บทที่ 8 ต่อยอีกหมัด ถือว่าเป็ส่วนของพี่!
“ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวหรอกครับอันอัน”
ฉินเชียนอี้ หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเอ็นดูในความไร้เดียงสาของน้องสาว เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบแก้มที่เริ่มนุ่มนิ่มขึ้นเล็กน้อยของเธออย่างหมั่นเขี้ยว
“คนนอก... ในความหมายของพี่ ก็คือคนที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวตระกูลฉินของเรายังไงล่ะครับ อะไรก็ตามที่เป็ความลับของบ้านเรา เราจะบอกคนพวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด”
“อ้อออ~ อันอันเข้าใจแล้วค่ะ!”
ฉินซุ่ยอัน พยักหน้าหงึกหงักอย่างตั้งใจราวกับกำลังรับฟังคำสั่งสำคัญระดับโลก
“ได้ค่ะ อันอันจะไม่บอกคนนอก!”
ฉินเชียนอี้ฉีกยิ้มกว้าง ชมเชยน้องสาวอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
“เก่งมากครับอันอัน! สมกับเป็น้องสาวสุดที่รักของพี่จริง ๆ”
คำชมนั้นทำให้อันอันแก้มแดงระเรื่อราวกับเมฆสีชมพูยามเย็น ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสจ้องมองพี่ชายด้วยความปลาบปลื้มใจ เธอดีใจเหลือเกินที่ได้รับความรักและความชื่นชมจากครอบครัวแบบนี้
ในจังหวะนั้นเอง ฉินเหยียนอี้ พี่ชายคนรองในชุดเชิ้ตสีขาวเนี้ยบกริบเดินตรงเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง เมื่อเห็นน้องชายคนเล็กกำลังอุ้ม ‘สมบัติล้ำค่า’ ของบ้านอยู่ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ฉินเชียนอี้... ฉันได้ยินข่าวจากบอดี้การ์ดว่านายวิ่งพรวดพราดไปที่ห้องเย็น แล้วชกไอ้ผู้อำนวยการนั่นจนสลบเหมือดไปเลยเหรอ?”
ฉินเหยียนอี้เพิ่งจะยุ่งกับการจัดระบบคนดูแลวัวนมร้อยตัวให้อันอันเสร็จ แต่ยังไม่ทันได้พัก บอดี้การ์ดหน้าห้องเย็นก็รีบวิ่งหน้าตั้งมาบอกว่า ‘คุณชายหก’ เพิ่งจะประเคนหมัดหนัก ๆ ใส่ จงเจี้ยนเหริน จนมันนิ่งสนิทไป พวกเขากังวลว่ามันจะตายก่อนคำสั่งปะาของท่านประธาน ฉินเหยียนอี้ที่มีความรู้ด้านการแพทย์สูงที่สุดในบ้านจึงต้องรีบมาดูอาการ
ฉินเชียนอี้ทำหน้าซื่อตาใสพลางบ่นอุบอิบ
“พี่รอง... พี่ก็พูดเกินไป ผมแค่ ‘แตะ’ ไหล่เขาเบา ๆ เองนะ อยู่ดี ๆ เขาก็ใจเสาะสลบไปเอง ไม่เกี่ยวกับหมัดของผมสักหน่อย!”
ฉินเหยียนอี้ชำเลืองมองหมัดแข็งแกร่งของน้องชาย ‘ด้วยพละกำลังระดับแชมป์มวย แค่แตะเบา ๆ คนธรรมดาก็ซี่โครงหักแล้วมั้ง’ เขาคิดในใจ
“พอเลย ต่อไปอย่าใช้กำลังพร่ำเพรื่อ ถ้าอันอันเห็นเข้าจะไม่ดีนะครับ”
พูดจบเขาก็หันมาหาเด็กน้อยในอ้อมแขนของน้องชาย ใบหน้าเคร่งขรึมเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้มอ่อนโยนทันที
“อันอันครับ เ้าหกทำให้หนูใหรือเปล่า? ถ้าเขาทำอะไรแปลก ๆ บอกพี่รองได้เลยนะ พี่จะจัดการให้เอง”
อันอันส่ายหัวน้อย ๆ อย่างน่ารัก
“ไม่เลยค่ะพี่รอง~ พี่หกใจดีมาก ไม่น่ากลัวเลยสักนิดเดียวค่ะ~”
“เห็นไหมล่ะ! ผมบอกแล้วว่าผมน่ะสุภาพบุรุษจะตาย!”
