ภายในห้องลับที่มืดมิด ไอเย็นมหาศาลแผ่กระจายออกจากร่างของฟางเสวี่ยหานจนผนังหินหนาพิกะรอยร้าว เสียงชีพจรในร่างของเขาดังสนั่นดุจเสียงกลองศึกขณะที่เขากำลังหลอมรวม 'โอสถกลั่นหยินเก้าขั้ว' เข้ากับจุดตันเถียน
เขาััได้ถึงปราณเหลวสีครามที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น ความทรงจำจากชาติก่อนก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก เขาเริ่มพรรณนาถึงวิชาที่ตนเองถือครองด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องในใจ
"มรรคาเทพัเหมันต์จุติของข้า... แบ่งออกเป็เก้าขั้นแห่งการทำลายล้าง" > "เมื่อครั้งรวบรวมปราณ ข้าใช้ได้เพียง 'เกล็ดัปกคลุม' และ 'ดัชนีเหมันต์' ซึ่งเป็เพียงเปลือกนอก... ครั้นเข้าสู่สร้างฐานราก ข้าจึงเริ่มััถึงจิติญญาแห่งัด้วยท่าเท้า 'ัเหมันต์ล่องนภา'..."
"และบัดนี้ เมื่อข้าก้าวข้ามสู่ สร้างฐานราก ขั้นที่ 5... ประตูสู่ขั้นกลางของวิชาก็จะเปิดออก! ข้าจะสามารถสำแดง 'ัเหมันต์พิโรธ' พลังทำลายล้างวงกว้างที่แท้จริงได้เสียที!"
ขณะที่เขาทะลวงระดับ พลังมหาศาลก็บีบคั้นดวงตาของเขาอย่างรุนแรง เกล็ดัสีเงินที่โหนกแก้มเปล่งแสงสว่างจ้า โลหิตสีแดงเข้มไหลรินออกจากหางตาอาบแก้มทั้งสองข้าง แต่อัญมณีสีฟ้าครามในดวงตากลับขยายวงกว้างขึ้นและมีลวดลายวงเวทน้ำแข็งซ้อนทับขึ้นมาอีกชั้น
"เนตรราชันัเหมันต์... ขั้นที่สอง: 'สะกดิญญาเยือกแข็ง'... จิติญญาของผู้ใดที่สบตาข้า จะต้องถูกแช่แข็งจนมิอาจเคลื่อนไหว แม้แต่ความคิดก็ต้องหยุดชะงัก!"
ตูม!!!
แรงกดดันิญญาะเิออกจากร่าง ฟางเสวี่ยหานลืมตาขึ้น ไอเย็นสังหารพุ่งผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว เขาบรรลุ สร้างฐานราก ขั้นที่ 5 อย่างสมบูรณ์!
"ไปกันเถอะท่านมู่... เป้าหมายของเราคือเมืองหลวง"
หลายวันต่อมา... ภายใต้หมวกฟางที่ปกปิดใบหน้า ฟางเสวี่ยหานในชุดผู้คุ้มกันขบวนสินค้าธรรมดาๆ กำลังเดินทางลัดเลาะผ่าน 'หุบเขาปากเสือ' เส้นทางลัดที่เต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน
ทว่า ความเงียบสงัดของป่ากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงะเิของปราณอัคคีและเสียงโลหะปะทะกันที่ดังมาจากเบื้องหน้า
"ไอเย็นและไอร้อนปะทะกัน?" มู่เทียนพึมพำขณะหยุดรถม้า
ฟางเสวี่ยหานกระตุ้นเนตรัเพ่งพินิจผ่านม่านหมอก เขาเห็นหญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนของ สำนักพิรุณโปรย กำลังถูกล้อมกรอบโดยกลุ่มชายชุดแดงของ สำนักอัคคีผลาญฟ้า
"เ้าขยะ! ยอมแพ้ซะเถอะ!" หัวหน้าโจรระดับ สร้างฐานราก ขั้นที่ 7 ตวาดก้อง พลางฟาดฟันปราณเพลิงเข้าใส่หญิงสาวจนนางถอยร่นไปติดหน้าผา
ฟางเสวี่ยหานก้าวเดินออกไปจากเงามืดอย่างช้าๆ กระบี่ วายุเหมันต์นิรันดร์ ในมือสั่นระริกราวกับโหยหาโลหิต
"สำนักอัคคีผลาญฟ้า... พวกเ้าขวางทางข้า" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นท่ามกลางสมรภูมิ
"เฮ้ย! แกเป็ใคร!" หัวหน้าโจรหันมามองด้วยสายตาดูแคลน "แค่สร้างฐานรากขั้นที่ 5 อยากเป็ฮีโร่ช่วยสาวรึไง? ตายซะ!"
