เล่ห์มารครองแผ่นดิน ภาคการเปลี่ยนแปลง (ศึกโลหยาง)

    [ภาคการเปลี่ยนแปลง] ตอนที่ 43 ยั่วยุ

    ...คุณชายฟ่านลู่หรง…

    ชายคนนี้คือคุณชายฟ่านลู่หรงชัด ๆ ไม่ว่าจะหน้าตารูปร่างแม้ว่าจะดูเด็กกว่าในตอนปัจจุบันหากแต่เธอที่เห็นเขามาตั้งแต่เด็กนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามีส่วนไหนที่ไม่ใช่ฟ่านลู่หรง เด็กหญิงผู้ครองต้าซีหันไปมองหวางเฟยแห่งเฉียนฉินด้วยความงุนงง ท่าทางการทักทายกันเช่นนั้นดูสนิทสนมกันแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจจะนับว่าเป็นสามีภรรยา เพราะชายที่สวมหมวกประจำตำแหน่งหวางเย่คนกลางน่าจะเป็นพระสวามีของคุณหนูฟ่านมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นหน้าตาแบบนี้

    ...ท่าทางของทั้งสองนั้นเหมือนจะเป็นพี่น้องกัน? พี่น้องอย่างนั้นหรือ…

    หนวี่หวงตี้ได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้นก่อนจะชักหน้ากากของผู้นำแห่งต้าซีมาสวมเอาไว้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเธอจะรู้สึกขนลุกแค่ไหนก็ตามแต่เรื่องความรู้สึกส่วนตัวของเธอนั้นไม่เกี่ยวกับต้าซี

    แน่นอนว่าแม้เพียงแค่เสี้ยวอึดใจแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านสีหน้าคนอย่างฮัวหนิงเซียนไปได้ ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากนักก็ไม่ยากจะเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากว่าเลดี้เฉินได้มาเห็นฮัวเฟยอวี่ ขนาดเธอเองยังตกใจเลยนับประสาอะไรกับเลดี้เฉิน

    แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ที่มีคนรู้ความลับเธอเพียงแค่ไม่กี่คนนั้นไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่ควรพูดอะไรออกไปมากนัก เพราะมันก็ไม่ใช่ผลดีกับเธอเสียเท่าไหร่หรอก ร่างของเธอถูกผู้เป็นคู่ชีวิตดึงเข้าไปใกล้ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ตรงนั้น ใบหน้าของฉินหยางอี้เลื่อนมาใกล้คล้ายสำรวจแต่ถึงอย่างนั้นบางอย่างที่อยู่ในตาของเขานั้นฉายแววที่ต่างกันออกไป มันมีทั้งความเป็นห่วงความกังวลและบางอย่างที่มากกว่านั้น…

    “เซียนเอ๋อร์ เสี่ยวซีสารภาพทุกอย่างหมดแล้ว นิ่งไว้ก่อนอย่าได้เพิ่งพูดอะไรออกไป...”

    เสียงของฉินหยางอี้กระซิบกับเธอเบา ๆ การที่เสี่ยวซีสารภาพแล้วนั่นแสดงว่าทั้งสามคนรู้อยู่แล้วว่าเธอมาที่นี่อย่างนั้นหรือ แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมถึงต้องรอให้ต้าซีส่งสารไปบอกแล้วค่อยมารับเธอเล่า แล้วทำไมพี่ชายทั้งสองคนของเธอถึงมีสีหน้าอย่างนั้นกัน... หรือว่าจะเป็นแผนการของเฉียนฉิน? ฮัวหนิงเซียนขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความลำบากใจเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นั้น กับคนอื่นนั้นคงจะง่ายอยู่หรอกกับการป้ายความผิดอย่างนี้ แต่ไม่ใช่กับเฉินมี่จวนหรอกนะ…