ฉินเชียนอี้รีบเสริมทัพทันควัน
ฉินเหยียนอี้มองน้องชายอย่างระอา
“สุภาพบุรุษที่ไหนเขาใช้หมัดก่อนใช้ปากกัน”
แต่การช่วยคนสำคัญกว่า เขาจึงบอกลาทั้งคู่แล้วถือกล่องยาเดินไปยังห้องเย็น
ภายในห้องเย็นที่บรรยากาศมาคุ จงเจี้ยนเหรินสลบไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง เมื่อมันตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง สิ่งแรกที่รู้สึกคือความเ็ปที่พุ่งพล่านไปทั่วใบหน้า ราวกับว่าหน้าตาของมันถูกรื้อถอนและทำศัลยกรรมใหม่โดยไม่มีการฉีดยาชา
“ตื่นแล้วเหรอครับ?”
เสียงเ็าทว่านุ่มนวลดังขึ้นข้างกาย
จงเจี้ยนเหรินพยายามหันมอง เห็นชายชุดขาวคนหนึ่งยืนหันหลังให้แสง ดูราวกับเทวดามาโปรด
“ไม่สบายตรงไหนอีกไหมครับ?”
จงเจี้ยนเหรินร้องไห้โฮ
“หน้า... หน้าผมเจ็บมาก ช่วยผมด้วย!”
“กระดูกคิ้ว กระดูกจมูก และโหนกแก้มหักครับ แต่ไม่ถึงตาย”
เขาพูดต่อแบบเรียบ ๆ
“อ้อ ฟันของคุณหลุดไปสิบซี่ ผมเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อให้แล้วนะครับ”
“อะ... อะไรนะ!”
จงเจี้ยนเหรินลองเอาลิ้นดุนเหงือก พบว่าฟันหายไปเป็แถบ
“ฟันของผม!”
ฉินเหยียนอี้ทำหน้าที่หมอเสร็จแล้วจึงหันไปสั่งบอดี้การ์ด
“ไปตามฉินเชียนอี้มาหน่อยครับ”
“คุณชายรองจะให้คุณชายหกทำอะไรเหรอครับ?”
บอดี้การ์ดถามอย่างสงสัย
“ให้เขามาต่อยอีกสักหมัด... นับเป็ส่วนของผมเองครับ”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากที่เขาเพิ่งบอกให้น้องชายลดการใช้กำลัง ฉินเหยียนอี้กลับเปลี่ยนใจ ‘ต่อยแค่หมัดเดียวถือว่าลดการใช้กำลังแล้วล่ะมั้ง’
เขาเดินออกจากห้องเย็นแต่ก็นึกขึ้นได้
“อ้อ บอกเขาด้วยว่าอย่าต่อยที่หน้า ผมกลัวว่าถ้าต่อยซ้ำที่เดิมสมองเขาจะไหลออกมา แล้วจะช่วยชีวิตลำบากครับ”
บอดี้การ์ดขนลุกซู่ ‘ตระกูลฉินนี่ไม่มีใครที่ควรไปยั่วโมโหเลยจริง ๆ!’
จงเจี้ยนเหรินเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เทวดา แต่เป็ปีศาจสวมเสื้อกาวน์ชัด ๆ!
ทางด้านฉินเชียนอี้ เขาพาอันอันเที่ยวชมอาณาจักรคฤหาสน์ริมอ่าวต่อ แต่เนื่องจากพื้นที่มันกว้างขวางเกินกว่าจะเดินเท้า เขาจึงพาเธอไปที่โรงรถใต้ดิน เมื่อประตูไฟฟ้าเปิดออก ไฟดาวน์ไลท์นับพันดวงก็สว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นรถซูเปอร์คาร์และรถคลาสสิกหรูหรานับร้อยคันจอดเรียงรายเป็ระเบียบราวนิทรรศการระดับโลก
อันอันตาโต
“ว้าว~ รถเยอะจังเลยค่ะ~”
“แค่นี้เองครับ ไม่ได้เยอะอะไรหรอก แค่ไม่กี่ร้อยคันเอง”
ฉินเชียนอี้พูดอย่างชินตา ตระกูลฉินร่ำรวยจนเงินในธนาคารเป็เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นทุกวินาที การซื้อรถหรูก็เหมือนการซื้อของเล่นทั่วไป
เนื่องจากเขายังอายุไม่ถึงเกณฑ์จึงขับรถเองบนถนนใหญ่ไม่ได้ เขาสั่งให้บอดี้การ์ดทำหน้าที่ขับรถสปอร์ตเปิดประทุนคันงามให้ โดยภายในรถมีการติดตั้งเบาะนิรภัยสำหรับเด็กสีชมพูพาสเทลไว้อย่างพรีเมียม เขาบรรจงอุ้มอันอันไปนั่งแล้วรัดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างแ่า
“ขับช้า ๆ นะครับ”
รถสปอร์ตสีแดงแล่นด้วยความเร็วเพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ค่อย ๆ เยื้องย่างไปตามถนนในคฤหาสน์ ฉินเชียนอี้ชี้ชวนน้องสาวดูอาคารต่าง ๆ
“อันอัน ตรงนี้คือสวนดอกไม้ครับ ถ้าชอบพี่จะพามาเดินเล่นนะ”
“ตรงนั้นคือสนามกีฬากลางแจ้งครับ มีทั้งบาสเกตบอล เบสบอล ฟุตบอล แล้วก็นั่น... สนามกอล์ฟ ถ้าอันอันอยากเล่นอะไรบอกพี่ได้เลย พี่เล่นเป็ทุกอย่างเลยนะ!”
อันอันชะเง้อคอเล็ก ๆ มองตามที่พี่ชายบอกอย่างตื่นตาตื่นใจ
“ว้าว~ บ้านเราใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอคะ สุดยอดไปเลยค่ะ!”
ฉินเชียนอี้ชี้ไปทางขวา
“นั่นสนามยิงปืนครับ พี่สี่ชอบมาฝึกยิงปืนที่นี่ที่สุดเลย”
อันอันกะพริบตาปริบ ๆ
“สนามยิงปืน? พี่สี่? ยิงปืน?”
คำศัพท์ใหม่พวกนี้ทำเอาเธอสับสนไปหมด
“พี่สี่ยุ่งมากเลยครับ อีกสักพักถึงจะกลับมาหาอันอันได้ ไว้พี่สี่กลับมา พี่จะให้เขาช่วยสอนอันอันเล่นปืนนะครับ!”
อันอันไม่รู้ว่าปืนคืออะไร แต่พอได้ยินว่า 'เล่น’ เธอก็พยักหน้าตื่นเต้น
“ดีค่ะ~”
บอดี้การ์ดคนขับเหงื่อตก ‘คุณหนูยังเล็กขนาดนี้จะให้เล่นปืนเนี่ยนะ... สงสัยต้องรายงานท่านประธานด่วนแล้ว’
ขณะที่อันอันกำลังเที่ยวเล่นอย่างสบายใจ บรรยากาศในห้องทำงานชั้นสองของปราสาทกลับตึงเครียด ฉินฮ่าวเฉินกวาดสายตาเ็าผ่านหน้าจอวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
“ลูกสาวของผมเพิ่งกลับมาบ้านวันนี้ ผมไม่อยากอารมณ์เสีย ถ้ายังอยากมีเงินใช้ ก็ต้องฟังผม ไม่อย่างนั้นก็ไสหัวออกไปจากฉินกรุ๊ปให้หมด!”