ตอนที่ 28 ช่างดูคุ้นตานัก
ย่าเฒ่าหานกล่าวว่า “มีคนมาใหม่สองคนได้ยินมาว่าเก่งกาจเอาการทีเดียว มาจากเมืองหลวงนู่นแน่ะก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตอยู่ในไร่มาสามสี่ปี ผู้นำชุมชนกำลังประชุมหารือกันเรื่องจัดหาที่อยู่ให้สองคนนั้นอยู่พอดี”
“แล้วจัดให้อยู่ที่ไหนคะ”
หานชีเยวี่ยให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากทีเดียว
“บ้านร้างแถวตีนเขานั่นแหละ”
“หา! ให้ไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง? บ้านหลังนั้นทิ้งร้างมาตั้งหลายสิบปีแล้วนะคะ”หานชีเยวี่ยเอ่ยถามอย่างตกใจ “ปกติควรจะเป็นแถวๆ โรงเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เหรอคะ?”
แม้ว่าโรงเลี้ยงสัตว์จะไม่ใช่สถานที่ที่ดีนักแต่เมื่อเทียบกับบ้านร้างแถวตีนเขาแล้ว อย่างน้อยตัวบ้านก็แข็งแรงกว่ามากอีกอย่างอยู่ใกล้กับชาวบ้านคนอื่นด้วย
“ผู้นำชุมชนบอกว่าโรงเลี้ยงสัตว์เป็นทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุดของชุมชนเรา จำเป็นต้องดูแลให้ดีทั้งยังบอกอีกว่า กลัวว่าถ้าอยู่ใกล้เกินไป จะเป็นการรบกวนคนอื่นๆ ในชุมชนจึงเห็นควรว่าต้องจัดหาที่อยู่อาศัยให้ไกลห่างออกไปหน่อย”
พี่ใหญ่หานพูดขึ้น“ฉันว่าที่ผู้นำพูดมาก็มีเหตุผลนะ ควรเป็นแบบนี้แหละ”
ในเมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีแล้วจะปล่อยให้ไปอยู่ใกล้ๆ โรงเลี้ยงสัตว์ได้ยังไงกัน?
ถ้าเกิดพวกนั้นคิดทำอะไรไม่ดีทำร้ายวัวทำร้ายม้าขึ้นมา จะมานั่งเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว
หานชีเยวี่ยรู้สึกว่าเหตุผลนี้ค่อนข้างแปลกแต่ก็นึกไม่ออกว่าแปลกตรงจุดไหน
“ผู้นำชุมชนบอกว่าพอกินข้าวเสร็จก็ให้พวกเราไปช่วยกันซ่อมหลังคาหน่อย พวกเราช่วยกันคนละไม้คนละมือคืนนี้จะได้เข้าไปอยู่ได้”พี่รองหานพูดเสริม
หานชีเยวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอกพูดได้เลยว่าบ้านหลังนั้นมันทรุดโทรมถึงขั้นวิกฤติแล้วหากเข้าไปแล้วเกิดเสียงดังนิดหน่อย หลังคาคงถล่มลงมาทับคนตายเป็นแน่
“งั้นหนูไปดูด้วยคนนะคะ” ทันใดนั้นหานชีเยวี่ยแสดงความตื่นเต้นออกมาทันที
ครอบครัวหานคิดว่าแค่การซ่อมแซมบ้านคงไม่พ้นเรื่องดินไม่ก็โคลน ไม่มีอะไรน่าดูหรอกแต่ในเมื่อนี่เป็นเรื่องแรกที่หานชีเยวี่ยแสดงท่าทีสนใจพวกเขาจึงไม่ได้คัดค้านอะไร
หลังจากทานอาหารเสร็จผู้ชายในบ้านต่างก็ออกไปช่วยงาน หานชีเยวี่ยเลยถือโอกาสตามไปด้วย
เมื่อมาถึงตีนเขาเธอได้พบกับคนแก่สองคนนั้นดั่งที่หวังไว้
เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยากันทั้งสองคนอายุประมาณหกสิบปีได้ แต่ก็อาจจะอายุน้อยกว่านั้นเล็กน้อย
เพราะอยู่ที่ไร่มาหลายปีการที่ใบหน้าดูแก่กว่าวัยไปบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ
หานชีเยวี่ยไม่เคยเห็นทั้งสองมาก่อนแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เธอถึงรู้สึกว่าพวกเขาดูคุ้นหน้าคุ้นตามากโดยเฉพาะคุณปู่คนนั้น หานชีเยวี่ยถึงขั้นรู้สึกเหมือนเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน
คิดเท่าไหร่ หานชีเยวี่ยก็นึกไม่ออกจริงๆว่าเคยเจอทั้งสองที่ไหน
ขณะที่เธอมองดูคนอื่นๆกำลังช่วยกันซ่อมหลังคาอยู่ ส่วนตัวเธอนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้มากจึงคิดจะขึ้นเขาไปเดินเล่นสักหน่อย
เผื่อว่าจะได้อะไรดีๆ ติดไม้ติดมือกลับไป
แน่นอนว่า ในเมื่อเธอมีมิติอยู่กับตัวจะไม่มีของดีๆ ติดไม้ติดมือน่ะ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
หานชีเยวี่ยคิดว่าพอลงจากเขาแล้วค่อยแอบวางของทิ้งไว้ให้คนแก่ทั้งสองนิดหน่อย
ถึงแม้เธอจะไม่รู้จักสองคนนี้แต่ตอนที่เห็นครั้งแรก ก็รู้สึกว่าพวกเขาดูเป็นคนจิตใจดี
ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาดูเป็นคนจิตใจดีเธอจึงอยากช่วยเหลือทั้งสองคนที่ดูขาดสารอาหารเช่นนี้
หานชีเยวี่ยเพิ่งเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางบนเขาก็พบกับคนรู้จักเข้าเสียแล้ว
“ลู่จิ่งหมิง!”หานชีเยวี่ยเอ่ยถามอย่างตกใจ “ทำไมคุณถึงมาอยู่บนเขานี้อีกแล้วล่ะ”
“หานชีเยวี่ย ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณ”ลู่จิ่งหมิงเองก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน
บ่ายวันนี้หลังจากเขาแอบพาคุณปู่คุณย่ามาส่งตัวที่นี่เขาก็ขึ้นเขามาเพื่อหาของป่ามาให้ท่านทั้งสอง
ที่สามารถพาคุณปู่คุณย่ามาอยู่ที่เชิงเขานี้ได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของลู่จิ่งหมิงทั้งสิ้น
แน่นอนว่า เพื่อความสะดวกในการหาของดีๆมาให้ท่านทั้งสองได้ทานโดยไม่เป็นที่สังเกต
คนแก่ทั้งสองนั้นมีสถานะพิเศษถ้าให้พวกท่านไปอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน การหาของดีๆมาให้ทานนั้นอาจถูกพบเห็นได้ง่าย
ที่นี่มองดูแล้วอาจจะไม่ค่อยดี แต่หลายๆเรื่องกลับทำได้สะดวกกว่า
แต่ว่า เขาเดินหาบนเขามาตั้งนานแล้วกลับไม่เจอเหยื่อสักตัว ดูเวลาอีกครั้งก็เริ่มเย็นมากแล้ว จึงตัดสินใจเดินลงเขาเพื่อที่จะรีบตรงเข้าเมืองหาของดีๆ พรุ่งนี้จะได้เอาของมาส่งให้
“ฉันว่าจะขึ้นไปดูบนเขาสักหน่อยนี่คุณเพิ่งลงมาจากเขาเหรอ?” หานชีเยวี่ยถามด้วยท่าทีระแวดระวัง
ช่วงนี้ผู้ชายคนนี้ชอบอยู่บนเขาคงไม่ใช่ว่าบนเขานี้มีอะไรเป็นพิเศษหรอกนะ?
ลู่จิ่งหมิงมองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาจริงจังแล้วพูดขึ้นว่า“สหายหานชีเยวี่ย ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนคุณหน่อย ไม่รู้ว่าจะสะดวกหรือเปล่า”
หานชีเยวี่ยคิดในใจในเมื่อไม่รู้ว่าสะดวกหรือไม่สะดวก ก็ไม่เห็นต้องพูดออกมาเลยนี่นา
แต่พอคิดถึงตอนนั้นที่ลู่จิ่งหมิงได้ยินว่าเธอถูกแจ้งจับที่ตลาดมืดเขาก็อาสาช่วยเหลือ แถมยังหาทางให้ส่งของไปให้ที่สถานีตำรวจอีกหานชีเยวี่ยจึงคิดว่า ครั้งนี้ต้องช่วยแล้วล่ะ
“สหายลู่จิ่งหมิง ว่ามาเถอะค่ะตราบใดที่ฉันพอช่วยได้”
“คนแก่ทั้งสองที่เพิ่งมาถึงชุมชนคุณในวันนี้เป็นคุณปู่กับคุณย่าของผมเองครับ อีกเดี๋ยวผมเองก็กำลังจะกลับแล้วไม่สามารถอยู่ดูแลพวกท่านที่นี่ได้หากพอเป็นไปได้ล่ะก็ผมอยากให้คุณช่วยดูแลพวกท่านในตอนที่มีโอกาสหากเกิดอะไรขึ้นกับคุณปู่กับคุณย่า ช่วยแจ้งข่าวบอกให้ผมให้ทราบหน่อย”
“แน่นอนว่าผมไม่รบกวนคุณเฉยๆ ครับผมยินดีจ่ายค่าตอบแทนให้”
ลู่จิ่งหมิงเอ่ยปากอย่างระมัดระวังนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น[1]
เดิมทีเขาไม่ได้วางแผนให้คุณปู่กับคุณย่ามาอยู่ที่ชุมชนนี้แต่ไม่รู้ว่าเกิดผิดพลาดตรงไหน ถึงทำให้คุณปู่กับคุณย่ามาอยู่ที่นี่
ในชุมชนแห่งนี้เขารู้จักแค่หานชีเยวี่ยเพียงคนเดียว นอกจากจะขอร้องให้เธอช่วยแล้วลู่จิ่งหมิงก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครได้อีก
ทันทีที่ได้ฟังคำพูดของลู่จิ่งหมิงหานชีเยวี่ยก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ที่แท้เรื่องก็เป็นแบบนี้นี่เอง
โครงหน้าของคุณปู่นั้นดูคล้ายกับลู่จิ่งหมิงมากพอลู่จิ่งหมิงแก่ตัวลง ก็คงดูไม่ต่างอะไรจากคุณปู่ในตอนนี้
ส่วนคุณย่านั้นไม่มีส่วนไหนที่คล้ายกันอย่างชัดเจน แต่กลับดูคล้ายกันในส่วนของท่าทางและลักษณะ
“ได้ค่ะ ฉันจะช่วยดูแลให้แต่ฉันคงมาที่นี่ทุกวันไม่ได้หรอกนะคะ”
ลู่จิ่งหมิงเองก็ไม่ได้หวังให้มีคนมาดูแลทุกวันอยู่แล้วเพราะเรื่องสถานะค่อนข้างละเอียดอ่อน ถ้ามีคนมาที่นี่ทุกวันจริงๆสุดท้ายคงถูกเพ่งเล็งเป็นแน่
“แค่แวะเวียนมาดูแลพวกท่านบ้างเป็นครั้งคราวผมก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วครับ” ลู่จิ่งหมิงเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง“ผมพอมีเงินกับคูปองอยู่บ้างส่วนหนึ่งมอบให้คุณเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยดูแลพวกท่านทั้งสองส่วนที่เหลือให้คุณเอาของกินไปให้พวกท่านเป็นระยะๆ ครับ”
ส่วนเรื่องอื่น ลู่จิ่งหมิงเองก็ไม่กล้าคิด
ตอนนี้ความคิดของเขามีเพียงการทำให้ท่านทั้งสองสามารถอยู่ที่นี่ได้จนถึงวันกลับเมืองหลวง
ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่ในไร่สภาพร่างกายของคุณปู่กับคุณย่าของเขาก็ทรุดโทรมลงไปมาก
ถ้ายังกินไม่อิ่มท้องอีกไม่รู้ว่าจะทนอยู่อีกได้นานแค่ไหน
แต่ด้วยสถานะเช่นนี้ที่บ้านจึงมีอาหารไม่มากนัก
อีกอย่าง วันมะรืนนี้เขาต้องกลับไปแล้วคงไม่สามารถอยู่ดูแลท่านทั้งสองได้นาน
“ฉันไม่ต้องการค่าตอบแทนหรอกฉันจะเอาอาหารไปให้ท่านทั้งสองทุกสามสี่วันรับรองว่าจะไม่ปล่อยให้พวกท่านต้องหิวอย่างแน่นอนค่ะ”หานชีเยวี่ยตอบตกลงอย่างง่ายๆ
ของอย่างอื่นเธออาจจะขาดแต่ถ้าเป็นเรื่องอาหารการกิน เธอไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน
เดี๋ยวพอกลับไปแล้วของอย่างผ้าห่มที่ได้มาจากบ้านตระกูลจวงอะไรพวกนั้นเธอจะหาของที่เหมาะสมเอาไปมอบให้คุณปู่กับคุณย่า จะได้ไม่ต้องลำบากมากเกินไป
“ถือซะว่าเป็นการขอบคุณที่คุณช่วยฉันเรื่องติดต่อกับสถานีตำรวจนะคะ”หานชีเยวี่ยเสริม
“อู๋เจี่ยฟั่งนับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งต่อไปนี้ถ้าคุณมีเรื่องอะไรสามารถไปหาเขาได้เลยถ้าเขาพอช่วยได้เขายินดีช่วยเหลือแน่นอน” ในเมื่อหานชีเยวี่ยเป็นคนใจกว้างลู่จิ่งหมิงจึงไม่มัวรีรอ เขาจึงเอ่ยปากรับปากแทนเพื่อนสนิททันที
เชิงอรรถ
[1] 死马当作活马医 รักษาม้าตายเหมือนม้าเป็นเป็นสำนวนจีนที่เปรียบเทียบเรื่องที่รู้ชัดว่าไม่มีความหวังแล้วแต่ยังมีความหวังเลือนราง ลองพยาามเต็มที่ มักใช้หมายถึงความพย่าามครั้งสุดท้ายเหมือนกับการที่ลู่จิ่งหมิงหวังเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหานชีเยวี่ยให้ดูแลสองปู่ย่านั่นเอง