มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 100 ใช้โอกาสฝึกฝน

            "เปรี้ยง  เปรี้ยง เปรี้ยง "

     

            เสียงสายฟ้าฟาดออกพร้อมกันไปยังเหล่าราชสีห์เมฆาม่วง เมื่อสายฟ้ากระทบร่างราชสีห์เมฆาม่วงทั้งสามตัวได้สลายหายไปเป็นเถ้าธุลี หลงเหลือไว้เพียงแก่นอสูรสีทองสามชิ้นที่ร่วงตกลงมากังหลงรีบเก็บไว้ในแหวนมิติทันที

     

            เมื่อทราบถึงระดับพลังโจมตีของตน กังหลงใช้ปีกยุทธและปีกฟ้าวายุคำรณพร้อมกันแสดงอานุภาพของความเร็วรุกไล่ล่าสังหารราชสีห์เมฆาม่วงที่เหลือจวบจนหมดสิ้น จนบัดนี้คะแนนได้บรรลุถึงห้าร้อยแต้ม ร่างกังหลงได้ถูกพลังของหอส่งตัวอย่างอัตโนมัติไปยังหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่สองในทันที

     

            ภายนอกหอ หน้าจอแสดงผล..บัดนี้ผู้คนต่างส่งเสียงกันเซ็งแซ่

     

            "โอ้ ..ดูนั่นคะแนนของผู้ทดสอบชั้นที่หนึ่งเพิ่มขึ้นจวบจนถึงห้าร้อยแต้มแล้ว เขาถูกส่งตัวไปยังหอชั้นที่สองแล้ว "

     

            "ในหอชั้นที่สองนี้มิทราบเขาจะใช้เวลานานเช่นตอนทดสอบในหอชั้นที่หนึ่งหรือไม่ หากใช้เวลานานกว่าสามคนที่ทดสอบก่อนหน้านี้ ระดับยุทธของเทพบุตรอัสนีก็คงมิได้สูงส่งเท่าใดเลย"

     

            "อืม คงเป็นเช่นนั้น พวกเรามารอลุ้นผู้ทดสอบทั้งสองในหอชั้นที่ห้าดีกว่า ว่าจะมีผู้ที่สามารถผ่านการทดสอบไปสู่หอชั้นที่หกได้หรือไม่"

     

            เมื่อถูกส่งตัวเข้ามาในหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่สองกังหลงสัมผัสกับพลังกดดันจากคลื่นความร้อนของอัคคีที่เพิ่มขึ้นมากกว่าหอนิรทุกข์พยายมในชั้นที่หนึ่งอีกหนึ่งระดับ เดินไปที่แผ่นศิลาที่มีข้อมูลบอกกล่าวถึงการทดสอบ

     

            "นั้บแต่หอนิรทุกข์พยายมชั้นที่สอง ถึงชั้นที่สิบ เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว ทั้งด้านร่างกาย พลังปราณและพลังจิตวิญญาณ   ความยากจะเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ หนึ่งระดับ จากแรงกดดันของพลังหลากหลายรูปแบบ สัตว์อสูรระดับต่าง ๆ ขอให้ผู้ทดสอบโชคดีกับการทดสอบ" 

     

            ได้อ่านข้อความบนแผ่นศิลากังหลงถึงกับงุนงง เนื่องจากตนมิได้เจอสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคมากว่าหอฃั้นที่หนึ่งแม้แต่น้อย พึมพำกับตัวเองพร้อมส่ายหัว

     

            "มิเห็นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากนักปราณความร้อนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยพลังกดดันก็เพิ่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือมิมีอะไรน่าตื่นเต้นดังเช่นที่คาดไว้"

     

