กล่าวถึงการอ่านข้อมูลภายในสมองหรือความทรงจำ ต้องเข้าใจก่อนว่า ความทรงจำที่จัดเก็บเป็นข้อมูลในสมองสามารถจำแนกออกเป็น สองประเภท คือ ความทรงจำระยะสั้น และความทรงจำระยะยาว
โดยสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ความทรงจำระยะสั้นจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อสมองรับรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงเวลานั้น และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นนานพอหรือบ่อยครั้ง จนสมองเกิดการจดจ่อกับสิ่งนั้นก็จะทำให้ความทรงจำระยะสั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำระยะยาวในที่สุด
โดยความทรงจำระยะยาวก็สามารถแยกย่อยออกเป็นสองประเภทคือ ความทรงจำชัดแจ้ง และความทรงจำโดยปริยาย ซึ่งมีข้อแตกต่างกันคือความทรงจำชัดแจ้ง คือการเข้าถึงข้อมูลที่บันทึกไว้ด้วยความตั้งใจของเราเองโดยจะมาในรูปแบบของ [ความรู้] ซึ่งจะต่างกับความทรงจำโดยปริยายที่เราไม่จำเป็นต้องระลึกถึงมัน ก็สามารถใช้ออกมาได้ในทันที นั่นก็คือ [ทักษะ] นั่นเอง
และที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ก็คือความทรงจำชัดแจ้ง หนึ่งในจำนวนนับไม่ถ้วนที่เทียนคงมีอยู่ในคลังความรู้ภายในสมองของเขาที่จำจะต้องระลึกถึงมันเมื่อต้องการรู้เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แต่ก็ใช่ว่าความทรงจำระยะยาว(โดยทั่วไป) จะคงอยู่กับเราไปตลอดกาล โดยเฉพาะ ความทรงจำชัดแจ้งมันจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นเซลล์ประสาทที่บันทึกข้อมูลให้เกิดการใช้งานอย่างสม่ำเสมอหากว่าเราไม่มีการระลึกถึงมันเลยเป็นเวลานาน เซลล์ประสาทที่บันทึกข้อมูลเหล่านี้ก็อาจเสื่อมถอยจนข้อมูลที่บันทึกไว้เลือนหายไป หรือข้อมูลเดิมถูกลบไปเพื่อจดจำสิ่งอื่นแทน
เทียนคงสามารถอ่านข้อมูลความทรงจำชัดแจ้งของหัวหน้าหน่วยบรู๊กออกมาได้ แม้จะไม่ทั้งหมด เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบันมีไม่มากพอแต่ก็สามารถรู้เรื่องราวต่าง ๆได้พอสมควร ตลอดช่วงเวลากว่า 300 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นอายุขัยของหัวหน้าหน่วยบรู๊ก นั่นเอง
แต่ข้อมูลที่เทียนคงคาดหวังจะได้รับกลับมีไม่มากคือ ประวัติศาสตร์มนุษย์เมื่อ 10,000 ปีก่อน โดยข้อมูลที่หัวหน้าหน่วยบรู๊กมีก็ไม่ต่างอะไรกับที่ผู้คนดาววิหคครามรู้คือรู้ว่ามีเผ่าพันธุ์ราชา รู้ว่ามีมนุษย์สายเลือดราชาต่าง ๆ จักรวรรดิที่ครองอำนาจสูงสุดที่นำโดยตระกูลข้ารับใช้ข้อห้ามสูงสุดของมนุษย์ในการแต่งงานหรือมีทายาทจากมนุษย์ต่างสายเลือดโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นต้น และสามารถเท้าความไปได้ไกลที่สุดราว 1,000 ปี