มันพุ่งเข้าใส่ฟางเสวี่ยหานพร้อมเปลวเพลิงที่ร้อนแรงที่สุด แต่ฟางเสวี่ยหานกลับนิ่งเฉย เขาเพียงแค่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของมัน
"เนตรัเหมันต์ ขั้นที่ 2: สะกดิญญาเยือกแข็ง!"
ร่างของหัวหน้าโจรพลันแข็งทื่อกลางอากาศ สติสัมปชัญญะถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ และในวินาทีนั้นเอง... ประกายแสงสีครามก็วาบผ่านลำคอของมันด้วยความเร็วที่เหนือยิ่งกว่าประกายแสง!
ฉัวะ!
ศีรษะของยอดฝีมือขั้นที่ 7 หลุดกระเด็นโดยที่มันยังไม่ทันได้รู้สึกถึงความเ็ป เืในกายถูกแช่แข็งจนกลายเป็ผลึกสีแดงทันทีที่ััอากาศ
หลานรั่วซี อัจฉริยะสาวแห่งสำนักพิรุณโปรย เบิกตากว้างด้วยความตะลึง นางมองดูชายหนุ่มที่มีเืไหลออกจากดวงตาอาบแก้มแต่กลับมีท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขามดุจเทพา
"กระบี่เดียว... สังหารขั้นที่ 7 ได้ในพริบตา? เขาเป็ใครกันแน่!"
"เ้า... เ้าทำได้อย่างไร? พลังของเ้าอยู่เพียงขั้นที่ 5..." นางถามเสียงสั่น
ฟางเสวี่ยหานไม่ตอบ แต่เขากลับหันไปมองลูกสมุนสำนักอัคคีที่เหลืออีก 4 คน เนตรัขั้นที่ 2 ของเขาทำงานทันที
"สะกดิญญาเยือกแข็ง!"
ทันทีที่พวกมันสบตาฟางเสวี่ยหาน ร่างกายของพวกมันก็พลันแข็งทื่อ แววตาว่างเปล่าดุจคนไร้ิญญา เืในกายหยุดการไหลเวียนไปชั่วขณะด้วยอำนาจแห่งเนตรเทวะ
ฟางเสวี่ยหานสะบัดมือขวาเบาๆ 'กระบี่วายุเหมันต์นิรันดร์' สั่นะเืส่งเสียงครางแหลมเล็กออกมา
"จงดูให้เต็มตา... นี่คือขั้นที่ 5 ของมรรคาเทพั... 'ัเหมันต์พิโรธ'!"
เขาวาดกระบี่เป็วงกลม ปราณสีครามพุ่งออกมาจากร่าง กลายเป็ัน้ำแข็งั์สี่ตัวพุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายทั้งสี่ทิศทาง แรงะเิของไอเย็นทำให้พื้นที่รอบข้างกลายเป็ทุ่งน้ำแข็งในพริบตา ร่างของพวกโจรแตกสลายกลายเป็ละอองหิมะโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง
หลานรั่วซีทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดหวั่น พลังที่นางเห็นนั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับสร้างฐานรากไปไกลพ้น มันคือพลังที่ใกล้เคียงกับระดับ จินตาน (แก่นทองคำ) เสียด้วยซ้ำ!
ฟางเสวี่ยหานเก็บกระบี่เข้าฝัก ไอเย็นรอบกายค่อยๆ จางลง เืที่อาบใบหน้าเริ่มแข็งตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งสีแดง เขาหันมามองนางด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น
"วิชากระบี่วารีของสำนักเ้าก็นับว่าไม่เลว... แต่มันยังขาด 'ความเด็ดขาด'
มู่เทียนเดินออกมาจากพุ่มไม้พลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "นายน้อย... เราเสียเวลาที่นี่มากพอแล้ว ได้เวลาเข้าเมืองหลวงเสียที"
หลานรั่วซีรีบลุกขึ้นะโไล่หลัง "ช้าก่อน! ท่านผู้สูงส่ง... ข้าคือหลานรั่วซี ศิษย์เอกสำนักพิรุณโปรย ท่านกำลังจะไปเมืองหลวงใช่หรือไม่? ให้ข้าและคณะของข้าได้นำทางท่านเถอะ! ในยามนี้ด่านตรวจของตระกูลหลิวเข้มงวดนัก หากท่านเดินทางไปกับขบวนของสำนักเรา จะไม่มีใครกล้าสงสัย!"
ฟางเสวี่ยหานหยุดฝีเท้าลง เขาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่พยักหน้าเบาๆ ใต้หมวกฟาง
"นำทางไป... แต่อย่าได้พยายามสืบเสาะเื่ของข้า หากเ้ายังอยากมีลมหายใจไว้ร่ายรำกระบี่ต่อไป"