ท่านเทพเมฆากระแอมไอแก้เขินไปหนึ่งยกพลางพยายามปั้นหน้าให้ดูเคร่งขรึมประหนึ่งครูฝ่ายปกครองที่กำลังอบรมนักเรียนใหม่เขาปรายตามองเทพนกยูงที่ยังคงบินป้วนเปี้ยนไม่ยอมเลิกราแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ดังพอให้เทวดาแถวนั้นได้ยินกันถ้วนหน้า
“เอาละ...ในเมื่อเจ้าอยากจะร่วมทางไปด้วยข้าก็จะบอกกฎเหล็กของขบวนเราให้ทราบไว้เสียแต่เนิ่น ๆ ... ห่างไปสิบเมตร!หากเจ้าขยับเข้ามาใกล้เมฆของนายหญิงแม้แต่เมตรเดียว เจ้าต้องจ่าย ‘ของวิเศษ’หนึ่งชิ้นให้เจ้ากระรอกนี่เสียก่อน ไม่อย่างนั้น... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
เทพนกยูงถึงกับอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ“เฮ้ย! มีกฎแบบนี้บนสวรรค์ด้วยเหรอท่าน?”
“ก็กฎบ้านผมไงมีปัญหาอะไรไหมครับ?” จ้อยเชิดหน้าตอบพลางยักคิ้วให้หนึ่งที
“ถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?ข้าแค่จะบินตามไปเฉย ๆ ทางสวรรค์ก็กว้างขวางใครจะบินตรงไหนก็ได้นี่นา” เทพนกยูงเริ่มแสดงท่าทีเสียดายของวิเศษขึ้นมาทันที
จ้อยแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว“โธ่... ก็ตามใจพี่ครับ ผมไม่ว่าอะไรหรอก แต่เดี๋ยวพอถึงงานสโมสรเทวสมาคม ผมจะเอา‘กระจกเงาทิพย์’ ที่แอบบันทึกภาพพี่ตอนเดินตามตูดนายหญิงต้อย ๆไปฟ้องพวกเทพผู้ใหญ่ให้หมดเลย! จะประกาศให้ทั่วเลยว่า‘เทพนกยูงรูปงามแอบสะกดรอยตามสาวงามหวังทำมิดีมิร้ายกลางหาว’ดูซิว่าพี่จะยังเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
เทพนกยูงถึงกับหน้าถอดสีเรื่องบางเรื่องเทวดาเขาก็รู้กันอยู่ลึก ๆ ว่ามันเป็นการ ‘เต๊าะสาว’แต่ถ้าถูกเอาไปตีแผ่กลางงานเลี้ยงสโมสรระดับนั้น จากเทพรูปงามจะกลายเป็น‘เทพโรคจิต’ ในสายตาชาวสวรรค์ทันที!
“เออ!ยอมแล้วไอ้กระรอกจอมแสบ! เอานี่ไป ของชิ้นนี้ข้าเพิ่งได้มาเมื่อวานถือว่าให้เป็นค่าเปิดทาง!” เทพนกยูงกัดฟันโยนของสิ่งหนึ่งมาให้
จ้อยรับหมับเข้าที่เท้าหน้าทันทีเมื่อแบออกมาดูก็พบว่าเป็น "พระขรรค์เงินยวง"เล่มเล็กจิ๋วส่องประกายวาววับ
จ้อยมองดูด้วยสายตาไม่ประสีประสานายหญิงจันทราเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องศัสตราวุธ จ้อยเลยหันไปถามกูรูประจำขบวน“ท่านเทพเมฆา... ลองส่องดูซิ ไอ้ดาบจิ้มนี่มันดูดีกว่า ‘หินสีเขียว’ที่ท่านให้ผมมาหรือเปล่า?”
ท่านเทพเมฆาพอได้ยินว่าถูกเอาไปเปรียบเทียบก็ของขึ้นทันทีต่อหน้าสาวงามจะมายอมแพ้เทพนกยูงไม่ได้เด็ดขาด!
“จะบ้าเหรอ!จะไปดีกว่าได้อย่างไร? ถึงหินเบญจรัตน์ที่ข้าให้ไปจะเป็นแค่ธาตุกายสิทธิ์ดิบแต่มูลค่าของมันแค่เศษผงก็เหนือกว่าไอ้เหล็กขูดมะพร้าวนี่หลายขุมแล้ว!”