            แต่กังหลงหาทราบไม่ หากตนมิมีวาสนาได้กลืนกินเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีซึ่งเป็นราชาของอัคคีทั้งปวงเข้าไป จนมิเกรงกลัวต่อพลังความร้อนหรืออัคคีใด ๆ ในใต้หล้าอีก และหากมิได้บังเอิญสำเร็จลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ ซึ่งสามารถดูดกลืนปราณธรรมชาติอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว ทั้งยังกลั่นกรองมาเป็นพลังปราณของตัวเองและยังมีพลังกายภาพทั้งด้านป้องกันและโจมตีถึงห้าพันชั่งแล้วละก็ ปราณความร้อนจากอัคคีและพลังกดดันที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งระดับของหอแต่ละชั้นจะสร้างความลำบากแก่ตนมากมายปานใด   

     

            กังหลงเดินไปด้านหน้าฝ่าพลังกดดันที่เปรียบดังมีศิลาหนักพันชั่งกดทับไว้จึงเกร็งลมปราณต้านทานไว้แต่ชั่วครู่ลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ ก็หมุนวนทั่วกายอย่างรวดเร็วดูดกลืนปราณความร้อนรอบด้านมาเป็นพลังเพิ่มพูนให้กับตนเองจนพลังกดดันเบาบางลงจนเป็นปกติ เดินผ่านมาถึงช่วงกลางเส้นทาง พลันมีสัตว์อสูระะดับหนึ่งมากมายวิ่งตะบึงตรงมา

     

            "กึก .กึก."

     

            "โฮกกกกกก"

     

            เรียกดาบอัคคีโลกันต์อเวจีออกมา กราดฟาดออกไปยังฝูงสัตว์อสูรที่ดาหน้ามาหลายร้อยตัว

     

            "อัสนีคำรณ"

     

            "เปรี้ยง !!"

            

            เหล่าสตัว์อสูรร้อยกว่าตัวเบื้องหน้าถูกสายฟ้าฟาดสูญสลายหายไปในพริบตา แต่เหมือนสัตว์ อสูรเหล่านี้มิรู้จักเกรงกลัวต่อความตาย ชุดหน้าล้มตายไปชุดหลังก็โผล่มาทดแทนและมีปริมาณที่มากกว่าคราแรกเกือบเท่าตัว กังหลงหาเกรงกลัวไม่บุกตะลุยเข้าไป พร้อมกวัดแกว่งดาบยักษ์โจมตี

     

            "อัคคีโลกันต์"

     

            "บึ้ม !!"

     

            ทะเลเพลิงจากพลังโจมตีเผาผลาญสัตว์อสูรที่ดาหน้าเข้ามามอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปภายในพริบตา แต่มิทราบสัตว์อสูรเหล่านี้มาจากที่ใด กลับมากมายจนบัดนี้กังหลงเหงื่อไหลชุ่มโชกไปทั้งตัว หลังจากสังหารสัตว์อสูรไปมากมายหลายร้อยตัวด้วยท่าโจมตีจากพลังปราณของจักระธาตุสายฟ้าและจักระธาตุอัคคีหลายรอบ ท่าโจมตีเหล่านี้ได้ดูดกลืนพลังปราณของกังหลงไปแทบหมดสิ้น แต่ยังดีที่กังหลงได้สำเร็จทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับที่หนึ่งมาก่อนหน้านี้ จึงสามารถดูดกลืนปราณความร้อนและพลังกดดันของหอชั้นที่สองมากลั่นกรองเป็นพลังชดเชยปราณที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว

     

            จนบัดนี้เปรียบเสมือนกังหลงได้มาฝึกซ้อมวิชาฝีมือ ทั้งท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอย ท่าโจมตีโดยจักระธาตุสายฟ้าอัสนีคำรณ ท่าโจมตีโดยจักระธาตุอัคคีอัคคีโลกันต์ และทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ ซึ่งเมื่อลมปราณเหือดแห้ง ทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติจะดูดกลืนปราณธรรมชาติทุกชนิดรอบกายมาปรับเปลี่ยนเป็นพลังปราณเพิ่มเติมให้แก่กังหลงตลอดเวลา เป็นเช่นนี้หมุนวนไปถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน บัดนี้ร่างที่เคลื่อนที่ไหวไปมาช่างดูคล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่งขึ้น เดี๋ยวปรากฎทางซ้าย เดี๋ยวขวา บางคราเหินบินสู่ท้องฟ้า


             ขณะนี้กังหลงมิได้โจมตีเพื่อสังหารเหล่าสัตว์อสูรอีกแล้วเพียงแต่เคลื่อนที่หลบหลีกไปมา จวบจนมองเห็นมีร่างกังหลงสี่ร่าง...และเพิ่มขึ้นเป็นห้าร่าง...หกร่าง...และในที่สุดก็มองเห็นมีร่างของกังหลงถึงเจ็ดร่างพุ่งฉวัดเฉวียนไปมาท่ามกลางความโกรธแค้นของสัตว์อสูรที่โดนหยอกล้อแต่ไม่สามารถทำอันใดกับมนุษย์ที่มีหน้าตาเหมือนกันถึงเจ็ดคนที่เคลื่อนไหวไปมาว่องไวจนสัตว์อสูรระดับหนึ่งมากมายมิอาจทำอันใดได้

     

           และเบื้องนอกหอนิรทุกข์พยายมหน้าจอแสดงผลต่างเกิดเหตุวุ่นวายเนื่องจากภาพที่ปรากฎบนจอแสดงผลของหอชั้นที่สองบัดนี้มีจุดสีเหลืองที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาถึงเจ็ดจุดเคลื่อนไหวไปมาอย่างว่องไวท่ามกลางจุดสีแดงมากมายที่รุมล้อมเสียงพูดคุยกันดังอื้ออึง

     

           "นะ...นะ...นั่น...มันอะไรกัน  มีจุดสีเหลืองเพิ่มขึ้นเองอีกแล้ว  สอง..สาม...สี่...ห้า...หก...เจ็ด  ครานี้มีถึงเจ็ดจุดคงมิใช่มีคนถึงเจ็ดคนเข้าเพิ่มไปในหอชั้นที่สองหรอกนะ !! "

     

           "เป็นใครกันถึงเข้าไปทดสอบเพิ่มอีกหกคนแล้วพวกเขาเข้าไปตอนไหนกัน ?  ก่อนหน้านี้ในหอชั้นที่หนึ่งยังมิมีเลย"

     

           "หรือ ...หรือ.. จะเป็น.. ปี....ปีศาจ  ก่อนหน้านี้ในหอชั้นที่หนึ่งก็เคยมีเหตุการณ์ที่จุดสีเหลืองเพิ่มขึ้นถึงสี่จุด   แต่หอชั้นที่สองครานี้กลับมีถึงเจ็ดจุด"

     

           "ปีศาจอะไรกัน เจ้าโง่จุดสีเหลืองนั่นมันมนุษย์ และมีถึงเจ็ดคนส่วนจุดสีแดงที่มากมายนั้นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไล่ล่าจุดสีเหลืองอย่างแน่นอน"

     

           "เกิดอันใดขึ้นกันแน่  โอ๊ะนั่น สองคนที่อยู่ในหอชั้นที่หกได้กลับออกมาแล้วเช่นกันดูซิว่าเป็นผู้ใด"

     

           ณตำแหน่งม่านพลังที่ส่งตัวผู้ทดสอบออกมาบัดนี้ยืนไว้ด้วยสตรีรูปกายอรชรอ้อนแอ้นสองนางเมื่อผู้คนได้เห็นต่างยืนตะลึงปากอ้าตาค้าง จนแมลงเผลอวันบินเข้าไปก็คงยังมิรู้สึกตัว

     

           "งด..งดงามยิ่ง...นั่นมัน..นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์สตรีคลุมหน้า "

     

           "โอ..ถึงแม้ทั้งสองจะยอมแพ้แต่สามารถขึ้นไปสู่หอชั้นที่หกได้และได้ทำลายสถิติที่เคยทำไว้เมื่อห้าร้อยปีก่อน ก็นับเป็นสตรีอัจฉริยะเยาว์วัยโดยแท้"