จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 196 สหาย

                ไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็เห็นกลุ่มคนกำลังเข้ามาหาทั้งหกคนประกอบด้วย เย่จือชิว ม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียน จงซูหาว หลิวหมางและอีกคนที่เดินข้างกายเย่จือชิว นั่นก็คือ เถียนอวี่หาง เด็กชายที่มีพรสวรรค์ธาตุไฟระดับพิเศษ

                “พี่ไป๋! มิน่าเล่าข้าไปหาที่ห้องจึงไม่พบ ที่แท้ท่านก็มาชมทิวทัศน์ที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่!”ยังเดินมาไม่ถึง จงซูหาวก็ยิ้มพร้อมกับตะโกนทักทายมาแต่ไกล

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพร้อมกับยิ้มพลางกล่าวว่า“ข้าจิตใจไม่สงบ จึงออกมาผ่อนคลาย”

                เย่จือชิวขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า“พี่ไป๋ เจ้าอย่าได้เอาแต่หดหู่ เจ้าต้องมุ่งมั่นต่อไป พวกเราทั้งหมดล้วนเห็นความสามารถของเจ้ามากับตาต่อให้ไม่ได้เป็นศิษย์สายตรง แต่ข้าก็เชื่อมั่นว่าเจ้าต้องก้าวหน้ากว่าอีกหลายคนอย่างแน่นอน”

                “พี่ไป๋ท่านไม่ต้องท้อแท้กับเรื่องนี้ท่านคือหนึ่งในผู้มีพลังฝีมือกล้าแข็งที่สุดในบรรดาศิษย์ใหม่ แม้แต่พี่เย่ก็ยังบอกว่าฝีมือไม่ทัดเทียมกับท่าน!ลำพังเรื่องที่ท่านอายุเพียงสิบเก้าแต่กลับสามารถบรรลุถึงด่านภูตวิญญาณระดับปลายได้ก็เหนือกว่าศิษย์สายในหรือแม้กระทั่งศิษย์สายตรงทั้งหมดแล้ว พรสวรรค์การฝึกปรือเช่นนี้ต่อให้พรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ด้อยกว่าผู้อื่นไปบ้างแต่ท่านก็ยังร้ายกาจกว่าอีกหลายคนอยู่ดี!!”ม่อเสี่ยวเซียนกล่าวขึ้นพร้อมกับมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาอิจฉาเลื่อมใส

                จงซูหาวกล่าวเสริมขึ้น“ถูกแล้ว ถูกแล้ว!พวกเราต่างยกย่องนับถือพี่ไป๋ วันนั้นยามที่ท่านระเบิดพลังวิญญาณอกมาหลายคนถึงกับแตกตื่น ฮ่า ฮ่า... อีกอย่างท่านผ่านเข้าเป็นศิษย์สายในแล้วข้ากับหลิวหมางยังเป็นเพียงศิษย์สายนอก ข้าริษยาท่านแทบตายแล้ว!”

                “พวกเจ้า...” ไป๋หยุนเฟยมองดูกลุ่มคนตรงหน้าซึ่งกำลังปลอบใจตนเองในใจก็บังเกิดความตื้นตัน มันพยักหน้ากล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้นยามนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว”

                “จริงสิพี่ไป๋ขอแนะนำต่อเจ้า นี่คือเถียนอวี่หาง คิดว่าเจ้าก็คงรู้จักแล้วกระมัง?” เย่จือชิวเห็นไป๋หยุนเฟยมองมายังเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างกายตนเองจึงเอ่ยปากแนะนำให้รู้จัก “ในบรรดาศิษย์ใหม่มันคือผู้ที่พรสวรรค์หลอมประดิษฐ์สูงที่สุด ถึงกับเดินลึกเข้าไปไกลกว่าข้าถึงหนึ่งร้อยห้าสิบวา”

                ไป๋หยุนเฟยอดตื่นตะลึงไม่ได้มันทราบแต่เพียงว่าทั้งสองคนนี้เดินผ่านระยะสองพันห้าร้อยวาได้แต่กลับไม่ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้กลับยังเหนือกว่าเย่จือชิวอีก

                “พี่ไป๋ข้ามีนามว่า เถียนอวี่หาง เรียกข้าว่าเสี่ยวหางก็ได้ ท่านช่างฝีมือร้ายกาจนักยังร้ายกาจกว่าพี่ชายอีกหลายคนที่บ้านข้ามากนัก! น่าจะฝีมือทัดเทียมกับพี่ใหญ่ข้าได้แล้ว!!” ดูท่าเถียนอวี่หางจะเป็นเด็กชายที่ร่าเริงจึงยิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟยด้วยใบหน้าใสซื่อ ขณะเดียวกันก็กล่าวด้วยเสียงสดใสแต่ว่าฟังจากน้ำเสียงของมันแล้วคล้ายกับเชื่อว่าพี่ใหญ่ของตนเองนั้นเก่งกาจที่สุดแล้ว --- อืม เด็กชายส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อเช่นนี้

                “เอ่อ... ฮ่า ฮ่า เสี่ยวหางเจ้าก็กล่าวเกินไปเจ้าต่างหากที่ร้ายกาจ อันที่จริงข้ายังลอบริษยาเจ้าด้วยซ้ำ” ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางโบกมือจากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเย่จือชิว “จริงสิพี่เย่ข้ายังไม่แสดงความยินดีกับเจ้าที่ได้เป็นศิษย์สายตรงเลย หลังจากนี้เจ้าถือเป็นศิษย์พี่ของพวกเราแล้วยังมีเสี่ยวหางอีกคนก็ใช่ ฮ่า ฮ่า...”

