เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด บทส่งท้าย

     

    บทที่ หนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ด (บทส่งท้าย)

     

    สายลมยามค่ำคืนกลางเขตชายแดนต้าเหว่ยพัดโบกพาความเยียบเย็นแผ่ซ่านไปทั่วผืนฟ้าเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบาๆดังแทรกท่ามกลางความเงียบงันของโรงพักม้าที่ตั้งอยู่ห่างจากเส้นทางการค้าหลักเพียงไม่กี่ลี้แม้ที่แห่งนี้จะมิใช่ย่านการค้าอึกทึกหากแต่เป็นจุดพักของเหล่าคาราวานพ่อค้าและผู้คนที่เดินทางไกลที่พักจึงนับว่ามีความสะดวกและปลอดภัยในระดับหนึ่ง

    โม่เหวินหานเดินทางลงมาจากจิงเหยียนด้วยความเร่งรีบจากเส้นทางที่ปกติแล้วต้องใช้เวลาเกินครึ่งเดือนหากแต่เขากลับมาถึงเขตชายแดนได้ภายในสิบวัน ด้วยความมุ่งมั่นที่แทบให้หลับตาไม่ลง

    เขารู้ดีว่าอีกเพียงวันเดียวเขาก็จะได้เหยียบผืนแผ่นดินของเมืองหลวงอีกครั้ง หลังจากผ่านศึกแผดเผาใจและโศกศัลย์ลึกถึงวิญญาณ

    “พรุ่งนี้คงได้พบเจ้าอีกครั้ง” เขาพึมพำขณะเอนกายบนฟูกนุ่มในห้องพักที่ถูกจัดให้อย่างดีดวงตาสีดำสนิทมองเพดานไม้ไผ่เหนือหัวที่ส่องแสงริบหรี่ของตะเกียงเพียงดวงเดียวข้างฝา

    ในมือลูบไล้แผ่นสารฉบับหนึ่งที่ถูกพับอย่างเรียบร้อยแผ่นสารที่มีเพียงคำไม่กี่คำ แต่นำพาเขาข้ามทั้งศึกและเส้นทางหฤโหดมาถึงที่นี่

    ‘บุตรมีภัย เร่งช่วยเหลือ’

    เพียงเท่านี้แต่เขาก็เข้าใจทุกถ้อยคำโดยไม่ต้องอธิบายใดเพิ่มเติม วันนั้นที่เปิดอ่านเขารู้ทันทีว่านางหมายถึงเหตุการณ์ใด และไม่กี่วันต่อมาข่าวจากสายทางต้าเหว่ยก็ยืนยันคำของนางหรงอ๋องยกทัพก่อกบฏจริง โชคดีที่เฉียนอ๋องสามารถรักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้

    “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร..ว่ามันจะเกิดขึ้น” โม่เหวินหานพึมพำขณะวางแผ่นสารไว้ใต้หมอนหญิงสาวผู้เดียวที่เขานึกถึงอยู่ตลอดนางหลับใหลไปนานและในวันที่ร่างกายยังอ่อนแรงไม่อาจลุกขึ้นได้นางรู้ข่าวนี้ก่อนเขาได้เช่นไร

    โม่เหวินหานปิดตาลงพลางผ่อนลมหายใจช้าๆตั้งใจจะหลับเพื่อพักผ่อนเพื่อเตรียมออกเดินทางตั้งแต่รุ่งสาง ทว่าเสียงกุกกักเบาๆตรงหน้าต่างด้านข้างก็ทำให้เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงฝาขัดกันเบาๆลอดเข้ามาในความเงียบ ดวงตาของเขาเพ่งมองผ่านความสลัวในห้องขณะเห็นกลอนหน้าต่างไม้ถูกตะขอจากด้านนอกค่อยๆ งัดแงะหลุดออกอย่างเงียบงัน

