ในเรือนตวนอี๋ย่วน หางตาของโหยวเซี่ยนกำลังพิจารณาสีหน้าของโหยวรั่วหังกับปานซื่อ พูดด้วยความระมัดระวัง “ท่านพ่อ ท่านแม่ เื่คุณไสย ข้าคิดว่ามันไร้สาระสิ้นดี ดังคำกล่าวของท่านขงจื๊อที่ไม่เชื่อเื่ภูตผีปีศาจ...”
“เพล้ง!”
โหยวเซี่ยนยังพูดไม่ทันจบ ถ้วยน้ำชากระเบื้องลายผีเสื้อและกุหลาบสีชมพูใบหนึ่งพร้อมฝาปิดก็ลอยเข้ามากระทบศีรษะของเขา น้ำชาที่อยู่ภายในแม้ไม่ร้อนสักเท่าไร แต่เมื่อรดใส่ศีรษะและใบหน้าแล้วก็เ็ปพอดู คนที่ขว้างใส่เขาก็คือโหยวรั่วหัง โหยวเซี่ยนเกรงกลัวบิดามาแต่ไหนแต่ไร แม้จะโดนฉีกหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความโกรธออกมา!
โหยวรั่วหังเป็คนเที่ยงตรงไม่ยืดหยุ่น คำนึงถึงกฎเกณฑ์มากที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเื่อนุสมรู้ร่วมคิดลอบทำร้ายประมุขหญิงของบ้าน ในกฎหมายต้าเหลียงก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ั้แ่สมัยโบราณมาจะลงโทษอย่างไรก็ไม่ถือเป็การเกินเลย จนป่านนี้โหยวเซี่ยนยังกล้าแก้ต่างให้กับอนุ เขาเห็นว่าเป็การขาดสติอย่างสิ้นเชิง! เขาไม่สันทัดในด้านการพูด ลงมือไปเพราะบันดาลโทสะ เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์ของโหยวรั่วหัง ปานซื่อกลับมีความรู้สึกผิดหวัง ตอนนี้เื่ราวได้สะพัดไปทั่วทั้งเรือน โหยวเซี่ยนยังพยายามคิดใช้คำกล่าวของนักปราชญ์ไม่กี่ประโยคมาทำให้เื่ใหญ่กลายเป็เื่เล็ก ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ
บ้านสกุลเจียงไม่มีใครแล้วจริงๆ หรือ
“ได้โปรดเถิดท่านปู่ ท่านย่า ให้ความเป็ธรรมแก่ท่านแม่ด้วย!” โหยวเซี่ยนผู้ถูกโหยวรั่วหังขว้างถ้วยน้ำชาใส่เต็มศรีษะไม่กล้าพูดอะไร โหยวซั่วลูกชายคนโตของเขาเสียใจยิ่งและไม่สนว่าโหยวเซี่ยนจะคิดเช่นไรแล้ว คลานเข่าเข้าไป หมอบแล้วผงกศีรษะขึ้นมา สุขภาพของโหยวซั่วไม่ค่อยดีอยู่แล้ว เมื่อครั้งที่เจียงซื่อสิ้นลมไปในเดือนอ้ายก็ร้องไห้คร่ำครวญเกินไปจนป่วยไข้ เพิ่งลุกขึ้นได้เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนนี้กลับมาพูดถึงเื่เก่าๆ ทั้งยังได้รู้เื้ัว่ามารดาถูกคุณไสย ความโกรธแค้นปะทุภายในใจดั่งคลื่นที่ถาโถม เมื่อครู่ได้ยินเหมือนโหยวเซี่ยน้าแก้ต่างให้อนุ ดวงตาก็แดงก่ำ ตอนนี้ไม่สนใจมองโหยวเซี่ยนแม้แต่น้อย เอาแต่อ้อนวอนโหยวรั่วหังกับปานซื่อ
เห็นโหยวซั่วไม่ได้เอ่ยถึงตัวเองเลย โหยวเซี่ยนรู้สึกอับอายมาก เมื่อเห็นโหยวรั่วหังจ้องมองด้วยความโกรธ เขาเองก็ไม่กล้าพูดไม่กล้าทำอะไรแล้ว จำต้องคุกเข่าต่อไปด้วยความอับอาย
