ตอนที่ 7 (ภาค 2): ธงที่ถูกจ้องมอง
“ธงยิ่งโบกไหวสูงเท่าไร…เงาที่จ้องมันจากพื้นดินยิ่งยาวขึ้นเท่านั้น”
ยามรุ่งเช้า หลังชัยชนะเหนือซือหยู
เมืองหน้าด่านฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นหลันชิง—เมืองจื้อเฉิง
ตื่นขึ้นพร้อมข่าวที่ทำให้ทั้งเมืองหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“กองทัพขอบฟ้าครามของเฟิงิ ได้ทะลวงแนวค่ายผาหยาดฝน
และบุกเข้าสู่พรมแดนซือหยูสำเร็จแล้ว!”
ชาวบ้านตะลึงงัน ทหารแนวหลังวิ่งหาคำยืนยัน
แม่ทัพท้องถิ่นถึงกับโยนขลุ่ยสั่งแตรลั่นเมืองทันที
เพียงในค่ำคืนเดียว—ชื่อของเฟิงิกลายเป็สายลมที่พัดถึงทุกบ้าน
แต่มิใช่สายลมแห่งข่าวดีสำหรับทุกคน…
ราชสภาหลันชิง — เื้ัความเงียบ
ในห้องประชุมใหญ่ของหอฟ้าคราม
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันกำยาน แผ่นกระดานรายงานข่าวสารถูกเรียงเป็ตั้ง
แม่ทัพซ่งเจี้ยนยืนเงียบ มือไขว้หลัง สายตามองไปยังกลุ่มขุนนาง
แต่ไม่มีใครเอ่ยชม หรือยกย่องเฟิงิสักคำเดียว
เสียงของ “ขุนนางใหญ่ฝ่ายทหาร” จางไถ่ดังขึ้นก่อน
“เด็กนั่นชักนำธงหลันชิงเข้าแดนผู้อื่นโดยไร้การลงนามในสนธิสัญญาใด ๆ…
แม้ผลลัพธ์จะเป็ชัย แต่หากพรุ่งนี้เกิดศึกใหญ่ พวกเราจะว่าอย่างไรกับแคว้นอื่น?”
เสียงหนึ่งตอบกลับจากขุนนางอีกคน
“หรือว่า…เ้าหวั่นไหวเพราะ ‘ชื่อของเขา’ เริ่มดังกว่าเสียงจากห้องนี้?”
เสียงในห้องประชุมตึงเครียดในทันใด
แม่ทัพซ่งเจี้ยนไม่ได้พูดอะไร
แต่ในใจ…เขารู้ดีว่า าที่รอเฟิงิต่อไปนั้น อาจไม่ใช่ศึกกลางสนามรบอีกแล้ว
อีกด้านหนึ่ง — ณ ค่ายหลักขอบฟ้าคราม
เฟิงินั่งอยู่ในกระโจมบัญชาการ
โต๊ะไม้หน้าตัวเขาเต็มไปด้วยจดหมาย
บางฉบับส่งมาจากแม่ทัพท้องถิ่น
บางฉบับ…ไม่เปิดเผยชื่อผู้ส่ง
ในมือเขาคือจดหมายหนึ่งที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มีเพียงประโยคเดียวเขียนไว้ด้วยหมึกจาง
“ธงที่สูงเกินไป…ย่อมเป็เป้าของทุกธนูในสนาม”
เฟิงินิ่งไปนาน ก่อนเงยหน้าขึ้น
เหยียนหลีเดินเข้ามาพร้อมเอกสารข่าวกรองจากโม่เฉิน
“ข้าสังเกตได้…ดวงตาเ้าชักเริ่มหม่นลงอีกครั้ง”
นางพูดเสียงเรียบ
“ข้ารู้สึกได้…ว่าศึกที่ข้ากำลังจะเผชิญ
มิได้อยู่ข้างนอก…แต่อยู่ ‘ในใจคนของเราเอง’”
ภายใต้กำแพงหลวง — คำเชิญจากราชสภา
สามวันหลังข่าวชัยชนะของเฟิงิแพร่ไปถึงเมืองหลวง
ตราประทับราชสภาในซองขาวไร้ตราประจำตระกูล ก็มาถึงค่ายขอบฟ้าคราม
“ขอเชิญท่านขุนศึกเฟิงิเข้าสู่การประชุมราชสภา…
เพื่อชี้แจงต่อชัยชนะในศึกข้ามแคว้น ณ หอคำวินิจฉัย”
นั่นคือคำเชิญ…หรือคือหมายศาล?