    ‘องครักษ์เฝ้าด้านนอกแต่ยังมีคนกล้าลอบเข้ามาได้เช่นนี้?’ ดวงตาโม่เหวินหานฉายแววเยือกเย็นเห็นทีที่พักม้าต้องมีโจรลอบลักเล็กขโมยน้อยเหล่าผู้เข้าพักแน่ๆต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาเสียแล้ว เขาขยับช้าๆ คว้าอาวุธที่วางไว้ข้างหมอนหยิบกระบี่มาเตรียมพร้อม แต่ยังคงแสร้งหลับตานิ่งลมหายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้สึกถึงเงาร่างที่ก้าวย่างเบาเกินเสียงลม

    หน้าต่างเปิดออกช้าๆลมเย็นพัดพาอากาศหนาวชื้นเข้ามาปะทะผิวกายพร้อมกลิ่นไอดินจากทุ่งไกลเสียงฝีเท้าเบาราวกับแมวป่าที่ย่องล่าเหยื่อเข้าใกล้ที่นอนของเขาอย่างแผ่วเบา

    ไม่ใช่ขโมยแน่นอนเพราะคนผู้นั้นไม่ได้เดินไปยังหีบสมบัติหรือค้นทรัพย์ใดๆ แต่กลับตรงดิ่งมายังเตียงของเขา ไม่หมายสมบัติ..หรือว่าหมายชีวิต? หรือเป็นนักลอบสังหาร?’

    เมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลงข้างเตียงโม่เหวินหานก็สะบัดกระบี่ในมือตวัดขึ้นหมายประชิดจ่อเข้าที่อกผู้บุกรุกหากแต่กระบี่อีกเล่มกลับยกขึ้นรับไว้ได้ทัน เสียงเหล็กกระทบกันดัง “เคร้ง” ในความเงียบของห้องสลัวเกิดประกายวาววับกะพริบพราย

    “นายท่าน! เกิดอะไรขึ้น!” เสียงองครักษ์ด้านนอกเร่งถามอย่างตกใจ

    โม่เหวินหานรีบตอบเสียงเรียบ“ไม่มีอะไร ทำของตกเท่านั้น”

    เสียงฝีเท้าด้านนอกหยุดลงชั่วพริบตานั้นเขาก็ยิ้มมุมปาก ก่อนจะใช้แรงข้อมือคว้าร่างตรงหน้าแล้วพลิกลงกดบนฟูกทันที“เจ้า..ตามเรามาถึงนี่ ต้องการชีวิตหรือใจ?”

    คนใต้ร่างยังไม่เอ่ยวาจาหากแต่แสงจากตะเกียงด้านข้างที่สาดกระทบเผยให้เห็นนัยน์ตาคู่หนึ่งแววตาคู่นั้นที่เขาจำได้ไม่ลืมและอยากเห็นมากที่สุด

    โม่เหวินหานมองหญิงสาวตรงหน้าในอาภรณ์บุรุษสีน้ำเงินเข้มใบหน้าไร้เครืองประทินทั้งยังมีฝุ่นทรายจางๆ ที่เกาะติดจากการเดินทาง “อาชิง..” เพียงเสียงแผ่วเบาเอ่ยชื่อแต่ภายในใจกลับตะโกนก้อง

    หลิวชิงเซียงมองเขานิ่งก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้ารู้ว่าท่านจะมาทางนี้แต่ท่านมาช้านัก..ข้ารอท่านหลายชั่วยาม”

    โม่เหวินหานสบตานาง“แล้วเหตุใดถึงมาที่นี่เล่า?”

