สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_59_สัตว์ประหลาดอีกตนถือกำเนิด

    บทที่ 59 : สัตว์ประหลาดอีกตนถือกำเนิด


    “ช่างเถอะ ออกไปเดินสำรวจนิกายดีกว่าดูว่าสองสามวันมานี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง” หลินเฟิงพึมพำกับตนเองก่อนจะเปิดระบบแผนที่นิกาย แล้วก็เริ่มตรวจสอบ


    ยอดเขาข้างเคียง เป็นจุดที่อยู่ของเหล่าสาวกฝึกหัด


    ศิษย์ฝึกหัดจำนวนหลายร้อยคน หลังจากปฏิบัติภารกิจประจำวันที่ได้รับมอบหมายจากนิกายจนเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนมากก็ใช้เวลาไปกับการฝึกฝนพัฒนาฝีมือกันอย่างหนัก


    ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาศิษย์ฝึกหัดหลายคนเข้าไปทดสอบความสามารถที่บันไดเฉียนชำเลือง ขัดเกลาร่างกาย พัฒนาความแข็งแกร่งฝึกฝนจิตใจ ดำดิ่งจมลึกถึงห้วงภวังค์สัมผัสถึงอำนาจเต๋าอันลึกลับยากหยั่งถึง โดยหวังว่าตนเองจะได้เลื่อนสถานะกลายเป็นศิษย์ฝ่ายนอกโดยเร็วที่สุด


    น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครผ่านการทดสอบ


    ทว่าความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาท้อแท้สิ้นหวัง แต่กลับตรงกันข้ามพวกเขายิ่งมีแรงฮึดแรงบันดาลใจในการต่อสู้ฝ่าฟัน เจตจำนงแรงกล้ามาดหมายให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น


    ยอดเขาซึ่งเป็นพักอาศัยของศิษย์ฝ่ายนอก


    หลังจากที่ลี่เซิ่งหนานผสานหลอมรวมกับ [เคล็ดต้นแบบสาวก กายาดาราม่วง] ได้สำเร็จ ในทุก ๆ วันก็ใช้เวลาอยู่ที่อารามดวงดาราเพื่อฝึกฝนสัมผัสถึงพลังดารา


    พื้นฐานฝึกตนได้พัฒนาจากระดับห้าผสานปราณสู่ระดับเจ็ดทะลวงปราณ เท่ากับว่าพื้นฐานฝึกตนเพิ่มขึ้นสองระดับ ปราณวาสนาของบุตรแห่งโชคชะตาเพิ่มขึ้นเป็นสองหมื่น


    หลังจากทั่วป๋าคุนครอบครอง [กายาผู้บงการอสูร] ก็สามารถผสานหลอมรวมร่างวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ [ปีศาจวานรดับโลกา] ได้เป็นผลสำเร็จ


    ลานฝึกของศิษย์ฝ่ายนอก


    ด้านหลังทั่วป๋าคุนมีร่างปีศาจวานรดับโลกาขนาดเท่าเนินภูเขาลูกย่อม ๆ เฉกเช่นดั่งเจตจำนงฟ้าดินแต่ก็ยังเล็กกว่ามาก


    แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม


    ดวงตาของวานรดับโลกาเป็นสีแดงก่ำประดุจโลหิต บรรยากาศที่แผ่ออกมาเต็มไปด้วยแรงกดดันอันแสนชั่วร้ายไม่ต่างจากปีศาจ เพียงแค่ชำเลืองมองก็สามารถทำให้ผู้คนสั่นสะท้าน


    “บดขยี้!”


    ทั่วป๋าคุนแผดเสียงตะโกน ปล่อยหมัดใส่อากาศที่อยู่ด้านหน้า


    ทันใดนั้นพื้นที่ด้านหน้าก็เกิดการสะเทือนอย่างรุนแรง พลังบดขยี้รุนแรงที่ปลดปล่อยออกไปราวกับคลื่นกระแทก


    ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับภาพจำแลงปีศาจวานรดับโลกาที่อยู่ด้านหลัง ก็ยกแขนยาวของมันขึ้นแล้วปล่อยหมัดออกไป


    สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าว่าพลังหมัดที่ปล่อยออกมาเสมือนระลอกคลื่นกำลังพวยพุ่งไปด้านหน้า ซึ่งมวลพลังมหาศาลอย่างยิ่ง


    โชคดีที่ลานฝึกของศิษย์ฝ่ายนอก ระบบจัดสร้างไว้อย่างแข็งแรงชนิดที่ว่าไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถต้านพลังหมัดอันมหาศาลของปีศาจวานรดับโลกาได้ เพราะเพียงแค่หมัดเดียวพลังทำลายล้างของมันก็มากพอที่จะบดขยี้ลานฝึกทั้งหมด


    พลังการต่อสู้ทะยานขึ้นสู่ระดับหกปราณผกผัน ก้าวข้ามขอบเขตอันยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์


    ...


    อีกด้านหนึ่งของยอดเขาศิษย์ฝ่ายนอก


    เมิ่งเสี่ยวซิงยืนตัวตรงถือหอกวายุอรุณหมื่นปักษา หรี่ตาลงเล็กน้อยเสมือนดั่งกำลังเล็งเป้าหมาย ร่างของเขานิ่งสงบไม่ไหวติงราวกับรูปปั้น เมื่อแหงนมองขึ้นไปด้านบนจะเห็นเสมือนดั่งเทพสงครามจุติสู่โลกา


    หากเข้าไปใกล้แลสำรวจอย่างระมัดระวัง จะสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งหอกอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา


    อึดใจต่อมา


    ท่ามกลางเสียงกัมปนาทกึกก้อง แสงสีเงินสว่างเจิดจ้าก็ระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน


    หอกวายุอรุณหมื่นปักษาเสมือนดั่งมังกรเหินทะยานออกจากมหาสมุทรพวยพุ่งทะลวงขึ้นสู่บรรยากาศอันว่างเปล่า แสงหอกสีเงินสว่างเจิดจ้าเจาะทะลวงเข้าใส่ชั้นบรรยากาศอันว่างเปล่าจนเกิดเป็นจุดสีดำเสมือนดั่งแหวกทะลวงมิติ


    ช่างเป็นจุดจบที่ไร้เทียมทาน


    พื้นฐานฝึกตนพัฒนาขึ้นจากระดับห้าผสานปราณไปสู่ระดับเจ็ดทะลวงปราณ


    “ทำได้ไม่เลวทีเดียว พวกเขาทั้งสามโดดเด่นตั้งแต่รับการทดสอบจากบันไดเฉียนคุน จนได้เลื่อนสถานะเป็นศิษย์ฝ่ายนอก”


    “ไม่เสียแรงที่เจ้านิกายผู้นี้ให้คำชี้แนะด้วยตนเอง พวกเขาทั้งสามไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริง ๆ นอกจากจะไม่หยิ่งทะนงหลงลำพองที่ตนเองมีกายาพิเศษเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป กลับตรงกันข้ามพวกเขาต่างหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก จนความแข็งแกร่งของตนเองเพิ่มขึ้น”


    หลินเฟิงยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ


    “เพราะพวกเขาทั้งสามเป็นแบบอย่าง เหล่าบรรดาศิษย์ฝึกหัดทั้งหลายจึงมีจิตวิญญาณต่อสู้อย่างเปี่ยมล้น นับเป็นเรื่องที่ดี” หลินเฟิงกวาดตามองศิษย์ฝึกหัดหลายร้อยคนแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


    จากนั้นก็กวาดตามองไปยังยอดเขาของศิษย์ฝ่ายใน


    เย่จิงอวิ๋นยังคงฝึกฝนหมัดเทพทลายอย่างหมั่นเพียร หากให้เปรียบเทียบพลังหมัดในอดีตกับปัจจุบัน กล่าวได้ว่ายามนี้พลังอลังการเป็นอย่างมาก ทั้งยังกระฉับกระเฉงขึ้นกว่าเดิม


    แม้การปล่อยหมัดแต่ละครั้งจะค่อนข้างเชื่องช้าอยู่บ้างก็ตาม แต่พลังหมัดที่รุนแรงก็สามารถทำให้พื้นที่ชั้นบรรยากาศที่ว่างเปล่าสั่นกระเพื่อมราวกับระลอกคลื่น บางครั้งยังเกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาทราวกับสายอัสนีฟาดผ่า


    ทางด้านเย่เสวียนกำลังฝึกกระบี่อยู่ในสถานที่เงียบสงบที่ตนเองพบเจอ ยามนี้วิชากระบี่ฝึกฝนเข้าสู่กระบวนท่าที่สาม


    ส่วนหยู่เหวินเซิ่งซิน ความเร็วในการฝึกตนของนางราวกับสัตว์ประหลาด เพียงไม่นานพลังของนางก็ฟื้นฟูจากระดับเซียนแท้จริงไปสู่ระดับราชันมรรตัย ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวเปี่ยมไปด้วยอำนาจคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว


    หากสำนักอื่นรู้ว่านิกายเทพกระบี่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าพวกนั้นจะทำอย่างไรกัน?


    เมื่อหลินเฟิงเห็นว่าทั้งนิกายเทพกระบี่เจริญรุ่งเรืองดีวันดีคืนอย่างไร้สิ้นสุด เขาก็รู้สึกปีติไม่น้อย


    “ว่าแต่… รางวัลชิ้นใหญ่ที่ระบบเสนอให้ก่อนหน้า [ถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชน] ยังไม่ลองใช้เลยนี่"


    “ตอนนี้ระดับฝึกต้นของข้ายังคงหยุดนิ่ง ถึงเวลาที่ข้าจะต้องออกไปค้นหามรดกในถ้ำ บางทีอาจจะมีโอกาสดี ๆ รออยู่ก็ได้”


    เขารำพึงรำพันกับตนเองก่อนจะเปิดระบบแผนที่


    เมื่อเปิดแผนที่ออกดู ก็ต้องแสดงท่าทางตกตะลึง


    ขณะที่ดูแผนที่ หลินเฟิงเห็นสตรีสวมชุดดำกำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้ถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชน


    แย่แล้ว?


    หมายความว่าอย่างไรกัน?


    สตรีผู้นี้ไม่น่าจะใช่เจ้าสำนักใด?


    ปากของหลินเฟิงกระตุก


    โชคดีที่เปิดดูแผนที่ถ้ำมรดกได้ทันเวลา


    มิฉะนั้นถ้ำมรดกสืบทอดที่ระบบมอบให้จะต้องถูกสตรีผู้นี้แย่งชิงไปโดยไม่รู้ตัว


    “หืมม∼? ไม่ถูกต้อง!”


    “กล่าวตามตรงถ้ำมรดกเหล่านี้ผู้ที่พบเจอมักจะมีวาสนายิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบมอบให้ คนธรรมดาไม่สามารถหาเจอได้อยู่แล้ว?”


    “เป็นไปได้ไหมว่าสตรีชุดดำผู้นี้เป็นบุตรแห่งโชคชะตาอีกคน?”


    “ถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ในดาวเคราะห์สีคราม มีนิยายกำลังภายในแฟนตาซีหลายเรื่องเขียนให้ผู้หญิงมักเจอถ้ำมรดกโดยบังเอิญอยู่เสมอ เราเองก็พบเจอมรดกถึงได้ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดเช่นนี้"


    “นิยายดัง ๆ หลายเรื่อง ก็ชอบลอกเลียนพล็อตเรื่องเดิม ๆ เอามาเขียนกันให้พรืด”


    “เฮ้อออ ∼ ในฐานะเจ้านิกายคงต้องตรวจสอบดูสักหน่อยว่าเจ้าเทพแค่ไหน?”


    เมื่อคิดได้เช่นนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนมุมปากของหลินเฟิง จากนั้นวิชาลับสวรรค์ก็ถูกเปิดใช้งาน


    ไม่นานนักแถบข้อมูลก็ปรากฏขึ้น


    ชื่อ: ตู๋กูชิงหมิง


    อายุ: 16 ปี


    ขอบเขต : เซียนแท้จริง


    พรสวรรค์ : มีพลังเคลื่อนย้ายผ่านมิติ (ถูกผนึก)


    กายา : กายาศักดิ์สิทธิ์หายนะ (ถูกผนึก) , อริยะผู้กลับชาติมาเกิด


    …


    "อะไรกัน?"


    "อริยะผู้กลับชาติมาเกิด!?"


    "กายาศักดิ์สิทธิ์หายนะ!"


    "มีพลังเคลื่อนย้ายผ่านมิติ!!!"


    หลังจากเห็นข้อมูลของตู๋กูชิงหมิง หลินเฟิงก็ขยี้หูขยี้ตาด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาแทบจะหลุดร้องอุทานออกมายิ่งกว่าครั้งที่เจอกับหยู่เหวินเซิ่งซิน


    เจ๋งเป้งไปเลย!


    ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตู๋กูชิงหมิงจะพบเจอกับถ้ำมรดกแห่งนี้ แสดงให้เห็นว่าสัตว์ประหลาดอีกตัวได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว


    แต่ว่าอริยะคืออันใดน่ะหรือ?


    มันคือมหาอำนาจที่อยู่เหนือกว่ามหาปราชญ์ที่ทรงพลัง เป็นนายเหนือหัวผู้ปกครองทวีปดินแดน เปรียบเสมือนดั่งเทพเจ้าในสายตาของเหล่านักรบผู้ฝึกตน


    เป็นการดำรงอยู่อันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง


    เพียงแค่คิด พวกเขาก็สามารถจัดการกับราชันหรือจักรพรรดิให้หายไปในพริบตา เพียงแค่ชำเลืองมองก็สามารถทำให้มหาปราชญ์ยอมคุกเข่าศิโรราบ...