เฟิงิเดินเข้าสู่หลันชิงท่ามกลางเสียงคนะโชื่อเขาข้างถนน
แต่เื้ักำแพงสูงของราชสภา กลับเงียบงันเหมือนปราสาทร้าง
ในห้องประชุม หัวโต๊ะยังคงว่างเปล่า
แม่ทัพซ่งเจี้ยนไม่ปรากฏตัวในครั้งนี้ มีเพียงขุนนางเฒ่าทั้งห้าคน กับนักบันทึกศึกของแคว้น
เมื่อเฟิงิก้าวเข้ามา
ทุกสายตาหันมาไม่พร้อมกัน บ้างสบตาตรง บ้างเบือนหลบ
“ท่านนำทัพเข้าสู่แคว้นซือหยู โดยปราศจากตราลงนามา
แม้จะชนะ แต่การกระทำนั้นอาจก่อาเต็มรูปแบบได้
ท่านมีคำอธิบายใด?”
เสียงของจางไถ่ดังก้องห้อง
เฟิงิยืนนิ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ในหุบเขานั้น หากข้ารอให้ตราามาถึง
ทหารของข้าอาจต้องขุดหลุมฝังศพตนเองก่อนที่ขุนนางจะตื่นจากบัลลังก์”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
นักบันทึกศึกถึงกับหยุดมือ
จางไถ่ทุบโต๊ะ
“เ้าดูิ่ระบบการทัพหลันชิงหรือ!”
เฟิงิเงยหน้าสบตา
“ข้าดูิ่เพียงผู้ที่คิดว่า…ตราของตนคือสิ่งเดียวที่สามารถรักษาแผ่นดิน
แต่ไม่เคยจับดาบแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต”
การแทรกแซงจากผู้ไม่คาดคิด
ในขณะนั้นเอง ประตูห้องประชุมเปิดออก
บุรุษสูงวัยในชุดขาวเดินเข้ามาช้า ๆ พร้อมถือไม้เท้าแกะสลัก
ผู้เฒ่าแห่งราชบัลลังก์ — “ขงเสวียน” อดีตอาจารย์หลวง และอดีตขุนศึกในยุครุ่นปู่
เขามองทุกคนแล้วกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าถามพวกเ้า…ในสมัยที่หลันชิงยังไร้พรมแดน
พวกเ้าเลือกอะไร — ระหว่างชื่อเสียงของขุนนาง หรือชีวิตของราษฎร?”
ทุกคนเงียบกริบ
ขงเสวียนหันมาหาเฟิงิ
“เ้าหนุ่ม…เ้ากำลังจะเดินไปบนเส้นทางที่ลมไม่หวนกลับ
หากเลือกจะเดินต่อ จงระวัง…เพราะครั้งหน้า
อาจไม่มีใครเปิดประตูให้เ้าอีก”
เฟิงิค้อมศีรษะ
“ข้าจะไม่ขอประตูจากผู้ใดอีก
ข้าจะสร้างมันเอง — แม้ต้องใช้กระดูกของข้าเป็บานพับ”
กลับสู่ค่าย — เสียงใหม่ในกองทัพ
เมื่อกลับถึงค่าย ทหารนายหนึ่งรีบเข้ามาแจ้งข่าว
“มีทูตลับจากแคว้นจิ้นิขอพบ! เขาอ้างว่า…ขอเป็พันธมิตรกับท่านโดยตรง!”
ค่ำคืนแห่งพันธมิตรลับ
กระโจมพิเศษถูกจัดตั้งกลางค่ายอย่างเร่งด่วน
ทูตลับจากแคว้นจิ้นิเดินเข้ามาช้า ๆ
เขาไม่ได้แต่งกายหรูหรา หากแต่สวมชุดพ่อค้าเดินทาง และไม่มีอาวุธใดในกาย
“ข้าคือนามปากกาแห่งเจ็ดตรา…”
เขากล่าวเสียงแ่ แต่มั่นคง
“และข้ามิได้มาทำสัญญารัฐ…ข้ามาเสนอข้อแลกเปลี่ยนระหว่าง ‘ชื่อ’ ของท่าน กับ ‘ทาง’ ของแคว้นข้า”
เฟิงิไม่ตอบทันที
แต่ลั่วเฉิงเอ่ยถามแทน
“ท่าน้าให้หลันชิงร่วมกับจิ้นิ ทำสิ่งใด?”
ทูตลับยื่นแผนที่ลับออกมาผืนหนึ่ง
“เส้นทางลำเลียงโลหะและหยกจากเขตใต้
ผ่านเขตแดนของแคว้นฉู่หลัวและหนิงหาน
ตอนนี้ถูกรบกวนด้วยกลุ่มอิสระและพวกเร่ร่อนจากชายแดน
หากท่านควบคุมป่าฝั่งตะวันออกของซือหยูได้ ข้าจะขอเพียงท่านเปิดทางนี้ให้ข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าได้อย่างเสรี”
เฟิงินิ่งเงียบ แล้วกล่าวเพียงสั้น ๆ
“นี่ไม่ใช่พันธมิตรของแคว้น…แต่คือพันธมิตรของขุนศึก”
ทูตยิ้มบาง ๆ
“ผู้ปกครองแคว้นอาจเปลี่ยน…แต่ขุนศึกที่รบอยู่หน้าสนามคือผู้ที่เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์”
ข่าวร้ายจากชายแดนตะวันออก
ในยามรุ่งของวันถัดมา
สารด่วนพิเศษมาถึงมือของเฟิงิโดยตรง
ภายในจารึกข้อความด่วนเพียงประโยคเดียว:
“เขตชายแดนตะวันออกหลันชิง…เริ่มปะทะกับแคว้นหนิงหานแล้ว!”
แม่ทัพประจำแดนตะวันออกขอสนับสนุนจากหน่วยทหารที่เร็วที่สุด
เพราะแนวป้องกันเริ่มถูกบั่นทอน และทัพหนิงหานส่งกองโจรเร่ร่อนเข้าก่อความวุ่นวาย
เฟิงิพับจดหมายลงเงียบ ๆ
เขาหันไปมองธงของขอบฟ้าครามที่โบกไหวอยู่เบื้องบน
“พวกเ้าคิดว่าเราพึ่งกลับมาจากศึก…แต่จริง ๆ แล้ว
พวกเรากำลังจะออกเดินอีกครั้ง โดยไม่ทันได้หายใจ”
เขามองไปยังขุนพลทั้งสี่
สายตาของพวกเขาไร้คำถาม
ปิดฉากตอน — เสียงที่สะท้อนในแผ่นดิน
ยามค่ำคืน
เสียงลมพัดผ่านแนวค่ายใหม่ที่ยังไม่ได้ฝังเสาให้มั่น
แผ่นดินยังสั่นไหวไม่หยุด แม้จากเสียงฝีเท้าม้าทัพจะจางไปแล้ว
เฟิงิยืนต่อหน้ากองทหารใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วม
เขาไม่กล่าวถ้อยคำยืดยาว
แต่ยกดาบขึ้นเหนือหัว พร้อมกล่าวเพียงคำเดียว…
“จงเลือก — ว่าจะเป็ธงที่โบกไหว…หรือเงาที่กลัวมัน”