“เจ้าว่าอะไรนะ!ข้าให้เหล็กขูดมะพร้าวอย่างนั้นรึ?!” เทพนกยูงโวยวายด้วยความอับอายจนหน้าแดง
เทพเมฆาเชิดหน้าตอบ“ก็ใช่น่ะสิ! บอกตามตรงนะเพื่อนเกลอ...ของพรรค์นี้เอามาโชว์สาวในขบวนนี้มันช่างน่าอายเสียจริง ข้าล่ะเขินแทนเจ้าจริง ๆ!”
เทพนกยูงโดนกระแทกใจดำเข้าอย่างจังจนหน้าดำหน้าแดงสลับกัน“นี่เจ้า...!!!”
จ้อยปรายตามองอย่างหยามเหยียด“โธ่พี่... ถ้าไม่มีใจจะเปย์ แล้วพี่จะมาโชว์เท่ทำไมครับเนี่ย? ไปเถอะ ไปหาที่เงียบ ๆนั่งสวดมนต์เถอะ อย่ามาทำให้ขบวนเราหมองเลย”
“เดี๋ยว!ใครบอกว่าข้าไม่มีใจ? เมื่อกี้แค่น้ำจิ้มนี่ต่างหากของจริง!” เทพนกยูงกัดฟันกรอดล้วงเข้าไปในย่ามแล้วหยิบก้อนโลหะสีทองคล้ำที่ดูขลังอย่างบอกไม่ถูกออกมา “นี่คือ‘เหล็กไหลรัตนชาติ’ มีความแข็งเป็นอมตะ ยืดหยุ่นได้ดั่งใจนึกเพียงแค่ใช้เศษเสี้ยวของมันผสมลงในอาวุธ ก็จะทำให้ดาบเล่มนั้นกลายเป็นดาบตัดเหล็กตัดไม้เป็นขนม... แข็งแกร่งจนไม่มีอะไรทำลายได้!”
"ก๊ับ! กรวบ!"
ยังไม่ทันที่เทพนกยูงจะร่ายยาวสรรพคุณจบเสียงสยองขวัญก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทุกสายตาหันไปมอง...เจ้าจ้อยกำลังนั่งแทะเหล็กไหลรัตนชาติอย่างเมามันประหนึ่งกำลังเคี้ยวถั่วคั่วหน้าโรงลิเก!
จ้อยเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะเหลือบมองเทพนกยูงที่ยืนอ้าปากค้าง “พี่ครับ... เมื่อกี้พี่บอกว่ามัน‘แข็ง’ มากเลยใช่ไหมครับ?”
เทพนกยูงกลืนน้ำลายเอื๊อกพลางส่ายหัวเบา ๆ อย่างคนเสียสติ “ก็... ก็คิดว่าอย่างนั้นนะ...”
จ้อยกลืนเศษเหล็กลงคอพลางปัดมือ“อืม... ก็งั้น ๆ แหละพี่ พอถูไถไปได้ เอ้า! ในเมื่อมีน้ำใจงั้นก็อนุญาตให้บินตามหลังมาได้ แต่จำไว้... ห้ามเข้าใกล้เกินสิบเมตร!”
....
การเดินทางดำเนินต่อไปแต่ดูเหมือนว่าเสน่ห์ของนายหญิงจันทราจะขจรขจายไปไกลกว่าที่คิดเทวดาที่โผล่มามีทุกรูปแบบ ทั้งพวกขี่ของวิเศษราคาแพงบินฉวัดเฉวียนหรือพวกสายสุขุมนุ่มลึกนั่งขัดสมาธิบนเมฆทองคำหลับตาพริ้มแต่แอบชายตามองนายหญิงเป็นระยะ
“คุณลุงครับ!ไว้หนวดยาวถึงพื้นขนาดนั้นแล้ว ยังจะมาเดินนวยนาดแถวนี้อีกเหรอครับ? ไม่ไปเลี้ยงหลานที่บ้านหรือไง?” จ้อยตะโกนด่าเทพชราองค์หนึ่งที่บินวนไปมาไม่ยอมไปไหน
“ข้า...ข้าก็แค่ผ่านมาทางนี้เท่านั้นเจ้ากระรอกน้อย...” เทพชราอ้อมแอ้มตอบ
จ้อยแค่นเสียง“ยังจะมาแถอีก! พี่เปลี่ยนเสื้อผ้ากี่ชุดผมก็จำหน้าพี่ได้นะ ถึงพี่จะเปลี่ยนกางเกงลิงผมก็จำลายได้!อย่ามาทำเนียน!”
