บทที่ 17 แต้มความชอบบุกโจมตี
ดังสุภาษิตที่ว่าไว้ ครั้งแรกมักขลุกขลัก ครั้งที่สองย่อมเริ่มคุ้นชิน หลังจากฟางหานได้รับทักษะการปฐมพยาบาลขั้นกลาง ประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างโชกโชนประกอบกับการลงมือปฏิบัติจริงก่อนหน้านี้ ยิ่งส่งเสริมให้เขาปรับตัวและเกิดความชำนาญอย่างก้าวะโ ในครั้งนี้ท่วงท่าของเขาจึงดูคล่องแคล่วและมั่นคงยิ่งกว่าเดิม
กลุ่มแพทย์ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องหัตถการ เพียงเวลาไม่ถึงสามนาที ฟางหานก็สามารถคีบลูกประคำและเบ็ดตกปลาออกมาจากลำคอของเด็กหนุ่มได้สำเร็จ
"อ้วก!"
เด็กหนุ่มสำรอกออกมาอย่างแรง เขาไอเอาเสมหะปนเืออกมาเล็กน้อยก่อนจะหอบหายใจด้วยความโล่งอก แม้ตัวเบ็ดที่ติดอยู่ในลำคอจะไม่ถึงกับปิดกั้นทางเดินหายใจ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เงี่ยงเบ็ดฝังลึกลงไปมากกว่าเดิม เขาจึงต้องอ้าปากค้างไว้ตลอดเวลา การต้องทนอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนั้นเป็เวลานาน ย่อมสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส
"เรียบร้อยแล้วเหรอ?"
กลุ่มแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ถึงกับตกอยู่ในอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาของหมอเฝิงเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ ทุกอย่างเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวเหรอ?
"เรียบร้อยครับ ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว หลังจากนี้ให้คนไข้ทานยาต้านการอักเสบและพักฟื้นต่ออีกสักสองสามวัน" ฟางหานกล่าวพลางถอดถุงมือออก ในเมื่อตอนนี้อยู่ในเขตความรับผิดชอบของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ขั้นตอนการดูแลพักฟื้นหลังจากนี้เขาจึงไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่าย
"อืม ดีมาก" หมอเฝิงรีบพยักหน้าตอบรับด้วยความปิติจนบอกไม่ถูก
ก่อนหน้าที่หมอเหมียวและฟางหานจะมาถึง หมอเฝิงเคยคาดการณ์ถึงวิธีการรักษาของโรงพยาบาลเจียงจงไว้หลายรูปแบบ แต่กลับไม่มีวิธีใดเลยที่ดูจะทำได้จริงในทางปฏิบัติ
หากไม่พึ่งการผ่าตัดและไม่ใช้การส่องกล้อง จะสามารถนำเบ็ดตกปลาออกมาได้อย่างไร? จะใช้นิ้วแหย่เข้าไปงั้นเหรอ? อย่าว่าแต่นิ้วเลย ต่อให้ใช้คีมคีบเข้าไป แม้จะจับตัวเบ็ดได้ แต่จะดึงออกมาอย่างไรโดยไม่ให้เกิดาแก็ยังเป็ปัญหาใหญ่
ผู้ที่นิยมการตกปลาย่อมรู้ซึ้งดีว่าเงี่ยงเบ็ดนั้นคมกริบเพียงใด ยิ่งมันติดอยู่ในจุดที่บอบบางอย่างลำคอ หากพลาดพลั้งเพียงนิดอาจเกิดแผลฉีกขาดรุนแรงได้
ใน่เวลาที่รอคอย หมอเฝิงถึงกับขบคิดจนแทบหัวะเิ เพราะเขานึกภาพไม่ออกเลยว่าโรงพยาบาลเจียงจงจะใช้กลเม็ดใดในการแก้ปัญหา
จนกระทั่งได้เห็นฟางหานลงมือด้วยตาตนเองเมื่อครู่ เขาถึงได้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง
"หมอฟางมีความคิดที่สร้างสรรค์และเฉียบแหลมมากจริง ๆ น่าเลื่อมใสยิ่งนัก" หมอเฝิงกล่าวชมเชยจากใจจริง หากไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลเจียงจงติดต่อมาเสียก่อน ตอนนี้เขาคงต้องจำใจลงมีดผ่าตัดไปแล้ว
ในฐานะหมอ หากพูดกันตามสัตย์จริง หมอกว่าร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบล้วนไม่มีเจตนาร้ายต่อคนไข้
แพทย์ส่วนใหญ่ต่างยึดถือผลประโยชน์ของคนไข้เป็ที่ตั้ง ประกอบกับระเบียบการแพทย์ในปัจจุบันที่ทวีความเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ โดยปกติแล้ว หากอาการใดสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยา หมอส่วนใหญ่จะไม่สั่งให้น้ำเกลือ และหากการให้น้ำเกลือเพียงพอต่อการรักษา พวกเขาก็จะไม่รั้งให้คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็
แน่นอนว่านี่หมายถึงโรงพยาบาลระดับ 3A ที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์สูง ซึ่งมักจะหาช่องทางขูดรีดคนไข้จนกว่าจะหมดตัว
หากจะกล่าวถึงเื่นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเื่เล่าในวงการที่ว่า หมอในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งนั้นมีสายตาที่คมกริบเสียยิ่งกว่าเครื่องสแกน พวกเขาสามารถประเมินฐานะและเงินในบัญชีของคนไข้ได้เพียงแค่มองเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็โรคอะไร วิธีการรักษาจะถูกออกแบบมาให้อยู่ในขอบเขตที่คนไข้พอจะจ่ายไหว แต่สุดท้ายก็จะลงเอยด้วยการขูดรีดจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
หมอเฝิงประกอบวิชาชีพมาหลายปี จริยธรรมในใจเขายังคงหนักแน่น หากมีวิธีรักษาที่ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือการส่องกล้อง แต่เขากลับทำไม่ได้และต้องใช้วิธีที่รุนแรงกว่า เขาคงจะรู้สึกละอายแก่ใจไม่น้อย
ในตอนนี้ หมอเฝิงไม่ได้มองว่าฟางหานเป็เพียงเด็กหนุ่มรุ่นหลัง ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความให้เกียรติและเป็มิตรอย่างยิ่ง แม้ฟางหานจะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตในโรงพยาบาลของเขาก็ตาม
หมอเหมียวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกภาคภูมิใจจนปิดไม่มิด เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างว่า "ฟางหานคือหมอหนุ่มที่แผนกฉุกเฉินของเราตั้งความหวังไว้สูงที่สุดครับ ทั้งฝีมือและไหวพริบโดดเด่น อนาคตไกลแน่นอน"
หมอเฝิงเหลือบมองหมอเหมียวที่กำลังทำหน้าอวดดี พลางคิดในใจว่า 'คนที่รักษาจนหายคือเด็กคนนี้ ไม่ใช่คุณเสียหน่อย จะมายืดอกภูมิใจอะไรขนาดนั้น'
"หมอฟาง สนใจจะย้ายมาประจำที่โรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ของเราไหมครับ? แม้ชื่อเสียงในภาพรวมอาจจะยังสู้โรงพยาบาลเจียงจงไม่ได้ แต่เราก็เป็โรงพยาบาลระดับสามเหมือนกัน อีกทั้งแผนกฉุกเฉินของเรายังมีพื้นที่ให้คุณได้แสดงฝีมือและเติบโตได้มากกว่าที่นั่นนะครับ"
สีหน้าของหมอเหมียวเปลี่ยนไปในทันที "ผมว่าหัวหน้าเฝิงทำแบบนี้มันไม่ค่อยงามนะครับ มาดึงตัวคนของผมไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เห็นผมเป็ธาตุอากาศหรืออย่างไร?"
หมอเฝิงไม่มีท่าทีขัดเขินแม้แต่น้อย เขายังคงยิ้มแย้มพลางตอบว่า "นี่ถือเป็การแข่งขันอย่างเสรีและเปิดเผย การที่ผมกล้าพูดต่อหน้าคุณ ยิ่งเป็การตอกย้ำว่าโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ของเรามีความพร้อมและมั่นใจมากแค่ไหน"
เป็ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า แม้โรงพยาบาลเจียงจงจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่แผนกฉุกเฉินซึ่งเป็ปราการด่านหน้ามักจะมีข้อจำกัดบางประการที่เห็นได้ชัด
แม้การแพทย์แผนจีนจะมีแผนกฉุกเฉินและสามารถรักษาอาการวิกฤตได้ แต่ในด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการรับมือกับอุบัติเหตุฉับพลัน วิธีการย่อมมีความแตกต่างเมื่อเทียบกับการแพทย์สมัยใหม่
แน่นอนว่าฝั่งการแพทย์สมัยใหม่เองก็มีทางตันในบางอาการเช่นกัน มันคือจุดเด่นจุดด้อยที่คานกันอยู่ เพียงแต่ในสายตาของคนยุคใหม่ ความเชื่อมั่นมักจะเทไปทางโรงพยาบาลแผนปัจจุบันมากกว่าเล็กน้อย
หากฟางหานสังกัดแผนกอายุรกรรม หมอเฝิงคงไม่คิดจะเอ่ยปาก แต่เนื่องจากนี่คือแผนกฉุกเฉิน เขาจึงเชื่อมั่นว่าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ย่อมมีศักยภาพที่เหนือกว่า
หมอเหมียวหันไปมองฟางหานด้วยความกังวลลึก ๆ เขากลัวว่าฟางหานจะพ่ายแพ้ต่อคำหว่านล้อม ในตอนนี้ฟางหานเป็เพียงนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน แม้จะมีแววได้อยู่ต่อสูงมาก แต่คำสั่งอย่างเป็ทางการก็ยังไม่ออกมา การที่หมอเฝิงเสนอตัวแบบนี้เปรียบเสมือนการยื่นตั๋วบรรจุเป็พนักงานประจำให้ถึงมือ
อำนาจในการตัดสินใจของหมอเฝิงในแผนกฉุกเฉินแห่งนี้มีมากกว่าหมอเหมียวที่เจียงจงเสียอีก เมื่อเขาสอบผ่านระดับรองหัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เขาก็จะขึ้นเป็รองหัวหน้าแผนกทันที การที่คนระดับนี้ให้คำมั่นสัญญาเื่ตำแหน่งแก่เด็กฝึกงาน มีหรือที่ใครจะไม่หวั่นไหว ในขณะนั้นเอง นักศึกษาแพทย์ฝึกงานคนอื่น ๆ ของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 ที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างพากันอิจฉาจนตาแดงก่ำ
่เวลานี้คือฤดูกาลแห่งการคัดเลือกเด็กฝึกงานเข้าบรรจุ โรงพยาบาลเจียงจงมีเด็กฝึกงานสามสิบกว่าคน ในขณะที่ที่นี่มีมากกว่าร้อยคน และแผนกฉุกเฉินก็ได้รับโควตามาเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
ทว่า พวกเขากลับทำได้เพียงหยิบจับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ อย่าว่าแต่ได้ลงมือรักษาเลย แม้แต่โอกาสจะพิสูจน์ฝีมือก็ยังไม่มี แต่หมอเฝิงกลับข้ามหน้าข้ามตาไปดึงตัวคนจากที่อื่นมาแบบนี้ มันช่างบั่นทอนกำลังใจกันเสียจริง
[ได้รับแต้มความชอบ +13!]
เสียงระบบแจ้งเตือนขึ้นทันที ทำให้ฟางหานอารมณ์ดีขึ้นเป็กอง
เขายิ้มอย่างถ่อมตัว "ขอบคุณหัวหน้าเฝิงที่ให้เกียรติครับ แต่ผมร่ำเรียนด้านการแพทย์แผนจีนมา โรงพยาบาลเจียงจงจึงเป็สถานที่ที่เหมาะสมกับตัวผมที่สุดในเวลานี้ครับ"
"จะกังวลไปทำไม หมอที่ผันตัวจากแผนจีนมาเป็แผนปัจจุบันมีให้เห็นถมไป" หมอเฝิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ สำหรับเขาแล้ว บัณฑิตจบใหม่ไม่ว่าจะสายไหน พื้นฐานก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ความรู้ทางทฤษฎีอาจจะต่างกันในตอนต้น แต่ความสำเร็จที่แท้จริงต้องอาศัยการเคี่ยวกรำในโรงพยาบาล
การเป็หมอที่เก่งกาจ ด้านหนึ่งคือวิสัยทัศน์และการวิเคราะห์ อีกด้านคือคุณธรรม ซึ่งฟางหานมีครบถ้วน เขามีวิธีคิดที่นอกกรอบและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็คุณสมบัติล้ำค่าสำหรับหมอฉุกเฉิน
"ขอบคุณหมอเฝิงที่เมตตาครับ หากผมฝึกงานจบแล้วยังไร้ที่ไป ผมจะรีบมาฝากตัวกับคุณแน่นอนครับ" ฟางหานตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยมารยาท
หมอเฝิงหัวเราะร่าด้วยความพอใจ "ตกลง ตามนั้นเลยนะ!"
หมอเหมียวค้อนขวับใส่หมอเฝิงหนึ่งที พลางนึกในใจว่าฟางหานช่างฉลาดตอบ นี่มันคำพูดปฏิเสธตามมารยาทชัด ๆ
ด้วยความสามารถที่โดดเด่นและการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ การที่ฟางหานจะได้บรรจุต่อที่โรงพยาบาลเจียงจงย่อมเป็เื่ที่แน่นอน หากโรงพยาบาลเจียงจงปล่อยเพชรเม็ดนี้หลุดมือไป คงได้กลายเป็เื่ขบขันไปทั้งวงการเป็แน่
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังสนทนากัน พ่อแม่ของเด็กหนุ่มก็พาเขากลับมาจากห้องตรวจ เมื่อเห็นว่าลูกชายปลอดภัยดีและไม่มีาแฉกรรจ์ ทั้งคู่ก็รีบกุลีกุจอเข้ามาแสดงความขอบคุณ
"ท่านนี้คือหมอฟาง ฟางหาน จากโรงพยาบาลเจียงจงครับ การรักษาที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ หมอฟางเป็ผู้ควบคุมและลงมือเองทั้งหมด" หมอเฝิงแนะนำ
"ขอบคุณหมอฟางมากครับ ขอบคุณจริง ๆ" พ่อของเด็กกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้งใจ หากไม่ได้หมอฟางช่วยไว้ ลูกชายของเขาคงหนีไม่พ้นการถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด
หลังจากแลกเปลี่ยนคำทักทายตามมารยาทพอสมควร ฟางหานและหมอเหมียวก็ขอตัวลาเพื่อเดินทางกลับไปยังโรงพยาบาลเจียงจง
...
ณ กลุ่มสนทนาวีแชต 'นักศึกษาแพทย์ฝึกงานโรงพยาบาลเจียงจง'
กลุ่มนี้คือแหล่งรวมตัวของนักศึกษาฝึกงานรุ่นปัจจุบันเกือบทุกคนที่ถูกจัดสรรมาที่นี่ โดยฟางหานเองก็ถูกอู๋เหล่ยดึงเข้ากลุ่มมาด้วยเช่นกัน
ใน่เวลาว่าง เหล่านักศึกษาฝึกงานที่ยังไม่ค่อยมีภาระงานหนักนักมักจะเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนเื่ราวกันเสมอ
[อาจารย์สอนเขียนรายงานผู้ป่วยแล้ว งานกองท่วมหัวเลย วันนี้สงสัยจะได้เลิกงานเลทแน่ ๆ!] เพื่อนนักศึกษาจากแผนกอายุรกรรมส่งข้อความบ่น
[ฮ่า ๆ ฉันโชคดีกว่า หมอหม่าให้ฉันลองลงมือนวดจริง ๆ แล้วนะ] นักศึกษาจากแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนารีบอวดความสำเร็จ
[อิจฉาจัง พวกเรายังนั่งตบยุงอยู่เลย ไม่มีอะไรให้ทำสักอย่าง] หลายคนส่งข้อความแสดงความอิจฉา เพราะการได้เริ่มเขียนรายงานผู้ป่วยก็นับว่าเป็จุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว
[แผนกศัลยกรรมกระดูกนี่เข้าถึงยากสุด ๆ ฉันว่าจนจบเทอมคงไม่มีโอกาสได้แตะต้องคนไข้แน่ ๆ] นักศึกษาแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อบ่นอุบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรส อู๋เหล่ยจากแผนกฉุกเฉินก็ส่งวิดีโอสั้นตัวหนึ่งลงในกลุ่ม
[เฮ้! ดูนี่สิ มีคนเอาธงเกียรติยศมามอบให้ด้วย หมอคนไหนในแผนกฉุกเฉินน่ะ?]
[นั่นฟางหานนี่! ฟางหานชัด ๆ!]
บางคนถึงกับอดรนทนไม่ไหวที่จะพิมพ์ จึงส่งข้อความเสียงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีดแทน
เพื่อนคนอื่น ๆ ต่างรีบกดเข้าไปดูวิดีโอ ในภาพปรากฏกลุ่มคนกำลังชูธงเกียรติยศผืนใหญ่ที่มีตัวอักษรสีทองโดดเด่นสะดุดตาว่า 'มือวิเศษคืนชีพ!'
ด้านข้างยังมีตัวอักษรขนาดเล็กลงมาว่า 'ขอขอบคุณหมอฟางหานจากแผนกฉุกเฉิน สำหรับการรักษาประดุจมือวิเศษคืนชีพ จากคนไข้เหมา และครอบครัว ขอขอบพระคุณเป็อย่างสูง...'
[ฟางหาน? ใช่ฟางหานเพื่อนเราที่ฝึกงานอยู่จริง ๆ เหรอ?] มีคนถามด้วยความไม่แน่ใจ
[ในแผนกฉุกเฉินไม่มีหมอคนอื่นที่ชื่อฟางหานหรอก] นักศึกษาอีกคนที่ฝึกอยู่แผนกเดียวกันยืนยัน
[เมื่อครู่ฟางหานเพิ่งจะช่วยคนไข้ที่เบ็ดตกปลาติดคอได้สำเร็จ ฝีมือของเขาสุดยอดจนน่าทึ่งจริง ๆ] อู๋เหล่ยกล่าวเสริม
[เป็ฟางหานจริง ๆ ด้วย!]
กลุ่มสนทนาแทบะเิด้วยความตกตะลึง
[เกินไปแล้ว! ในขณะที่พวกเรายังต้องลุ้นว่าจะได้ลงมือทำไหม แต่ฟางหานกลับได้ธงเกียรติยศไปครองแล้ว]
[ฟางหานเท่สุด ๆ ไปเลย ช่วยกู้หน้าให้พวกเรานักศึกษาฝึกงานได้เยอะมาก] แฟนคลับของฟางหานเริ่มแสดงตัวด้วยความเลื่อมใส
[แต่ในวิดีโอไม่เห็นตัวฟางหานเลยนะ คนไข้มอบธงให้แต่เ้าตัวไปไหนเสียล่ะ?] บางคนตั้งข้อสังเกต
[ฟางหานถูกเชิญไปให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 น่ะ มีคนไข้เคสเดียวกันที่นั่นด้วย] อู๋เหล่ยรีบอธิบาย
[ฮะ!]
[เฮ้ย!]
คำอุทานคำนี้ดังระงมไปทั่วทั้งกลุ่ม
[ไปให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์งั้นเหรอ? ให้ตายเถอะ นี่มันเป็สิ่งที่นักศึกษาฝึกงานเขาทำกันได้ด้วยเหรอ?]
[ฉันว่าฟางหานก้าวข้ามระดับนักศึกษาฝึกงานไปไกลแล้วล่ะ แม้แต่แพทย์เฉพาะทางบางคนยังอาจจะสู้ไม่ได้เลย]
[อาจจะไม่ขนาดนั้นมั้ง เขาแค่โชคดีที่คลุกคลีกับการแพทย์แผนจีนมาั้แ่เด็กเลยพอรู้มากกว่าเรานิดหน่อย แต่อายุเขาก็พอ ๆ กับพวกเรานั่นแหละ] บางคนที่ลึก ๆ แอบอิจฉาก็แย้งขึ้นมา
อู๋เหล่ยรีบเสริมทับทันที [จะบอกอะไรให้ เคสเมื่อกี้ หมอเหมียวจากแผนกฉุกเฉินทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยให้ฟางหานนะ อ้อ... แล้วหมอเหมียวก็เป็แพทย์เฉพาะทางด้วย]
[โห!]
[โห!]
คราวนี้ทุกคนในกลุ่มถึงกับพูดไม่ออก นักศึกษาฝึกงานที่สามารถทำให้แพทย์เฉพาะทางยอมมาเป็ผู้ช่วยได้ นี่มันเหนือชั้นเกินกว่าจะจินตนาการ มีนักศึกษาฝึกงานคนไหนในโลกที่เจ๋งได้เท่านี้อีก?
แม้ความจริงหมอเหมียวจะแค่ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และจ่ายยาในขั้นตอนสุดท้ายตามระเบียบ แต่ในสายตาของนักศึกษาฝึกงานด้วยกัน การกระทำนั้นก็ไม่ต่างจากการยอมรับในฝีมืออย่างสูงสุด
เนื่องจากในกลุ่มไม่มีหมอาุโอยู่เลย อู๋เหล่ยจึงใส่สีตีไข่และปั่นกระแสให้เพื่อนรักอย่างเต็มที่
[ได้รับแต้มความชอบ +66!]
[ได้รับแต้มความชอบ +89!]
[ได้รับแต้มความชอบ +95!]
ขณะที่นั่งอยู่บนรถขากลับ ฟางหานได้รับการแจ้งเตือนจากระบบอย่างต่อเนื่องประหนึ่งเสียงกลองรัว แต้มความชอบที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นั์ทำเอาเขาถึงกับมึนงง
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" ฟางหานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความฉงน ตั้งใจจะทักไปถามอู๋เหล่ย แต่พอเปิดแอปพลิเคชันวีแชตขึ้นมา เขาก็พบว่ากลุ่มนักศึกษาฝึกงานได้ะเิพลังไปเรียบร้อยแล้ว
"เฮ้ย!"
ฟางหานถึงกับอุทานออกมาอย่างลืมตัว นี่มันเหนือความคาดหมายไปไกลมาก อู๋เหล่ยคนนี้ช่างเป็ตัวปั่นกระแสที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!