เกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า

    ตอนที่ 128 นครศักดิ์สิทธิ์ซาริออน

            หลังจากที่อนาเธอร์ได้ก้าวเข้าไปในคลังสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของตระกูล สายตาเขาจ้องมองไปยังชั้นวางที่เต็มไปด้วยหนังสือสกิลต่างๆ ซึ่งแต่ละเล่มต่างกักเก็บพลังอันยิ่งใหญ่ ราวกับมีจิตวิญญาณลี้ลับซ่อนเร้นอยู่ในผืนกระดาษโบราณเหล่านั้น


            “เอาละ มาเริ่มกันเลยดีกว่า..”


            ในขณะเดียวกัน ณ ฝั่งของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ในอาณาเขตของนครศักดิ์สิทธิ์ซาริออน


            ผู้เล่นเอลฟ์ทุกเพศทุกวัยต่างก็รวมตัวกันอย่างหนาแน่น ณ ลานขนาดใหญ่


            บริเวณใจกลางเมืองลอยฟ้าแห่งนี้ สถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมและสง่างาม ทุกสิ่งทุกอย่างดูประหนึ่งกำลังเฝ้ารอคอยช่วงเวลาแห่งการประกาศชัยชนะ


            เหล่าเอลฟ์รุ่นเยาว์ทั้งชายและหญิงพากันมารวมตัวอยู่หน้าช่องว่างมิติขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าดันเจี้ยน "ภาคีอัศวินคนตาย" ที่มีชื่อเสียงแห่งนี้

            

            ดันเจี้ยนนี้มีเลเวลให้ผู้เล่นตั้งแต่เลเวล 200 เข้าไปได้ ซึ่งเป็นดันเจี้ยนที่เหล่าเอลฟ์นั้นนิยมเข้าไปเก็บค่าประสบการณ์


            ทันใดนั้นเสียงประกาศก็ดังก้องทั่วทั้งบริเวณ


            【ประกาศ! ดันเจี้ยนภาคีอัศวินคนตายระดับนรกถูกเคลียร์สำเร็จ!】


            เมื่อสิ้นเสียงประกาศ กลุ่มเอลฟ์รุ่นเยาว์ที่กำลังยืนรอคอยต่างส่งเสียงเฮด้วยความดีใจ


            “สุดยอด! พวกแกเห็นไหม? องค์ชายเลโกลัสสามารถผ่านดันเจี้ยนระดับนรกได้ละ!”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านเป็นรุ่นเยาว์คนแรกเลยนะที่เคลียร์ดันเจี้ยนระดับนี้ได้”


            “ไม่ผิด สมแล้วที่ท่านเป็นผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ เป็นถึงอวาตาร์ของเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่”


            ชื่อของ "เลโกลัส" ไม่ต่างไปจากวีรบุรุษหนุ่มแห่งเผ่าเอลฟ์ เขาได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างยิ่งใหญ่ในหมู่เอลฟ์ทุกคนทันที


            ท่ามกลางเสียงชื่นชมและโห่ร้องเหล่านี้ เหล่าเอลฟ์พากันเชิดชูและยกย่องเลโกลัสในฐานะผู้เล่นที่แข็งแกร่ง เป็นแบบอย่างที่น่าเลื่อมใส


            คำถามในใจหลายคนผุดขึ้นมาว่า องค์ชายเลโกลัสนั้นจะเป็นผู้ที่พาเหล่าเผ่าพันธุ์เอลฟ์ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นได้หรือไม่


            เสียงประกาศอันกึกก้องที่แจ้งข่าวการเคลียร์ดันเจี้ยนระดับนรกนั้นทำให้หัวใจของเหล่าเอลฟ์สั่นสะเทือน พวกเขาทั้งหมดต่างตื่นเต้นดีใจ


            พวกเขาต่างมองไปยังทางออกดันเจี้ยนด้วยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง


            ทว่าเมื่อแสงสีเงินที่ฉายออกมาจากช่องว่างมิติกระจายตัวออก ปรากฏร่างของชายหนุ่มผมทองที่กำลังเดินโซเซออกมาจากภายใน


            “อะ..อะไรน่ะ?!!”


            เหล่าฝูงชนที่ล้อมรอบอยู่พลันตะลึงงัน เงียบงันอย่างไม่คาดฝัน องค์ชายกลับออกมาในสภาพที่บอบช้ำรุนแรง แขนข้างหนึ่งของเขาขาดหายไป


            ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยขีดข่วนสีแดงฉาน สีหน้าอ่อนล้าจนไร้สีเลือด ดวงตาที่เคยฉายแววสง่างามตอนนี้กลับพร่ามัว ดุจดังผู้ที่ล่องลอยอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย


            “ระ..รีบเข้าไปรักษาองค์ชายเร็วเข้า!”


            “กรี๊ด! องค์ชายอย่าเป็นอะไรไปเลยนะคะ!”


            “ไปตามผู้อาวุโสมาเร็วเข้า ไม่ใช่สิ พวกนายรีบไปตามเหล่าเอลฟ์ชั้นสูงมา!”


            ฝูงชนที่รายล้อมต่างพากันอุทานด้วยความตกใจ เหล่าเอลฟ์บางคนถึงกับเบือนหน้าไม่กล้ามองสภาพที่เลวร้ายของเขา


            ผู้เล่นที่เป็นนักบวชหญิงคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาใกล้ พนมมือร่ายเวทเพื่อเยียวยาอย่างเร่งด่วน เปล่งเสียงสวดมนต์ด้วยความรวดเร็วและตั้งใจ


            พลังเวทสีเขียวที่เปล่งออกมาจากฝ่ามือ ค่อยๆหล่อเลี้ยงร่างกายที่บอบช้ำของเลโกลัส ราวกับหยดน้ำที่ค่อยๆคืนชีวิตให้ต้นไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉา


            ขณะที่แสงสกิลการรักษาค่อยๆฟื้นฟูบาดแผลให้กับเขา นักบวชอีกหลายคนต่างรีบเข้ามาช่วยกัน โดยใช้ทั้งพลังที่ตนมี และความรู้ในการรักษาเพื่อให้เลโกลัสฟื้นตัวอย่างเร็วที่สุด


            ทว่าท่ามกลางการรักษาอย่างเร่งรีบ


            ร่างกายของเลโกลัสยังคงอ่อนล้าไร้แรงเหมือนสภาพจะร่วงลงไปได้ทุกขณะ เขายืนตัวแข็งทื่อ ราวกับจะดึงพลังที่เหลืออยู่เพียงเศษเสี้ยวในร่างกายมาใช้ยืนหยัดครั้งสุดท้าย


            ใบหน้าที่เคยงดงามของเขาบัดนี้ เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด รอยแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกทำให้ทุกคนต้องเบือนหน้าด้วยความสะเทือนใจ นัยน์ตาสีฟ้าของเขามองผ่านผู้คนไปอย่างเลื่อนลอย เหมือนไม่สามารถรับรู้ถึงเสียงเรียกหรือสัมผัสรอบตัวได้


            ในที่สุด ร่างของเลโกลัสก็อ่อนแรงลง เขาทรุดตัวลงกับพื้น หายใจแผ่วเบาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เสียงหายใจของเขานั้นเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน เหล่านักบวชที่อยู่ใกล้ๆรีบร่ายคาถาเพิ่มพลังอย่างเร่งด่วน พยายามดึงพลังชีวิตกลับคืนมาให้เขามีชีวิตอีกครั้ง แต่เลโกลัสกลับดูเหมือนไม่ได้รู้สึกถึงพลังที่หล่อเลี้ยงเข้ามาในร่างกายเลย


            “ข้า...ทำสำเร็จแล้ว...หรือยัง...”


            คำพูดของเลโกลัสแผ่วเบาออกมา


            เสียงนั้นเบาหวิวราวกับสายลม จนแม้แต่คนที่ยืนใกล้สุดยังแทบจะไม่ได้ยิน สิ้นเสียงนั้น ดวงตาของเขาก็ค่อยๆปิดลง ทิ้งตัวลงสู่ความมืดสนิทในห้วงลึกของความหมดสติ


            “ทักษะสกิลของพวกเราไม่พอ.. ”


            “รีบไปตามหัวหน้านักบวชมาเร็วเข้า!”


            เหล่าเอลฟ์ที่ยืนอยู่รอบๆต่างจับมือแน่นกันด้วยความกังวล


            “ข้ามาแล้ว!”


            พริบตานั้น หนึ่งในนักบวชระดับสูงได้รุดหน้าเข้ามา และรีบเปิดใช้ทักษะสกิลเพื่อเรียกพลังชีวิตกลับมา นางพยายามเต็มกำลัง ส่งพลังเวทเข้าไปในร่างของเลโกลัสจนกระแสแสงสีทองอ่อนสาดส่องไปทั่ว แต่แม้ว่าร่างกายของเลโกลัสจะเริ่มมีสีเลือดกลับคืนเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงไร้การตอบสนอง


            เหล่านักบวชต่างถอยหายใจด้วยความผิดหวังและกังวลใจ เขาอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีกยาวนานกว่าจะกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง


            ท่ามกลางความเป็นห่วงนี้ เหล่าเอลฟ์รุ่นเยาว์ที่เคารพเลโกลัสผู้เป็นวีรบุรุษต่างรวมตัวกันใกล้ๆ เพื่อรอฟังคำประกาศจากนักบวช


            “เขาต้องการเวลาฟื้นตัวอีกหลายวัน แต่ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าองค์ชายเลโกลัสจะปลอดภัย!”


            คำพูดเหล่านั้นทำให้เหล่าฝูงชนค่อยๆเงียบลง บ้างก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ในขณะที่บางคนยืนขมวดคิ้ว และบ่นพึมพำถึงความน่ากลัวของดันเจี้ยนระดับนรกที่แม้แต่องค์ชายอย่างเลโกลัสยังต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้


            ไม่นาน ท่ามกลางการพูดคุยของเหล่าเอลฟ์ระดับสูงที่รวมตัวกันอยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์ซาริออน


            หัวข้อสนทนาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือวีรกรรมของเลโกลัส ชายหนุ่มผู้เป็นความหวังแห่งอนาคตของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ เขาเพิ่งจะผ่านดันเจี้ยนระดับนรก ซึ่งเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะสามารถเคลียร์ได้


            ทุกคนต่างรู้ดีว่าดันเจี้ยนระดับนี้ไม่ธรรมดา ทั้งมอนสเตอร์ที่มีพลังมหาศาลและบอสที่มีทักษะวิปลาส ขนาดว่าผู้เล่นที่มีอาชีพระดับตำนานหลายคนยังไม่อาจผ่านได้ หากพวกเขาไร้การเตรียมตัวหรือความสามารถพิเศษเฉพาะทาง


            "หึ? ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้ภารกิจ 7 ดาวนั้นทั้งสิ้น หากองค์ชายเลโกลัสได้ใช้ร่างจำแลงศักดิ์สิทธิ์ของท่านมิคาเอล เทพเจ้าแห่งแสงบริสุทธิ์ เขาคงสามารถฝ่าฟันผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องมาเสียแขนข้างนึงไปเช่นนี้หรอก!”


            หนึ่งในเอลฟ์นักรบสูงวัยกล่าวออกมา พลางหรี่ตามองอย่างครุ่นคิด ร่างจำแลงศักดิ์สิทธิ์ของมิคาเอลนั้นเป็นหนึ่งในพลังศักดิ์สิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง

           

            และว่ากันว่าเลโกลัสเองก็มีสายสัมพันธ์กับท่านมิคาเอลด้วย แต่กระนั้นเขากลับเลือกที่จะไม่ใช้อำนาจของร่างจำแลงศักดิ์สิทธิ์นี้


            “ไม่ใช่ใช้ไม่ได้!”


            “แต่เงื่อนไขในภารกิจระดับ 7 ดาวคือห้ามใช้ร่างจำแลงในการเคลียร์ดันเจี้ยนต่างหาก”


            เอลฟ์นักเวทหญิงในชุดคลุมสีเงินกล่าวขึ้นอย่างเคร่งครึม จากนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แฝงความชื่นชมเอาไว้


            “การที่เขาผ่านบททดสอบโดยไม่พึ่งพาร่างจำแลงศักดิ์สิทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความพยายามอันยิ่งใหญ่”


            เหล่าเอลฟ์ระดับสูงต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น ความสามารถของเลโกลัสไม่เพียงแค่ทำให้เขาเป็นที่ยกย่องเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับเอลฟ์รุ่นเยาว์ทั้งหลายอีกด้วย


            พวกเขานึกไปถึงเลโกลัสที่ยังคงพักฟื้นในห้องพัก ดวงตาของเขาปิดสนิท สีหน้าเคร่งขรึมที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นได้เลือนลางยามหลับสนิท

    เสียงพึมพำและทักษะสกิลของเหล่าผู้เล่นที่มีอาชีพนักบวชยังคงไม่ขาดสาย


            อีกฟากหนึ่ง ณ ห้องโถงของกลุ่มผู้เฒ่าผู้ปกครอง ซาราเรส เอลฟ์สูงวัยที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อันงามสง่า สายตาของเขาฉายแววสงบนิ่งแต่ลึกล้ำ

    เขาเป็นผู้นำสูงสุดของเผ่าเอลฟ์และหนึ่งในผู้พิทักษ์นครซาริออน ซาราเรสได้จ้องมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสและพูดขึ้น


            “ภารกิจระดับ 7 ดาวที่เลโกลัสผ่านไปได้โดยไม่ใช้ร่างจำแลงศักดิ์สิทธิ์ของมิคาเอลนั้น ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งภายในของเขา แต่ยังเป็นการแสดงถึงความศรัทธาและความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ของเขาด้วย ถึงจะบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้!”


            เหล่าผู้เฒ่าเอลฟ์ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย และเริ่มสนทนากันถึงศักยภาพที่เลโกลัสมี ทว่าตอนนั้นเองก็มีเอลฟ์สูงวัยคนนึงได้กล่าวออกมา


            “ว่าแต่ท่านได้ยินเรื่องทายาทลำดับที่สี่ของตระกูลซิกฟรีดหรือไม่?”


    คล้ายกับเรื่องเกมส์อาณาจักรเทพ: เริ่มต้นด้วยระบบผู้สืบทอดแห่งพระเจ้า ที่คุณอ่าน