    “เพราะพรุ่งนี้ก็ช้าไป..” เงียบไปอึดใจหนึ่งราวกับเวลาหยุดลงก่อนเขาจะค่อยๆ คลายแรงในมือ “ข้าไม่รู้ว่าท่านจะอยากเจอข้าเหมือนที่ข้าต้องการ..หรือไม่”

    เขากระแอมเบาๆก่อนเอ่ยเสียงเรียบพลางกอดร่างบางให้แน่นขึ้น “ทำไมภรรยาถือไม่เชื่อใจเราอีกแล้ว เรายังเป็นสามีของเจ้าอยู่มิใช่หรือ?” เขาเอ่ยหยอกเย้า

    หลิวชิงเซียงหลุบตาลงน้ำเสียงสั่นบางเบา “..ข้าถูกสั่งเนรเทศแล้วต่างหาก”

    โม่เหวินหานเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนยกมุมปาก “เช่นนั้น..เราต้องตามเจ้ากลับคืนมาใหม่อีกครั้ง”

    โม่เหวินหานไม่เอ่ยคำใดอีกเขาเพียงจ้องมองคนใต้ร่างที่ใจกล้าแอบปีนหน้าต่างเข้ามาหาเขาด้วยแววตาที่สะท้อนทั้งความดีใจและความโหยหาที่บีบคั้นในอกริมฝีปากของเขาโน้มลงไปช้าๆ สัมผัสรสหวานซ่านที่รอคอยมาแสนนานความอ่อนโยนปะปนกับแรงกล้าเหมือนคลื่นทะเลสาดซัดฝั่งกระชับแนบแน่นอย่างไม่ยอมปล่อยราวกับกลัวว่าเพียงคลาดสายตาอีกครั้งนางจะหายไปจากโลกนี้อีก

    หลิวชิงเซียงไม่ได้ผลักไสมือเล็กที่เคยเย็นจับใจบัดนี้กลับอุ่นวาบยกขึ้นแตะข้างแก้มของเขา ราวกับปลอบโยนและตอบรับ

    เมื่อจุมพิตที่เปี่ยมความคิดถึงผละห่างจากกันทั้งสองยังคงแนบหน้าผากซบกันอยู่นาน ท่ามกลางเสียงลมหายใจที่ผ่อนออกอย่างเนิบช้าราวกับพยายามบรรเทาอารมณ์ท่วมท้นที่เกินจะควบคุม

    โม่เหวินหานมองดวงหน้าที่บัดนี้กลับมามีสีเลือดขึ้นระเรื่ออีกครั้งผิวพรรณที่เคยซีดเซียวจนเขาใจสั่นกลับแต้มสีอย่างที่เขาเคยคุ้นตามือใหญ่ลูบแก้มใสของนางแผ่วเบา ราวกับย้ำเตือนตนเองว่านี่ไม่ใช่เพียงความฝันแต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร หลิวชิงเซียงกลับค่อยๆ ดันตัวขึ้นมา แววตานิ่งล้ำมีแววรู้สึกผิดแฝงอยู่ลึกๆ

    “ขอโทษที่ข้าจากมาก่อน..” นางเอ่ยเสียงแผ่วแต่ชัดเจน “..เพราะหรงอ๋องยกกำลังมาที่เมืองหลวงข้าเกรงว่าเหวินจื่อจะพลาดพลั้ง”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเล็กน้อยมือยังคงลูบไล้แก้มนางอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงต่ำ “เราได้ข่าวแล้ว..เหวินจื่อส่งสารมาระหว่างที่เราเร่งเดินทางอยู่กลางหุบเขาทางเหนือเราจึงรู้เรื่องทั้งหมด”นัยน์ตาของเขาแฝงแววชื่นชมอย่างชัดเจน“ดีแล้วที่เจ้ามาช่วยเขาเอาไว้ได้ทัน”

    หลิวชิงเซียงสบตาเขาหัวใจอุ่นวาบเมื่อเห็นแววตานั้นของเขามองมาก็เพียงพอโม่เหวินหานนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเมืองหลวงมีภัย?”

    หญิงสาวหลุบตาเล็กน้อยริมฝีปากขยับเอ่ยแต่ถ้อยคำนั้นกลับสั่นสะเทือนใจคนฟังยิ่งกว่าสายลมพายุ “ช่วงที่ข้ายังหลับอยู่..เพราะสวรรค์ไม่ยอมให้ข้าตื่นดวงจิตของข้าจึงล่องลอย”เสียงนางสั่นระรัวเล็กน้อย “ข้าจึงเห็นหรงอ๋องนำกำลังมุ่งมาก่อกบฏพอฟื้นขึ้นมา..ข้าจึงรีบกลับไปที่เมืองหลวง”

    นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงแผ่วอย่างคนที่ยังไม่แน่ใจสิ่งตนทำลงไป “ตอนนั้นข้าก็คิด..ว่าจะรอให้ท่านมารับแล้วไปด้วยกันไปช่วยบุตรของเรา..”

    โม่เหวินหานกำมือแน่นเมื่อได้ยินคำว่า‘บุตร’ จากปากของนางดวงตาที่เคยสงบนิ่งก็พลันสะท้อนประกายแรงกล้า

    หลิวชิงเซียงยังคงเอ่ยต่อ“..แต่ข้ากระวนกระวายใจเกินไป รอไม่ไหว และข้าก็คิดถูกไม่เช่นนั้นพลธนูซุ่มของหรงอ๋องที่เป็นไม้ตาย..อาจลากเฉียนอ๋องให้ตายไปด้วยกัน”

    “แล้วไม่โทษเจ้าเราสั่งสอนบุตรคนโตไม่ได้เรื่องเอง” เพราะตอนเมื่อเขายังเป็นกวงเหิงฮ่องเต้ทำไมตัวเขาจะไม่รู้ว่าหรงอ๋องมักใหญ่ใฝ่สูงคาดการณ์มาตลอดว่าตนที่เป็นองค์ชายใหญ่จะได้ครองราชย์ต่อทั้งที่คำสั่งเสียสุดท้ายของเขาก็เคยเตือนว่า ‘ให้รู้อยู่ทำเพื่อแผ่นดินไม่ใช่ครอบครอง’หลังถูกแต่งตั้งเป็นหรงอ๋องย้ายไปพื้นที่ศักดินาทางใต้ก็คงจะเริ่มคิดซ่องซุ่มกำลังมาตลอด

    ในห้องเงียบงันอีกครั้งความเงียบนั้นเต็มไปด้วยความจริงที่ยากจะกล่าว โม่เหวินหานอิงหน้าเข้าหาคนรักสายตาก้มมองปลายนิ้วของนางที่กำเหนือหน้าตัก ตอนที่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปดื่มด่ำเวลาที่เขาและนางอยู่ด้วยกัน

    “อาชิง..” เขาเรียกนางเสียงอ่อน “เรา..ทำสำเร็จแล้ว” จากนั้นเสียงเขาก็เต็มไปด้วยความโล่งใจความหนักอึ้งที่แบกมาตลอดเหมือนหายไปในลมหายใจเดียว

    หลิวชิงเซียงหันมามองเขาดวงตาเปล่งแสงอ่อนโยนและเข้าใจว่าเขาหมายถึงสิ่งใดภาระหน้าที่นับพันปีที่เป็นเส้นขวางเขาและนางมาเสมอ “แล้ว..ท่านจะกลับคืนฐานะหรือไม่?” นางถามแผ่วเบา หัวใจเต้นระรัวรอคำตอบ

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆมุมปากยกขึ้นอย่างคนที่ไม่คิดลังเลแม้เพียงเสี้ยวใจ “เจ้าล้อเราเล่นหรือ..ที่นั่นไม่มีอะไรสำหรับเราอีกแล้ว” เสียงเขาราบเรียบทว่าแฝงด้วยความหมายหนักแน่นยิ่งกว่าภูผา

    ฐานะเทพจักรพรรดิหรือแม้แต่ฮ่องเต้ครองราชบัลลังก์อำนาจในมือมากมายล้วนแต่เป็นสิ่งจอมปลอมที่แค่ต้องแบกรับเป็นส่วนหนึ่งของพันธนาการ

    ในยามนี้หัวใจเพียงดวงเดียวตรงหน้าต่างหากที่เป็นของจริงเป็นสิ่งที่เขาแลกมาด้วยโชคชะตานับร้อยนับพันของนอกนั้นที่ลมยามค่ำเตรียมพัดไปสู่รุ่งอรุณ ดวงจันทร์ยังคงแขวนอยู่บนนภากว้างไม่ว่าที่แห่งใดเขาก็ล้วนอยู่ได้ทั้งนั้น จากนี้ไป “ที่สำหรับเราคือมีเจ้าอยู่ด้วย”

    ลมฤดูปลายใบไม้ผลิพัดเอื่อยเบาเสียงจักจั่นเงียบหายใต้แสงจันทร์นั้น หลิวชิงเซียงยกยิ้มอ่อนโยนพลันโน้มตัวลงแตะริมฝีปากบนปากของบุรุษตรงหน้าเบาๆจุมพิตนั้นบางเฉียบราวขนนกแตะบนน้ำฝนแรกฤดู ทว่าอบอุ่นยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ในฤดูหนาวเมื่อผละออกมาก็เป็นฝ่ายเอ่ยถาม

    “เราไปวัดฉงหนานกันดีหรือไม่?” น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความคาดหวังบางอย่างสถานที่นั้นแม้ห่างหน่อยแต่กลับเป็นวัดเก่าเงียบสงบที่ทั้งสองเคยเดินทางไปด้วยกันเมื่อคราวออกนอกเมืองเพื่อพิธีบวงสรวง

    ดวงตาคมของโม่เหวินหานเปล่งแสงยินดีทันที“ได้! ไปเวลานี้กันเลย!”

    หลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยนางไม่ได้คาดว่าเขาจะตอบตกลงรวดเร็วเช่นนี้ ทั้งยามนี้ฟ้าก็มืดแล้วหนทางก็ไม่สั้นแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความเร่งเร้าของเขากลับทำให้นางพยักหน้ารับอย่างไม่ต้องคิด

    เขาใจร้อนเช่นนี้นางกลับไม่คิดกล่าวห้ามทั้งนางก็รู้สึกพอใจยิ่งกว่าคำใดในโลกจะบรรยายอีกด้วย

    ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดสะท้อนกับผืนดินทั้งสองพร้อมองครักษ์ไม่กี่คนที่ตามอยู่ห่างๆ ก็ออกเดินทางในยามค่ำโดยไม่รั้งรอเส้นทางจากจุดพักไปวัดฉงหนานไม่จำเป็นต้องวกอ้อมใต้เช่นทางเมืองหลวงแต่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางราบเรียบ ควบม้าได้ไม่ลำบาก แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาแล้วหลายวันแต่จิตใจของทั้งสองกลับโล่งเบา ราวกับเส้นทางที่ทอดยาวไม่ใช่ภาระ

    กระทั่งยามสามของวันถัดมาพอดีขณะที่ท้องฟ้าใกล้ฉาบสีเงินทองรำไร ทั้งคณะก็มาถึงเชิงเขาที่ตั้งวัดฉงหนานวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยก่อนไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี ล้อมรอบด้วยไม้สนสูงชะลูดเสียงลมพัดลอดใบไม้แทรกไปในระฆังหินเสียงทุ้มของวัด

    โม่เหวินหานสั่งให้องครักษ์แยกไปเตรียมของด้านท้ายวัดส่วนตนกับหลิวชิงเซียงก็เดินลัดเลาะไปทางชายป่าใกล้ทางเดินเลียบกำแพงก่อน จากนั้นไม่นานองครักษ์ก็ส่งสัญญาณมาให้โม่เหวินหานจึงพาหญิงสาวเดินไปท้ายวัด

    “เกือบปีแล้วนะที่มาที่นี่” เสียงของหลิวชิงเซียงเอ่ยเบาดวงตาของนางทอดมองไปยังต้นไม้ที่มีแผ่นไม้แขวนขอพรนับร้อยพัน นางหยุดยืนเล็กน้อยแล้วหันมายิ้มให้บุรุษข้างกาย..นางแน่ใจแล้วว่าเขารู้จริงๆว่าเหตุใดนางถึงอยากกลับมาที่นี่อีก

    ไม่ช้าโม่เหวินหานก็พานางมาถึงโต๊ะไม้เรียบท้ายวัดโต๊ะนั้นตั้งอยู่ใต้ต้นไม้สูงใหญ่ บนโต๊ะมีแผ่นไม้เล็กเรียงเรียบร้อยพร้อมด้ายแดงและพู่กัน หมึกเก่าถูกเปลี่ยนเป็นใหม่เหมือนที่นางเคยมาในความทรงจำไม่มีผิด บุรุษข้างกายก็คงคิดเหมือนกัน

    โม่เหวินหานไม่เอ่ยคำใดเขาเพียงหยิบแผ่นไม้สองแผ่นขึ้นมา แผ่นหนึ่งยื่นให้หลิวชิงเซียงแววตาเปี่ยมด้วยความหมายนางรับไว้ก่อนที่ทั้งสองจะก้มตัวแล้วต่างยกพู่กันขึ้นพร้อมกันเพื่อเขียนตัวอักษรลงบนแผ่นไม้

    เมื่อเขียนเสร็จทั้งสองก็หันมาแลกกันดูโม่เหวินหานยื่นแผ่นไม้ให้นาง เห็นคำว่า ‘อันซื่อ’

    หลิวชิงเซียงเม้มปากเล็กน้อยกลั้นรอยยิ้มแต่สุดท้ายก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ ก่อนจะยื่นแผ่นไม้ของตนให้เขาที่ปรากฏ ‘เตี้ยวเถียน’ ร่างสูงจึงเผยยิ้มออกมาเช่นกัน

    ที่นางอดยิ้มไม่ได้เพราะทั้งสองนั้นไม่ใช่มีเพียงนามจริงนามรอง ชื่อปลอม หรือแม้แต่ยศตำแหน่ง แต่เพราะนับอดีตจวบจนปัจจุบันทั้งสองมีนามอาจจะได้ถึงครึ่งร้อยแต่นี่เป็นนามที่บันทึกในบัญชีด้ายแดง

    โม่เหวินหานจึงหยิบแผ่นไม้ทั้งสองมากระทบกันแล้วผูกด้วยด้ายเส้นเดียวมัดแผ่นไม้ทั้งสองไว้ด้วยกันจากนั้นเขาเดินไปผูกแผ่นไม้ไว้บนกิ่งต้นสนสูงเหนือศีรษะ พลันก็มีลมจากยอดเขาพัดแรงแผ่นไม้กระทบกันดังกังวานเสียงดังปะทะกันของแผ่นไม้รอบต้นราวเป็นเสียงกังวานที่บอกว่าพรด้ายแดงได้ถูกสลักลงในบัญชีสวรรค์สำริดผลแล้ว

    โม่เหวินหานเดินกลับมาหานางแล้วยกแขนโอบร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอดอ้อมแขนที่ปกป้องและยืนยันว่าไม่ว่าจะมีกี่สมรภูมิ เขาจะกลับมาให้ถึงจุดนี้จุดที่เป็นที่ของพวกเขาทั้งสอง หลิวชิงเซียงไม่กล่าวคำใดเพียงซบศีรษะกับไหล่เขาเบาๆ

    แผ่นไม้สองแผ่นนั้นยังคงไหวไกวอยู่ภายใต้แสงเช้าอ่อนของวันใหม่เสียงลมพัดผ่านซอกต้นสน ทำให้แผ่นไม้นับร้อยสะท้อนเสียงดังต่อเนื่อง เสียงของแผ่นไม้..เสียงยินยอมของโชคชะตา

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    ระบบเจ้าสำนัก **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    873K 2049
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    864K 380
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498