    “หนิงเอ๋อร์ เจ้าปลอดภัยดีนะ” ฮัวเฟยอวี่ผู้เป็นพี่รองเองก็รีบถามเธอเช่นกัน

    บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นไม่น้อย ฝั่งของเฉียนฉินพากำลังทหารมาจำนวนหนึ่งสำรองไว้ในกรณีเกิดการปะทะ คงจะเตรียมใจเผื่อเอาไว้แล้ว... รวมถึงคำพูดที่ราวกับป้ายความผิดให้กับต้าซีว่าลักพาตัวเธอมา ทั้งที่เธอเป็นคนหนีมาเองนั่นก็ด้วย คงไม่ได้ตั้งใจมาเพื่อรับเธอกลับเพียงอย่างเดียวสินะ ที่จริงแล้วมันก็เป็นไปตามขั้นตอนการก่อสงครามนั่นแหละที่จำเป็นต้องหาความชอบธรรมให้กับตัวเองก่อน

    ...แต่ไม่คุ้มหรอกหากปะทะขึ้นมา…

    ฮัวหนิงเซียนมองไปทางเหนือหัวแห่งต้าซีด้วยความลำบากใจ สีหน้าอันนิ่งเฉยของเหนือหัวนั้นแฝงทั้งความรู้ทันและแววตาดูถูกเอาไว้อย่างชัดเจนทีเดียว ในยุคของเธอนั้นกลุ่มมาเฟียอย่างตระกูลเฉินนั้นจะมีบางสิ่งที่ถือเป็นกฎที่จะไม่ทำแน่ ๆ ก็คือการสาดโคลนใส่คนอื่นเพื่อยกหางความชอบธรรมจอมปลอมของตัวเอง เรียกว่าลักตัวลูกเขามาทำเมียยังไม่ชั่วช้าเท่าใส่ความคนอื่นเลยด้วยซ้ำ

    ที่จริงแล้วเรื่องอ้างความชอบธรรมนั้น ไม่ว่าใครก็ทำกันแต่ไม่มีใครนิยมใช้การป้ายสีในการอ้างความชอบธรรมก็เท่านั้น เธอเชื่อว่าตัวของเลดี้เฉินเองก็ต้องทำมาบ้าง อย่างเช่นการสงครามกับโลหยาง มีหรือที่ต้าซีจะไม่ได้อ้างความชอบธรรมในการเข้าปกครองเลย

    แต่เธอเชื่อว่าในการอ้างนั้นต้าซีคงไม่ได้ใส่ความโลหยางหรอก... เป็นอีกครั้งที่เฉียนฉินตัดสินใจพลาดไปมากทีเดียว อย่างน้อยการกระทำในครั้งนี้ก็ไม่ได้ส่งผลเพียงกับต้าซีเท่านั้นหากแต่ส่งผลถึงศักดิ์ศรีของเฉียนฉินด้วย

    “ขอทูลถามฝ่าบาท ไม่ทราบว่าหวางเฟยของเราไปอยู่ที่ต้าซีได้อย่างไรหรือ” แม่ทัพฮัวเฟยเทียนมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยที่เขาเคยพบแล้วอีกครั้งก่อนจะหลบตาไปอย่างรวดเร็ว

    แผนของเสนาบดีฝ่ายกลยุทธ์ที่เลือกฉวยโอกาสเอาความอยากรู้อยากเห็นของหวางเฟยในการป้ายความผิดให้กับฝั่งต้าซี เพื่อให้แผ่นดินอื่นเห็นว่าคนที่เริ่มก่อนและเป็นฝ่ายผิดและตั้งใจจะเริ่มสงครามก่อนโดยไม่สนถูกผิดคือต้าซีหาใช่เฉียนฉินไม่