                ในสำนักช่างประดิษฐ์นั้นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโส จะได้รับการเรียกหาจากศิษย์อื่นว่าเป็นศิษย์พี่หรือศิษย์พี่หญิงสำหรับศิษย์สายตรงด้วยกันนั้นจะแบ่งตามลำดับการเข้าสำนักก่อนหลัง ส่วนศิษย์ที่เหลือจะเรียกกันเองอย่างไรก็แล้วแต่ความสะดวกไม่จำเป็นต้องถือตามปีที่เข้าสำนัก บางคนก็ถือเอาอายุเป็นเกณฑ์บางคนก็นับถือตามความสามารถ ---ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์มีจำนวนถึงหลายพันคน

                เย่จือชิวยิ้มพลางกล่าวว่า“พี่ไป๋ล้อเล่นแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้องอันใดพวกเราอย่าได้แบ่งแยกกันด้วยคำเรียกหาเช่นนี้เลยจากนี้ไปพวกเราถือเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันแล้ว เรียกหากันด้วยชื่อเป็นอย่างไรข้าเรียกเจ้าว่าหยุนเฟยดีหรือไม่?”

                “ดี!เช่นนั้นข้าก็จะเรียกเจ้าว่าจือชิว เสี่ยวเซียน เสี่ยวหาวก็แล้วกัน จากนี้ไปพวกเราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันอีกสมควรสนิทสนมกันให้มากขึ้นจึงจะถูก”

                “ไฮ้...ช่างน่าเสียดาย ที่จริงข้ากำลังวาดฝันถึงความสุขของการถูกเรียกว่า‘ศิษย์พี่’อยู่พอดี...”เถียนอวี่หางกล่าวด้วยความเสียดาย

                จงซูหาวเบะปากส่งสายตาเหยียดหยามพร้อมกับกล่าวว่า“เพ้อฝันไปแล้ว! เจ้าเด็กน้อยข้าไม่มีวันเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่เด็ดขาด ต่อให้เจ้าจะเป็นศิษย์สายตรงก็ตามกับข้าแล้วเจ้าก็ยังเป็นน้องชายอยู่วันยังค่ำ น้องอวี่หาง!”

                “เฮอะ เฮอะเจ้าอายุมากกว่าข้าเท่าใดกัน!ยามถึงเวลาอยู่ต่อหน้าเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะเรียกหรือไม่เรียก!” เถียนอวี่หางแม้อายุยังน้อยแต่ยามโต้คารมแล้วกลับมีฝีปากไม่ต่ำทราม

                “เจ้า...”จงซูหาวอดขุ่นเคืองไม่ได้

                “ฮ่า ฮ่า...”

                แล้วทุกคนก็ยิ้มออกมา    

                …………

                เช้าวันต่อมาเซียวหนานเหรินจึงมาเรียกให้ไป๋หยุนเฟยและบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งเก้าสิบหกคนติดตามไปแต่ละคนต่างก็แสดงความตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นไปยังยอดเขาหลักของสำนักช่างประดิษฐ์หลังจากผ่านประตูห้องโถงใหญ่อันงดงาม ทั้งหมดก็เข้ามาสู่ห้องโถงใหญ่อันกว้างขวาง

                พวกมันก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบโดยมีผู้เดินนำหน้าสองคนก็คือเย่จือชิวกับเถียนอวี่หางถัดจากนั้นจึงเป็นไป๋หยุนเฟยกับศิษย์สายในทั้งยี่สิบกว่าคนและสุดท้ายจึงเป็นศิษย์สายนอกทั้งหมด

                ขณะก้าวผ่านประตูห้องโถงเข้าไปไป๋หยุนเฟยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังบางอย่างแผ่มาปะทะกับใบหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานซึ่งยกสูงจากพื้นยามมองดูอีกฝ่ายก็ให้ความรู้สึกราวกับภูเขาสูงตระหง่านสร้างความเกรงขามให้แก่ผู้คน

                คนผู้นี้แต่งกายด้วยชุดยาวสีเทาดำซึ่งตัดเย็บจากผ้าไหมร่างกายยังดูแข็งแรง ผมสีขาวถูกหวีสางไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าดูธรรมดาแต่สายตากลับข่มขวัญผู้คน

                ไป๋หยุนเฟยตระหนักได้ในทันทีคนผู้นี้ก็คือเจ้าสำนักช่างประดิษฐ์ --- โค่วฉางคง

                ถัดจากเก้าอี้ประธานด้านซ้ายเป็นผู้อาวุโสใหญ่เซียวปินจื่อ ด้านขวาคือผู้อาวุโสที่สองหวงฝู่หนานกับผู้อาวุโสที่สามชางอวี่

