วันนี้เป็นวันที่สองสามีภรรยาทำบุญขึ้นบ้านใหม่ จากนั้นก็จะทำการย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งทุกอย่างเซี่ยซูมี่จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือเพียงย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเท่านั้น
ซ่งเวยหลงไม่ได้เชิญผู้คนมาร่วมงานมากมายนัก หากแต่มีเพียงแค่ท่านผู้เฒ่าจู ครอบครัวท่านป้าจางที่เป็นแม่สื่อ ครอบครัวอาจื่อ และครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านเพียงเท่านั้น อาหารการกินเซี่ยซูมี่เป็นคนจัดการเองทั้งหมด โดยมีน้องสาวของอาจื่อเป็นลูกมือ
“ขอบใจเจ้ามากนะอาเหมย หากไม่ได้เจ้าข้าคงทำไม่ทันเป็นแน่” เซี่ยซูมี่กล่าวขอบคุณโจวเหมยเหมยที่มาช่วยงานตั้งแต่ยามอิ๋น
“อาซ้อไม่ต้องสุภาพ คนกันเองทั้งนั้น” โจวเหมยเหมยเอ่ย
จริงๆ แล้วทั้งสองคนอายุเท่ากัน แต่เป็นเพราะเซี่ยซูมี่คนเก่าขี้โรคจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านไปไหน จึงไม่มีเพื่อนสมัยวัยเด็กเช่นคนอื่นๆ มีเพียงพี่สาวอย่างเซี่ยซือมั่นเท่านั้นที่เป็นทั้งพี่และเพื่อน นานวันเข้าคนพี่เริ่มโตเป็นสาว จึงไม่ได้สนิทสนมกันเหมือนวัยเด็ก
“แขกเริ่มมากันแล้ว ออกไปต้อนรับแขกเถอะที่เหลือข้าจัดการเองเจ้าค่ะ” โจวเหมยเหมยเอ่ยขึ้นเมื่อเริ่มได้ยินเสียงแขกบ้างแล้ว
“เช่นนั้นข้าขอฝากเจ้าจัดการต่อด้วยนะ” เซี่ยซูมี่พูดยิ้มๆ เพราะตอนนี้สามีเข้ามาตามถึงในห้องครัวแล้วเช่นกัน
“รีบไปเถอะเจ้าค่ะ” โจวเหมยเหมยพูดยิ้ม พร้อมทั้งส่งสายตาล้อเลียนซ่งเวยหลงที่ตนนั้นรักเสมือนพี่ชาย
“ฝากด้วย” ซ่งเวยหลงดีดหน้าผากน้องสาวสหายไปหนึ่งที ข้อหาส่งสายตาล้อเลียนเขา
เมื่อแขกมาครบก็เริ่มกินเลี้ยงสังสรรค์กัน พร้อมทั้งรับคำอวยพรจากผู้ใหญ่ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวของทั้งสองคนเอง อีกทั้งยังมีของขวัญสำหรับขึ้นบ้านใหม่ติดไม้ติดมือมาฝากด้วย
“ยินดีด้วยนะอาหลง ป้าไม่ค่อยได้มาหา ได้แต่ให้อาจื่อมาคอยสอดส่องดูแล ในที่สุดหลานก็มีวันนี้กับเขาเสียที” ท่านป้าโจวกล่าว
“ขอบคุณขอรับท่านป้า นี่ซูมี่ภรรยาของข้าขอรับ” ซ่งเวยหลงแนะนำภรรยาของคนให้กับตระกูลโจวรู้จัก
“คารวะท่านป้า คารวะท่านลุงเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ทำความเคารพญาติผู้ใหญ่
เมื่อทักทายแขกที่มาในงานแล้ว ก็ได้เวลากินเลี้ยงฉลอง อาหารสำหรับแขกในวันนี้ถือว่าจัดเต็มมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเรื่องการต้อนรับแขกของบ้านซ่ง ที่พวกเขานั้นเอาใจใส่แขก ทั้งอาหารจานเนื้อ คาว หวาน ทุกอย่างล้วนเลิศรส อดอิจฉาซ่งเวยหลงไม่ได้ที่ได้ภรรยาดี
“อาหารบ้านซ่งช่างเลิศรสนัก เป็นบุญของข้าที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้” ท่านผู้นำอดไม่ได้ที่จะกล่าวชมในการต้อนรับของเจ้าของบ้าน
“ขอบคุณท่านผู้นำหมู่บ้านขอรับ ที่ให้เกียรติมางานเล็กๆ ของพวกเราในวันนี้ ข้าและภรรยารู้สึกซาบซึ้งใจมากขอรับ” ซ่งเวยหลงเอ่ย
“ข้าเองก็เห็นเจ้าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ขอพรานซ่งอย่าได้เกรงใจ มีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยก็บอกได้ เจ้าด้วยนะซูมี่” ท่านผู้นำเอ่ย