    ที่จริงแล้วเขาไม่ต้องการทำอย่างนี้เลย หากแต่มันถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการรบ และเขาเองในฐานะแม่ทัพคนหนึ่งของเฉียนฉินที่รับหน้าที่เรื่องการทำศึกกับต่างแดน หากไม่ทำตามกลยุทธ์นี้ก็ถือว่าขัดต่อหน้าที่ แต่การทำลงไปก็ถือว่าขัดกับหลักการของตัวเองไม่น้อย มันคือการใส่ความ แม้จะทำไปเพื่อจุดประสงค์โดยชอบแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แล้วก็ใช่ว่าเด็กคนนี้จะตกหลุมพรางเสียด้วย สายตาของหนวี่หวงตี้ที่มองมานั้นเขารู้ดีว่านางรู้ทัน…

    ความกดดันของสายพระเนตรเด็กหญิงที่ยังเยาว์วัยนั้น ทำให้สถานการณ์ที่กำลังหมิ่นเหม่ของสองฝ่ายแย่ลงกว่าเดิม ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างพากันเครียดตามกันไปหมดด้วยรู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ฝ่ายของต้าซีนั้นมีเพียงแค่องครักษ์รักษาพระองค์เพียงหกคน กับทหารอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่มากที่เป็นกลุ่มรักษาดินแดนแต่ถึงอย่างนั้นหากปะทะกันแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเสียเปรียบ เพราะเพียงแค่ยอดฝีมือที่เป็นทหารรักษาพระองค์ก็ไม่ธรรมดาแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงแม่ทัพปราบกบฏก็ตาม

    สายพระเนตรของหนวี่หวงตี้มองตรงไปที่แม่ทัพฮัวเฟยเทียนอยู่พักใหญ่ มันเป็นการมองที่แสดงออกถึงความรู้ทันและการดูถูกอย่างชัดเจน มันชัดเสียจนคนพูดเองก็เริ่มละอายใจเลยทีเดียว หากเลือกได้แล้วตัวเขาที่เป็นแม่ทัพคงไม่เลือกที่จะรับหน้าที่นี้ แต่ในที่นี้ในนาทีที่คนที่มาอยู่ในเขตต้าซีคือน้องสาวของเขาแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากจะต้องทำ เพราะหากไม่ทำก็จะถือเป็นการกระด้างกระเดื่องต่อพระราชโองการ แม้กระทั่งหวางเจ็ดเองก็ยังไม่อาจจะขัดได้เลยด้วยซ้ำ

    ฮัวหนิงเซียนเองไม่อาจจะช่วยอะไรได้เพราะเธอกำลังรับบทเป็นตัวต้นเรื่องอยู่ หากเธอจะเอ่ยปฏิเสธไปก็อาจจะเป็นการชักใบให้เรือเสีย นอกจากนั้นก็อาจจะเกิดการเริ่มโจมตีจากฝั่งต้าซีที่ถือเอาว่าคำปฏิเสธของเธอนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เฉียนฉินตั้งใจใส่ความได้เช่นกัน

    แต่ถึงอย่างนั้นการปล่อยให้เป็นอย่างนี้ก็ไม่แน่ว่าจะไม่เกิดการปะทะกันขึ้น... เพราะอย่างไรแล้วต้าซีก็รู้อยู่แก่ใจว่าเฉียนฉินกำลังตั้งใจใส่ความ คนที่เกลียดการท้าทายอย่างเลดี้เฉินอาจจะเลือกปะทะเพราะความ ‘ไม่พอใจ’ ส่วนตัวก็ได้ ในสถานการณ์ตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของเหนือหัวแห่งต้าซีเท่านั้น…

    “เฉียนฉินเมืองที่มากด้วยบัณฑิต คิดได้เท่านี้จริงหรือ…”

    ประโยคแรกของเหนือหัวแห่งต้าซีก็ราวกับตบหน้าเฉียนฉินเข้าไปเต็ม ๆ แล้ว โดยไม่ต้องเอ่ยอะไรเพิ่มเติม เด็กหญิงมองไปที่แม่ทัพฮัวก่อนจะกระตุกยิ้ม เธอรู้ดีว่าคนที่ถือเรื่อง ‘ขั้นตอน’ ของสงคราม ศักดิ์ศรีแห่งนักรบและอะไรอีกมากมายอย่างแม่ทัพฮัวที่เธอรู้จักนั้นย่อมไม่เป็นคนทำเรื่องแบบนี้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งเห็นสีหน้าเจ็บใจอย่างนั้นของแม่ทัพฮัวแล้วเธอยิ่งมั่นใจว่าเขาเองก็ไม่อยากทำอย่างนั้นเช่นกัน

    ...ถ้าไม่อยากทำก็แค่ปฏิเสธไปสิ…

    เธอไม่เข้าใจว่าจะทำให้ยุ่งยากทำไม ในตอนของไป่หรงซานเองก็เช่นกัน หากไม่พอใจในคำสั่งก็แค่ปฏิเสธไปก็เท่านั้น เพราะเรื่องอาชีพหรือความก้าวหน้าของตัวเองแล้วไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ทำได้ แต่ศักดิ์ศรี ความเชื่อมั่น และความเป็นตัวเอง ของพวกนั้นหากว่าทิ้งไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาต่อได้อีก…

    “เหนือหัวรับสั่งเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร…” ฮัวเฟยอวี่เอ่ยก็เอ่ยแทรกขึ้นบ้างเช่นกัน

    แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาหมายความถึงอะไรก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นทั้งด้วยหน้าที่และด้วยความเป็นพี่น้องแล้วเขาไม่อาจจะปล่อยให้พี่ชายของเขาต้องรับมือกับหนวี่หวงตี้คนเดียวได้ อย่างน้อยการที่เบนความสนใจมาทางเขาได้บ้างนั้นก็อาจจะดีกว่า

    สายพระเนตรที่หนวี่หวงตี้ปราดไปมองทางฮัวเฟยอวี่นั้นทำให้ฮัวหนิงเซียนเริ่มหวังบ้างว่าอาจจะมีความเมตตาเล็กน้อยด้วยเห็นแก่ลู่หรงบ้าง แต่เมื่อประโยคถัดมาออกมานั้นก็ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าความผูกพันเมื่อครั้งเก่าก่อนไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้น

    “มากด้วยบัณฑิตหากแต่ไร้ปัญญาสินะ…”

    ยิ่งกว่าประโยคแรกก็ประโยคนี้เนี่ยแหละ แม้กระทั่งฉินหยางอี้ผู้นิยมคนเก่งเองก็ยังอดจะหน้าชาไปด้วยไม่ได้ การโต้กลับของเด็กหญิงตัวน้อยแห่งต้าซีไม่มีช่องโหว่เลยสักนิด นางใช้ทุกช่องในการหยิบเอาศักดิ์ศรีของเฉียนฉินออกมาขว้างลงพื้นก่อนจะขยี้มันทิ้งซ้ำ ๆ ด้วยวาจาอย่างไร้ความปรานี เหนือหัวทอดพระเนตรไปทางแม่ทัพฮัวเฟยเทียนผู้ตั้งคำถามอีกครั้ง

    “เรื่องการมาอยู่ในต้าซีของฮัวหวางเฟยนั้น…”

    เด็กหญิงเว้นวรรคเพื่อให้คนทั้งสองฝั่งได้คิดว่าพระองค์จะเลือกเส้นทางไหน นางจงใจปล่อยความเงียบให้กัดกินจิตใจผู้คนอย่างทรมานอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยคำที่ไม่มีใครคาดถึงออกมา

    “ขอให้พวกท่านไปไถ่ถามหวางเฟยเอง”

    การไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับหวางเฟยด้วยตัวเองนั้นเป็นวิธีที่เธอเลือกจะใช้โต้ตอบในครั้งนี้ การใส่ความแบบนี้เป็นวิธีที่สกปรกเสียจนหนูในสลัมสะอาดไปเลย ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ เฉียนฉินก็จะป้ายความผิดให้กับต้าซีอยู่ดี หากยอมรับในส่วนที่ไม่ได้ทำเพราะต้องการแสดงกำลังของต้าซีที่เหนือกว่านั้นภาพของต้าซีที่ออกไปก็แย่ หากปฏิเสธ อีกฝั่งก็จะหาว่าแก้ตัวแล้วหาเรื่องโจมตีอยู่เดียว…

    ...ขอโทษนะคะ boss เขาไม่เล่นตามเกมคนอื่นเนอะ…

    เฉียนฉินพยายามที่จะวางเกมการต่อรองของตัวเองให้กลายเป็นว่าต้าซีจำเป็นจะต้องปะทะเล็ก ๆ น้อย ๆ กับเฉียนฉิน เพราะเหตุมาจากการกำเริบเสิบสานของต้าซีที่คิดจะขโมยตัวของหวางเฟยแห่งเฉียนฉิน มันมีน่าคำถามที่ตอบว่าใช่ก็ผิด ตอบว่าไม่ก็ผิดเพราะอีกฝ่ายตัดสินไปแล้ว และการที่จะรอดจากคำถามสองคำตอบอย่างนี้ก็คือการสร้างคำตอบที่สามขึ้นมา คิดจะบีบให้คนอย่างมิสเฉินเดินตามเกมของตัวเอง เร็วไปหลายร้อยปีทีเดียว…

    “หมายความว่าฝ่าบาทจะทรงแถลงอย่างนั้นหรือ…” ฮัวเฟยเทียนมองไปที่เหนือหัวแห่งต้าซีด้วยสายตายากที่จะหยั่งได้ว่าคิดอะไรอยู่…

    “หมายความตามที่พูด อย่าให้ข้าต้องอธิบายมากเลยเพราะมันก็ไม่ได้ดูฉลาดเช่นกันกับการถามซ้ำ ๆ เช่นนี้”

    เด็กหญิงยกเอาคำว่า ‘ไม่ฉลาดเอาเสียเลย’ ของแม่ทัพฮัวที่กล่าวหาเธอในครั้งแรกกลับมาใช้อีกครั้งได้อย่างถูกเวลา

    อาจจะเป็นเพราะเธอเห็นแก่คุณหนูฟ่านและการกล้ำกลืนศักดิ์ศรีของแม่ทัพฮัวก็ได้ล่ะมั้ง ที่ทำให้เธอเลือกทางนี้ การเลือกไม่ตอบด้วยตัวเอง อย่างน้อยในสถานการณ์อย่างนี้ก็คงไม่ทำให้ฝ่ายที่โดนสั่งให้มาหาเรื่องเธอ ต้องสู้รบกับเธอทั้งที่ไม่เต็มใจนัก... โอกาสปะทะกันยังมีมากและเธอเองก็ไม่ได้ต้องการให้คนของเธอต้องมารบกับคนพวกนี้ด้วยเหตุเพราะฝั่งเฉียนฉินอยากจะยกหางตัวเองด้วย ไม่ต้องการมากพอ ๆ กับที่ไม่อยากแกล้งทำเป็นเสียท่าลงหลุมของเฉียนฉินเพราะอยากจะยกดาบฟาดหน้าใครบางคน

    ...จะยกหางก็ไปทำกันเองที่อื่น เธอไม่ใช่สัตว์ไม่มีหาง ไม่ว่างเล่นด้วย…

    การปล่อยผ่านการท้าทายของเหนือหัวนั้นจะเรียกว่าเสี่ยงก็ว่าได้ เพราะหากว่าหวางเฟยไปใส่ความทีหลังก็ย่อมเกิดปัญหาแน่นอน และหากว่าเฉียนฉินเลือกจะโทษเธอตอนนี้เลย เธอก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้

    แต่ถึงอย่างนั้นหากว่าฝ่ายนั้นทำอย่างนั้นจริง ๆ ขึ้นมา เธอก็พร้อมจะสู้ตรงนี้ หากเฉียนฉินอยากจะถมคุณธรรมจอมปลอมของตัวเองตอนนี้ด้วยการรบเล็ก ๆ ครั้งนี้ สาบานได้เลยว่าเธอพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อมที่จะขยี้ศักดิ์ศรีของเฉียนฉินทิ้งให้ไม่เหลือชิ้นดี และแน่นอนว่าหากจะต้องสังหารทั้งสหายเก่าและชายที่หน้าเหมือนฟ่านลู่หรงเธอก็ไม่ตะขิดตะขวงใจเลยด้วย…

    ...เชื่อเถอะว่าเธอลงดาบเร็วเชียว…

    “ขออภัยหนวี่หวงตี้ กระหม่อมฉินหยางอี้องค์ชายที่เจ็ดแห่งราชสกุลฉินขอทูลถาม” ฉินหยางอี้ไม่อาจปล่อยให้โอกาสของเฉียนฉินผ่านไปได้ แม้ว่าสถานการณ์จะถูกคลี่คลายไปในทางที่คาดไม่ถึงแล้วก็ตาม

    แม้ว่าจะไม่พอใจกับแผนสาดโคลนนัก แต่ถึงอย่างนั้นการที่ฝ่ายต้าซีเลือกที่จะมองผ่านไปในครั้งนี้ก็จะกลายเป็นเฉียนฉินที่เสียมากกว่าด้วย ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ต้าซีอาจจะเอาเรื่องครั้งนี้ไปต่อเติมเสริมความสาดโคลนเฉียนฉินต่อให้ย่อยยับทั้งศักดิ์ศรีและชื่อเสียง

    ในตอนนี้สถานการณ์การล่าดินแดนมันไม่ใช่เพียงการปะทะกันด้วยกำลังอีกต่อไปแล้ว เพราะมันคือการล่าอาณาเขตการปกครองและความมั่นคงในบัลลังก์ด้วย เรื่องของกำลังกับการเอาชนะนั้นถือว่าเป็นรองไปเลยเมื่อเทียบกับชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของแต่ละดินแดนใหญ่ที่กำลังจะปะทะกันอยู่ และถ้าเป็นดังนั้นหากไม่เกิดการปะทะวันนี้ก็จะเป็นเฉียนฉินที่เสียเปรียบทันที

    ที่จริงแล้วเขาย่อมรู้ดีว่าเป็นการหนีหายตัวไปของแม่ตัวแสบที่คิดจะทำการหุนหันพลันแล่นเหมือนเช่นที่ผ่านมา เพราะอย่างนั้นแล้วในตอนแรกที่เขากลับไปถึงตำหนักแล้วไม่เจอแม่ตัวแสบเขาจึงตกใจมาก เสียงลือที่ว่ากันว่าหนวี่หวงตี้นั้นเป็นคนใจคอเหี้ยมโหดแน่นอนว่าไม่ได้ผ่านเลยหูของเขาไปโดยง่าย เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เขาคิดได้หลังจากที่แม่ตัวแสบของเขาหายไปนั้นเขาจึงห่วงชีวิตของนางเป็นที่สุดแต่ในตอนนี้นางก็รอดแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วเขาก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ของชาวเฉียนฉินให้เต็มที่เช่นกัน…

    “ไม่ขอตอบ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยเพียงเท่านั้น

    ที่จริงแล้วตามมารยาทนั้นย่อมต้องอนุญาตให้ถาม แต่ในครั้งนี้หากเธอตอบก็จะเป็นการเปิดช่องให้กับเฉียนฉินได้ยั่วยุเธอเพิ่มเติม ชายที่สามารถหลอกล่อให้ฟ่านหยางสือตกร่องปล่องชิ้นได้ย่อมมีกลยุทธ์การเจรจาที่ไม่ธรรมดาที่เธอไม่ควรเสี่ยง และด้วยตำแหน่งลำดับขั้นและความสำคัญต่าง ๆ แล้ว เธอจะไม่ตอบมันก็สิทธิ์ของเธอ การตัดเยื่อไม่เหลือใยของหนวี่หวงตี้นั้น แน่นอนว่าย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ติดตามฝั่งเฉียนฉินอยู่แล้ว

    “หากไม่มีอะไรแล้วก็เชิญพวกท่านเสด็จ ขอให้เดินทางปลอดภัย”

    คำอวยพรเพียงสั้น ๆ โดยไม่ร่ำลาและไม่รอคำทูลลาดังขึ้นก่อนที่ร่างระหงของผู้เป็นเหนือหัวจะหันหลังกลับไป พอถึงตอนนี้แล้วสำหรับหวางเจ็ดแล้วเขาไม่ติดใจเอาความเท่าไหร่ มันจบแล้ว เด็กคนนั้นฉลาดพอที่จะไม่กระโดดลงกับดักโง่ ๆ ที่ทางเฉียนฉินขุดเอาไว้ แล้วก็ไม่มีทางจะตกหลุมง่าย ๆ เสียด้วย

    ความแข็งแกร่งของต้าซีที่พูดถึงกันนั้นคือตรงนี้นี่เอง ไม่ใช่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของกองกำลังหรือผู้ช่วยใกล้ชิด หากแต่เป็นตัวของหนวี่หวงตี้ต่างหาก แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่น่าโมโหอย่างถึงขีดสุดก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหญิงวัยวุฒิเพียงเท่านี้กลับสามารถนิ่งสงบอีกทั้งยังหาทางออกที่ชาญฉลาดได้…

    “ช้าก่อนฝ่าบาท” แม่ทัพฮัวที่เคยถูกล่วงเกินมาแล้วหลายต่อหลายครั้งเรียกเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง เด็กหญิงเพียงแต่เหลือบตากลับมามองเท่านั้นไม่แม้แต่หันกลับมา

    “เรื่องสงครามเป็นเรื่องของสองดินแดน นับจากนี้ไปขอเหนือหัวอย่าได้ทรงลากคนอื่นมาเกี่ยว”

    มันไม่ใช่คำเตือน เธอมองสีหน้านั้นออก คนอย่างแม่ทัพฮัวย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดที่กวนใจเธอ สิ่งใดที่ทำให้การเจรจาวันนี้ไปได้ไม่ดีนัก และสิ่งเดียวที่แม่ทัพฮัวกลัวนั้นก็คือหลังจากกลับไปที่เฉียนฉินแล้ว ไม่แน่ว่าตัวของคุณหนูฟ่านอาจจะถูกบังคับให้ยอมรับว่าถูกต้าซีลักพาตัวมา เพราะอย่างนั้นเอง ตัวของท่านแม่ทัพก็คงไม่ได้ต้องการให้หวางเฟยได้รับความลำบากอีกครั้ง…

    “...”

    ไร้คำตอบจากเหนือหัวตัวน้อย พระองค์หันพระพักตร์กลับไปที่เดิมก่อนจะเริ่มเดินต่ออีกครั้งโดยไม่แม้แต่จะหยุดหันมอง พระองค์ได้ทิ้งทั้งความหงุดหงิดใจ ความเสียเปรียบและความเสียดายของชาวเฉียนฉินเอาไว้ตรงนั้นโดยไม่เอ่ยอะไรเพิ่มอีก เสียงควบม้าของเกวียนพระที่นั่งดังขึ้นโดยที่ไม่มีแม้แต่คำบอกลาเพิ่มเติม ปล่อยให้เหล่าบรรดาชาวเฉียนฉินที่บุกมากะเอาเรื่องยืนอยู่ตรงนั้นจมไปกับความงุนงงของตัวเองเท่านั้น

    ...จะลากไม่ลากมันก็ไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะมาสั่งเธอ...



    คล้ายกับเรื่องเล่ห์มารครองแผ่นดิน ภาคการเปลี่ยนแปลง (ศึกโลหยาง) ที่คุณอ่าน