ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่41 ขออภัย

    จ้าวหมิงอิ๋งมีสีหน้าสงบนิ่ง ห้วงอารมณ์ของนางไม่มีความผันผวนใดๆเลยแม้แต่น้อย

     

    "อย่างที่ทุกท่านทราบว่าหงส์เพลิงตนนี้เหลือลมหายใจเสี้ยวสุดท้าย และไม่มีของล้ำค่าใดๆบนตัวเหลืออยู่แล้ว แต่ทุกท่านอย่าได้มองข้ามวิถีของมันไป วิถีเปลวเพลิงที่หงส์เพลิงมีมาแต่กำเนิดยังควรค่าให้ศึกษาอยู่ เพราะฉะนั้นข้าจะดำเนินการประมูลครั้งนี้ต่อไป ขอให้ทุกท่านที่สนใจเริ่มเสนอราคาประมูลเถอะ"

     

    "จริงอยู่ว่าวิถีเปลวเพลิงของหงส์เพลิงยังมีค่าน่าศึกษาอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่แก่นแท้สัตว์อสูรของมันได้สูญหายไปแล้ว หากมีสิ่งนี้อยู่คุณค่าของหงส์เพลิงตนนี้คงไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเลขได้ แก่นแท้สัตว์อสูรถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้วิถีของหงส์เพลิง หากไร้ซึ่งแก่นแท้สัตว์อสูรแล้วล่ะก็ การเรียนรู้วิถีเปลวเพลิงของหงส์เพลิงก็คงยากยิ่งกว่าการปีนป่ายสวรรค์เสียอีก"

     

    เสียงที่สุขุมและเย็นชาดันออกมาจากห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม ทั่วทั้งโรงประมูลเริ่มเงียบลงอีกครั้ง ทุกสายตายังคงจับจ้องไปยังห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม

     

    "แต่ก็เอาเถอะ ข้าจะไม่พูดจาบั่นทอนหรือกดราคามันไปมากกว่านี้แล้ว บอกตามตรงข้าเองก็สนใจหงส์เพลิงตนนี้อยู่ไม่น้อย หากได้มันมาศึกษาเชื่อว่าคงสามารถหลอมโอสถรวมปราณชาดครามขึ้นมาได้สำเร็จอย่างแน่นอน"

     

    "ท่านคือผู้ที่หลอมโอสถรวมปราณชาดม่วงที่นำมาเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้หรือ" เสียงที่สุขุมนุ่มลึกดังลอยออกมาจากห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขหนึ่ง

     

    "ถูกต้อง ข้าหลอมมันขึ้นมาเองกับมือ เพราะฉะนั้นข้าอยากให้ทุกท่านเห็นแก่หน้าข้าสักครั้ง มอบหงส์เพลิงตนนี้ให้ข้า ภายภาคหน้าข้าจะตอบแทนพวกท่านด้วยโอสถที่มีคุณภาพสูงกว่านี้"

     

    "พูดกันมายืดยาวพวกเรายังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของท่านเลย ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านพอจะบอกนามของตนเองได้หรือไม่" เสียงนี้ดังลอยออกมาจากห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสอง

     

    "เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วตัวตนของข้าคงปิดบังไว้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นถือโอกาสนี้แนะนำกับพวกท่านไปเลยก็แล้วกัน สมญานามของข้าคือวิซาร์ด นับแต่อดีตข้าบำเพ็ญตนอย่างโดดเดี่ยวไม่ข้องแวะเรื่องราวภายนอก ครั้งนี้ที่ออกมาก็เพื่อมาหาทรัพยากรในการฝึกตนก็เท่านั้น"

     

    สายตาทุกคู่ภายในห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสามต่างก็จ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นเป็นตาเดียว โดยเฉพาะกู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิง ทั้งสามคนจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างไม่วางตา

     

    มีคลื่นพลังที่แข็งแกร่งหลายสายแผ่สัมผัสเข้ามาตรวจสอบภายในห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม แต่พลังเหล่านั้นก็ถูกขวางกั้นเอาไว้ด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบเข้ามาถึงด้านในห้องได้

     

    "เช่นนั้นก็เห็นแก่หน้าท่านสักครั้ง ของประมูลชิ้นนี้ข้าจะไม่เข้าร่วมก็แล้วกัน" เสียงนี้ดังออกมาจากห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขหนึ่ง

     

    "ข้าเองก็จะไม่เข้าร่วมการประมูลของชิ้นนี้เช่นเดียวกัน"

     

    "ข้าก็ไม่ขอเข้าร่วมด้วยเช่นเดียวกัน"

     

    เสียงแห่งการปฏิเสธการเข้าร่วมเสนอราคาประมูลของชิ้นนี้ดังก้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับมหาอำนาจอย่างพวกเขาแล้ว การได้ผูกสัมพันธ์กับปรมาจารย์ที่หลอมโอสถขั้นสูงเช่นนี้ออกมาได้ถือว่าเป็นผลกำไร ใช้ซากหงส์เพลิงตนเดียวแลกกับการซื้อใจปรมาจารย์โอสถ เรื่องนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มค่าเสียอีก อีกอย่างเรื่องนี้พวกเขาไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่แดงเดียว ก็สามารถผูกสัมพันธ์กับปรมาจารย์โอสถท่านนี้ได้แล้ว เรื่องในครั้งนี้ถือว่าได้กอบโกยผลประโยชน์ครั้งใหญ่แล้วจริงๆ

     

    "เหลวไหล" เสียงแห่งความไม่พอใจและโกรธแค้นดังก้องไปทั่วทั้งโรงประมูล สายตาทั้งหลายจับจ้องไปยังร่างของคนที่พูดขึ้นมา เขาคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเยว่เซี่ยวฟานที่ถูกไป๋ชิงอวิ๋นทำให้อับอายก่อนหน้านี้

     

    "พูดจาวกวนไปมา สุดท้ายเจ้าก็แค่อยากครอบครองหงส์เพลิงตนนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ทุกท่านอย่าได้ถูกโจรชั่วผู้นี้หลอก เขาเป็นผู้ที่หลอมโอสถรวมปราณชาดม่วงขึ้นมาจริงหรือไม่ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพราะฉะนั้นการที่คนผู้นี้พูดจายุยงปลุกปั่นไปมา หงส์เพลิงตนนี้จะต้องมีความลับบางอย่างแอบซ่อนเอาไว้อย่างแน่นอน"

     

    เสียงในโรงประมูลเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาอีกครั้ง บอกเลยว่าสิ่งที่จอมยุทธ์ท่านนี้พูดมีเค้าลางความจริงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สายตาทั้งหลายจับจ้องไปยังห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสามอีกครั้ง

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นที่นั่งอยู่ในห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม จ้องมองไปยังร่างของเยว่เซี่ยวฟานอย่างไม่วางตา เจ้าเศษสวะผู้นี้ถือว่าเลือกสถานการณ์ลงมือได้อย่างเหมาะเจาะเลยทีเดียว แต่ไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้รู้สึกสะดุ้งสะเทือนกับคำพูดของเยว่เซี่ยวฟานเลยแม้แต่น้อย

     

    "เจ้ากบในกะลาหัดออกมาลืมตาดูโลกภายนอกเสียบ้าง สวะอย่างเจ้าใช้ชีวิตทั้งชีวิตมองโลกผ่านรูกุญแจโดยมองว่าสิ่งที่เห็นนั้นมันยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเจ้ามันเป็นตัวโง่งมที่ไม่เข้าใจถึงความเป็นไปของโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ เจ้าบอกว่าข้าพูดปลุกปั่น เจ้าต่างหากที่พูดปลุกปั่นให้คนอื่นหลงผิด ระดับพลังของเจ้ามันก็แค่หางอึ่งแถมสายตายังคับแคบยิ่งกว่ารูเข็ม กล้าดีอย่างไรถึงสอดปากมายุ่งเรื่องของข้า"

     

    เยว่เซี่ยวฟานฟังคำด่าทอจนในใจรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา ใบหน้าของเขาแดงจนเขียวคล้ำไปด้วยความโกรธแค้น ไม่คิดมาก่อนเลยว่าบุคคลลึกลับผู้นี้จะมีวาจาที่ด่าได้เจ็บปวดถึงเพียงนี้

     

    "แม่นางจ้าวเจ้าสามารถยืนยันตัวตนของข้าได้หรือไม่" เสียงของไป๋ชิงอวิ๋นดังลอดออกมาจากห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม

     

    "ในเรื่องนี้ข้าน้อยเป็นพยานให้กับท่านได้" จ้าวหมิงอิ๋งตอบรับ เรื่องราวในวันนี้จะบานปลายไปอีกไม่ได้ มิเช่นนั้นหอประมูลประกายดาวอาจเกิดข้อครหาตามมาอย่างไม่จบไม่สิ้นก็เป็นได้

     

    "ในเมื่อแม่นางจ้าวได้ยืนยันตัวตนของข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้หอประมูลประกายดาวต้องขาดทุน หงส์เพลิงตนนี้ข้าจะขอประมูลไปในราคาสามแสนหินเซียนระดับสูง"

     

    บรรยากาศภายในโรงประมูลเริ่มผ่อนคลายลง เยว่เซี่ยวฟานตัดสินใจเดินออกไปจากโรงประมูลก่อนเวลา เขาไม่มีหน้าทนอยู่ที่นี่ต่ออีกแล้ว แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวในวันนี้เขาจะต้องล้างแค้นให้จงได้

     

    จ้าวหมิงอิ๋งกวาดตามองผู้เข้าร่วมงานประมูลทั้งหมด ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเสนอราคาต่อแล้วจริงๆ แต่ราคาสามแสนหินเซียนระดับสูงก็ถือว่าหอประมูลประกายดาวได้กำไรอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นนั้นปิดในราคานี้ก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไร

     

    ปัง

     

    เสียงเคาะราคาดังขึ้นเป็นที่เรียบร้อย หงส์เพลิงตกเป็นของไป๋ชิงอวิ๋น แขกหลายคนปรบมือแสดงความยินดีกับห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม ปรมาจารย์โอสถผู้ลึกลับสมญานามกงเขาก็คือวิซาร์ด เรื่องนี้จะต้องเป็นหัวข้อสนทนาของผู้คนภายในเมืองจิงหยางอย่างแน่นอน

     

    "งานประมูลในครั้งนี้จบลงแล้ว จ้าวหมิงอิ๋งต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่ามาเข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ ข้าหวังว่าค่ำคืนนี้จะเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความสุขของทุกท่าน แล้วเจอกันใหม่ในงานประมูลครั้งหน้า วันนี้ข้าจ้าวหมิงอิ๋งขอตัวลาพวกท่านไปก่อน"

     

    ไฟในโรงประมูลถูกเปิดให้สว่างขึ้น จากนั้นจ้าวหมิงอิ๋งก็เดินหายเข้าไปที่ด้านหลังของเวทีโรงประมูล ในตอนนี้ผู้คนทั้งหลายกำลังเริ่มทยอยกันออกไป พวกไป๋ชิงอวิ๋นเองก็ถูกพนักงานสาวชุดกี่เพ้าสีชมพูนำทางไปอีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกัน

     

    ด้วยทางเดินที่ซับซ้อนของหอประมูลประกายดาวทำให้ในระหว่างทางที่เดินมา พวกไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้พบเจอกับคนแปลกหน้าเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อเดินมาถึงจุดรับของมีหลายคนที่สวมใส่ชุดคลุมสีดำปิดบังใบหน้ากำลังยืนคอยพวกไป๋ชิงอวิ๋นอยู่

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขหนึ่งให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ" ชายที่สวมใส่ชุดคลุมดำกล่าวขึ้น

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองเขาแต่ไม่กล่าวอะไร ไม่นานชายที่สวมใส่ชุดคลุมดำคนที่สองก็กล่าวขึ้นว่า

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสองให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ"

     

    จากนั้นเสียงเชื้อเชิญก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสามให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ"

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสี่ให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ"

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขห้าให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ"

     

    "ข้าน้อยรับคำสั่งจากแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขหกให้มาเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวขอรับ"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นยืนฟังอย่างสงบนิ่ง เขาเดินไปรับของที่เขาประมูลได้ในวันนี้ และรับเงินทั้งหมดจากโอสถรวมปราณชาดม่วงที่ประมูลออกในวันนี้มาทั้งหมด เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วภายในแหวนเก็บของมิติยังคงเหลือหินเซียนระดับสูงอยู่มากกว่าสามแสนสามหมื่นก้อน ไป๋ชิงอวิ๋นรับแหวนเก็บของมิติมาแล้วตรวจดูของด้านไหน

     

    เมื่อเช็คว่าไม่มีสิ่งของชิ้นใดตกหล่นไป ไป๋ชิงอวิ๋นก็เก็บแหวนเก็บของมิติลงไปในช่องเก็บของของระบบจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ อีกทั้งไป๋ชิงอวิ๋นยังยื่นมือออกไปรับกงหลากสีที่ด้านในมีหงส์เพลิงนอนหมอบอยู่ ไป๋ชิงอวิ๋นถือกรงหลากสีเอาไว้ด้วยมือข้างซ้าย เขาหันตัวกลับมาจากนั้นก็กวาดสายตามองกลุ่มคนชุดดำเบื้องหน้าของเขา

     

    "นายท่านขอรับ นายหญิงจ้าวฉิงเจียเชิญท่านไปพบเป็นการส่วนตัวที่ห้องของนางขอรับ" เสียงนี้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของไป๋ชิงอวิ๋น

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นหันชำเลืองมองไปยังต้นเสียง "ฝากบอกแม่นางจ้าวด้วยว่าวันหลังข้าจะมาเยี่ยมนาง ส่วนวันนี้คงต้องขออภัยที่ไม่สามารถไปพบเจอเป็นการส่วนตัวได้"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นหันกลับมามองกลุ่มคนชุดดำที่ยืนรายล้อมตนเองอยู่เบื้องหน้า ไป๋ชิงอวิ๋นโค้งกายคารวะพวกเขาด้วยความสุภาพ "วันนี้มีเรื่องเร่งด่วนขออภัยที่ไม่สามารถไปตามคำเชิญของทุกท่านได้ ครั้งหน้าหากมีวาสนาหวังว่าจะได้พบเจอกับผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังของทุกท่าน วันนี้ข้าขอตัวก่อน"

     

    กล่าวจบร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็หายวับไปจากตรงนั้นพร้อมกับสหายของเขาอีกสามคน ปล่อยให้กลุ่มคนชุดดำและพนักงานที่ยืนอยู่ตรงนั้นตกตะลึงยืนนิ่ง งงเป็นไก่ตาแตก สำหรับกลุ่มคนชุดดำพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าปรมาจารย์โอสถที่ลึกลับท่านนี้ จะมีทักษะที่สามารถใช้เคลื่อนย้ายตัวเองออกไปจากกลุ่มคนจำนวนมากที่รายล้อมอยู่เช่นนี้ได้

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน