“อาจารย์ศิษย์กลับมาแล้ว” ยังไม่ทันพูดจบ เย่เฉินก็ปีนอย่างทุลักทุเลขึ้นไปจนถึงยอดเขาแล้ว
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของเขาคือฉู่หลิงเอ๋อร์ที่กำลังดูดซับพลังปราณวิญญาณฟ้าดินอยู่
ด้านฉู่หลิงเอ๋อร์เมื่อได้พบกับเย่เฉิน นางก็ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้น
“อาจารย์ข้ากลับมาแล้ว คิดถึงข้าหรือเปล่า” ด้านของเย่เฉินดูเหมือนจะไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของฉู่หลิงเอ๋อร์ในตอนนี้เขาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าชื่นมื่นพร้อมถูมืออย่างซื่อบื้อ
“ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอตัวง่ายโดยไม่ต้องทำอะไรเลยเช่นนี้” เมื่อฉู่หลิงเอ๋อร์ได้สติสีหน้าของนางก็เหมือนปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง และก้าวมายังเบื้องหน้าของเย่เฉินขณะที่เย่เฉินยังไม่ทันตั้งตัว นางก็ใช้มือข้างหนึ่งบีบคอของเย่เฉินไว้แน่นจากนั้นก็ยกเขาขึ้นมา
การเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดเช่นนี้ทำให้เย่เฉินประหลาดใจอย่างมาก เขาถูกยกขึ้นสูง มีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากแม้แต่พลังปราณทั่วทั้งร่างก็ถูกกักเอาไว้ราวกับลูกแกะที่กำลังจะถูกฆ่า
“อาจารย์...อาจารย์ท่านกำลังจะ...กำลังจะทำอะไร” แขนขาของเย่เฉินกวัดแกว่งไปมาแม้แต่จะพูดออกมาแต่ละคำก็ยากลำบากอย่างยิ่ง
“เจ้าทำอะไรเอาไว้ล่ะ”ฉู่หลิงเอ๋อร์พูดอย่างเย็นชา และออกแรงบีบคอเย่เฉินให้แน่นขึ้น
“ข้าไปทำ...ทำอะไร”เย่เฉินถูกบีบคอยกขึ้นไปจนตาโปนและเขายังสามารถมองเห็นได้ถึงความอาฆาตแค้นในดวงตาอันงดงามของฉู่หลิงเอ๋อร์รังสีอำมหิตที่เย็นเยือกทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บตั้งแต่หัวจรดเท้า
นางอยากจะสังหารข้าหรือ?
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ไม่เจอกันเพียงวันเดียว ทำไมอาจารย์ของตนเองจึงอยากจะลงมือสังหารเขา
“หลิงเอ๋อร์หยุดเดี๋ยวนี้” ขณะที่ฉู่หลิงเอ๋อร์กำลังออกแรงบีบคอเย่เฉินอยู่นั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ปรากฏตัวขึ้น
เจ้าบ้าเอ๊ย!
เมื่อเห็นฉู่ซวนเอ๋อร์ปรากฏตัวขึ้นเย่เฉินก็ถึงกับมึนงงขึ้นมาทันที
เอ่อ...ยอดเขาดรุณีหยกยังมีอีกคนที่เหมือนกับฉู่ซวนเอ๋อร์มากราวกับมาจากพิมพ์เดียวกันด้วยหรือ?
พี่น้องฝาแฝดหรือ?
ทันใดนั้นเย่เฉินก็นึกขึ้นมาได้
เขานึกถึงตอนที่ฉู่ซวนเอ๋อร์พาเขาไปยังประตูหินบานนั้นซึ่งด้านในมีคนกำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่ซึ่งบุคคลผู้นั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องเป็นหญิงบ้าที่กำลังบีบคอเขาอยู่ในตอนนี้แน่นอน
และเขาก็นึกถึงชื่อฉู่หลิงเอ๋อร์ที่ผางต้าชวนแห่งหอหมื่นสมบัติของสำนักในกล่าวถึงไม่บอกก็รู้ว่าคือหญิงบ้าที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขา
และเขาก็ยังนึกถึงสัตว์อสูรในป่าลึกและนึกถึงเรื่องที่งดงามดั่งแสงแดดแห่งวสันตฤดูของหญิงงามนางหนึ่งที่อาวุโสกว่าเขาคนผู้นั้น ยังจะต้องบอกอีกหรือไม่? นางก็คือหญิงบ้าที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขาไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่อยากฆ่าเขาตั้งแต่แรกพบหน้าหรอก
เย่เฉินกระตุกมุมปากขึ้นสีหน้าของเขาดูตื่นเต้นขึ้นมาในทันที
เขายังคิดถึงเรื่องราวต่างๆได้มากมาย แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เขานึกไม่ถึงนั่นคือฉู่ซวนเอ๋อร์ประมุขแห่งยอดเขาดรุณีหยก จะมีน้องสาวฝาแฝดอีกหนึ่งคนและเขาในฐานะเป็นศิษย์คนเดียวของฉู่ซวนเอ๋อร์กลับไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำ
บ้าเอ๊ย!
เย่เฉินแทบอยากจะแขวนคอตายหากรู้ตั้งแต่แรกว่าหญิงบ้าในคืนนั้นคือน้องสาวฝาแฝดของฉู่ซวนเอ๋อร์เขาจะอยู่ในสำนักเหิงเยว่หรือ? และเขายังจะโง่เข้ามาเป็นศิษย์ของฉู่ซวนเอ๋อร์หรือ?
“ยังไม่ปล่อยเขาลงอีกเขาเป็นศิษย์ของข้านะ” ขณะที่เย่เฉินกำลังจะถูกเหวี่ยงไปรอบๆฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พูดขัดขวางขึ้นมาอย่างหนักแน่นเพื่อหยุดยั้งฉู่หลิงเอ๋อร์ให้ปล่อยตัวเย่เฉินลงมา
“เขา...เขาคือศิษย์ของท่านหรือ?” ฉู่หลิงเอ๋อร์ผงะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านางไม่รู้ว่าคนที่พรากพรหมจรรย์ของนางในคืนนั้นคือศิษย์ของพี่สาวนางเอง
“เขาก็คือเย่เฉินที่ข้าพูดถึง”ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบไปมองฉู่หลิงเอ๋อร์
“พี่สาวข้าไม่สนใจว่าเขาจะเป็นใคร แต่วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเขาให้ตาย”ฉู่หลิงเอ๋อร์หน้าร้อนผ่าว และแดงไปทั้งใบหน้าไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความเก้อเขิน
“เขาไปรังแกอะไรเจ้าหรือเปล่า”
“เขา...”ฉู่หลิงเอ๋อร์อยากจะพูดอะไรออกไปแต่กลับติดอยู่ที่ริมฝีปากราวกับว่ามีอะไรขัดขวางเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
นางจะไปพูดอะไรได้? จะให้บอกว่าเจ้าเด็กคนนี้ได้มีอะไรกับน้องสาวของเจ้ามาแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือจะให้บอกว่าในคืนนั้นมีเรื่องน่าบัดสีขนาดไหนเกิดขึ้นนะหรือ?
ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากจะพูดนางผู้งามบริสุทธิ์ทั้งกายใจที่รักษาร่างกายตัวเองอย่างดีมาเป็นเวลานานกว่าร้อยปีผู้เป็นร่างอวตารของดรุณีหยกแห่งสำนักเหิงเยว่แต่กลับถูกเด็กน้อยขั้นรวมพลังธรรมดาๆ คนหนึ่งพรากพรหมจรรย์ไปเรื่องเช่นนี้จะให้นางพูดออกมาได้อย่างไรกัน?
ในขณะนี้แก้มของฉู่หลิงเอ๋อร์ก็แดงก่ำ การจะสังหารใครย่อมมีเหตุผลแน่นอนแต่กลับเป็นเหตุผลที่พูดออกมาไม่ได้
อ๊าก...!