“ตกลงเื่เป็ยังไงกันแน่” โหยวรั่วหังทำอย่างอื่นไม่เป็นอกจากเรียนหนังสือ ต้องให้ปานซื่อเป็ผู้ซักถามรายละเอียดของเื่ราวเอง ถึงแม้เื่นี้จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเรือนั้แ่คืนวาน แต่ปานซื่อก็ยัง้าซักถามั้แ่เริ่มต้น
โหยวซั่วกำมือแน่นก่อนจะหยุดการร้องไห้คร่ำครวญได้สำเร็จ พูดไปสะอื้นไป “ท่านปู่ ท่านย่า เมื่อคืนวานตอนที่หลานกับมั่นเหนียงยังไม่ได้เข้านอน อยู่ดีๆ เสียนเชียวคนรับใช้ในบ้านใหญ่ก็บุกเข้ามาในเรือน บอกว่าฉี่เซียงที่คอยปรนนิบัติท่านพ่อทะเลาะกับจื่ออวี้ซึ่งเป็อนุเช่นกัน ทำให้บรรดาคนรับใช้ที่อยู่ใกล้เคียงต้องเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ขณะที่ฉี่เซียงถูกจื่ออวี้ไล่ทุบตีได้พลั้งปากพูดเื่ที่เคยเห็นจื่ออวี้ฝังหุ่นสาปแช่งท่านแม่!”
นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาพูดด้วยความเศร้าระคนความโกรธ “ไม่ว่าจะเป็ฉี่เซียงหรือจื่ออวี้ต่างก็เป็คนของท่านพ่อ หลานไม่สามารถฟังเพียงคำพูดของสาวใช้แล้วตัดสินอะไรโดยไร้เหตุผลได้! ดังนั้นข้ากับมั่นเหนียงจึงพาคนไปห้ามปรามการตบตีของทั้งสอง แล้วถามถึงต้นสายปลายเหตุ...”
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้โหยวเซี่ยนก็ทนต่อไปไม่ไหว ทำเสียงฮึดฮัดออกมา “เ้าเรียกว่าถามถึงต้นสายปลายเหตุงั้นหรือ เขาถูกเ้าทำร้ายจนเกือบ...”
“หุบปาก!” โหยวรั่วหังตบโต๊ะด้วยความโกรธจัดจนเกือบจะทำให้ด้ามไม้จื่อถานที่อยู่บนโต๊ะกระเทือนตกลงมา โหยวเซี่ยนเงียบไปทันที
ปานซื่อเองก็พูดอย่างเ็า “มันคุ้มกันหรือกับอนุสองคน ตายไปก็แค่คนสองคนเท่านั้น! หรือว่าในสายตาของเ้า เห็นอนุสองคนดีกว่าลูกชายสายตรงคนโตงั้นหรือ?!”
โหยวเซี่ยนมองดูสีหน้าของบิดาแล้วก้มหน้าลงไม่กล้าพูดจา
“อาซั่วค่อยๆ ว่าไป” น้ำเสียงปานซื่อผ่อนคลายลง พูดกับโหยวซั่ว
“หลานถามจากฉี่เซียงได้ความว่าเคยเห็นจื่ออวี้ฝังหุ่นที่สลักเวลาตกฟากของท่านแม่เอาไว้ตรงมุมเรือน!” โหยวซั่วอดทนต่อความเศร้าโศก พูดทั้งน้ำตา “เมื่อคืนวานหลานพาคนออกไปขุดเอาหุ่นที่ฉี่เซียงพูดถึงขึ้นมา หัวของหุ่นตัวนั้นมีเข็มสีเงินปักเอาไว้สิบกว่าเล่ม...ก่อนท่านแม่สิ้นลมก็เอาแต่ร้องว่าปวดหัวอยู่ตลอดเวลามิใช่หรือ?!”
พอนึกถึงเจียงซื่อตอนที่นอนอ่อนแรงหน้าตาซีดเซียวอยู่บนเตียงก่อนสิ้นลม โหยวซั่วก็รู้สึกเศร้าหมองขึ้นมาทันที สุดท้ายกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จึงพรั่งพรูออกมา “ได้โปรดเถิดท่านปูท่านย่าช่วยตัดสินแทนท่านแม่ด้วย! ไม่เช่นนั้นหลานคงอับอายที่เกิดมาเป็ลูก ไม่อาจทนมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป!”
เขาเอาความเป็ความตายมาบังคับโหยวรั่วหังกับปานซื่อเพื่อให้กล่าวอะไรออกมา ความจริงเื่นี้ไม่จำเป็ต้องคิดอะไรก็รู้ว่าฉี่เซียงกับจื่ออวี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไป โหยวซั่วเองก็้าพูดให้ถึงจุดนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความคับแค้นใจต่อโหยวเซี่ยน
ปานซื่อกระแอมไอเบาๆ แล้วพูดขึ้นมา “ซานหู ประคองคุณชายซั่วกับมั่นเหนียงขึ้นมา ตอนนี้อากาศหนาวฤดูใบไม้ผลิยังไม่สิ้นสุด ระวังความเย็นบนพื้นจะทำให้เจ็บป่วย” แต่กลับไม่เอ่ยถึงโหยวเซี่ยนเลย
โหยวเซี่ยนทำได้เพียงคุกเข่าต่อไป
“แล้วเสียนเชียวอยู่ที่ไหน” ปานซื่อรอให้โหยวซั่วกับอูมั่นเหนียงลุกขึ้นมาแล้วค่อยถาม
โหยวซั่วเหลือบมองโหยวเซี่ยน น้ำเสียงยากที่จะปกปิดความขุ่นเคือง “ท่านพ่อบอกว่านางพูดจาเหลวไหล เมื่อคืนวานจึงสั่งโบยนางให้ตาย หลานไม่สามารถขัดขวางได้”
โหยวเซี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็หน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วพูดเสียงดัง “บ่าวเนรคุณ! เขาว่าไฟในอย่านำออก! หญิงชั้นต่ำนั่นได้ยินลมแต่บอกเป็ฝน เที่ยวโพนทะนาดังลั่นไปทั่ว! ขี้ข้าเลวๆ แบบนี้จะเก็บเอาไว้ทำไม?!”
“หากไม่ได้เสียนเชียวเข้ามารายงาน จนป่านนี้หลานก็ยังไม่เข้าใจว่าการตายของท่านแม่...” โหยวซั่วรักเจียงซื่อมาก เมื่อเห็นโหยวเซี่ยนจนถึงตอนนี้ยังโทษตนเองอยู่แต่กลับไม่เคยเอ่ยถึงเื่การทำโทษฉี่เซียงกับจื่ออวี้เลย ยิ่งไม่เคยรำพึงรำพันหรือรู้สึกผิดต่อเจียงซื่อ ก็ให้รู้สึกเจ็บใจจนยากที่จะเอ่ย ไม่สนใจท่านปู่ท่านย่าที่กำลังโมโหอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ กลับยิ้มเยาะเป็การตอบโต้
เมื่อคืนวานโหยวเซี่ยนได้ถกเถียงกับโหยวซั่วเื่การลงโทษอนุทั้งสองฉี่เซียงกับจื่ออวี้ และสาวใช้เสียนเชียว วันนี้ยังถูกโหยวรั่วหังขว้างถ้วยน้ำชาใส่และสั่งให้หุบปากต่อหน้าภรรยาของลูกชายก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ตอนนี้เห็นลูกชายมีท่าทีเกลียดชังตนเองอย่างชัดเจน กล้าขึ้นเสียงต่อหน้าคนอื่น จึงรู้สึกโกรธมาก ดุด่าอย่างใหญ่โตโดยไม่ทันได้คิดอะไร “เ้าโง่ ไม่แปลกใจเลยที่ปู่เ้าอุตส่าห์ใช้เวลาทุ่มเทให้เ้ามากขนาดไหน ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์ชุยอีก แต่เ้ากลับสอบเข้าเรียนต่อที่สำนักไหฺวซิ่งไม่ได้! เป็ลูกผู้ชาย แต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่ยังเชื่อเื่คุณไสยจากปากผู้หญิงไม่รู้เื่ราว! ถ้าการเอาเข็มมาปักบนหุ่นมันได้ผลจริง ป่านนี้ในแผ่นดินจะยังเหลือคนมีชีวิตอยู่อีกกี่คนกัน?!"
คำพูดนี้เป็เื่น่าอัปยศที่สุดในชีวิตของโหยวซั่ว!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad