วันต่อมาอี้ฮวาตื่นขึ้นมาด้วยความห่อเหี่ยวเช่นเคย สุดท้ายเมื่อวานนี้นางก็ต้องกลับมานั่งเรียนใน่บ่าย ทำเอา่เวลาแห่งความสุขหายวับไปกับตา
หลังจากที่นางอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ได้มานั่งจัดการกับอาหารเช้า โดยมีหนานกงกงคอยดูแลความเรียบร้อย
มื้อนี้นางโดนตีมือไปหนึ่งทีโทษฐานคีบอาหารชิ้นใหญ่มากเกินไป โอ้ แค่นี้ก็ผิด ข้านับถือเ้าเด็กนิสัยไม่ดีจริงๆ ทนการเรียนแบบนี้มาได้ยังไงกัน
เมื่อคิดถึงเ้าเด็กนิสัยไม่ดีนั่นขึ้นมา หัวใจของนางก็ห่อเหี่ยวลงไปอีก สลับร่างตอนไหนไม่สลับ ดันมาสลับตอนที่นางจะได้ไปเที่ยว เห้อ... กลับมาต้องให้เขาชดเชยให้ข้าให้ได้เลย
วกกลับมาเกี่ยวกับตารางเรียนในวันนี้กันก่อน เมื่อนางได้รู้ถึงตารางเรียนในวันนี้ นางถึงกับตาลุกวาวขึ้นทันที วันนี้เป็ภาคปฏิบัติ มีทั้งขี่ม้า ล่าสัตว์ ยิงธนู ฟันดาบ แค่ฟังก็น่าสนุกแล้ว หัวใจที่ห่อเหี่ยวค่อยๆ ฟูกลับขึ้นมาจนเป็ปกติ
การเรียนในวันนี้เป็การเรียนพร้อมกันหลายคน มีทั้งเยว่ซิน หลานชายอัครเสนาบดีหวง นามว่าหวงหู่ หลานชายไต้เท้ากู้ นามว่ากู้ฟง และบุตรชายเ้ากรมคลังจู้ นามว่าจู้หย่งิ
เมื่ออี้ฮวาได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากมายในวันนี้ก็รู้สึกลิงโลดขึ้นมาในใจ นางมาอยู่ในร่างนี้ได้หลายวันแล้ว นอกจากเยว่ซินแล้ว นางก็ไม่พบเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกเลย
อี้ฮวาวิ่งเข้าไปหาเยว่ซินด้วยความดีใจ ก่อนจะเอ่ยทักทายเพื่อนร่วมชั้นขึ้นว่า
"สวัสดีทุกคน วันนี้อากาศดีนะ ว่ามั้ย"
ทุกคนที่ได้ยินต่างงุนงงไม่แพ้กัน วันนี้องค์ชายน้อยกินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า เหตุใดถึงทักทายผู้อื่นขึ้นได้
เยว่ซินที่เห็นน้องชายทักทายผู้อื่นก็รู้สึกแปลกใจไม่แพ้กัน หรือที่น้องชายได้ไปเล่นกับอี้ฮวา ทำให้เขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกันนะ สงสัยต้องพาอี้ฮวามาเล่นด้วยกันบ่อยๆ แล้ว นางได้แต่คิดในใจ
วิชาแรกเป็การเรียนขี่ม้า ปกติแล้วเยว่เล่อจะทำคะแนนได้ดีจากการเรียนวิชานี้ แต่ในตอนนี้...
"อ๊ายยยย"
"ระวังงงงง"
"ถอยไป"
อี้ฮวาที่ไม่เคยบังคับม้าหลังขึ้นไปบนม้าได้ก็กระตุกเชือกบังเหียนอย่างแรง จนม้าที่นางขึ้นนั่งใวิ่งพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว นางเองก็ใเช่นกัน จึงโน้มตัวจับแผงคอม้าเอาไว้แน่น
วันนี้เป็การเรียนฝึกขี่ม้าะโข้ามรั้ว อี้ฮวากับม้าที่ใมุ่งหน้าเข้าสู่ลานะโข้ามสิ่งกีดขวาง หนึ่งคนหนึ่งม้าที่ใจนลนลาน เมื่อเห็นสิ่งกีดขวางตรงหน้าก็ยิ่งใ ดึงแผงคอม้าขึ้น จนม้าที่ถูกดึงใขึ้นอีก ะโข้ามสิ่งกีดขวางได้อย่างงดงามท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนรอบด้าน ก่อนจะมีเสียงปรบมือชื่นชมดังขึ้น
อี้ฮวาที่ได้ยินดังนั้นก็คลายมือที่ดึงแผงคอม้าอย่างแ่าออก ม้าที่ถูกคลายมือจากแผงคอออกก็ค่อยๆ สงบลง และเดินเหยาะๆ ตามปกติ
อี้ฮวายังคงรู้สึกตื่นเต้นไม่หายกับการขี่ม้าในครั้งแรกของนาง โชคดีที่ม้าตัวนี้เป็ม้าแคระ จึงมีขนาดตัวไม่ใหญ่มากนัก หากเป็ม้าตัวใหญ่ดังที่ผู้ใหญ่ใช้ขี่กัน นางคงไม่สามารถยืนหยัดได้เหมือนเมื่อครู่เป็แน่
เมื่ออี้ฮวาลงมาจากม้า เหล่าผู้ร่วมชั้นเรียนต่างเข้ามาห้อมล้อมชื่นชม และพูดคุยกับนางด้วยความสนุกสนาน
เยว่ซินที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกยินดีที่น้องชายได้มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน นางที่กำลังขี่ม้าอยู่จึงขี่ม้าไปลองะโข้ามรั้วแบบที่น้องชายของนางทำดูบ้าง แต่นางที่ขี่แบบธรรมดา ไม่ได้เร่งความเร็วก่อนถึงรั้วกั้น ม้าที่วิ่งไปถึงก็หน้าทิ่ม ก่อนที่เยว่ซินจะไถลลงหน้าทิ่มดินไปเหมือนกับม้าของนาง
แม้เยว่ซินจะดูโตเป็ผู้ใหญ่ แต่แท้จริงแล้วนางยังคงเป็เด็กอายุเพียง 6 ปีเองนะ ไหนเลยจะทนความเ็ปและอับอายเช่นนี้ได้ นางจึงนั่งลงกับพื้นแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจและอับอาย
อี้ฮวาที่เห็นดังนั้นรีบวิ่งเข้าไปปลอบเยว่ซินทันที ครูผู้ฝึกสอนในวันนี้ก็วิ่งเข้ามาดูเช่นกัน เขาเป็ทหารในสังกัดของแม่ทัพอี้ นามว่าซูเหวิน หลายเดือนก่อนเขาทำผลงานโดดเด่น เป็ที่สะดุดตาของคนในกองทัพ จึงได้รับการแนะนำให้มาเป็ครูฝึกให้แก่องค์หญิงน้อย และผองเพื่อน อีกทั้งคู่หมายของซูเหวิน ค่อนข้างสนิทกับเยว่ซิน ดังนั้นเขาจึงกลายมาเป็ครูฝึกได้อย่างง่ายดาย
ปกติเด็กผู้หญิงมักไม่ได้เข้าร่วมชั้นเรียนในการเรียนเช่นนี้ แต่เยว่ซินเป็ธิดาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน เมื่อนางไปขออนุญาต ไหนเลยฮ่องเต้จะปฏิเสธคำขอของนาง ดังนั้นหากไม่นับอี้ฮวาในร่างเยว่เล่อ เยว่ซินจึงเป็เด็กผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มของพวกเขา