เทพชราหน้าแตกยับเยินจนไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน
จ้อยถอนหายใจพลางนวดขมับ“ผมล่ะสงสัยจริง ๆ พวกพี่บำเพ็ญเพียรจนไอคิวละลายหายไปกับสมาธิหมดแล้วเหรอ? แต่ละคนโชว์ฟอร์มกันจังเลยถามจริง ๆ เถอะ จะมา ‘จีบนายหญิง’ ผมใช่ไหม? ทำไมไม่สายเปย์เหมือนท่านดาบสเท้าเปล่าล่ะครับ?หรืออย่างพี่เทพนกยูงกับท่านเทพเมฆานี่เขายังยอมสละของวิเศษเพื่อความใกล้ชิด แล้วพวกพี่ล่ะ? มาเดินแกว่งเท้าไปมามือเปล่าเล่าเปลือยแบบนี้ ไม่รู้สึกอายบ้างเหรอครับ? เทวดาสวรรค์นี่เขายากจนกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?ผมล่ะอายแทน!”
“ไอ้กระรอกนี่มาจากไหนเนี่ย?ปากคอเราะร้ายเหลือเกิน!”เทพหนุ่มหน้าดำคร่ำเครียดคนหนึ่งตะโกนด่าด้วยความโมโห
จ้อยปรายตาไปมอง“อ้าวพี่... ถ้ามีคนแปลกหน้ามาเดินวนเวียนหน้าบ้านพี่ จ้องหน้าเมียพี่เขม็งพี่จะทำยังไง? จะเข้าไปกราบขอพรเขาหรือไง?”
เทพหน้าดำถึงกับพูดไม่ออกเพราะถ้าเป็นเขาเอง คงคว้ากระบองมาฟาดหน้าไปนานแล้ว
จ้อยได้ใจเลยรุกต่อ“เอาละ! กติกาง่าย ๆ ใครอยากร่วมขบวน จะจ่ายค่าผ่านทางหรือจะไสหัวไป? ผมจำหน้าพวกพี่ได้ทุกคนนะใครที่ขี้งกเปย์สาวไม่เป็น ผมจะเอาไปประกาศเกียรติคุณในงานสโมสรเทวสมาคมให้ชื่อพวกพี่ ‘เทพสายเหนียว’ ดังไปทั่วสามโลกเลย!”
พวกเทวดาที่มามุงดูเหตุการณ์ถึงกับหน้าถอดสีเพราะตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องจีบสาวแล้ว แต่มันคือเรื่องของ ‘หน้าตา’ และ‘ศักดิ์ศรี’ ถ้าไม่ยอมจ่ายแล้วหนีไป ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็น ‘เทวดาถังแตก’แต่ถ้าจ่าย... ก็โดนไอ้กระรอกนี่รีดไถจนเลือดซิบ!
“เออ!ร้ายกาจนักนะแก!” เทพชรากัดฟันโยนของสิ่งหนึ่งมาให้จ้อย มันคือ"ประทีปแก้วจรัสแสง" ที่ส่องประกายสุกสกาวดุจดวงดาว
จ้อยหันไปถามเทพเมฆา“ท่านเทพ... ไอ้โคมไฟนี่กับหินของท่าน อันไหนราคาดีกว่ากัน?”
เทพชราแทรกขึ้นทันที“ของข้าไม่ด้อยไปกว่าหินนั่นแน่ ๆ! นี่คือของดีระดับตำนานเชียวนะ!”
เทพหน้าดำและเทวดาองค์อื่นๆ เห็นดังนั้นก็เริ่มมองหน้ากัน พวกเขาเริ่มคิดแผนการ ‘ผสมโรง’ ถ้าขืนให้ทีละคนไอ้กระรอกนี่คงจับเปรียบเทียบจนพวกเขากระเป๋าฉีกแน่ ๆ ถ้าอย่างนั้น...ทำไมไม่โยนของวิเศษลงไปพร้อม ๆ กันล่ะ?ใครให้ของห่วยก็จะได้เนียน ๆ ไปกับฝูงชนได้!
เทพหน้าดำพยักหน้าส่งสัญญาณให้พวกพ้องก่อนจะตะโกนก้อง
“ไอ้จ้อย!รับของวิเศษพวกข้าไปให้หมดเลย!”