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่กล่าวขอบคุณ
เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลงสองสามีภรรยาก็ช่วยกัน เก็บกวาดบ้าน จากนั้นก็ล้างถ้วยชาม โดยปฏิเสธความช่วยเหลือจากโจวเหมยเหมย เนื่องจากว่าต้องการให้นางกลับบ้านไปพักผ่อน ลำพังแค่ให้ช่วยทำอาหารก็รู้สึกเกรงใจมากแล้ว
“เสร็จสิ้นกันเสียที ต่อจากนี้ไป ขอให้ชีวิตของเราสองคน มีแต่ความสุขนะเจ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้นหลังจากที่ช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรียบร้อย ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเตรียมตัวจะเข้านอน ในบ้านหลังใหม่ เตียงหลังใหม่ผ้าห่ม ผืนใหม่
ชีวิตใหม่ของเซี่ยซูมี่กำลังเริ่มต้นขึ้น สองสามีภรรยาย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ทันก่อนที่หิมะจะตกลงมาพอดี หลังจากผ่านเรื่องราววุ่นวายมา เรียกได้ว่าทั้งสองคนใช้ชีวิตสงบสุขมากยิ่งขึ้น
“ปีนี้หิมะตกเร็วกว่าทุกปี อีกทั้งยังตกหนักมากอีกด้วย” ซ่งเวยหลงนอนกอดภรรยาบนเตียง หลังจากที่ฉลองบ้านใหม่ เตียงใหม่กันมาทั้งคืน
“จริงหรือเจ้าคะ ตกหนักเช่นนี้ คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะเจ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ถามขึ้น พร้อมทั้งคิดตามในสิ่งที่สามีพูด
“ฤดูหนาวผู้คนส่วนมากเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน พวกเขาถึงมักจะมีลูกกัน ในช่วงนี้ เสียเป็นส่วนใหญ่” ซ่งเวยหลงกอดภรรยาแน่นขึ้นอย่างสื่อความหมาย
“วันนี้พอแล้วเจ้าค่ะ ท้องข้าร้องประท้วงแล้วนะเจ้าคะ” เซี่ยซูมี่พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เนื่องจากว่าถูกสามีจับกินตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน จนช่วงสายของวันนี้เจ้าแท่งอุ่นยังคงทิ่มหลังอยู่เลย
“อืม…พี่ขอนอนกอดน้องอีกสักครู่ได้หรือไม่? อยู่ตัวคนเดียวมานาน ปีนี้เป็นปีแรกที่มีคนมาอุ่นเตียงด้วย” ซ่งเวยหลงอ้อนภรรยา เดี๋ยวนี้ต้องบอกว่าชายหนุ่มไม่ใช่พรานป่าใสซื่ออีกต่อไป เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนัก หากต้องการจะกินเนื้อหวาน มีหรือที่เซี่ยซูมี่จะไม่อ่อนระทวย
“ก็ได้เจ้าค่ะ” ในที่สุดก็ตกหลุมพรางของเขาจนได้
กว่าที่ทั้งสองจะได้กินข้าวเช้า เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงอาหารมื้อกลางวัน หญิงสาวหน้างอที่ถูกสามีจับกิน ปล่อยให้ตนเองนั้นต้องหิ้วท้องรอจนท้องไส้ร้องประท้วง
“มองหน้าข้าทำไมเจ้าคะ” เซี่ยซูมี่กำลังหงุดหงิดเพราะโมโหหิว คนหิวไส้จะขาด แต่ดูเขาทำกลับยิ้มหน้าระรื่น ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้แท้ๆ
“มองหน้าคนหิวแล้วพาล ทั้งที่ก่อนหน้าก็ให้ความร่วมมือกับพี่ดี ไม่เห็นบ่นว่าหิวเลยสักนิด เอาแต่บอกว่า….” ไม่ทันพี่ฝ่ายชายจะพูดจบ หญิงสาวก็รีบเอื้อมมือเล็ก มาปิดปากของเขาเอาไว้
“หยุดเลยเจ้าค่ะไม่ต้องพูดอะไรแล้วรีบกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ กับข้าวเย็นชืดหมดแล้ว” เซี่ยซูมี่รู้ว่าสามีจะพูดอะไร ตอนนี้ตัวเองหน้าแดงด้วยความเขินอาย ไม่คิดว่าเขาจะพูดเรื่องพวกนี้ ราวกับว่าคุยเรื่องดินฟ้าอากาศกันเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย
หลายวันผ่านไป หิมะยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ทางด้านท่านผู้นำของหมู่บ้านก็เกณฑ์ชายหนุ่มให้ไปช่วยกันกวาดหิมะ เพราะบ้านบางหลังคาเรือนก็ถล่มลงมาเนื่องจากว่าหิมะหนาทำให้หลังคา รับน้ำหนักไม่ไหว
“พี่จะไปช่วยเขามุงหลังคาให้บ้านไป๋ น้องอยู่คนเดียวได้หรือไม่” ซ่งเวยหลงอดเป็นห่วงภรรยาไม่ได้ แต่ก็อยากจะไปช่วยชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากว่าทุกคนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า
“ข้าอยู่ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ไปช่วยพวกเขาเถิดไม่ต้องเป็นห่วงข้า ระวังตัวเองด้วยนะเจ้าคะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยเห็นด้วย ที่สามีนั้นเริ่มจะมีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่น เนื่องจากว่าที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตราวกับชายป่า ที่อยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพังบนโลกใบนี้เท่านั้น
“เช่นนั้นพี่จะรีบไปรีบกลับ หากน้องหิวให้หาอะไรกินก่อนไม่ต้องรอพี่เข้าใจหรือไม่” โดยปกติแล้ว ภรรยาของเขามักจะอยู่รอ กินข้าวกับตนทุกมื้อ แต่วันนี้เขาจะออกไปช่วยชาวบ้านมุงหลังคา ไม่รู้ว่าตนจะได้กลับเมื่อไหร่ ไม่อยากจะให้ภรรยาหิ้วท้องรออย่างไม่มีกำหนด สู้ให้นางกินอิ่มนอนหลับ ในบ้านหลังใหญ่ที่แข็งแรงนี้ดีกว่า
“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ หากหิวข้าจะรีบกินในทันที แบบนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?” เซี่ยซูมี่พูดประจบ เพื่อให้สามีวางใจและเลิกเป็นห่วงตนได้แล้ว
หลังจากนั้นไม่นานอาจื่อก็มารับซ่งเวยหลงไปยังบ้านที่ประสบ ภัยพิบัติในครั้งนี้ทันที ซึ่งไม่ได้มีเพียงหลังคาเดียวเท่านั้น หากแต่มีนับ 10 หลังคาเรือน ที่โดนพายุหิมะถล่มในครั้งนี้ รวมไปถึงบ้านของตระกูลเซี่ยด้วย
ซ่งเวยหลงเลือกที่จะไปช่วยเหลือบ้านอีกฝั่ง ไม่คิดที่จะไปใกล้ บ้านเก่าของภรรยา เนื่องจากว่าพวกเขาได้ทำหนังสือตัดขาดกันแล้วเรียบร้อยตนไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนผิดสัญญา จึงชวนอาจื่อไปยังบ้านทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทางตรงกันข้ามกับทางไปบ้านเก่าของเซี่ยชูมี่
“ท่านไม่คิดจะไปดูบ้านพ่อตาแม่ยายของท่านหน่อยหรือ ข้าได้ยินมาว่า หิมะตกในครั้งนี้บ้านของตระกูลเซี่ยแทบจะพังลงมาทั้งหลัง” อาจื่อพูดขึ้น
“เจ้าเองก็น่าจะรู้ ว่าข้ากับคนบ้านนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกันอีก” ซ่งเวยหลงปรายตามองสหายที่ทำราวกับว่า ไม่รับรู้เรื่องก่อนหน้านี้มาก่อน
“ข้ารู้ หากเพียงแต่คิดว่า ควรไปดูในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น” อาจื่อพูดขึ้น
“ข้าไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก ไม่เช่นนั้นเจ้ากับข้าก็แยกกันไปคนละทาง หากเจ้าเป็นห่วงเป็นใยคนบ้านนั้น ก็อย่ารอช้ารีบเร่งฝีเท้าไปเสียเถิด” ซ่งเวยหลงไม่คิดจะอธิบายใดๆ อีก ในเมื่อคิดเห็นกันคนละทางก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องพูดหรืออธิบายกันอีกให้ยืดยาว
“ไอหยา… ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ท่านโกรธ หากว่าเจ้าไม่พอใจ ข้าก็จะไม่พูดถึงพวกเขาอีก” อาจื่อรู้สึกผิด ที่ทำให้สหายโกรธ
“ข้าไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธหรือไม่พอใจเจ้า หากเพียงแต่ว่าอยู่กับข้า ขอเจ้าอย่าได้พูดถึงคนบ้านนั้นอีก เพราะข้าไม่ต้องการจะทำให้ฮูหยินของข้าไม่สบายใจ” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ไม่คิดที่จะเสวนาอันใดอีก เขาเร่งฝีเท้าให้ไปถึงบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นก็ช่วยชาวบ้านมุงหลังคาใหม่ให้ทันก่อนที่หิมะจะตก
ชาวบ้านแถวนั้นต่างแปลกใจ ที่จู่ๆ พรานซ่งผู้รักสันโดษไม่ค่อยมาสุงสิงกับใคร แต่ครั้งนี้ถึงกับลงทุนมาช่วยมุงหลังคาด้วยตนเอง อีกทั้งยังขยันขันแข็ง ช่วยงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่อากาศข้างนอกนั้นหนาวยิ่งนัก แต่เขากลับไม่บ่นแม้แต่ครึ่งคำ ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ทำให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ ซ่งเวยหลงได้รับคำชมอย่างล้นหลาม
เมื่อช่วยมุงหลังคาบ้านที่เหลือเสร็จเรียบร้อย ซ่งเวยหลงที่เป็นห่วงภรรยา เนื่องจากว่านางอยู่บ้านคนเดียว แม้ว่าบ้านใหม่จะแน่นหนาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประมาทได้
“ไม่อยู่ดื่มด้วยกันก่อนหรือพรานซ่ง อากาศหนาวเช่นนี้ดื่มให้ร่างกายอบอุ่นกับพวกข้าก่อนเถิดแล้วค่อยกลับบ้าน” ชาวบ้านรุ่นราวคราวเดียวกัน พอที่จะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง เอ่ยชวนซ่งเวยหลงให้ร่ำสุรากับพวกเขาก่อน
“ขอบคุณในน้ำใจของพวกท่านมาก แต่งานเสร็จแล้วข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ฮูหยินของข้าอยู่ที่บ้านคนเดียว เกรงว่านางกำลังรอข้ากลับบ้านอยู่” ซ่งเวยหลงรับน้ำใจของพวกเขา แต่ไม่สามารถอยู่ร่ำสุรากับพวกเขาได้ ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นกับตาว่าภรรยาปลอดภัยดี เป็นเวลาเกือบทั้งวันที่ตนออกมาช่วยชาวบ้านซ่อมหลังคา จนตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามโหย่ว ไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะทำสิ่งใดอยู่
“ท่านนี้ช่างกลัวเมียเสียจริง ชายชาตรีหาได้กลัวเมียไม่ ฮ่าๆ ผู้หญิงควรจะอยู่ใต้อานัตของชายชาตรีเช่นเราสิถึงจะถูก” ชาวบ้านท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายคนเมา
“เช่นนั้นก็เชิญท่านชายชาตรีร่ำสุราต่อไปเถิด ส่วนข้านั้นเป็นห่วงภรรยายิ่งนัก พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะหิ้วท้องรอกินข้าวหรือไม่ แล้วพวกท่านเล่า ไม่ต้องไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาลูกเมียหรือ?” ซ่งเวยหลงพูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป ไม่คิดที่จะเสียเวลาสนทนากับขี้เมาพวกนั้น ใช่ว่าตนไม่กินเหล้า เขากินมากกว่าคนพวกนี้เสียอีก แต่ตอนนี้ชายหนุ่มได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากภรรยาไม่ชอบให้ตัวเขานั้นมีกลิ่นเหล้าติดตัว