หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 เป็นสตรีอีกแล้วหรือ

    บทที่ 75 เป็นสตรีอีกแล้วหรือ

            ซูซานเหอพยายามตั้งกระบี่ป้องกัน แต่ไม่ทันกาล เพราะโม่เต้าจื่อเป็นผู้ที่เข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง ดังนั้นการโจมตีจึงมุ่งเน้นไปที่จุดบอดของกระบวนท่าของอีกฝ่าย นี่เป็นสิ่งที่ซูซานเหอไม่อาจต้านทานได้

            ครั้นเสียงกระบี่เสียบทะลุกายดังขึ้น ร่างซูซานเหอก็แน่นิ่ง โม่เต้าจื่อแทงทะลุหัวใจของเขา เป็นอันบดขยี้ชีวิตเขาจนดับสูญ

            “ช่วงเวลาที่เจ้าตัดสินใจทรยศสำนักชิงหยุน มันก็ได้กำหนดจุดจบของเจ้าเอาไว้แล้ว” โม่เต้าจื่อเก็บกระบี่พลางจ้องมองซูซานเหอด้วยแววตากึ่งโมโหกึ่งเวทนา

            ซูซานเหอชี้นิ้วใส่โม่เต้าจื่อคล้ายอยากจะพูดอะไร แต่ยังไม่ทันพูดก็ล้มหงายหลังลงบนพื้นเสียแล้ว

            “เข้าไปดูว่าบนตัวเขามีของดีอะไร ทั้งหมดยกให้เจ้า” โม่เต้าจื่อหันไปบอกฉินชู

            ฉินชูรู้สึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ซูซานเหอเป็นถึงรองเจ้าสำนัก คงมีสมบัติติดตัวไม่น้อย ทำไมโม่เต้าจื่อถึงยกให้เขาทั้งหมด

            แม้จะสงสัย แต่มือไม้ของฉินชูกลับทำตามโดยเร็ว เขาริบกระบี่ของซูซานเหอและพยายามหากำไรมิติเก็บของ ในตอนแรกเขาหาไม่เจอแต่เมื่อโม่เต้าจื่อชี้บอก ในที่สุดก็หาแหวนมิติเก็บของเจอ

            พวกหลินอี้และคนอื่นๆ ยังคงต่อสู้อยู่ แต่ทางฝั่งของจางจี้กับผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักสองคนดูท่าจะทนไม่ไหวแล้ว

            หลินอี้เป็นถึงปรมาจารย์ผู้ดูแลหนึ่งในยอดเขาทั้งเจ็ดของสำนักชิงหยุน ดังนั้นพลังต่อสู้จึงแข็งแกร่งกว่าพวกผู้อาวุโสมาก ส่วนผู้คุมกฎจากหออาณัติก็ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ผู้แข็งแกร่งของสำนักที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี

            หลังจากฉินชูเก็บของกำนัลหลังชนะการต่อสู้เสร็จ การต่อสู้ของหลินอี้ก็สิ้นสุดลงโดยที่จางจี้เป็นฝ่ายถูกปลิดชีพ และผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักทั้งสองคนก็ถูกฆ่าตายเช่นกัน

            “ใครก็ได้สักคนไปตามเว่ยหยวนจากยอดเขาหลิวหยุนมาให้หน่อย” โม่เต้าจื่อหันไปสั่งคนจากหออาณัติ

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะมาลงมือกับท่านและคิดทำลายใจกลางมหาตราเวทย์ป้องกัน” หลินอี้พูดขึ้น นึกๆ แล้วเขาก็นึกหวาดกลัว โชคดีที่พวกเขาวางแผนอยู่เฝ้าระวังไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นหากถูกพวกจงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้และคนอื่นๆ รวมพลังกันจู่โจมขึ้นมา ด้วยพลังของโม่เต้าจื่อเพียงคนเดียวคงเอาไม่อยู่

            การที่ต้องคอยปกป้องใจกลางของมหาตราเวทย์ป้องกันและปกป้องชีวิตตัวเองไปในเวลาเดียวกันทำให้พลังต่อสู้ของโม่เต้าจื่อถูกจำกัด 

            โม่เต้าจื่อชี้ไปที่ฉินชู “เป็นเพราะสมองของเจ้าหนูนี้ปราดเปรื่อง เดิมทีข้าก็ไม่ได้คาดการณ์ไว้เช่นนี้”

            ฉินชูที่กำลังจัดการกับของกำนัลหลังการต่อสู้อยู่คลี่ยิ้ม เขารู้แล้วว่าโม่เต้าจื่อยกสมบัติของซูซานเหอให้เขาเพื่อเป็นรางวัล

            เมื่อปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาหลิวหยุนอย่างเว่ยหยวนมาถึง หลิงหยุนจื่อกับลู่หยวนก็กลับมาเช่นกัน