โดยที่แตกต่างกันก็จะเป็นข้อมูลจำเพาะของเผ่า หรือก็คือประวิติศาสตร์การตั้งรกรากของเผ่าแวมไพร์ที่ดาวอันคาสซึ่งเป็นแวมไพร์บางส่วนที่ได้รับหน้าที่ในการขยายอำนาจการควบคุมดาวอาณานิคมของจักรวรรดิที่นำโดยมนุษย์สายเลือดปีศาจและมีผู้นำจักรวรรดิเป็นหนึ่งในตระกูลข้ารับใช้ [ตระกูลจานารา]
ถึงจะไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการมากที่สุดแต่เทียนคงก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาหนึ่งอย่าง จากความทรงจำตลอด 300 ปีที่ผ่านมาของหัวหน้าหน่วยบรู๊ก คือสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เขาเกิด หรือหากจะกล่าวให้ถูก ต้องกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ทุกผู้คนที่มีสายเลือดราชาอยู่ในตัวต่างหาก นั่นก็คือ [พันธะเลือด]
โดยพันธะเลือดคือ สัญญาทาส ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยเผ่าพันธุ์ราชาทั้งหก เมื่อนานมาแล้วนานจนไม่มีใครทราบ ว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อใด ซึ่งผู้เป็นนายหรือเผ่าพันธุ์ราชาทั้งหกจะสามารถควบคุมความเจ็บปวดต่าง ๆของผู้เป็นทาสได้ดั่งใจโดยความสามารถควบคุมความเจ็บปวดนี้เป็นเพียงหนึ่งในความสามารถของพันธะเลือดเพียงเท่านั้นทำให้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือที่เอาไว้ใช้กดมนุษย์ทุกผู้คนไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านได้อีกเป็นครั้งที่สาม
แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปในพันธะเลือด ของแวมไพร์ ก็คือ ผู้ที่สามารถควบคุมทาสได้ ไม่ได้มีเพียง เผ่าพันธุ์ราชาแต่คือมนุษย์สายเลือดปีศาจ ที่มีความบริสุทธ์ของเลือดราชามากกว่ารวมถึงแวมไพร์ด้วยกันเอง ที่ความเข้มข้นของเลือดปีศาจมากกว่าด้วย
ดังนั้นแล้ว เป้าหมายสูงสุดของแวมไพร์ทุกผู้คนในปัจจุบันก็คือการลบล้าง พันธะเลือด ให้หมดไปจากชีวิตตนให้ได้ ซึ่งการจะลบล้าง พันธะเลือดทำได้เพียงสองวิธี คือ
หนึ่ง การยกเลิกพันธะ จากผู้สร้างพันธะขั้นมาซึ่งก็คือ เผ่าปีศาจหนึ่งในเผ่าพันธุ์ราชาทั้งหก
การยกเลิกพันธะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและยากที่สุดในเวลาเดียวกัน มันสามารถทำได้เพียงแค่ใครก็ได้จากเผ่าพันธุ์ปีศาจที่มีพลังมากพอ จะเชื่อมจิตตนเข้าหามนุษย์หรือแวมไพร์ แล้วทำการยกเลิกเพียงแค่นั้นเอง เพียงแต่ว่า ผู้ที่เป็นนาย ไม่ได้มีความคิดจะทำแบบนั้นแม้แต่น้อยมันจึงเป็นเรื่องยาก
และสองการได้มาซึ่งเลือดผสมสมบูรณ์ จากราชาทั้งหก โดยจะเป็นเลือดของเผ่าใดก็ได้ขอเพียงให้มีปริมาณที่มากพอ ที่จะทำให้เลือดในกายของตนเกิดความเปลี่ยนแปลงและรอคอยให้เลือดเดิมในร่างกายเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยเลือดผสมสมบูรณ์ทั้งหมดก็จะทำให้พันธะเลือดนี้สลายหายไปด้วยในที่สุด