หลังเยว่ซินเลิกร้องไห้ พวกเขาก็พากันฝึกขี่ม้า โดยมีซูเหวินให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังไม่มีผู้ใด ะโข้ามสิ่งกีดขวางนั้นได้เหมือนอี้ฮวา แม้แต่อี้ฮวาเองก็ทำเป็ครั้งที่สองไม่ได้ ดังนั้นเด็กๆ จึงลงความเห็นว่า ครั้งที่แล้วองค์ชายน้อยแค่ดวงดีเท่านั้นเอง
วิชาต่อไปเป็ศิลปะการต่อสู้โดยใช้ดาบ หรือเรียกง่ายๆ ว่าวิชาฟันดาบนั่นเอง เพื่อความปลอดภัยในการเรียน ดาบที่ใช้ในการเรียนจะใช้เป็ดาบไม้เท่านั้น เหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยของซูเหวินจึงพากันซุกซนไปตีกันเองบ้าง ตีต้นไม้บ้าง จนครูผู้ฝึกสอนถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้า
ซูเหวินจึงแบ่งเด็กออกเป็ 2 กลุ่ม ฝึกโจมตีโดยใช้ดาบเป็คู่ๆ แต่พวกเขามีกัน 5 คน จึงแบ่งไม่ลงตัวเสียอย่างนั้น ทำให้ซูเหวินต้องคิดวิธีการ เขาจึงให้เด็กๆ จับไม้สั้นไม้ยาว
อี้ฮวาที่ชอบเื่สนุกเช่นนี้อยู่แล้ว จึงขันอาสาเป็คนทำไม้ไปให้ทุกคนจับ นางหายไปพักหนึ่งก่อนจะวิ่งกลับมาพร้อมไม้ในมือ 5 อัน นางส่งให้ครูฝึกก่อนจะรอเป็ผู้จับด้วยคน ผู้ที่ได้ไม้ยาวที่สุดจะเป็ผู้ที่ได้ฝึกกับครูฝึก
ซูเหวินที่รับไม้มาก็งุนงง เหตุใดไม้ถึงมีขนาดไล่เลี่ยกันขนาดนี้ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เหตุใดไม้ถึงมีขนาดใกล้เคียงกันขนาดนี้ล่ะ"
"ถ้าไม้มันสั้นยาวต่างกันชัดเจน ก็จะถูกโกงได้ ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงทำให้มันต่างกันแค่เล็กน้อยเท่านั้น"
เยว่ซินที่ได้ยินดังนั้นก็แปลกใจ น้องชายของนางแทนตัวเองว่าเสี่ยวฮวาหรือเปล่านะ หรือนางจะหูฝาดไปเอง สงสัยน้องชายจะคิดถึงอี้ฮวามากจริงๆ
หลังจับไม้สั้นไม้ยาว ทุกคนต้องเอาไม้มานั่งเทียบกัน กว่าจะรู้ว่าใครได้ไม้ที่ยาวที่สุด ใช้เวลาวิเคราะห์กันเกือบหนึ่งเค่อ จนในที่สุดก็ได้คู่ฝึกซ้อมกัน อี้ฮวาได้คู่กับหวงหู่ ผู้มีศักดิ์เป็หลานชายของหวงกุ้ยเฟย กู้ฟงคู่กับจู้หย่งิ และเยว่ซินได้ไม้ยาวที่สุด ฝึกซ้อมคู่ครูฝึกซูเหวิน
ซูเหวินได้ให้เยว่ซินมาร่วมแสดงวิธีการใช้ดาบ เมื่อผู้หนึ่งตีเข้ามา ให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็ผู้รับ สลับกันเป็ฝ่ายรุกและฝ่ายรับ เพื่อฝึกประสาทัั
พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมือตีอีกฝ่ายแรงจนเกินไป หากใครไม่เชื่อฟังจะถูกทำโทษ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีใครลงมือเล่นกันรุนแรง แต่...
"ข้าจะเป็ฝ่ายรุก เ้าต้องรอรับสิ่"
"เมื่อกี้ข้ารับไปแล้ว ครั้งนี้เ้าต่างหากต้องรอรับ"
"ก็ข้าอยากเป็ฝ่ายรุก"
"เ้าไม่เคารพกติกา ข้าไม่คู่กับเ้าแล้ว"
เสียงเด็กน้อยสองคนโต้เถียงกันจนซูเหวินต้องรีบเข้ามาดู เขาสอบถามจนได้ความว่า หวงหู่ไม่ยอมเป็ฝ่ายรับดาบไม้ของอี้ฮวา
หวงหู่กล่าวขึ้นว่า
" ก็ข้ากลัวว่าเขาจะตีข้าแรงจนข้าได้รับาเ็"
"ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเ้าเลยนะ ทีเ้าตีข้าแรงข้ายังรอรับได้เลย"
ซูเหวินที่ได้ฟังดังนั้นก็พอเข้าใจปัญหา เขาเรียกเด็กทั้งสองมายืนประจันหน้า และให้อี้ฮวาลองเป็ฝ่ายบุกและให้หวงหู่รอรับ
ทั้งคู่ที่ทำตามคำแนะนำของซูเหวินก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับโดยไม่มีปัญหาขึ้นอีก จนกระทั่ง
" โอ้ย... เ้าแกล้งข้า"
" โอ้ยเ้าตีข้าทำไม"
"ก็เ้าตีโดนมือข้าก่อน"
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ แต่เ้าตั้งใจมาตีมือข้า"
แล้วทั้งสองก็โยนดาบไม้ทิ้ง กระโจนเข้าหากัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ จนซูเหวินที่วิ่งเข้ามารีบแยกทั้งสองออกจากกัน โชคดีที่ทั้งสองยังเด็ก การทะเลาะกันของเด็กจึงไม่รุนแรงมากนัก แต่ใบหน้าของหวงหู่มีรอยข่วนด้วยฝีมืออี้ฮวา ขณะที่อี้ฮวามีรอยฟกช้ำที่แขนเล็กน้อย
ซูเหวินที่เป็ครูฝึกในวันนี้จึงทำโทษทั้งสองด้วยการให้คัดตัวอักษรคำว่าสามัคคีหนึ่งพันตัวอักษรมาส่งในอาทิตย์หน้า
ทั้งสองที่ได้ยินดังนั้นก็อ้าปากค้างจ้องหน้าอีกฝ่ายตาเขม็ง หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเป็ต้นเหตุ มีหรือจะต้องโดนทำโทษ ดังนั้นความบาดหมางในครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้น
---------------------------
วันสุดท้ายของการท่องเที่ยว เยว่เล่อได้ตามแม่ทัพอี้ เหม่ยเซียนและอี้ผิง ไปไหว้พระที่วัด เขาที่คิดจะนั่งสวดมนต์ภาวนา ได้แต่ขัดแย้งกับตัวเองอยู่ในใจว่าจะขอให้ได้กลับร่างเดิม หรือขอให้ได้อยู่ร่างนี้ตลอดไปดีกว่ากัน คิดไปคิดมา ขอกลับร่างเดิมที่ได้มีอิสระเช่นนี้ก็แล้วกัน และเขาก็นั่งภาวนาอยู่นานจนถูกเรียกกลับขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับ
การมาท่องเที่ยวครั้งนี้เขาได้ค้นพบอะไรมากมายที่ไม่เคยได้ัั วิถีชีวิตผู้คน ความเป็อยู่ของชาวบ้าน และแม้แต่กระทั่งขอทานที่อยู่ตามท้องถนน เขาที่เคยคิดว่าตัวเองรู้จักโลกใบนี้ดีพอแล้ว กลับค้นพบได้ว่าความรู้ที่เขามี เป็เพียงความรู้แค่ในตำรา ซึ่งไม่อาจเปรียบได้กับการเดินทางที่แท้จริง
ดังนั้นเมื่อใดที่เขาได้กลับร่างเดิม เขาจะหาเวลาออกมาท่องเที่ยว เอ้ย เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านให้มากขึ้น
และแล้วการท่องเที่ยวของพวกเขาก็จบลง ขากลับพวกเขาได้แวะไปรับอวิ๋นที่ภัตรคาร ก่อนจะมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวง
เื่ราวในตอนหน้าเด็กน้อยทั้งสองจะกลับมาพบกันอีกครั้ง อย่าลืมติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