                ซ่งหลินหลี่เถี่ยชุยเหลียนหลิงหมิ่นและศิษย์สายตรงอื่นๆต่างก็ยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสที่สาม

                “ศิษย์เซียวหนานเหรินคารวะท่านอาจารย์และผู้อาวุโสทุกท่าน” หลังจากเซียวหนานเหรินเข้าสู่ห้องโถงก็คารวะต่อโค่วฉางคงและผู้อาวุโส“การทดสอบครั้งนี้มีผู้ผ่านเข้าเป็นศิษย์เก้าสิบหกคนทั้งหมดล้วนอยู่ที่นี่แล้ว”

                เย่จือชิวและคนอื่นๆจึงคารวะและกล่าวขึ้นพร้อมกัน“ศิษย์คารวะท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทุกท่าน!”

                “อืม” โค่วฉางคงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับกวาดตามองหลังจากเก็บซ่อนสายตาอันน่าเกรงขามแล้วจึงยิ้มอย่างเป็นมิตร จากนั้นจึงกล่าวว่า “ไม่เลว พวกเจ้าศิษย์ใหม่ทั้งหลายล้วนเป็นที่น่าพอใจนับแต่นี้พวกเจ้าถือว่าเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้วไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายในหรือสายนอกก็ต้องเคารพกฏระเบียบของสำนัก จงตั้งใจฝึกปรือ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักช่างประดิษฐ์!”

                โค่วฉางคงกล่าวเพียงสั้นๆก็หยุดลงจากนั้นจึงพยักหน้าแก่ซ่งหลิน

                ซ่งหลินก้าวออกมาด้านหน้าจากนั้นจึงหยุดอยู่เบื้องหน้าเหล่าศิษย์ใหม่และประกาศด้วยเสียงอันดังว่า “ต่อจากนี้ข้าจะประกาศว่าผู้ใดสังกัดยอดเขาใดศิษย์น้องทั้งชายและหญิง พวกเจ้าจงจำไว้ให้ดีไม่ว่าจะเป็นยอดเขาประจิมหรือยอดเขาทักษิณ ทั้งหมดถือเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ไม่มีแบ่งแยกว่าผู้ใดเหนือกว่าหรือต่ำกว่าศิษย์สายนอกก็ไม่ต้องท้อแท้การทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกสิ่งขอเพียงพวกเจ้าตั้งใจฝึกปรือหากสามารถเรียนรู้จนประสบความสำเร็จก็มีโอกาสเป็นศิษย์สายในได้เช่นกัน!”

                มันหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองยังแถวหน้าของศิษย์ใหม่ซึ่งเย่จือชิวกับเถียนอวี่หางยืนอยู่จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ก่อนอื่นผู้เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ที่สามารถเดินผ่านระยะสองพันห้าร้อยวาขึ้นไปมีด้วยกันสองคนเย่จือชิวกับเถียนอวี่หาง... ศิษย์น้องเย่นับแต่นี้ไปเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสที่สอง! ส่วนศิษย์น้องเถียนอวี่หาง เจ้าเป็นศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนัก!”

                “ทราบแล้ว!!” เย่จือชิวกับเถียนอวี่หางขานรับพร้อมกันแม้ว่าทั้งสองจะเตรียมใจมาก่อนล่วงหน้าแต่เมื่อถึงยามนี้พวกมันก็อดที่จะแสดงความตื่นเต้นออกมาไม่ได้

                ซ่งหลินพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยจากนั้นจึงหันไปทางศิษย์สตรีห้าหกคนทางด้านซ้ายพร้อมกับกล่าวว่า“ศิษย์น้องหญิงทั้งหมดไปที่ยอดเขาบูรพา หลังจากนี้ศิษย์พี่หญิงคนโตเหลียนหลิงหมิ่นจะเป็นผู้พาพวกเจ้าไป”

                “ม่อเสี่ยวเซียนซีเหยียน เฉินหง หยางหัว...” ซ่งหลินอ่านรายชื่อทีละคนจนครบสี่สิบคนหลังจากหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ “นับแต่นี้พวกเจ้าเป็นศิษย์สังกัดยอดเขาประจิม!”

                ส่วนที่เหลือย่อมเป็นศิษย์สังกัดยอดเขาทักษิณแต่ซ่งหลินยังคงอ่านรายชื่อทีละคนจนครบ สุดท้ายจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ตั้งแต่นี้พวกเจ้าต้องไปพำนักที่ยอดเขาทักษิณ โดยจะมีศิษย์พี่ของพวกเจ้านำทางไปยังที่พัก”

                “……”

                ท่ามกลางในหน้าตื่นเต้นดีใจของศิษย์หลายคนไป๋หยุนเฟยกลับมีสีหน้าตกตะลึง รวมทั้งเย่จือชิวและสหายของมันต่างก็หันมามองด้วยท่าทีอันงุนงงสับสน

                เพราะว่า--- รายชื่อที่ซ่งหลินอ่านไปแล้วนั้น.... ไม่มีชื่อของไป๋หยุนเฟย!!