หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นเจียงอี้หลินก็ออกมาหาจ้าวเยี่ยหยาง แต่ก่อนไปเจียงซูเถียนไม่วายสั่งกำชับบุตรชาย ว่าอย่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับท่านรองแม่ทัพ เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ดวงตาใสซื่อทอประกายแวววาว ก่อนจะเดินไปจับมือจ้าวเยี่ยหยาง แล้วทั้งคู่ก็พากันออกจากบ้านไป
"ท่านพี่เยี่ยหยาง ข้าหิวแล้ว แวะหาอะไรกินกันก่อนได้หรือไม่" เด็กน้อยลูบท้องตัวเอง พร้อมกับพูดเสียงออดอ้อน
"อื้ม ข้าเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเราแวะหาอะไรกินในตลาดก่อน"
จากนั้นทั้งคู่ก็แวะเข้าไปในตัวเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าต่าง ๆ เจียงอี้หลินตื่นเต้นกับภาพตรงหน้า เขาสอดส่ายสายตามองซ้ายแลขวาอย่างสนอกสนใจ ผู้คนในยุคโบราณเป็เช่นนี้เองหรอกเหรอ บรรยากาศต่างจากในละครที่เขาเคยแสดงนิดหน่อย คงเป็เพราะกลิ่นอายและความสมจริงล่ะมั้ง
"เ้าอยากได้อะไรหรือไม่ เดี๋ยวข้าจะซื้อให้"
ชายหนุ่มถามอย่างใจกว้าง เห็นของพวกนี้แล้วก็นึกถึงน้องสาว เขาเคยมีน้องสาวที่เกิดจากมารดาคนเดียวกับเขาอยู่คนหนึ่ง อายุห่างกับเขาเจ็ดปี แต่น่าเสียดายที่นางร่างกายอ่อนแอจึงอายุสั้น ทำให้จากเขาไปเมื่อห้าปีก่อน ตอนนี้จึงเหลือแค่น้อง ๆ ที่เกิดจากเหล่าอนุฯ ของท่านพ่อ
เจียงอี้หลินกวาดตามองร้านขายเครื่องประดับ มีทั้งหวี ปิ่นปักผม กระจกสำริด ถุงหอม ของพวกนี้ลวดลายช่างวิจิตรนัก เห็นแล้วเขาอยากจะซื้อกลับไปฝากเจ้เหม่ยจริง ๆ แต่ลืมไปว่าตัวเองไม่ได้มาเที่ยวเล่น แต่กำลังติดอยู่ในโลกแห่งนี้ต่างหาก
"อี้เอ๋อร์ มีชิ้นไหนถูกใจเ้าหรือไม่"
จ้าวเยี่ยหยางพูดอย่างเอาใจพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ
"คุณชายทั้งสอง เชิญเลือกดูก่อน สินค้าพวกนี้ส่งมาจากเมืองหลวง รับรองว่าคุณภาพดีงดงามไร้ที่ติ" แม่ค้าเ้าของแผงเชิญชวนเต็มที่ จ้าวเยี่ยหยางหยิบปิ่นปักผมอันเล็กขึ้นมาแล้วทาบไปที่หัวของเจียงอี้หลิน พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งให้กับแม่ค้า
“ข้าเอาชิ้นนี้” ควักสตางค์จ่ายทันที เจียงอี้หลินได้แต่มองอย่างอึ้ง ๆ
จากนั้นทั้งคู่ก็แวะร้านนั้นเข้าร้านนี้กันเป็ว่าเล่น ได้ของติดไม้ติดมือมากองโต แต่ตอนนี้เด็กน้อยแทบจะทนหิวไม่ไหวแล้ว จ้าวเยี่ยหยางถึงได้พาเขาเข้าไปนั่งกินอาหารเช้าในโรงเตี๊ยม
"อี้เอ๋อร์ มีอะไรที่เ้ากินไม่ได้หรือไม่" เ้าของั์ตาดอกท้อมองกับข้าวบนโต๊ะก็ได้แต่ทอดถอนใจ เพราะมีแต่ของนึ่งต้ม ทำไมคนโบราณถึงได้กินอะไรกันจืดชืดแบบนี้นะ
"ไม่มีผัดผักหรือเต้าหู้ทอดบ้างเหรอ" เด็กน้อยเอียงหน้าถาม
"ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครเอาผักมาผัดหรือเอาเต้าหู้ไปทอด"
จ้าวเยี่ยหยางขมวดคิ้วด้วยความงง แม้แต่ที่หนานจิงซึ่งเป็เมืองหลวงเองก็ไม่เคยเห็นอาหารทำนองนี้ หรือนั่นจะเป็อาหารประจำถิ่น?
"อ๋อ ข้าแค่ลองคิดรายการอาหารดูเล่น ๆ น่ะ กินแต่ของนึ่งต้มทุกวันออกจะน่าเบื่อ ท่านพี่เยี่ยหยางไม่คิดเช่นนั้นเหรอ" เจียงอี้หลินฉีกยิ้มกลบเกลื่อน
"งั้นเดี๋ยวข้าจะสั่งให้พ่อครัวทำให้เ้าดีหรือไม่ จริง ๆ เ้าก็ตัวเล็กแถมยังผอมบางมาก ข้าสั่งจานเนื้อเพิ่มให้เ้าอีกจะดีกว่า"
"ไม่ต้อง ๆ แค่นี้กับข้าวก็เต็มโต๊ะจนจะทานไม่หมดแล้ว หากกินทิ้งกินขว้างจะสิ้นเปลืองเงินท่านเปล่า ๆ"
"เ้าแค่คนเดียว ใยข้าจะเลี้ยงไม่ไหว"
"เมื่อครู่ท่านว่าไงนะ" เจียงอี้หลินเหมือนได้ยินไม่ชัด จึงเงยหน้าขึ้นมาถาม
"เปล่าหรอก เ้ารีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียก่อน"
จ้าวเยี่ยหยางคีบเสี่ยวหลงเปาไปวางไว้ในถ้วยของเจียงอี้หลินและนั่งเท้าคางมองเด็กน้อยกินอาหาร เจียงอี้หลินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมคีบอะไรกินสักที จึงหันไปคีบเกี๊ยวนึ่งขึ้นมาหนึ่งตัว เขาเป่าไล่ความร้อนก่อนจะส่งไปที่ปากของจ้าวเยี่ยหยาง รองแม่ทัพหนุ่มอมยิ้มแก้มปริก่อนจะอ้าปากรับ
ทั้งคู่นั่งกินอาหารจนอิ่มแปล้ ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง เช็ดปากให้กับเจียงอี้หลินอย่างเบามือก่อน ค่อยมาเช็ดปากตัวเอง
หลังจากที่ทั้งคู่เดินเล่นอยู่ในเมืองจนหนำใจแล้ว จ้าวเยี่ยหยางจึงพาเด็กน้อยมาที่ค่าย ตอนที่ขี่ม้าเข้ามาสีหน้าท่าทางดูอารมณ์ดีราวกับฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอย่างไรอย่างนั้นเลย ทหารเฝ้ายามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็มิได้พูดอะไรออกมา
วันนี้เด็กน้อยอยากลองฝึกฟันดาบดูบ้าง รองแม่ทัพหนุ่มจึงสั่งให้ทหารไปเหลาดาบไม้มาให้เขาเล่มหนึ่งไว้ใช้ฝึก และเป็ผู้สอนด้วยตนเอง ชายหนุ่มทำตัวราวกับคนว่างงาน สำหรับจ้าวเยี่ยหยางแล้ว เขาทำตัวเครียดขรึมมาเกือบทั้งชีวิต การที่ได้ใช้เวลาอยู่กับเจียงอี้หลินเช่นนี้ จึงนับได้ว่าเป็การผ่อนคลายอย่างหนึ่งของเขา
ตัวของเจียงอี้หลินเอง แรกเริ่มเดิมทีก็คิดแค่จะมาเล่นๆ เท่านั้น แต่เมื่อลองวิเคราะห์จากสถานการณ์ปัจจุบันนี้ การฝึกดาบหรือศิลปะป้องกันตัวเอาไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่รู้ว่าตัวของเขาจะต้องติดอยู่ในโลกนี้อีกนานแค่ไหน
แถมยุคนี้ใช่ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง ตัวเขาก็ถูกซัดมาถึงชายแดน หากวันดีคืนดี ถูกโจรป่าฆ่า หรือลักพาตัวไป ก็เกรงว่าจะตายเปล่า เพราะงั้นฝึกวิชาติดตัวไว้หน่อยก็ดีเหมือนกัน
แววตาของเด็กน้อยจึงเปล่งประกายความมุ่งมั่นขึ้นมาหลายส่วน ริมฝีปากของจ้าวเยี่ยหยางหยักโค้งขึ้นอย่างพอใจ "อี้เอ๋อร์ เ้าต้องจับดาบให้แน่นแบบนี้ แล้วก็ฟันลงไปแบบนี้" ชายหนุ่มอ้อมมายืนซ้อนด้านหลัง แล้วจับกุมมือเล็ก ๆ นั่นพร้อมกับบอกท่าทาง เจียงอี้หลินตั้งใจฟังและทำตาม เดิมที่เขาก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว เื่แค่นี้จึงไม่ยากสำหรับเขา
เวลาผ่านไปสองเค่อ เด็กน้อยยังคงฝึกดาบอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นบนใบหน้าน้อย ๆ จนไหลย้อยลงมาที่หางตา เจียงอี้หลินแค่ยกแขนขึ้นเช็ดอย่างลวก ๆ จากนั้นก็ฝึกต่อ ชายหนุ่มอยากจะตรงเข้าไปซับเม็ดเหงื่อนั่นให้กับเขา แต่ก็ไม่อยากรบกวนการฝึก
เขารู้สึกปลื้มในตัวเด็กน้อยของเขามาก ที่ทั้งฉลาดรู้ความ หัวไว จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ ราวกับผ้าขาวบาง ซึ่งต่างจากหมาป่าห่มหนังแกะเช่นเขา
หลังจากที่ยืนมองการฝึกของเจียงอี้หลินอยู่ข้าง ๆ พลันก็ได้มีทหารช่างผู้หนึ่งเดินมาหาเขา จ้าวเยี่ยหยางจำเป็ต้องผละไป เพื่อไปหารือกับชายคนนั้น เขาปล่อยให้เจียงอี้หลินฝึกอยู่คนเดียวไปก่อน เด็กน้อยไม่มีคู่ซ้อมจึงหันเอาดาบไม้ไปไล่ฟันกับพวกทหาร วิชาดาบในการ์ตูนที่เคยดูสมัยเด็กถูกเอามาใช้
ลู่ผิงที่เห็นว่าเด็กน้อยคนนี้เป็แขกพิเศษของรองแม่ทัพจ้าว จึงยอมมาเล่นด้วยเพราะเขาดันนึกถึงน้องชายของตนเองขึ้นมา กลายเป็ว่าตอนนี้พวกเขาสนิทกันภายในชั่วพริบตา
เมื่อเล่นจนเหนื่อย และไม่อยากเข้าไปรบกวนการฝึกของพวกทหารแล้ว เด็กน้อยจึงเดินไปหาจ้าวเยี่ยหยาง แต่อีกฝ่ายยังหารือกับชายคนนั้นไม่เสร็จ แถมยังดูอารมณ์คุกรุ่นขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วย ตัวเขาไม่อยากเข้าไปรบกวนจึงได้แต่นั่งแกว่งเท้ารอเงียบ ๆ อยู่ตรงโขดหิน
"แต่ท่านรองแม่ทัพจ้าว ทำเช่นนั้นมันจะดีหรือขอรับ แผ่นโลหะจำเป็ต่อกองทัพมากท่านก็รู้ เราต้องใช้มันหลอมตีหอก ดาบ ทำโล่ป้องกัน สำหรับใช้ในสนามรบ นี่ท่านกลับเอาไปใส่ให้ม้า ข้าน้อยเกรงว่า..."
"ข้าสั่งสิ่งใด เ้าก็ไปทำมาซะ! ส่วนเหล่าผู้าุโพวกนั้น เดี๋ยวข้าจะทำให้พวกเขาหุบปากเอง"
จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวของจ้าวเยี่ยหยางก็เย็นเยียบขึ้นมาราวกับมีรังสีบางอย่างห่อหุ้มตัวของชายหนุ่มเอาไว้ แววตาเฉียบคมทอประกายเย้ยหยันไม่เกรงกลัวสิ่งใด ชายวัยกลางนรู้สึกขนลุกซู่ไปถึงไขกระดูก ไม่กล้าคิดคัดค้านสิ่งใดอีกแล้ว
ช่างตีเหล็กผู้นี้นามว่าฝานตง เป็คนของแม่ทัพฉางอัน ครั้งหนึ่งเพราะฝานตงเคยติดหนี้บุญคุณแม่ทัพฉางอันอีกฝ่ายจึงจำต้องทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อวานเขาถูกท่านแม่ทัพฉางอันเรียกไปพบ และสั่งว่า หากจ้าวเยี่ยหยางสั่งให้เขาทำการสิ่งใด ก็ให้หาทางบ่ายเบี่ยงไป หรือไม่ก็บอกไปว่าทำไม่ได้
สาเหตุเป็เพราะว่า ฉางอันไม่พอใจในตัวจ้าวเยี่ยหยางและบิดาของเขาจ้าวเสวียนเฟิง เดิมทีตำแหน่งรองแม่ทัพนี้ เขาได้วางไว้ให้กับบุตรชายคนโตของเขาฉางเหวิน แต่กลับถูกอีกฝ่ายตัดหน้าแย่งชิงไปเสียก่อน บุตรชายของเขาจึงเป็ได้แค่นายกอง
เนื่องจากไม่สามารถทำผลงานใด ๆ ในสนามรบได้เลย เขารู้สึกโกรธแค้นจ้าวเยี่ยหยางและแม่ทัพจ้าวมาก หากเห็นว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร เขาเป็ต้องขัดคอไปเสียทุกครั้ง
แต่นายช่างฝานตงเป็เพียงแค่ช่างตีเหล็กธรรมดา ไหนเลยจะเอาเรี่ยวแรงไปสู้กับจ้าวเยี่ยหยาง ทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างไม่จากเอาไข่ไปปาใส่หิน แค่อีกฝ่ายตวัดสายตาคมจ้องมองมา เขาก็แทบก้าวขาไม่ออก ราวกับลูกวัวเพิ่งออกจากท้องแม่ ไหนเลยจะไปคิดว่าเด็กหนุ่มอายุเพียงแค่สิบหกสิบเจ็ดปี จะมีออร่ารังสีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้
"อะ เอ่อ เช่นนั้นท่านรองแม่ทัพจ้าวพอจะมีแบบอย่างให้ข้าหรือไม่ขอรับ"
จริงๆ จ้าวเยี่ยหยางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ารูปร่างหน้าตาของเกือกม้าเป็เช่นไร เขาจึงหันไปหาเจียงอี้หลินแล้วกวักมือเรียก.
.
.
จบตอน.
-----------------------------
เดี๋ยวต้องให้น้องโชวสกิล