ตอนที่ 38 – ผลกระทบ
วันรุ่งขึ้น พันธกรก็ยังอาการไม่ดีขึ้น จนปฏิคมชักจะเริ่มรำคาญแล้ว เขากล่าวกับพันธกรขณะนั่งกินข้าวมื้อเช้าบนโต๊ะอาหารว่า “ไอ้พัน หยุดโทษตัวเองได้แล้ว มันไม่ใช่ความผิดของแก อีกฝ่ายจะฆ่าแกนะเว้ย”
“ไอ้คม ถ้าแกไม่มาเป็นฉัน แกจะไม่รู้เลย” พันธกรกล่าว เขายังไม่ได้แตะช้อนส้อมเลยแม้แต่นิด ทำเอาวรรณสากับทวินนาเป็นห่วง วรรณสาบอกออกมาว่า
“อย่างที่คมบอกนั่นแหละ อีกฝ่ายจะฆ่าพันนะ แล้วพันจะไปสงสารทำไม?”
“แต่สาเหตุทั้งหมดก็มาจากตัวพันเองนี่แหละ สา” เขาบอกกับเธอ “ถ้าพันไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้เจอหน้าเขา เขาคงไม่ต้องทำแบบนี้ และเรื่องก็จบลงแบบนี้”
ปฏิคมส่ายหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วก็เริ่มกินข้าว ตอนนั้นเอง ณปภาก็คดข้าวสวยใส่จานให้พันธกรด้วย แล้วก็จับไหล่เขาเป็นเชิงปลอบ
“น้องพันไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก อย่างที่ทุกคนบอก” ณปภาแนะนำให้เขาฟัง “เขาทำตัวเขาเอง น้องพันไม่ได้ไปถอดสลักระเบิดออกนี่นา เขาทำตัวเขาเองแท้ๆ”
“แต่ผมก็ทำผิดที่ไม่จับระเบิดโยนออกไปจากมือของมันนะครับ ทั้งๆ ที่มีโอกาส แต่ผมก็ไม่ได้ทำ” พันธกรบอกออกมา ทำเอาปฏิคมต้องส่ายหน้าอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพันธกรต้องรู้สึกผิดด้วย อีกฝ่ายจะฆ่าเขาแท้ๆ แต่ทำไมเขายังกลับสงสาร? ณปภาได้ยินพันธกรออกมาแบบนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมา แล้วก็เดินไปที่ครัว
“ให้เวลาน้องพันหน่อยเถอะ” วาสุกรีพูดขึ้นมากลางวงอาหาร ขณะตักผัดผักใส่หมูเข้าปากไป “ให้เวลาช่วยรักษาบาดแผลในใจของน้องพันก่อน ทุกคนอย่าเพิ่งไปว่าอะไรเขาเลย”
“ขอบคุณมากครับ พี่วา” พันธกรยกมือขึ้นไหว้วาสุกรี ทำเอาฝ่ายวาสุกรีต้องรีบรับไหว้ แล้วก็บอก
“จะไหว้พี่ทำไม? บอกแล้ว อายุเราห่างกันแค่หนึ่งปีเอง” วาสุกรีกล่าวออกมา แต่พันธกรก็ส่ายหน้า ก่อนจะเริ่มใช้ช้อนส้อมตักข้าวกิน วรรณสาและทวินนาที่เห็นพันธกรเริ่มจะกินข้าวได้แล้ว พวกเธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
วันนั้น พันธกรไม่ได้ไปที่โรงเรียน เขาไม่กล้าไป เพราะกลัวคนอื่นๆ ที่รู้เรื่องของบ๊อบจะมองเขาว่าเป็น ‘ฆาตกร’ นั่นทำให้เขาไม่อยากไป แต่เขากลับไปยังสุสานแทน แล้วก็ไปยังหลุมศพของบ๊อบที่เพิ่งมีการฝังเมื่อวานนี้เอง เมื่อมาถึงหน้าหลุมศพของบ๊อบ ที่มีดินกลบฝังเอาไว้ใหม่ๆ และเหนือกองดินก็มีป้ายชื่อของบ๊อบที่ทำจากไม้ตั้งอยู่ เขานั่งคุกเข่าลงต่อหน้ากองดิน และถือดอกไม้สีขาวชนิดหนึ่งไว้ในมือ
“ขอโทษนะ” พันธกรเอ่ยออกมาเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ “ความจริง ฉันเองก็น่าจะช่วยนายได้ แต่ฉันเห็นแก่ตัว หนีจากนายออกมาก่อน นายก็เลย...”
พันธกรน้ำตาไหลหยดออกมาเป็นทาง พลางมองชื่อของบ๊อบบนป้ายไม้ที่ถูกเขียนด้วยปากกาเมจิก จากนั้น เขาก็จะวางดอกไม้สีขาวลงบนกองดินที่ทับถมร่างของบ๊อบอยู่ แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีมือที่ดำเป็นเถ้าถ่านโผล่ออกมาจากหลุมศพและจับแขนเขาเอาไว้ พันธกรร้องโวยวายดังลั่นอย่างตกใจสุดขีด
แล้วเขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พันธกรรีบลุกขึ้นมาจากเตียง เหงื่อเขาไหลเต็มหน้าผากไปหมด เขามองไปรอบๆ ก็พบว่าห้องยังมืดอยู่ แล้วพวกหนุ่มๆ คนอื่นๆ ก็ยังคงนอนอยู่ พันธกรไม่รู้ว่ากี่โมงแล้ว เพราะความมืดทำให้มองไม่เห็นนาฬิกา แต่เขาหลับไม่ลงแล้ว เขาเลยเดินไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟัน ก่อนจะเดินลงมาด้านล่าง ก็พบณปภากำลังเตรียมอาหารมื้อเช้าอยู่
พอณปภาได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันขวับมาทันที “น้องพัน” เธอเอ่ยเรียกชื่อเขาขึ้นมา “ตื่นเช้าจัง เพิ่งจะตีห้าเอง นอนไม่หลับเหรอ?”
“อ๋อ ตีห้าแล้วหรือครับ?” เขาพูดพลางหันไปมองนาฬิกาที่แขวนบนผนัง มันบอกเวลาตีห้าสิบนาที แล้วเขาก็ตอบคำถามของณปภา “ครับ ผมนอนไม่หลับแล้ว”
“คิดมากเรื่องนายบ๊อบอะไรนั่นมากไปหรือเปล่า?” ณปภาถามตรงใจเขาพอดี พันธกรก็ถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ายอมรับออกมา
“น้องพัน” ณปภาปิดแก๊สแล้วก็เดินมาหาเขาที่โต๊ะอาหาร “น้องพันไม่ใช่คนผิด น้องพันไม่ได้อยากให้เขาตาย อีกอย่าง เขาทำตัวเขาเอง เขาจะฆ่าน้องพันนะ กรรมตามสนองแล้วแบบนี้ อย่ารู้สึกผิดอีกเลย”
พันธกรมองไปที่ณปภา ก็เห็นเธอยิ้มหวานออกมา ณปภาพูดเหมือนในฝันของเขาไม่มีผิด และเขาก็ตัดสินใจเดินออกไปนอกบ้านทั้งๆ ที่ยังมืดอยู่ วันนี้ เขาก็ไม่คิดจะไปโรงเรียนเช่นกัน เขาตัดสินใจจะอยู่ที่บ้านนี้ทั้งวันเลย เขาเดินออกมาบริเวณเสาไฟเปิดสัญญาณเตือนข้าศึกบุกขึ้นมา ก่อนจะมองไปที่ยอดเสา ก็เห็นว่าไฟสัญญาณยังไม่ได้เปิด เขาออกจะโล่งขึ้นมา แต่ถ้าสัญญาณไฟเกิดเปิดเตือนขึ้นมาก็คงไม่เป็นไร เพราะพวกเขาเตรียมแผนรองรับเอาไว้แล้ว
แล้ววรรณสาก็เดินลงมาด้วยเพื่อมาช่วยณปภาทำอาหารตอนตีห้าครึ่ง แล้วเธอก็เห็นพันธกรกำลังเดินอยู่ภายนอก แสงไฟจากอาณาเขตส่องให้เห็นพันธกรกำลังเดินเล่นอยู่แถวนั้น วรรณสาจึงเดินออกไปหา
“พัน” เธอเรียกชื่อเขา เขาก็หันกลับมา
“อ้าว? สา?” พันธกรออกจะงุนงง “อย่าบอกนะว่าสาตื่นเวลานี้ประจำน่ะ?”
“ใช่จ้ะ” วรรณสายอมรับออกมา “มาช่วยคุณน้าภาเตรียมอาหารให้ทุกคนไง”
“สาทำมากเกินไปแล้ว พักผ่อนเสียบ้าง เดี๋ยวจะป่วยเอาเสียก่อน” พันธกรพูดออกมา ทำเอาวรรณสามองหน้าเขา แล้วเธอก็ถามออกมา
“พันก็....เป็นห่วงสาเหมือนกันเหรอ?” เธอถามออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ พันธกรได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะตอบ
“ต้องเป็นห่วงสิ เราเป็นเพื่อนกันนี่”
ทันทีที่วรรณสาได้ยินดังนั้น คำว่า ‘เพื่อน’ มันทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจลึกๆ แต่เธอก็ฝืนยิ้มออกมาจนได้ “งั้นมาช่วยสาเตรียมอาหารกันดีไหม? เดี๋ยวสาจะสอนพันให้ทำอาหารเป็นด้วย”
“โอ้โห ไม่รู้ว่าจะรอดหรือร่วง?” พันธกรหัวเราะออกมา ทำเอาวรรณสายิ้มอย่างดีใจ พันธกรที่เห็นรอยยิ้มของเธอ เขาก็ถามออกมาอย่างสงสัย
“สายิ้มทำไม มีอะไรน่ายินดีเหรอ?”
“ก็สากลัวว่าพันจะเศร้าเรื่องไอ้...เอ่อ บ๊อบน่ะ” วรรณสาเฉลยออกมา เธอเผลอเกือบจะหลุดพูดคำหยาบออกไปแล้ว “กลัวว่าพันจะโทษว่าเป็นความผิดตัวเอง แล้วก็ไม่ยอมกินอะไรอีก เหมือนตอนที่พันเสียแม่พันไป”
“ความจริงก็ยังทำใจไม่ได้หรอก” พันธกรบอกออกมาเลย “พันจะดึงระเบิดไฟออกจากมือมันก็ได้ แต่พันก็ไม่ทำ พันกระโดดห่างจากตัวมันออกมาอย่างเห็นแก่ตัว พันรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไฟเลยคลอกมันทั้งตัว”
“โธ่ พัน พันไม่ใช่คนถอดสลักระเบิดไม่ใช่เหรอ?” วรรณสาถามเขาตรงๆ “แล้วพันจะมาเสียใจทำไม อีกอย่าง ที่สำคัญ นายบ๊อบอะไรนั่นต้องการจะฆ่าพันนะ พันยังจะไปสงสารมันอีกเหรอ?”
“แต่เขาตายอย่างทรมานนะ” พันธกรผู้ใจดีเอ่ยออกมา ทำเอาวรรณสาส่ายหน้า และดึงเขากลับเข้าบ้าน เพื่อจะไปช่วยณปภาเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้า
พอเวลาเจ็ดโมง ทุกคนก็อาบน้ำแปรงฟันสระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าเดินลงมาด้านล่าง ปฏิคมเดินลงมาด้วยพร้อมกับคนอื่นๆ แล้วก็เห็นพันธกรกำลังช่วยกับวรรณสายกอาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะ เขาเลยร้องออกมาอย่างเข้าใจ
“นึกว่าอยู่ที่ไหน? ที่แท้มาช่วยสากับคุณน้าภาเตรียมอาหารนี่เอง” ปฏิคมเอ่ยขึ้นเสียงร่าเริง แล้วก็เดินมานั่งที่โต๊ะอาหารก่อนจะถามวรรณสา “สา วันนี้มีอะไรกินบ้าง?”