            “ศิษย์พี่ พวกเราพลาดแล้ว จงฮั่นมีชุดเกราะที่เปี่ยมด้วยพลังป้องกันอันแข็งแกร่ง มันกับเฉียนชิงหนีไปจากเขตมหาตราเวทย์ของสำนักได้ แต่ศิษย์น้องตัดแขนซ้ายของมันได้ ขณะไล่ตามไป ศิษย์น้องกับลู่หยวนต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับสูงจากตำหนักพญาจิ้งจอก ทำให้ฆ่าจงฮั่นกับเฉียนชิงไม่ได้” หลิงหยุนจื่อรายงานให้โม่เต้าจื่อฟัง

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เมื่อเห็นสภาพด้านในจวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อ ทั้งศพซูซานเหอ จางจี้และผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักสองคนที่นอนตายอยู่บนพื้น สีหน้าของเว่ยหยวนก็ฉายแววตกตะลึง

            ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาชิงเหยียนอย่างหลินอี้ก็บอกสถานะที่แท้จริงและการกระทำทั้งหมดของจงฮั่นให้เว่ยหยวนฟัง

            ขณะฟังสิ่งที่หลินอี้เล่า เว่ยหยวนก็มองศพของพวกซูซานเหอพลางถอนหายใจ “เรียนท่านผู้เฒ่าทั้งสอง เว่ยหยวนผู้นี้สายตาตื้นเขินมองคนไม่ดีพอ อีกนิดเดียวก็จะนำไปสู่สถานการณ์อันเลวร้าย  ศิษย์คนนี้เต็มใจน้อมรับโทษของทางสำนักขอรับ”

            “การที่พวกเขาไม่ได้พาเจ้าเข้าร่วมการจู่โจมใจกลางมหาตราเวทย์ป้องกันครั้งนี้ แสดงว่าพวกเขาไม่ไว้ใจเจ้า เจ้าแค่ยืนอยู่ผิดฝั่งเท่านั้น ไม่ถือเป็นการทรยศสำนัก ดังนั้นเรื่องทำโทษค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้พวกสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์กำลังโจมตีสำนักชิงหยุนอย่างเต็มกำลัง พวกเรารวมพลังกันต่อสู้กับศึกด้านนอกก่อน” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            “ศิษย์รับทราบแล้ว เว่ยหยวนคนนี้พร้อมต่อสู้จนตัวตายเพื่อชดเชยความผิดครั้งนี้” เว่ยหยวนโค้งตัวเอ่ย

            “เจ้าสำนักจงฮั่นทรยศและทอดทิ้งสำนักชิงหยุน ในสถานการณ์ที่ป้ายลัญจกรชิงหวางไม่ได้อยู่ภายในเขตสำนัก ข้ากับหลิงหยุนจื่อจะสานต่อเรื่องภายในสำนักเอง เอาไว้สถานการณ์สงบลงค่อยเลือกเจ้าสำนักคนใหม่” โม่เต้าจื่อจัดแจง

            เมื่อสถานการณ์ภายในจวนพำนักสงบลง ลู่หยวนก็พาคนจากหออาณัติเข้ามาเก็บศพของพวกซูซานเหอและจางจี้ออกไป และแล้วจวนพำนักของโม่เต้าจื่อก็กลับมาปกติสุขอีกครั้ง

            “เจ้าเป็นคนฉุกคิดได้ ดังนั้นสมบัติทุกชิ้นบนตัวของซูซานเหอจึงตกเป็นรางวัลของเจ้า พอใจหรือไม่” โม่เต้าจื่อหันไปพูดกับฉินชู

            “ศิษย์ควรเริ่มพูดจากตรงไหนดี การที่คิดเป็นห่วงสำนักชิงหยุนย่อมเป็นสิ่งที่ศิษย์พึงกระทำ การที่ท่านผู้เฒ่าโม่มอบสมบัติของซูซานเหอให้ศิษย์นับว่าเป็นน้ำใจมากกว่ารางวัลตอบแทน ดังนั้นศิษย์จึงไม่มีสิทธิ์รู้สึกพอใจหรือไม่พอใจขอรับ” ฉินชูยืดอกพูดขึ้น

            “คำพูดสวยหรู แต่ในใจเจ้าคิดอย่างไร ตัวเจ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร” โม่เต้าจื่อมองเหยียดฉินชู เขาเข้าใจนิสัยของฉินชูดี ลึกๆ แล้วฉินชูเป็นคนโลภมากและเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองชนิดที่หาใครเทียบไม่ได้

            โม่เต้าจื่อก็ให้อิสระแก่ฉินชู ในที่สุดฉินชูก็สามารถกลับไปที่หอศิษย์รับใช้ได้

            เมื่อไม่มีคำสั่งห้าม ฉินชูก็รีบบึ่งมาที่หอศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ทันที