ฉู่หลิงเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความโกรธที่ทั้งอายทั้งขุ่นเคืองและเอ่ยไปอย่างไม่ละอาย “ข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ข้าจะฆ่าเขา”
“เจ้ามีเหตุผลอะไรกันจะสังหารใครสักคนมันต้องมีเหตุผลสิ!”ฉู่ซวนเอ๋อร์รู้สึกสับสนกับฉู่หลิงเอ๋อร์
พูดจบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็มองไปยังเย่เฉินที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น และถามขึ้น“เจ้าหนุ่ม เจ้าไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินถูจมูกของตนเอง และไอขึ้นแห้งๆ จากนั้นก็หันไปมองฉู่ซวนเอ๋อร์และมองไปยังฉู่หลิงเอ๋อร์ที่กำลังจ้องเขาอย่างดุดันเขารู้ดีว่าไม่อาจจะเก็บซ่อนไว้ได้อีก
มีคำพูดอยู่คำหนึ่งกล่าวไว้ว่าการยอมรับจะผ่อนหนักเป็นเบา แต่การต่อต้านจะทำให้ยิ่งหนักหน่วงขึ้น
ในเมื่อทั้งหมดมาถึงจุดนี้แล้วเย่เฉินจึงจำใจจะต้องทำ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน “ข้ากับนาง...เรา..อู้ๆๆ...”
เย่เฉินยังไม่ทันพูดจบก็ถูกฉู่หลิงเอ๋อร์พุ่งเข้ามาปิดปากเอาไว้ดวงตาอันงดงามของฉู่หลิงเอ๋อร์ก็เปล่งประกายราวกับดอกไม้ไฟและเหมือนมีอักขระปรากฏออกมาจากดวงตาของนาง หากเจ้ากล้าพูดข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้เลย
เอาล่ะ! ถูกฉู่หลิงเอ๋อร์ทำให้ตกใจกลัวถึงขนาดนี้ เย่เฉินจึงได้แต่นิ่งเงียบไป
ทั้งสองคนกระทำตัวเช่นนี้ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจของฉู่ซวนเอ๋อร์ เด็กโง่ยังดูออกว่ามีเรื่องอะไรบางอย่างระหว่างน้องสาวของนางกับลูกศิษย์ของนาง! แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่นางก็มั่นใจว่าน้องสาวและลูกศิษย์ของนางต้องเคยพบเจอกันมาก่อน
“เจ้าหนุ่มเมื่อกี้เจ้าบอกว่า เจ้ากับนาง...” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองฉู่หลิงเอ๋อร์จากนั้นก็หันไปยิ้มให้กับเย่เฉิน
อะแฮ่ม!
เย่เฉินกระแอมขึ้นหนึ่งครั้งและพูดไปอย่างอ้อมๆ “ข้ากับนาง...เพิ่งจะได้พบกันแต่ก็เหมือนรู้จักกันมานาน”
“ใช่ๆเพิ่งได้พบกันแต่เหมือนรู้จักกันมานาน”เย่เฉินไม่ได้พูดถึงความลับในคืนนั้นทำให้ฉู่หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกและยิ้มบางๆ พูดจบก็ไม่ลืมที่จะตบไหล่ของเย่เฉิน แสร้งยิ้มและพูดว่า “เจ้าหนุ่มเมื่อกี้ข้าล้อเจ้าเล่น คงไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจหรอกนะ!”
คงไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจหรอกนะ!
เย่เฉินด่าอยู่ในใจข้าตกใจจนเกือบจะฉี่ราดเลยต่างหาก
เอ๊ะ?
ฉู่ซวนเอ๋อร์ยืนเอามือกอดอกและมองไปยังน้องสาวและศิษย์รักของตนเองด้วยความสนใจทั้งสองคนจะต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างแน่นอน มาทำตัวปิดบังเช่นนี้คิดว่าจะรอดพ้นสายตาของข้านะหรือ?
“เอาล่ะๆไปกินข้าวกันๆ” ฉู่หลิงเอ๋อร์ยังคงมีพฤติกรรมที่ผิดจากปกติจากนั้นจึงรีบหลีกหนีออกไป แต่เดินออกไปได้เพียงสองก้าว ก็รู้สึกไม่วางใจจึงได้เดินกลับมาอีกครั้ง และได้ลากตัวเย่เฉินที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นออกไปด้วย
ลากออกไปลากออกไป ลากเจ้าออกไปด้วยข้าก็ยิ่งอุ่นใจ
“ต้องมีอะไรแน่ๆ”ฉู่ซวนเอ๋อร์มองดูพวกเขาสองคนเดินออกไปด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์
ที่โต๊ะอาหารทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่
ตั้งแต่เย่เฉินนั่งลงเขาก็นั่งนิ่งไม่ได้เลยแม้แต่น้อยรู้สึกเหมือนมีตะปูอยู่บนม้านั่งอย่างไรอย่างนั้น และไม่พูดอะไรสักคำบางครั้งก็ยิ้ม แต่รอยยิ้มนี้เป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดกว่าการร้องไห้เสียอีก
“มาๆเจ้าหนุ่ม กินเยอะๆ นะ” อีกด้านหนึ่ง ฉู่หลิงเอ๋อร์ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและดูกระตือรือร้นจนน่าแปลกใจ อีกทั้งยังคีบอาหารให้เย่เฉินไม่หยุดหย่อนแม้ว่าชามที่ใหญ่โตจะเต็มแล้วแต่ก็ยังคีบมาวางซ้อนกันต่อเป็นชั้น
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นเช่นนี้ของฉู่หลิงเอ๋อร์หัวใจของเย่เฉินก็เต้นระรัวไม่หยุด การกระทำเหล่านี้เหมือนกำลังบอกกับเขาว่า รีบๆกินเข้าไป กินไปเยอะๆ กินไปให้อิ่ม กินเสร็จแล้วข้าจะพาเจ้าไปโยนทิ้งข้างถนน
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนอยู่ในสายตาของฉู่ซวนเอ๋อร์
นางยังคงไม่พูดอะไรสักคำได้แต่แอบกระซิบกับฉู่หลิงเอ๋อร์ “หลิงเอ๋อร์ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าพวกเจ้าสองคนมีความคับแค้นใจกันเรื่องใดแต่ขอร้องเจ้าอย่าทำร้ายเขา”
“พี่สาวดูท่านพูดสิ เห็นข้าเป็นคนอย่างนั้นหรือ!”ฉู่ซวนเอ๋อร์กะพริบตาที่กลมโตนั้น เผยให้เห็นความซุกซนอย่างสาวน้อยแต่ในใจของนางกลับคิดวางแผนเอาไว้แล้วว่ารอให้ฉู่ซวนเอ๋อร์เผลอก่อนนางจะต้องสังหารเย่เฉินให้ได้ อย่างมากก็แค่เมื่อฉู่ซวนเอ๋อร์กลับมานางก็แค่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของนางก็พอแล้ว
“เขาเป็นหนึ่งในผู้ลงสมัครคัดเลือก”ฉู่ซวนเอ๋อร์กล่าวขึ้นมา ทำให้ฉู่หลิงเอ๋อร์ต้องขมวดคิ้ว
เมื่อได้ยินดังนั้นฉู่หลิงเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้ว และมองไปยังเย่เฉินซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่จากนั้นก็หันกลับไปมองฉู่ซวนเอ๋อร์ด้วยความงุนงง และถามกลับไป “พี่สาวลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ความสามารถดีมีตั้งมากมาย ทำไมจะต้องเลือกเขา”
“เป็นเพราะเขาสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นมากมาย”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดจบ ก็หันไปมองเย่เฉิน
“เขารู้หรือยัง?”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าจะบอกกับเขาอย่างไรเขายังอยู่เพียงขั้นรวมพลัง ข้าจึงไม่ต้องการที่จะสร้างภาระให้เขามากเกินไปหากเขาเป็นผู้ถูกเลือกขึ้นมาจริงๆ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับเขาดี”
ตอนนี้ฉู่หลิงเอ๋อร์นิ่งเงียบไม่เพียงแต่จะคาดการณ์ออกถึงผลประโยชน์ของสำนักแต่ยังรู้ความลับอย่างหนึ่งและความลับนี้ทำให้นางต้องล้มเลิกความคิดที่จะสังหารเย่เฉินเมื่อเทียบกับความสงบสุขของสำนักเหิงเยว่นางจึงจำเป็นต้องรักษาชีวิตของเย่เฉินเอาไว้