“ก็มี...” วรรณสาเลยเริ่มอธิบายเมนูอาหารมื้อเช้าให้ฟัง แล้วก็บอกกับปฏิคม “นี่ พันก็ทำอาหารเป็นแล้วนะ ไข่เจียวหมูสับ เขาทำตั้งสามจานแน่ะ ทุกคนลองกินดูสิ”
“โห กินได้แน่นะ?” ชัชชัยถามอย่างติดตลก แล้วเขาก็หัวเราะออกมา ฝ่ายพันธกรได้ยินอย่างนั้นก็เลยยืนเท้าเอว
“นี่ ฉันตั้งใจทำเป็นพิเศษนะ กินได้สิ” พันธกรกล่าวออกมา ชัชชัยเลยหัวเราะออกมาอีก ทำเอาภัทร เพื่อนสนิทถึงกับต้องถามออกมา
“สองสามวันนี่แกอารมณ์ดีตลอดเวลาเลยนะ” ภัทรบอกขึ้นมาอย่างสังเกต “มีอะไรดีๆ หรือเปล่า?”
ชัชชัยเลยทำหน้าบึ้งทันที แล้วก็บอก “ไอ้ภัทร แกไม่น่าทำให้ฉันอารมณ์เสียเลย คนกำลังมีความสุขแท้ๆ”
แล้วชัชชัยก็เอามือปิดปาก เขาเผลอปล่อยไก่ออกมาเสียแล้วว่า ‘มีความสุข’ นั่นทำให้ภัทรยิ่งแน่ใจ เขาบอกออกมาตรงใจชัชชัยพอดี
“เพราะน้องสุคนธาใช่ไหม? ที่เปลี่ยนแกได้ถึงขนาดนี้?” ภัทรถามออกมา ทำเอาชัชชัยหันมามองหน้าเขาอย่างโมโห ภัทรจึงหัวเราะออกมา
“เห็นไหม? จริงๆ ด้วย หน้าแกแดงแล้วนะ” ภัทรขำจนปวดท้อง คนอื่นๆ ก็เริ่มขำด้วย ชัชชัยหันไปหาทุกคน
“ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับ” ชัชชัยบอกอย่างเขินอาย หน้าเขาแดงจริงๆ แดงเป็นมะเขือเทศ ปราชญาที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็บอกออกมา
“ถ้าชอบก็บอกออกไปว่าชอบ” ปราชญาแนะนำให้ชัชชัยฟัง ชัชชัยได้ยินอย่างนั้น เขาก็ปฏิเสธหัวชนฝาว่าเขาไม่ได้ชอบสุคนธา ปราชญาได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา คนอื่นๆ ก็ด้วย
“นี่ บอกแล้วไงว่าไม่ใช่เรื่องตลก!” ชัชชัยกล่าวขึ้นมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบอก “เอาล่ะ ทานข้าวกันได้แล้ว อาหารกำลังร้อนพอดีเลย ขืนปล่อยไว้มันจะเย็นเอา”
ภัทรจ้องมองเพื่อนสนิทของตัวเอง ตลอดเวลาสองสามวันมานี่ ชัชชัยดูใจเย็นลงเป็นพิเศษ เขาคิดว่านั่นเป็นเพราะสุคนธาแน่นอนที่เปลี่ยนเพื่อนเขาเป็นแบบนี้ และนั่นทำให้เขานึกขอบคุณสุคนธาในใจ ที่เปลี่ยนคนใจร้อนอย่างชัชชัยให้กลายเป็นคนใจเย็นได้
หลังจากมื้อเช้า วรรณสาก็เข้ามาช่วยณปภาล้างจานตามเดิม ส่วนพันธกร วันนี้เขาเดินกลับขึ้นห้อง ปฏิคมที่เห็นเขาเดินเข้ามาในห้องก็ถามเขา “อ้าว? วันนี้แกไม่ไปโรงเรียนเหรอ?”
“ไม่ไป” พันธกรตอบออกมา ปฏิคมก็พอจะรู้สาเหตุว่าทำไม? เขาเลยไม่ถามอะไรต่อ แต่ก็พูดต่อว่าวันนี้จะไปเดินตลาดกันไหม? พันธกรก็ยกมือห้ามและบอกว่า เขาอยากอยู่คนเดียว
“ไอ้พัน แกจะไปรู้สึกผิดทำไมวะ?” ปฏิคมถามอย่างชักจะรำคาญ เหมือนในฝันไม่มีผิด “แกมันใจดีเกินไปแล้ว อีกฝ่ายต้องการจะฆ่าแกนะเว้ย อย่าลืมสิ”
“ใช่ ฉันไม่ลืม” พันธกรตอบออกมา “แต่ฉันก็มีโอกาสช่วยชีวิตมันได้ แต่ฉันกลับเห็นแก่ตัวไม่ทำ เพราะงั้น....”
พันธกรหยุดพูดแล้วก็ส่ายหน้าออกมา ปฏิคมก็เลยส่ายหน้าออกมาด้วย พลางชักชวนเขาให้ไปเดินเล่นที่ตลาดกัน แต่พันธกรบอกว่าไม่อยากไป ตอนนั้นเอง พสุก็เดินเข้ามาในห้องพอดี เขาเพิ่งจะเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้
“ไอ้พัน” พสุเรียกชื่อพันธกร เขาจึงหันขวับไปมองพสุ พร้อมกับทักทาย
“อ้าว? ไอ้ดิน” พันธกรเอ่ยเสียงเศร้า “วันนี้แกไม่ไปโรงเรียนเหรอ?”
“เดี๋ยวจะไป” พสุบอกออกมาพร้อมกับถาม “นี่ แก เลิกโทษตัวเองหรือยัง? แกไม่ใช่คนผิดนะ”
“ยังเลย” ปฏิคมเลยตอบแทนให้เลย “มันยังคิดว่ามันเป็นคนผิดอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญชะมัด”
ปฏิคมพูดออกไปอย่างลืมตัวว่าพันธกรยังเสียใจอยู่ เขาเอามือปิดปากพลางหันไปหาพันธกร ก็เห็นพันธกรนั่งอยู่บนเตียง ไม่ได้โต้ตอบอะไรออกมา
“เฮ้ย ขอโทษ” ปฏิคมบอกออกมาพลางนั่งลงบนเตียงด้วย “ขอโทษที่บอกว่ารำคาญ ความจริงฉันไม่น่าจะ...”
“ไม่เป็นไรหรอก เป็นใครก็ต้องรำคาญ เพราะฉันเอาแต่เป็นแบบนี้” พันธกรกล่าวพลางถอนหายใจออกมา ก่อนจะบอกเพื่อนทั้งสองคน “ขอเถอะ ฉันอยากอยู่เงียบๆ คนเดียวจริงๆ”
ปฏิคมเลยหันหน้าไปมองพสุซึ่งทำหน้าทุกข์ใจเหมือนกัน ก่อนที่ปฏิคมจะชวนพสุให้ออกไปจากห้อง แล้วก็ปล่อยให้พันธกรอยู่คนเดียว เมื่ออยู่คนเดียว พันธกรก็เดินไปที่โต๊ะที่มีลิ้นชักพลางเปิดออกมา แล้วหยิบมีดทหารของพ่อออกมา ที่ปลายของมันยังมีคราบเลือดของบ๊อบที่แห้งกรังแล้วติดอยู่เลย
แล้วเขาก็ตัดสินใจวางมีดนั่นลงที่เดิม ก่อนจะเดินไปที่เตียงแล้วก็เอนตัวนอนลงไปเลย แล้วก็ถอนหายใจออกมา เขายังไม่ยอมให้อภัยตัวเอง เขายังจำได้เลยว่าตอนที่บ๊อบดึงสลักระเบิดออกไป เขาเองเป็นฝ่ายกระโดดหนีออกมา แทนที่จะจับระเบิดมือนั้นแล้วปาไปที่อื่น แต่เขาก็ไม่ได้ทำ จนเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมา
“ขอโทษนะ ไอ้บ๊อบ” พันธกรเอ่ยขึ้นมา แล้วน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เขานอนพลิกตัวตะแคง ก่อนจะหลับตาลงไป
ทางด้านภัทร ที่เพิ่งเล่นบอลกับพวกพี่เบิ้มเสร็จ พวกเขาก็มาเลี้ยงฉลองกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ พี่เบิ้มสั่งมาหลายชามจนภัทรกลัวว่าจะกินกันไม่หมด แล้วพี่เบิ้มก็เปิดขวดน้ำอัดลม พลางรินใส่แก้วน้ำแข็งให้ภัทรด้วย
“อะไรนี่ครับ?” ภัทรถามออกมาอย่างสุภาพ “น้ำสีดำๆ ดูน่ากลัวจัง”
“น่ากลัวอะไร? อร่อยดีออก ดื่มแล้วสดชื่นดีออก” พี่เบิ้มพูดพลางแนะให้เขาดื่มเข้าไป “ลองดื่มดูหน่อยสิ แล้วจะติดใจ น้ำนี่หายากนะ”
แล้วภัทรก็ยกแก้วสีดำน้ำดื่มเข้าไป เขาเกือบจะพ่นมันออกมา เพราะรสชาติมันบาดคอเขามากจนเจ็บ เขาไม่เคยดื่มน้ำประเภทนี้มาก่อน เขาเลยถามว่านี่มันน้ำอะไรกัน?
“มันเรียกว่าน้ำอัดลม” พี่เบิ้มบอกออกมาพลางดูชื่อของน้ำข้างๆ ขวด “ยี่ห้อโคคาโคล่ามั้ง?”
“มันบาดคอผมมากเลย” ภัทรบอกออกมาตามจริง ทำเอาพี่เบิ้มกับพวกเพื่อนๆ พากันหัวเราะ ทำเอาภัทรงุนงงว่าพวกเขาขำอะไรกัน?
“ตอนแรกที่พวกเรากินก็รู้สึกแบบน้องนี่แหละ” พี่เบิ้มเลยเฉลยออกมา “มันบาดคอใช่ไหม? นั่นแหละ แต่พอดื่มเข้าไปสักพักจะรู้สึกสดชื่นขึ้น น้องภัทรเป็นหรือยัง?”
ภัทรสำรวจอาการตัวเอง แล้วเขาก็สดชื่นขึ้นตามที่พี่เบิ้มบอกจริงๆ เสียด้วย เขาเริ่มจะติดใจน้ำอัดลมสีดำที่ชื่อโคคาโคล่าแล้ว เขาจัดการรินใส่แก้วตัวเองอีก พี่เบิ้มมองเห็นแบบนั้นก็มองอย่างชอบใจ
“เออ น้องภัทร” พี่เบิ้มจู่ๆ ก็เอ่ยออกมา “แล้วเรื่องที่พวกพี่จะออกสนามรบล่ะ? ขออนุญาตพวกเพื่อนๆ น้องหรือยัง?”
ภัทรหยุดดื่มน้ำอัดลมไป ก่อนจะวางแก้วลง แล้วใช้กระดาษทิชชู่เช็ดปาก แล้วก็บอกออกมา “ผมยังไม่ได้บอกใครเลยน่ะครับ”
“เอ้า!” พี่เบิ้มถึงกับร้อง “ทำไมล่ะ? ทำไมไม่ให้พวกพี่เข้าร่วมสนามรบด้วย?”
“นี่ พี่เบิ้ม ผมพูดจริงจังนะ” ภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้ม แสดงถึงความจริงจัง “ผมไม่ยอมปล่อยให้พวกพี่ออกไปเสี่ยงแน่ๆ แค่นี้ก็แย่เต็มทนแล้ว ผม...”
“ทีน้องเด็กกว่าพี่ยังทำได้เลย ทำไมพี่จะทำไม่ได้?” พี่เบิ้มเอ่ยถาม “นะ ขอร้องล่ะ ให้พวกพี่เข้าร่วมสมรภูมิรบด้วยเถอะ พวกพี่เองก็อยากปกป้องอาณาเขต พวกพี่เองก็อยากเป็นทหารเหมือนกัน”
ภัทรได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆ ในขณะเดียวกันนั้นเอง ชัชชัยก็เดินขึ้นบันไดมาดูวิวที่มองเห็นอาณาเขตทั้งหมดอาณาเขตที่เดิม เขามองดูวิวแล้วใจที่ร้อนก็เริ่มเย็นลง ตอนนั้นเอง สุคนธาที่ถือถุงขนมกินมาด้วย ก็เดินขึ้นบันไดมาเหมือนกัน พอเห็นชัชชัยกำลังยืนดูวิวตรงระเบียงอยู่ เธอก็ยิ้มออกมา พลางค่อยๆ ย่องเข้าไปหาชัชชัย แล้วก็สะกิดเขาจากด้านหลัง ชัชชัยหันขวับมา เธอก็หลบไปทางซ้าย แล้วก็สะกิดเขาอีกครั้ง
“นี่” ชัชชัยหันมาหาสุคนธาทั้งตัว “มีอะไร?”
“นึกแล้วว่าพี่ต้องอยู่ที่นี่” สุคนธาเดาได้อย่างถูกต้อง “ติดใจวิวที่นี่แล้วสิ เออ พี่จะกินขนมนี่ไหม? อร่อยดีนะ”
“ขนมอะไรน่ะ?” ชัชชัยมองดูถุงขนมในมือสุคนธา ที่อาณาเขตของเขาไม่เคยมีถุงขนมแบบนี้ขาย สุคนธาเลยบอกออกมาว่าเป็นขนมหวานรสชาติปลาหมึก
“ปลาหมึก?” ชัชชัยทวนคำของเธอ “ปลาน่ะรู้จัก แต่ปลาหมึกคืออะไร? ไม่รู้จัก?”
“ก็ปลาชนิดหนึ่งน่ะค่ะ” สุคนธาบอกออกมา “พี่ลองกินดูสิ อร่อยนะ หนูแบ่งให้หมดเลยก็ได้”
ชัชชัยเลยหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พลางเอาใส่ปาก แล้วก็เคี้ยว มันค่อนข้างกรอบอยู่เหมือนกัน แล้วเขาก็ได้รับรสสัมผัสของสิ่งที่เรียกว่าปลาหมึก มันอร่อยมากทีเดียว ชัชชัยไม่คิดว่าปลาหมึกจะอร่อยขนาดนี้
“ที่นี่อุดมสมบูรณ์จังเลยนะ” ชัชชัยเอ่ยกับสุคนธา “อาณาเขตของพี่ ไม่มีอาหารอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”
“อ๊ะ ใช่สิคะ ก็ดูสิ อาณาเขตสามนี่ใหญ่ขนาดไหน?” สุคนธาชี้ให้ดูวิวด้านล่างที่เป็นหมู่บ้าน ชัชชัยก็หันไปดูด้วย แล้วเขาก็พูดออกมา
“มันสวยจริงๆ นะ ที่นี่” ชัชชัยกล่าวออกมาอย่างลืมตัว “ที่นี่...ไม่สมควรจะถูกทำลาย ที่นี่สวยงาม ทั้งคน ทั้งสถานที่ เอ่อ...”
แล้วชัชชัยก็รู้ตัวว่าตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป เขายกมือกุมปากอย่างลืมตัว ฝ่ายสุคนธาได้ยินอย่างนั้น เธอก็ยิ้มแฉ่งให้กับชัชชัย
“ทั้งคน ทั้งสถานที่เลยเหรอคะ?” สุคนธาถามออกมา “แล้วที่ว่า ‘คน’ น่ะ หมายถึงหนูหรือเปล่า?”
“บ้า” ชัชชัยปฏิเสธออกมา แต่หน้าเขาเริ่มแดงแล้วด้วยความเขินอาย “พี่หมายถึงพวกคุณชานนท์ต่างหาก”
“พี่พูดปากไม่ตรงกับใจอีกแล้ว” สุคนธาว่าออกมาพลางชี้ไปที่เขา “พี่หมายถึงหนูใช่ไหมล่า? บอกมาเถอะ เริ่มชอบหนูแล้วน่ะสิ”
“บ้าน่า” ชัชชัยเอ่ยออกมาอย่างเขินอายจริงๆ ทำเอาสุคนธาหัวเราะคิกคัก ชัชชัยเริ่มรู้สึกหงุดหงิด เลยยื่นถุงขนมคืนให้สุคนธาไป แต่สุคนธาไม่รับคืน
“พี่เอาไปกินเถอะ” สุคนธายินดีให้ขนมอร่อยๆ กับชัชชัย “หนูไม่กินละ เดี๋ยวอ้วน เดี๋ยวพี่จะไม่ชอบ”
ชัชชัยออกจะแปลกใจที่สุคนธาพูดออกมาตรงๆ ว่าชอบเขา แล้วเขาล่ะชอบสุคนธาหรือเปล่า? เขาลองสำรวจในใจตัวเองดูก็พบคำตอบ เขาไม่ได้ชอบสุคนธาขนาดนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขารู้สึกดีเวลาที่อยู่กับสุคนธา
“เออ ช่างเหอะ” ชัชชัยโบกไม้โบกมือไปมา “เดี๋ยวพี่จะกลับละ”
“ให้หนูไปบ้านคุณนนท์ด้วยได้ไหม? หนูอยากกินฝีมืออาหารคุณน้าภา” สุคนธาขอร้องชัชชัย “นะคะ หนูอยากกินจริงๆ เห็นมีแต่คนบอกว่าอร่อยกันทั้งนั้น”
“ก็ตามใจสิ” ชัชชัยบอกออกมา หน้าเขาแดงขึ้นมาอีกแล้ว สุคนธาที่ได้ยินดังนั้นก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ จนชัชชัยถึงกับงุนงง
“มันน่าดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาถามสุคนธาออกมา สุคนธาหยุดกระโดดก่อนจะหันมาบอกกับชัชชัย
“หนูรู้สึกดีกับพี่เสมอเวลาอยู่กับพี่” เธอบอกออกมาตามตรง “หนูมีความสุขที่สุด เมื่อเวลาได้อยู่กับพี่ชัย”
ชัชชัยเบือนหน้าหนีไปอย่างอายๆ สุคนธาพอเห็นท่าทางแบบนั้น เธอก็หัวเราะคิกคักขึ้นมา จนชัชชัยต้องเตือนว่า นี่ไม่ใช่เรื่องตลก
“ค่า ไม่ใช่เรื่องตลกจริงๆ นั่นแหละ” สุคนธาพูดกับชัชชัย “ให้หนูไปนะ?”
ชัชชัยพยักหน้า แล้วทั้งสองก็เดินลงจากบันไดไป ขณะเดียวกัน วรรณสาที่อยู่ที่โรงเรียน ในห้องน้ำหญิง เธอก็ได้ยินนักเรียนหญิง พูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เรื่องที่บ๊อบโดนระเบิดตัวเองจนโดนย่างสด แล้วพันธกรก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“อันตรายนะ นายพันอะไรนั่น” เด็กสาวคนหนึ่งพูดขึ้นมา ทำเอาวรรณสาที่กำลังล้างมือต้องเงยหน้าขึ้นมามอง เด็กสาวคนนั้นยังไม่หยุดกล่าวหาพันธกร
“ได้ข่าวว่าต่อสู้กันนี่” อีกฝ่ายยังคงนินทาพันธกรให้วรรณสาได้ยิน “แล้วได้ยินว่าเขาเป็นคนปาระเบิดใส่นายบ๊อบอะไรนั่นใช่ไหม?”
วรรณสาอยากจะบอกความจริงออกไป แต่พวกเด็กสาวกลุ่มนั้นก็เดินออกจากห้องน้ำไปเสียก่อน วรรณสาส่ายหน้าออกมา รู้สึกเรื่องมันจะชักไปกันใหญ่แล้ว ทุกคนคิดว่าพันธกรเป็นคนฆ่าบ๊อบ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ทุกอย่างกลับตาลปัตรกันหมด
“เฮ้อ พันคงมาโรงเรียนไม่ได้อีกแล้วล่ะ” วรรณสาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะออกจากห้องน้ำหญิงไป และเดินกลับเข้าไปในห้องเรียนของเธอเอง