            แม้เป็นเวลากลางดึก แต่ในที่สุดก็กลับมาถึงกระท่อมไม้ที่ผาหินตัด ทำให้ภายในใจของเขารู้สึกสงบลงยิ่งนัก

            ครั้นรุ่งสางมาเยือน ขณะฉินชูกำลังจะเริ่มฝึกตน เอ้อพั่งก็เดินถือไม้กวาดเข้ามา

            “ลูกพี่ กลับมาแล้วหรือ” เมื่อเห็นฉินชู เอ้อพั่งก็ดีใจเป็นที่สุด 

            “อืม เจ้ามาทำอะไร” ฉินชูมองไม้กวาดในมือของเอ้อพั่ง

            “ข้าไม่วางใจให้คนอื่นมาทำความสะอาดที่นี่ ดังนั้นข้าจึงต้องมาทำความสะอาดเองทุกวัน ทั้งนี้ก็เพื่อแวะมาดูด้วยว่าลูกพี่กลับมาหรือยัง” เอ้อพั่งพูดขึ้นเสียงแผ่ว

            ในวันที่ฉินชูไม่อยู่ หอศิษย์รับใช้ก็เงียบสงัด เงียบจนน่ากลัว เพราะทุกคนขาดที่พึ่งทางใจ

            ฉินชูตบไหล่เอ้อพั่ง “ข้ากลับมาแล้วนี่ไง เจ้าจงไปเตรียมสุราไว้ตอนเที่ยง แล้วตามพวกไป๋อวี้กับหลินเจิ้งมาสังสรรค์กัน”

            เมื่อเอ้อพั่งจากไป ฉินชูก็เริ่มฝึกวิชากระบี่ต่อ การฝึกที่ผาหินตัดทำให้จิตใจของเขาสงบนิ่งเป็นพิเศษ แต่สงบนิ่งได้ไม่นาน ไป๋อวี้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา

            ฉินชูเก็บกระบี่ ก่อนผายมือให้ไป๋อวี้นั่งลง

            “ลูกพี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ก้นยังไม่ทันถึงเก้าอี้ ไป๋อวี้ก็โพล่งถามขึ้นทันที เพราะการกลับมาของฉินชูยังถือเป็นความลับ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้

            เนื่องจากไป๋อวี้ไม่ใช่คนนอก ฉินชูจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้ให้ไป๋อวี้ฟัง

            “คนของราชวงศ์เฉียนซ่อนตัวอยู่ทุกที่จริงๆ” ไป๋อวี้อุทานขึ้นอย่างใจหาย

            “พวกสารเลวพวกนี้รับมือยากมาก อีกนิดเดียวพวกมันก็จะทำสำเร็จแล้ว” ฉินชูเอ่ย

            “จำเป็นต้องนิ่งเฉยไว้ก่อน เพราะพวกเรายังไม่ปีกกล้าขาแข็งและยังมีพลังไม่มากพอที่จะต่อกรกับพวกนั้น” ไป๋อวี้พูดขึ้นเช่นกัน

            ฉินชูพยักหน้าเห็นด้วย เขาไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันยุ่งเหยิงพวกนี้ แต่ทั้งหมดเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับให้เข้าใกล้ไปทีละก้าว

            หลังจากสังสรรค์กับไป๋อวี้กับพวกหลินเจิ้งเสร็จ ฉินชูก็กลับมาหาโม่เต้าจื่อที่จวนพำนัก

            “จงทำใจให้สงบและฝึกตนต่อไป สถานการณ์ตอนนี้ยังคงวุ่นวายอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นเอาไม่อยู่” เมื่อเห็นฉินชูกลับมา โม่เต้าจื่อก็ชิงพูดขึ้นทันที

            “งั้นต้องคอยดูต่อไปว่าพวกราชวงศ์เฉียนจะทำอย่างไรต่อ พวกเขาอุตส่าห์วางแผนมายาวนาน คงไม่มีทางวางมือโดยง่ายอย่างแน่นอน” ฉินชูพูดขึ้น

            “ใช่แล้ว ราชวงศ์เฉียนไม่มีทางวางมือโดยง่ายอย่างแน่นอน ต้องมาดูว่าพวกเขาจะใจกล้ามากแค่ไหน อันที่จริงพวกเขานั้นแข็งแกร่ง มีพลังสู้รบ ยังไม่ต้องพูดถึงจักรพรรดิเฉียน ลำพังแค่องค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียนก็นับว่าเป็นผู้ฝึกคนที่แข็งแกร่งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้” โม่เต้าจื่อพูดกับฉินชู

            “เป็นสตรีอีกแล้วหรือ” ฉินชูแปลกใจ เพราะเขาเพิ่งจะเจอกับสตรีที่เป็นอสูรจำแลงกายขั้นที่หกไปหยกๆ 

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน