ตอนที่ 11
“ข้าจะทำเช่นไรดี โธ่เอ๊ย!”ในคราวถึงยามวิกาลที่ทุกคนเข้านอนกันแล้ว แต่คุณหนูรองตระกูลเหลียนยังคงกระวนกระวายใจอยู่มาก ยิ่งพอดึกแล้วก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนเข้าไปอีก
“ข้าจะหนีออกไป ไป๋เซ่อ เ้าไปกับข้านะ!”ตัดสินใจทันควันแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเลยสักนิด นางคว้าเอากระต่ายขนปุยเข้ากรงทันที และเอาของใช้จำเป็ของนางใส่ย่ามไว้ และไม่ลืมที่จะซ่อนตัวจากฝูงชนโดยการปลอมตัวเป็บุรุษ เลี่ยงหลิ่งนำกระต่ายขนนุ่มใส่ย่าม พยายามไม่ปิดมิดชิด เพราะอาจจะทำให้ไป๋เซ่อไม่มีอากาศหายใจได้
นางแอบบ่าวรับใช้ซึ่งมีหน้าที่เฝ้ายามในตอนยามวิกาลออกมาจนในที่สุดก็หนีออกมาได้
มันดูง่ายดายเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่นางหนีออกมาจากจวนเช่นนี้ แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือนางจะหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดดี
ในป่า? หรือเมืองอื่น?
“แคว้นข้างเคียง”นางนึกความคิดอันแปลกประหลาดมาชั่วครู่ การที่จะไปแคว้นอื่น ใช้เวลาหลายวันกว่าจะไปถึง และยากมากพอสมควร
“ไม่เป็ไร หากการที่ข้าต้องแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รักมันหนักหนากว่าการหนี ข้าก็จะทำ”เลี่ยงหลิ่งตัดสินใจเอ่ยออกมาเช่นนั้นและมุ่งหน้าออกไปทางทิศใต้
ซึ่งแคว้นทางทิศใต้เป็แคว้นที่ทำการประมง เป็อ่าวทะเลออกไป
นางคิดว่าเสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่ไม่มีทางรู้แน่ว่านางอยู่ที่นี่
“ไป๋เซ่อ เ้าทนหน่อยนะ ไม่กี่วันหรอก เดี๋ยวข้าจะจ้างรถม้า หรือรถวัวสักคันแล้วกัน..แต่รถวัวจะประหยัดกว่า เราต้องเก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ใช้ในยามจำเป็เท่านั้น”
“งั้นเอาเป็ว่ารถวัวแล้วกัน”นางตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไป นางเดินลัดเลาะไปตามทางทุ่งนาเขียวขจี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีรถวัวให้นางจ้างอยู่ที่นี่แน่นอน
“แต่ตอนนี้ข้าต้องพาเ้าไปพักที่ไหนสักที่ก่อน ยามวิกาลเช่นนี้อันตรายเกินไป หากต้องจ้างรถวัวในที่เปลี่ยวเช่นนี้”เลี่ยงหลิ่งตัดสินใจนอนที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้กับนาข้าวของชาวบ้าน
ด้วยความที่นางตัวเล็กนิดเดียวและปลอมตัวเป็บุรุษอยู่ ถึงผ่านไปมาชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่มีทางที่จะเห็นนางได้
แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับใครบางคนที่กำลังเฝ้ามองนางอยู่แน่
“ข้าให้เ้ากินอาหารนี้เสร็จ เราจะได้ไปกัน”เลี่ยงหลิ่งบอกกับไป๋เซ่อในขณะที่นางกำลังป้อนอาหารให้มันอยู่ พอเห็นว่ามันสงบแล้วก็ออกเดินทางต่อในรุ่งเช้านี้
และพอเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงตัวหมู่บ้านหนึ่งใกล้ ๆ กับทุ่งนา เลี่ยงหลิ่งเดาว่านี่คงจะเป็หมู่บ้านของชาวนาเป็แน่ ก่อนจะเดินเข้าไปถามบุตรสาวของชาวนา
ผู้หนึ่งที่กำลังตักน้ำอยู่
“ขออภัยแม่นาง ที่นี่คือหมู่บ้านชาวนาใช่หรือไม่”นางทำทีเป็บุรุษเดินเข้าไปถามบุตรสาวของชาวนา บุตรสาวผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมอง
ใบหน้าอันหวานหยด พอแต่งเป็บุรุษก็ถือว่ารูปงามมากพอควร จึงส่งผลให้บุตรสาวของชาวนาผู้นั้นรู้สึกเขินอายเล็กน้อยตามประสาเด็กสาววัยแรกแย้ม
“ใช่เ้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชายจะผ่านไปที่ใด”
“ข้าจะถามว่าพอจะมีผู้ใด ชาวบ้านคนใด จะผ่านไปแคว้นชาวประมงทางใต้บ้าง ข้าจะขอจ้างเขาให้ไปส่งสักหน่อย”
“มีอยู่เ้าค่ะ เขาเป็พ่อค้าขายข้าว จะเอาข้าวไปขายที่แคว้นทางใต้ โชคดีของท่านที่มาถึงหมู่บ้านก่อนที่เขาจะออกเดินทาง”
“แล้วแม่นางพอจะรู้หรือไม่ว่าพ่อค้าผู้นั้นจะออกเดินทางเมื่อไร แล้วบ้านเรือนของเขาอยู่ที่ใด หากแม่นางเมตตา โปรดพาข้าไปพบเขาด้วยเถิด”
“ได้เ้าค่ะ พ่อค้าจะออกเดินทางอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้ ท่านสามารถไปพักที่บ้านของข้าหรือบ้านของพ่อข้าได้ แต่ว่า..ชื่อของท่านคือ..”
“เอ่อ..ข้าชื่อ..ข้าชื่อเลี่ยงไป๋! ใช่ ข้าชื่อเลี่ยงไป๋”เลี่ยงหลิ่งเอ่ยบอกชื่อปลอมออกไป คิดอะไรไม่ออกก็เอาชื่อตนเองผสมกับชื่อของกระต่ายเสียเลย จะได้ไม่ต้องคิดยาก
แม่นางผู้นั้นยิ้มให้และพยักหน้า ขอเอากระบุงตักน้ำไปเก็บและพาเลี่ยงหลิ่งไปหาพ่อค้าอายุราว ๆ เท่ากับเสนาบดีกรม บิดาของนาง “ข้ายังไม่ได้ถามชื่อแม่นางเลย แม่นางมีชื่อว่าอะไรหรือ ข้าจะได้เรียกถูก”
“เอ้อร์หนี่เหรินเ้าค่ะ ท่านเรียกข้าว่าเอ้อร์หนี่ก็ได้ ทุกคนในหมู่บ้านก็เรียกข้าว่า เอ้อร์หนี่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเรียกแม่นางว่าเอ้อร์หนี่เหมือนเช่นคนในหมู่บ้านแล้วกัน”
“หากเช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าพี่เลี่ยงไป๋ได้หรือไม่เล่า ดู ๆ แล้ว ท่านคงจะอายุมากกว่าข้า”คำว่าอายุมากกว่ามันทำเอาเลี่ยงหลิ่งเจ็บจี๊ดเลยทีเดียว เพิ่งจะอายุไม่เท่าไร แต่ดันมาเจอคนอายุน้อยกว่าเรียกพี่ก็รู้สึกแปลก ๆ
“แม่นางช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง แม่นางจะเรียกข้าว่าอะไรก็ตามใจแม่นางเถิด ข้าถือว่าเป็เกียรติอย่างยิ่ง”เลี่ยงหลิ่งและเอ้อร์หนี่คุยกันถูกคอเหมือนพบเพื่อนใหม่ แต่สำหรับเอ้อร์หนี่แล้วเหมือนเป็ความชอบพอส่วนตนเสียมากกว่า
รูปงาม อารมณ์ขัน รอบรู้ ช่างเป็บุรุษที่สตรีใฝ่หา
“ถึงแล้ว ที่นี่เป็บ้านของพ่อค้าที่ข้าบอกท่าน เดี๋ยวข้าจะเรียกเขาให้เ้าค่ะ”เอ้อร์หนี่บอกก่อนจะเดินไปหาภรรยาของพ่อค้าที่กำลังจะเอาวัตถุดิบไปทำอาหาร
เอ้อร์หนี่เดินเข้าไปทักทายและสนทนากับภรรยาของพ่อค้าอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเดินออกมาบอกเลี่ยงหลิ่งที่ยืนรออยู่ โดยมีภรรยาของพ่อค้าเดินตามมาด้วย
“ท่านผู้นี้คือภรรยาของพ่อค้า ชื่อว่า เว่ยหนิ่ง เ้าค่ะ ท่านน้า คุณชายผู้นี้มีชื่อว่า เลี่ยงไป๋ เขาเดินทางมาจากทิศตะวันออก จะลงไปแคว้นทางใต้ของชาวประมง จึงอยากขอติดรถวัวของพ่อค้า สามีท่านไปด้วย”
“ไม่ทราบว่าพอจะเมตตาเขาสักหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ”
“หากให้ข้าตอบ ข้าจะตอบว่าได้ แต่ต้องรอถามสามีข้าเสียก่อน ถามว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่ ประเดี๋ยวข้าจะช่วยบอกเขาให้ ระหว่างนี้ขอเ้าและคุณชายพักดื่มน้ำก่อนเถิด”
“ขอบใจท่าน เป็พระคุณแก่ข้ายิ่งนัก”เลี่ยงหลิ่งคำนับให้สตรีมีอายุก่อนครั้งหนึ่ง นางยิ้มให้ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านและนำน้ำดื่มออกมาให้
“เหตุใดท่านจึงจะไปที่แคว้นทางใต้ ข้าถามได้หรือไม่”เอ้อร์หนี่นั่งพูดคุยกับเลี่ยงหลิ่งอยู่ครูหนึ่ง จึงเริ่มเข้าประเด็นที่นางสงสัยมาั้แ่ตอนแรก เพราะนางเคยได้ยินมาว่าทางทิศตะวันออกเป็ราชวังหลวง ถือเป็เมืองหลวงของแคว้น มีความเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านที่ยังหนุ่มมีแต่คนอยากจะเข้าไปทำมาหากินที่นั่นกันทั้งนั้น
“ข้าโดนบังคับให้แต่งงาน แต่ข้าไม่อยากแต่ง จึงหนีออกมา”เลี่ยงหลิ่งบอกความจริงแก่เอ้อร์หนี่ไป เอ้อร์หนี่เป็คนไกล และนางไม่ได้เปิดเผยตัวตนอยู่แล้วว่านางคือใคร เอ้อร์หนี่ไม่มีทางรู้ได้แน่
“แปลกพิลึกคนนัก บุรุษเมื่อเห็นสตรีแล้ว ใยจึงไม่อยากแต่ง”
“เพราะไม่เห็น ไม่รู้จักมักคุ้นเลยไม่อยากแต่ง”
“ท่านยังไม่เคยเห็นหน้าเ้าสาวอย่างนั้นหรือ”
“จะว่าเช่นนั้นก็ว่าได้ ข้าไม่อยากแต่งกับคนที่ข้าไม่ได้รัก”
“แล้วคนที่ท่านอยากจะรักต้องเป็อย่างไรเช่นนั้นหรือ?”
เป็คำถามที่ช่างทิ่มแทงใจดำของเลี่ยงหลิ่งเสียยิ่ง นางเป็แค่สตรีที่หัวรั้น ไม่ฟังใคร ความคิดแตกต่าง อยู่ด้วยก็จะพาลมีแต่เื่ปวดหัว คุณสมบัติชายที่นาง้าย่อมแปลกกว่าบุรุษธรรมดา ๆ
“ข้า้าผู้ที่ยอมรับความคิดเห็นที่แปลกประหลาดของข้าได้”
“ข้าเป็คนหัวรั้น หัวดื้อ หัวแข็งมาั้แ่เด็ก ท่านพ่อและท่านแม่บอกแก่ข้าเช่นนั้นเสมอมา จนกระทั่งข้าเติบโตเป็..หนุ่ม พี่ของข้าอยู่ในกฎเกณฑ์ตลอดเวลา จึงเป็ที่รักแก่ท่านพ่อและท่านแม่”
“โดยเฉพาะท่านแม่ นางรักพี่ข้ามากกว่าข้าหลายเท่า แต่ยังดีที่ข้ามีท่านพ่อคอยช่วยเหลือ หากไม่มีท่านพ่อข้าคง..ไม่รู้ว่าจะอยู่บนโลกนี้ไปทำไม”ประโยคสุดท้ายคือประโยคที่ถึงแม้ว่าคนพูดจะยิ้ม แต่ก็รู้สึกได้ว่าแววตาและหัวใจเ็ปมามากเพียงใด ปมในใจที่ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้นอกจากบิดาและมารดา
เป็ทั้งผู้สร้างปมและต้องเป็ผู้คลายปมในใจของลูกเอง
“เอาอย่างไรดีขอรับท่านแม่ทัพ”คนที่เฝ้ามองอยู่ตลอดพร้อมกับผู้เป็นายเอ่ยถามขึ้น หานซวนที่ยืนมองเลี่ยงหลิ่งอยู่ไม่ไกลนัก ก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่แสดงท่าทีใดออกมา
เขารู้ั้แ่แรกแล้วว่านางหนีออกจากจวนตระกูลเหลียนมา จึงแอบติดตามนางออกมา คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้นางรู้ตัว
เขาเข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่ถูกรักดี ความรู้สึกของเลี่ยงหลิ่งก็คงจะเป็เช่นนั้น การโดนบังคับให้แต่งงาน สำหรับลูกชัง ก็คงเป็สิ่งที่ไม่พึงใจเท่าไร
เหมือนโดนปล่อยทิ้งกลางทาง โดนปล่อยให้เดินหลงเข้าถ้ำเสือ สำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่โหยหาความรักของมารดามาตลอด หากเอาตัวรอดไม่ได้ ก็ตายสถานเดียว
“กลับ”
“แต่ว่าเสนาบดีกรม..”
“หากนางบอกว่าไม่ ข้าจะไม่บังคับนาง”
“นี่มันเื่อะไรกัน! บุตรสาวของเ้าหยามเกียรติข้า หยามเกียรติตระกูลฟาน ตระกูลเหลียนของเ้าไม่รู้จักบุญคุณเลยสักนิด”หลังจากที่เลี่ยงหลิ่งหนีออกไป เื่ก็ถึงพระกรรณของเฉียนฮ่องเต้ทันที เสนาบดีกรมโดนเรียกเข้ามาเพื่อรับโทษ โทษฐานที่ทำให้เฉียนฮ่องเต้เสียเกียรติ และตระกูลฟานอับอาย
“ขอพระราชทานอภัยพะย่ะค่ะ ทรงโปรดอภัยให้บุตรสาวของกระหม่อมด้วยเถิด นางยังเด็กนัก ไม่รู้ประสา จึงทำตามใจตนมากไป แต่นางเป็เพียงสตรี คงหนีไปไหนได้ไม่ไกลนัก”เสนาบดีกรมพยายามแก้ตัวแทนผู้เป็ลูกสาว ตอนที่รู้ว่าเลี่ยงหลิ่งหนีออกไป ได้ให้บ่าวรับใช้ที่เป็บุรุษเกือบทั้งหมด ออกตามหาบุตรสาวคนเล็กให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เ้ารู้ตัวใช่หรือไม่ ว่าโทษของการผิดสัญญาเป็อย่างไร”เฉียนฮ่องเต้เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในพระทัยก็ไม่ได้อยากลงโทษเสนาบดีกรม เพราะเสนาบดีกรมได้ทำผลงานให้เป็ที่โปรดปราณไว้มากมายนัก ั้แ่พระองค์ขึ้นเป็ฮ่องเต้ในตอนยังเป็หนุ่มแน่น
“กระหม่อมขอรับโทษ หากบุตรสาวไม่เต็มใจจะแต่งเช่นนี้ กระหม่อมไม่อยากบังคับให้นางต้องทำ”เสนาบดีกรมเงียบไปชั่วครู่ ความเป็บิดาทำให้เสนาบดีกรมตอบกลับไปเช่นนั้น
“ดี..ดี..ดี เป็บิดาที่น่านับถือยิ่งนัก แต่เป็ขุนนางที่ไม่มีความสัตย์ ไม่รับผิดชอบต่อคำสัญญา เนรคุณบิดาของตน”
เสนาบดีกรมเงียบปาก ไม่พูดต่อ ไม่มีทางที่จะเถียงผู้ที่เป็ถึงกษัตริย์ได้
“นำตัวเสนาบดีกรมไปโบยสี่สิบไม้ และให้นำตัวกลับบ้าน ไม่ต้องขังเขา”