เลือดผสมสมบูรณ์มีคุณสมบัติพิเศษที่เลือดบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์ราชาไม่มีนั่นก็คือ ความสามารถในการใช้ ทักษะ เฉพาะสายเลือด ที่เผ่าพันธุ์ราชาต่างเผ่า จะไม่สามารถใช้ได้และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผล ที่เผ่าพันธุ์ราชา ไม่ต้องการให้มนุษย์มีทายาทโดยไม่ได้รับอนุญาตเพราะไม่ต้องการให้มนุษย์มีความสามารถเหนือกว่าตนเองแล้วใช้มันเป็นพลังเพื่อต่อต้านพวกเขานั่นเอง
สิ่งที่หัวหน้าหน่วยบรู๊กรู้ เกี่ยวกับเรื่องเลือดผสมสมบูรณ์ก็มีเพียงเท่านี้ โดยเขาเองก็ไม่ทราบ ว่ามนุษย์ไปมีเลือดของเผ่าพันธุ์ราชาทั้งหกในร่างกายได้อย่างไรตั้งแต่เมื่อไหร่ เขารู้เพียงแค่ว่า เลือดผสมสมบูรณ์นั้นทำให้ พันธะเลือดจางหายไปได้จากเรื่องเล่า ที่เล่าต่อ ๆกันมาในเผ่าแวมไพร์ เท่านั้นเอง
กล่าวถึง ทักษะ กันบ้าง ข้อมูลที่เทียนคงอ่านได้จากความทรงชัดแจ้งเขาสามารถเอาข้อมูลพวกนี้เป็นของตัวเองได้ทั้งหมดแม้จะไม่ทราบกระบวนการบันทึกข้อมูลพวกนี้ก็ตาม (เทียนคงสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆได้เพียงการรับรู้แค่ครั้งเดียว) แต่ตรงกันข้ามกับ ความทรงจำโดยปริยาย แม้จะอ่านข้อมูลได้แต่มันไม่สามารถใช้ออกได้ เหมือนกับที่เขาใช้ทักษะที่มีอยู่ในตัวในปัจจุบันที่สามารถใช้ออกได้เต็มประสิทธิภาพ ขอเพียงระดับพลังมากพอที่จะใช้
โดยการจะใช้ออกด้วยทักษะที่ได้มาจากหัวหน้าหน่วยบรู๊กเทียนคงจำเป็นจะต้องฝึกฝนใหม่ด้วยตนเอง เช่น ทักษะการใช้ประตูมิติเงา ทักษะการเคลื่อนที่ผ่านเงาทักษะการบังคับเงาให้เป็นวัตถุ เป็นต้น
นี่จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นอีกหนึ่งอย่างว่าคนที่สร้างตัวเขาขึ้นมา ใช้วิธีการใดในการฝังความทรงจำโดยปริยายนี้ลงไปในสมองของเขา เพราะในคลังความรู้อันมหาศาลที่มีกลับไม่มีบันทึกวิธีการดังกล่าวแต่อย่างใด
แต่จากข้อเท็จจริงข้อนี้ผนวกกับสิ่งที่เขาทราบในปัจจุบันเกี่ยวกับตัวเอง ทำให้ เทียนคง สามารถคาดเดาได้ว่าตัวเขาคือผลลัพท์ของวิธีการดังกล่าว ที่ไม่ได้ถูกใส่วิธีการเข้ามาด้วยนั่นเองซึ่งก็มีความเป็นไปได้หลายอย่าง เช่น
หนึ่ง มันเป็นความลับระดับสูงสุดที่น้อยคนจะทราบ และผู้ถูกทดลองไม่มีสิทธ์ที่จะทราบ
สองตัวเขาอาจเป็นหนึ่งในร่างทดลองจำนวนนับไม่ถ้วน ที่บังเอิญสำเร็จขึ้นมาโดยไม่มีใครรู้ และกลายเป็นว่าผู้ที่ทดลองสรุปว่าวิธีการดังกล่าวไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลยไม่ได้บันทึกเข้ามาในคลังความรู้
สามผู้สร้างหรือผู้ทดลองทราบผลลัพท์ที่สำเร็จนี้ แต่มีเหตุการณ์บางอย่าง ทำให้ผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา ไม่สามารถนำความรู้นี้ ใส่เข้าไปในคลังความรู้เขาได้ทันหรือจงใจไม่ใส่มันเข้ามาตั้งแต่แรก เพื่อจงใจไม่ให้ใครบางคนทราบ และสามารถเข้าถึงวิธีการนี้
จากการคาดเดาทั้งสาม เทียนคงเอนไปทางข้อที่สาม เพราะในปัจจุบัน นอกจากตัวเขาเอง ไม่มีใครที่มีความสามารถนี้อยู่เลยแม้แต่บุคคลระดับสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างตระกูลข้ารับใช้ จากการสอบถามผู้คนระดับสูงของดาววิหคครามและข้อมูลที่ได้จากหัวหน้าหน่วยบรู้ก
และจากที่ เซียนอินได้เคยบอกเขาไว้ครั้งก่อน ที่เผ่าพันธุ์สายเลือดราชาทั้งหก กำลังตามหาสิ่งๆหนึ่งอยู่ ทำให้เทียนคงคิดว่า มันอาจจะเป็น วิธีการดังกล่าวก็เป็นได้หรืออย่างเลวร้ายที่สุด สิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังตามหาอาจเป็นตัวเทียนคงเองเสียด้วยซ้ำไป เพราะมันไม่มีเหตุอะไรเลย ที่เผ่าพันธุ์ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของเอกภพได้แล้วจะมองหาอะไรจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไม่นับเป็นอะไร เมื่อเทียบกับพวกเขา
กลับมาที่แผนการเจรจาเพื่อสงบศึก มันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ได้รับการร่วมมือจากตระกูลกัวผู้ถือตนเป็นเจ้าผู้ปกครองดาวแต่ปัจจุบันเจ้านคร กัวเฉิง ผู้ปกครองสูงสุดคนปัจจุบันของดาวไม่อยู่ที่ดาววิหคคราม ทำให้อำนาจการตัดสินใจ ตกไปอยู่ที่ขุนนางระดับสูงซึ่งมีกันอยู่สิบคนด้วยกัน
เสียงส่วนใหญ่เก้าในสิบส่วนขององค์ประชุม เห็นด้วยว่านครวิหคครามควรเจรจาเพื่อสงบศึกซึ่งได้ตัวแทนเจรจาฝั่งมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์เป็นองค์ชายสี่ กัวสุ่ยห้าว
เดิมทีองค์ประชุมลงความเห็นว่าองค์ชายสองควรเป็นตัวแทนเพื่อเจรจา เนื่องจากองค์ชายสองเป็นบุตรที่อาวุโสที่สุดในเชื้อพระวงศ์ที่ยังคงอยู่ที่ดาวแต่องค์ชายสองอ้างว่าตัวเขาต้องเฝ้าระวังอยู่ที่เมืองอัญมนีสามสีและได้มอบหมายให้องค์ชายสี่เป็นตัวแทนเขาเพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาครั้งนี้
แน่นอนว่า คณะขุนนางย่อมทราบว่าที่องค์ชายสองไม่ไปนั้นไม่ใช่อื่นใดแต่เป็นเพราะเขาเกรงกลัวจะต้องได้รับอันตรายต่างหาก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเจ้าตัวเอ่ยออกมาเช่นนี้ และองค์ชายสี่ก็น้อมรับด้วยความเต็มใจจะมีข้อกังวลก็เพียงแต่พวกมนุษย์สายเลือดอสูรป่าเถื่อนพวกนั้นจะมองว่านครวิคหคครามไม่ให้เกียรติพวกเขาหรือไม่
“พี่สามท่านแน่ใจนะ ว่าจะไปกับข้าด้วย” กัวสุ่ยห้าว เอ่ยถามย้ำอีกครั้ง หลังจากที่ซินเหยียน ได้บอกเขาว่านางจะไปด้วย
“แน่นอน ...เจ้าคิดว่าข้ากลัวหรือ”
“เปล่าเลย ... ตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำเพียงแต่หากท่านไปกับข้า แล้วใครจะดูแลน้องเล็กกันล่ะ ไม่มีท่านคอยห้ามปรามข้าเกรงว่าน้องเล็กจะทำอะไรวู่วาม ยิ่งในเวลาเช่นนี้แล้ว ...”
“จริงของเจ้า... หากเป็นน้องเล็กก่อนหน้านี้ ข้าก็คงไม่อาจปล่อยเขาได้แต่ตอนนี้ดูท่าพวกเราจะเป็นห่วงเขามากไปและเขาก็โตเป็นผู้ใหญ่มากพอจะต้องรับผลของการกระทำตัวเองแล้วล่ะ ...พวกเราคงไม่อาจดูแลเขาไปได้ตลอดหรอก จริงไหม”
“.......เอาเถอะ ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้นล่ะ เช่นนั้นพวกเราก็ไปเตรียมตัวกันเวลาไม่คอยท่าแล้ว”
“อืมมม ...”
เมื่อการสนทนาจบลงกัวสุ่ยห้าว ก็รีบจ้ำอ้าวไปจัดเตรียมสิ่งของและเอกสารเพื่อใช้ในการลงนามหากการเจรจาได้ข้อยุติ ก็สามารถจัดทำพันธะสัญญาได้เลยส่วนซินเหยียนก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พลันคิดในใจว่า “หวังว่าแผนของเจ้าจะได้ผลนะเทียนคง”
ไม่กี่วันต่อมาณ เมืองตระกูลกัวสาขาสี่
กำแพงเมืองสูงราวสิบเมตรตลอดแนวชายแดน กำลังถูกซ่อมบำรุงอย่างเร่วด่วน โดยทหารหลายร้อยนายจากการรบเมื่อไม่กี่วันก่อน
ห่างออกไป ภายในตำหนักกลางประจำเมืองตระกูลกัวสาขาสี่
“เรียนองค์ชายหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่ากำแพงเมืองเราคงรับการโจมตีได้อีกเพียงสองถึงสามครั้งและจะต้องพังลงในไม่ช้านี้แน่ขอรับ”
“ข้ารู้น่า ...”กัวลู่จิว ตอบออกไปเพียงแค่นั้น ราวกับว่าเขากำลังรอสารบางอย่างอยู่และในที่สุดสารที่ว่านี้ก็มาถึง เป็นเสียงทหารวิ่งเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน ว่าองค์หญิงสามและองค์ชายสี่ ได้มาถึงแล้ว
รอยตึงเครียดบนใบหน้ากัวลู่จิว จางลงไปและเริ่มยิ้มออกมาได้ในที่สุด เขาเด้งตัวออกจากเก้าอี้แล้วเร่งเดินออกไปรับพี่ชายและพี่สาวอย่างรวดเร็ว
“นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่ข้าได้รับการต้อนรับจากน้องห้าเช่นนี้ ...” กัวสุ่ยห้าว เดินเข้ามาจับมือ กัวลู่จิวที่ยื่นออกมารอก่อนแล้วเอ่ยทักทายด้วยเสียงเรียบเฉย ที่แฝงนัยยะ
หากเป็นก่อนหน้านี้ลู่จิว คงจะโมโหโทโสแล้วก่นด่าออกไปแล้ว แต่ในวันนี้เขารู้ดีว่าคนที่จะช่วยเหลือเขาได้ มีเพียงคนตรงหน้านี้เท่านั้น เขาไม่เพียงไม่โกรธซ้ำยังเอ่ยออกมาว่า “โถ่ พี่สี่ ... เรื่องก่อนหน้านี้ ให้มันแล้วไปเถอะนะในตอนนี้ข้ารู้แล้ว ว่าท่านคือคนที่เหมาะสม จากนี้ไป ข้าจะไม่แก่งแย่งตำแหน่งกับท่านอีกแล้วและจะคอยสนับสนุนท่านเอง”
ซินเหยียนได้ยินเช่นนี้ก็เลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจแล้วเหลือบไปมองสองน้องชาย เหตุเพราะไม่คาดว่าคนดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทั้งยังทะเยอทะยานเป็นที่สุดอย่างลู่จิว จะยอมสยบให้กับ สุ่ยห้าว แล้ว
“น้องห้าอย่าได้พูดเรื่องนั้นในตอนนี้เลยอีกอย่าง สิ่งที่ข้าทำ ก็ใช่ว่าเป็นการช่วยเจ้าเสียหน่อย สิ่งที่ข้าทำคือการช่วยเหลือประชาชนต่างหาก”
ลู่จิว ได้ยินเช่นนี้ก็แอบคิดในใจว่า “แหม ... ทำเป็นพูด”พร้อมทั้งแสดงสีหน้าออกมาดั่งที่คิดอย่างไม่ปิดบัง แต่ถึงจะแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางแบบนี้บรรยากาศกลับไม่ได้แย่ ซ้ำยังรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ทักทายกันเสร็จแล้วก็รีบเข้าเรื่องกันเถอะ..... ว่าแต่ผู้คิดแผนเจรจานี้ยังไม่มางั้นหรือ...” ซินเหยียนยิ้มบางขณะมองสองน้องชายแต่ก็เพียงครู่เดียวก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมองหาใครบางคน ....