู่คงสร้างพลังทำลายทางกายภาพอย่างมากมาย จึงทำให้ยามนี้ร่างกายพลันสั่นเทาประหนึ่งต้นอ่อนกำลังถูกลมพัดเมื่อยามหน้าฝน

            “เมื่อกี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?” กวีเร่งเอ่ยถาม

            เมื่อได้ยินคำถาม โมมิยะจึงชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาและกล่าวว่า “ก็แค่ทริคง่ายๆ”  เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง นิ้วของเขาจึงเปล่งประกายแสงของมานา ในครู่ต่อมา รูปลักษณ์ของมานากลับแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง

            “มานาก็คือพลังงานอย่างหนึ่ง การจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ของมันค่อนข้างใช้ทักษะเฉพาะตัวสักเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง รูปลักษณ์ของมานาไม่ได้มีผลต่อโลกแห่งความจริง ต่อให้แปรเปลี่ยนให้แหลมคมเหมือนดาบก็ไม่สามารถแทงอะไรให้เป็นรูได้ หากจะให้เปรียบ มันก็คงเหมือนกับทักษะการควงปากกา มันอาจจะดูเท่ แต่ก็หาประโยชน์อะไรจากมันไม่ได้เลย” โมมิยะเริ่มต้นบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของเขาในยามนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความสุขใจยิ่งนัก

            ในความเป็นจริงแล้ว เทคนิคที่โมมิยะพึ่งนำมาปรับใช้นั้นเป็นเพียงการเล่นปาหี่อย่างหนึ่ง มิอาจใช้ประโยชน์อันใดได้ตามสภาพการณ์ความเป็นจริง

            ถึงกระนั้น เทคนิคเช่นนี้กลับได้ผลดีเยี่ยมสำหรับคนที่มิได้ล่วงรู้ในเรื่องดังกล่าว ดังเช่นในกรณีเมื่อครู่ เมื่อกวีได้เห็นถึงอันตรายที่เคลือบคลานเข้ามา ทำให้เขาจึงแปรเปลี่ยนการตัดสินใจไปในฉับพลัน จึงสามารถกล่าวได้ว่าความไม่รู้เป็นบ่อเกิดแห่งหายนะอย่างแท้จริง

            “ไอ้ขี้โกง” กวีรู้สึกหัวเสียน้อยๆ 

            กระนั้นริมฝีปากของโมมิยะกลับขยับยกยิ้มและเอ่ยว่า “คนที่ไม่รู้อย่างนายนั่นแหละที่ผิด ถึงแม้จะเป็นแค่ทริคโง่ ๆ ที่หาประโยชน์อะไรจากมันไม่ได้ แต่มันก็ยังใช้ได้ดีเสมอสำหรับคนไม่รู้อย่างนายเป็นต้น”

            เขาหัวเราะอย่างชื่นบานสบายใจ แต่แล้ว สีหน้านั้นกลับแปรเปลี่ยนไปอีกครั้งกลายเป็นสีหน้าอันจริงจังถมึงทึง 

            “นายเองก็เห็นแล้วสินะว่าโลกใบนี้มันโหดร้ายขนาดไหน หลังจากนี้ ตัวนายจะได้เดินทางและพบเจอกับคนที่คิดและกระทำการไม่ซื่อแบบชั้นอีกเป็นร้อยเป็นพัน เพราะฉะนั้น การเตรียมใจล่วงหน้าย่อมเป็นสิ่งจำเป็น”

            กวีมิอาจจะสรรหาถ้อยคำอันใดมาถกเถียง เขาทำได้เพียงนิ่งเงียบและรับฟัง เพราะทุกถ้อยคำที่โมมิยะกล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นความจริง

            “งั้นก็มาต่อกันเลย”

            การประลองเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อสิ้นเสียงของโมมิยะ เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวีจึงพุ่งทะยานเข้าไปหาด้วยความเร็วสูงสุด แววตาของเขาแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไร้ซึ่งอารมณ์ประหนึ่งปลาตาย พลันปล่อยหมัดออกไปพร้อมพรั่งพรูไปด้วยพลังงานสีเทา 

            โมมิยะเห็นท่าไม่ดีเล็กน้อย ทว่าเขากลับกล่าวเช่นนี้

            “เร็วมาก แต่ก็.. ยังมีช่องโหว่” 

            เมื่อสิ้นเสียง โมมิยะจึงเลี่ยงหลีกการโจมตีได้อย่างฉิวเฉียด พลันหลุดพ้นจากภยันตรายได้สำเร็จ สองมือจึงเร่งโอบกอดแขนขวาของกวีเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวในฉับพลัน ครู่ต่อมาจึงยกแขนขวาขึ้นชูไปสู่ท้องนภา ตระเตรียมฝ่ามือพร้อมบีบอัดพลังงานมานาเพื่อใช้งานในการโจมตีถัดไป 

            “เสร็จชั้นล่ะ ตอนนี้นายไม่มีทางหนีอีกแล้ว !!” โมมิยะเปล่งเสียงตะโกนก้องกังวานไปทั่วพงไพร สับฝ่ามือลงไปเพื่อหักแขนของอีกฝ่ายเพื่อมิให้ใช้การได้อีกครั้ง

             แต่แล้ว ในเสี้ยววินาทีอันเล็กน้อยยิ่งกว่าการกะพริบตา บนใบหน้าของกวีกลับปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างมีเลศนัยและจึงกล่าวขึ้น

            “คนที่ไม่มีทางหนี..”

            ‘มันใครกันแน่’

            ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานนับปี โมมิยะพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังเคลือบคลานเข้ามา 

            เพียงช่วงเวลาในชั่วครู่ขณะ กวีถ่ายโอนพลังงานจากแขนขวาไปยังแขนซ้าย และเมื่อพลังงานสีเทาบีบอัดจนกระทั่งพึงพอใจ จึงต่อยออกไปกระทบแก้มขวาของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง

            “ตู้มมม !!”

            มือที่จับล็อกแขนของกวีถูกคลายออกอย่างฉับพลัน พร้อมเรือนร่างของโมมิยะพลันปลิวออกไปพลางกระทบกับต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่อีกหนึ่งฟากฝั่ง

            ในช่วงเวลาเมื่อครู่ โมมิยะสามารถถ่ายโอนมานาบางส่วนเพื่อป้องกันแก้มทางซีกขวาได้ทัน ถึงกระนั้น ความเสียหายที่ตนได้รับก็มากพอจะทำให้ทั่วทั้งร่างกายพลันสั่นสะท้านได้อยู่ดี

            กวีตัดสินใจยืนนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม สายตาเฝ้ามองและรอคอยจนกระทั่งอีกฝ่ายสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

            “น่าแปลกดีใช่ไหมล่ะ” เสียงของโมมิยะพลันถูกเปล่งขึ้นจากระยะห่างระหว่างสองราวห้าสิบฝีก้าว “ความเร็วของชั้นกับนายเมื่อครู่คงเทียบได้กับความเร็วเจ็ดสิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง หากเป็นในโลกใบเก่า นักวิ่งระดับโลกคงมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ราวสี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเพียงแค่นั้นก็ถือว่าเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกได้แล้ว”

            ถ้อยคำของโมมิยะซ่อนเร้นนัยแฝงอยู่ ซึ่งกวีก็รับฟังอย่างตั้งใจ 

            “ในศาสตร์การต่อสู้ทั้งหมดจากโลกใบเก่า” โมมิยะเริ่มเล่าต่อ “ไม่ว่าศาสตร์ใดก็เป็นเพียงศิลปะที่มีเพียงความสวยงามในแบบของมัน แต่สำหรับที่นี่ จะบอกว่ามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็คงไม่ผิด”

            ความแตกต่างระหว่างโลกใบเก่าและโลกใบนี้ กวีเองย่อมตระหนักรู้ได้ดีเป็นที่สุด 

            “เพราะมานาสินะ” เขากล่าวโดยไม่ลังเล 

            โมมิยะจึงเผยยิ้มและตอบกลับมา “ถูกต้อง”

            “นายพล่ามมามากเกินพอแล้ว มาต่อกันดีกว่า” เมื่อนั้นกวีจึงตระเตรียมท่าทางให้พร้อมสู่การต่อสู้อีกครั้ง 

            ซึ่งโมมิยะเองก็เช่นกัน “นั่นสินะ งั้นมาต่อกันเลย” พูดพลางกำหมัดแน่นเตรียมการเข้าสู่การต่อสู้

            วันเวลาล่วงผ่านไป ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งในท้ายที่สุด เวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วราวหนึ่งชั่วโมง

            “พอได้แล้ว !!” เสียงของชิรายูกิดังก้องกังวานเพื่อปิดฉากการประลอง 

            แววตาของทั้งสองเจือแววเหนื่อยหน่ายและอ่อนล้า แต่แล้ว พวกเขากลับเผยยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มและกล่าวด้วยวาจาพร้อมเพรียง

            “ขอสักหมัดเถอะวะ !!”

            เมื่อสิ้นเสียง ต่างฝ่ายจึงปล่อยหมัดออกไปคนละหมัด แต่ละหมัดพุ่งทะยานกระทบใบหน้าของอีกฝ่าย พวกเขาล้มตัวลงนอนอยู่บนผืนหญ้า ลืมตาขึ้นมาเผยให้เห็นท้องนภาที่กำลังทอแสงสีคราม 

            พวกเขาเผยยิ้ม และจึงเปล่งวาจาด้วยความปลื้มปีติอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

            “นายแม่ง..”

            ‘หมัดหนักฉิบหายเลยว่ะ’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน