BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    37 : งานเต้นรำ

    37 : งานเต้นรำ

             


             

            ให้ตายสิ!

            คนแปดคนยืนล้อมผู้บุกรุกที่นั่งพื้นอยู่ตรงกลาง  บางคนก็สีหน้าบูดบึ้ง  บางคนก็หยิบเครื่องสำอางมาเติมหน้า  บางคนก็ยิ้มให้  สภาพแต่ละคนทำเอาเจ้าโรงเรียนกลุ้มเล็กๆว่านี่หรือคือกลุ่มคนที่คิดจะมาทำลายโรงเรียนของพวกเขา

            “คิดจะทำอะไรกับพวกเราก็ทำเลยสิ  ไม่ต้องเงียบแบบนี้”  ริสทนความเงียบไม่ไหว เพราะหลังจากอธิบายเหตุผลที่พวกเธออยากจะทำลายงานกีฬาของโรงเรียนนี้จบ เจ้าบ้านก็เอาแต่เงียบอย่างไม่รู้ว่าจะเอาไงต่อดี

            เพียวกับโมที่เมื่อกี้ไปทำหน้าที่คอยดูต้นทางให้มองตากัน  ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ แต่ก็พอรู้ว่าคนพวกนี้ก็อยากจะได้ร่วมงานแบบนี้เหมือนกันกับพวกเธอ

             “งั้น...พวกเราจะให้พวกนายมาร่วมสนุกกับพวกเรา”  เพียวยื่นโอกาส  ทำเอาพวกเล็ทหันขวับมาทางเธอ

            “จริงเหรอ!”  เล็ทถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายยังคิดให้โอกาสแบบนี้แม้พวกเขาคิดจะทำลายงานของพวกเธอก็ตาม  เริ่มจะคิดว่าผู้หญิงตรงหน้านี้คล้ายกับนางฟ้ามาโปรดอยู่กลายๆ  ถ้าไม่ติดตรงประโยคถัดมาละก็...

            “แต่มีข้อแม้นะ”  เพียวมีข้อต่อรอง  ยิ้มแบบชวนให้คนมองรู้สึกหวั่นๆ

            และข้อแม้ของสาวเปรี้ยวคนนี้  ทำเอาทั้งคนที่ต้องปฏิบัติ  และผู้ที่ได้ฟังถึงกับช็อกไปตามๆ กัน  และคิดออกมาได้คำเดียว

            แม่นี่คิดได้ไงเนี่ย!

            ..........................................

            “เฮ้ย!  โลม  ส่งถุงมานี่ดิ๊”  เล็ทเรียกโลมที่มีหน้าที่ถือถุงดำ<?>มาหา  พร้อมทิ้งเศษกระดาษลงไป

            “โลมมานี่หน่อย”  เสียงริสจากอีกฟากเรียก  ซึ่งเขาก็รีบไปรับกระป๋องโค้กเปล่าจากเธอ

            มาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่ต้องเดาข้อแม้ที่เพียวตั้งไว้อีกต่อไป  พวกเล็ทหวนนึกแล้วเจ็บใจไม่หาย  โรงเรียนนี้ก็ใช่ว่าจะเล็ก  ดันสั่งมาได้!! ว่าให้เก็บขยะทิ้งลงถังให้หมด เอาให้สะอาดไปเลย ถึงจะยอมให้เข้าร่วมงานได้

            พวกเขาทั้งห้าขอปฏิญาณตนว่า

            จะไม่มายุ่งกับคนในโรงเรียนนี้อีกต่อไปแล้ว!!

            “นางฟ้าอะไรกัน  ที่แท้ยัยนั่นมันก็ปีศาจชัดๆ”  เล็ทบ่นหงุงหงิง

             


            และในขณะนี้ ผู้ที่มีคนบ่นถึงก็เริงร่ายิ่งกว่าเดิม

            “แหม คราวนี้โรงเรียนเราจะได้สะอาดซะทีนะ”  เธอหันไปพูดกับพวกที่เหลือ  ที่ถึงกับถอยกรูดหนีห่างทันที  พร้อมส่งสายตาแปลกๆ แนวไม่ไว้วางใจมาให้  แม้แต่สาวขรึมอย่างวาลก็เป็นไปด้วย

            “หยุดเลยนะ  ไอ้สายตาแบบนั้นน่ะ  ฉันไม่สั่งให้พวกนั้นไปขัดส้วมก็ดีถมถืดแล้ว” 

            นี่คงกะใช้งานเต็มที่เลยสินะ  พวกเขาคิด

            “แต่ถึงอย่างนั้นโรงเรียนเราก็ใหญ่จะตาย กว่าจะเก็บหมดงานจบก่อนพอดี...รึว่าแกกะให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”  โมพูด

            “จะบ้ารึไง!  ฉันไม่ใจจืดใจดำขนาดนั้นหรอก  เดี๋ยวอีกสักสิบนาที  ก็จะไปบอกให้เลิกแล้ว”  คำพูดนี้ทำเอาทุกคนลอบระบายโล่งอกกันเป็นแถว

            “เลิกอะไร”  จู่ๆจินก็เข้ามาถามแบบไม่ทันให้ตั้งตัวทำเอาแต่ละคนสะดุ้งกันเป็นแถว  แล้วหันมองมาที่จินราวกับเห็นเขาเป็นตัวประหลาด

            “นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ”  เนียร์ชี้หน้าถาม  ไม่คิดว่าจะมาเจอผู้ชายคนนี้ในเวลาแบบนี้  เพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์ทำนองว่าไม่ปกติมา  จึงตื่นเต้นที่ได้มาเจออะไรธรรมดาๆ แบบนี้

            จินแทบจะกัดฟันพูด “ฉันควรจะถามเธอมากกว่าว่าไปทำอะไรที่ไหนมา  ตอนแรกนึกว่าจะหนีประกวดเต้นรำไปแล้วซะอีก  ตกใจแทบแย่”

            “เต้นรำ!!”  ทั้งเพียวและโมตะโกนออกมาพร้อมกัน

            “เอล! ตอนนี้กี่โมงแล้ว”  เพียวรีบเข้าไปถาม  ซึ่งเอลยังตั้งตัวไม่ทัน  รีบยกขึ้นมาดูอย่างเงอะๆ งะๆ

            “เอ่อ สี่โมงกว่าๆ น่ะ”

            “หวา ตั้งขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย สายแล้วๆ”  โมพูดอย่างลนลาน

            “นังหมูอ้วน! อย่าได้คิดจะหนีเชียวนะ”  เพียวตะเบ็งเสียงใส่เนียร์ที่กำลังย่องหนีออกไปจากตรงบริเวณนั้น

            เนียร์แทบอยากร้องไห้เมื่อเพียวกับโมมาลากตัวไป  “จะให้ไปตอนนี้เลยเหรอ  งานมันเริ่มตอนทุ่มนึงนะ”

            “ไม่ด๊าย ไม่ได้ ผู้หญิงอย่างเราต้องเตรียมตัวกันอีกเยอะ เดี๋ยวไม่ทันกันพอดี”  เพียวลากตัวไปมีโมคอยผลักทางด้านหลังก่อนจะหันมาพูดกับคนหัวส้ม “พี่ฟิวส์ พี่เตรียมตัวเตรียมเงินร้อยนึงมาให้พวกเราได้เลยนะ”

            “เดี๋ยวก็รู้กัน”

            คืนนี้คงมีอะไรดีๆ ให้ได้ชมแน่

             

           


             

            เวลา 1 ทุ่ม 15 นาที

            “ว้าย!จินหันมาทางนี้หน่อยค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งถือกล้องดิจิตอลมาถ่าย

            “อย่าแซงคิวสิ  ฉันมาก่อนนะยะ”  ผู้หญิงอีกคนก็เบียดแย่งเข้ามาเช่นกัน

            บรรดาผู้หญิงทั้งหลายรุมตอมหนุ่มหล่อกันยกใหญ่  ปกติก็เท่อยู่แล้ว ยิ่งสวมสูทสีดำที่เตรียมตัวมาเต้นรำเต็มที่  ยิ่งทำให้สาวๆ กรี๊ดสลบเมื่อได้เห็น

            “ไม่ต้องแย่งกันครับ  ได้ถ่ายผมทุกคนแน่”  จินโปรยยิ้มหวานให้บรรดาแฟนคลับได้ถ่ายรูปกันเต็มที่  ทำเอาคนแถวๆนั้นบางคนเกิดอาการหมั่นไส้เล็กน้อย

            “พี่ทินคะ เอ่อ  พี่ทินคะ” เสียงจากรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาเรียก แต่ดูเขาจะไม่ได้สนใจ จนเภที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องเรียกให้

            “เฮ้ย ทิน  น้องจะขอถ่ายรูป”  เภถึงกับต้องสะกิดทินแรงๆ  เขาถึงจะรู้ตัว  แล้วยอมถ่ายรูปกับรุ่นน้องด้วยสีหน้าบึ้งตึง  แต่โชคดีที่น้องคนนั้นกลับมองว่าเท่ไปอีกแบบ

            มองดูเหมือนคนที่เข้ามาขอทินถ่ายรูปจะน้อยกว่าจินหลายเท่า แต่หากมีใครลองใส่ใจสังเกตเหล่าผู้หญิงที่อยู่รอบๆแล้วละก็...เสียงชัตเตอร์กระจุยกระจาย บางคนกดรัวถึงขั้นน็อนสต๊อปชนิดไม่ให้พลาดเลยสักช็อตเดียว

            ณ  เวลานี้ พวกเขาอยู่ในห้องประชุมใหญ่ของโรงเรียนที่เอาโต๊ะกับเก้าอี้ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ออกไป  แสงไฟสีส้มนวลตาถูกเปิดขึ้น  โต๊ะยาวเรียงรายอาหารไว้ให้นานาชนิด  ตรงอีกฟากหนึ่งมีเวทีเล็กๆสำหรับวงดนตรีที่กำลังเล่นบรรเลงเพลงเบาๆ ส่วนนักเรียนคนอื่นที่ใส่ชุดงานเรียบร้อยกันแล้วก็จับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน พวกผู้ชายก็คุยกันพากันมองพวกผู้หญิงที่สวยๆ  ถ้าใครเดินหลงมาบอกเป็นงานราตรีของพวกผู้มีระดับก็ยังเชื่อ

             เด็กหนุ่มสองคนในงานที่แต่งตัวไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นเท่าไหร่เพียงแต่คนหนึ่งมีผมสีส้มส่วนอีกคนผมเป็นสีน้ำตาล ที่เภรู้ได้ทันทีเลยว่าคนหลังนี้ไม่ใช่เด็กโรงเรียนตัวเองที่เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่งานแบบนี้จะมีคนนอกเข้ามาร่วมดูด้วย  แต่มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่เขาเดินผ่านแล้วเกิดความสงสัยเล็กๆว่าพวกเขามาเก็บขยะให้ทำไม จะว่าสมัครใจก็คงไม่ใช่เพราะทำไปบ่นไป ทำนองว่าหญิงโหด หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะ เขาได้ยินไม่ถนัดเหมือนกัน

            “ให้ตาย นี่ก็ใกล้เวลาแล้วยัยพวกนั้นยังไม่มากันอีก”  ฟิวส์บ่น เขาจำได้ว่าตอนที่พวกนั้นพากันไปแต่งตัวนั้นประมาณสี่โมงเย็น  แล้วนี่มันก็หนึ่งทุ่มกว่าแล้วด้วย 

            เขาไม่รู้หรอกนะว่าพวกผู้หญิงจะต้องใช้เวลาแต่งตัวกันนานขนาดไหน แต่เขาว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดีที่เสียเวลาไปกับเรื่องพรรค์นี้เพื่อร่วมงานไม่กี่ชั่วโมง

            โชลไม่ได้พูดอะไร สายตาเขาเหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงม.4 คนหนึ่งที่ถูกเพื่อนๆ อีกสองคนช่วยกันดันหลังให้เดินมาทางพวกเขา  ในมือถือกล้อง เธอทำท่าเหมือนต้องการจะเรียกฟิวส์ ทำให้โชลต้องหันไปสะกิดเพื่อนข้างตัวให้หันมาสนใจ

            “อะไรวะโชล”  ฟิวส์ถาม แต่พออีกฝ่ายชี้นิ้วไปทางเด็กผู้หญิงคนนั้น  เขาเลยหันไปถามเธอแทนด้วยน้ำเสียงห้วน  “มีธุระอะไร”

            เป็นเวลานานพอดูกว่าน้องคนนั้นจะกล้าขอฟิวส์ถ่ายรูปด้วย ซึ่งตอนแรกฟิวส์ก็กะจะไม่ทำตามคำขอแล้วหากคนข้างตัวไม่เข้ามาโอบไหล่พร้อมกับบีบแน่นแม้ใบหน้าจะเกลื่อนรอยยิ้มก็ตาม  และนั่นก็ทำให้เขาต้องยอมถ่ายรูปดีๆ

            “โห มีคนขอพี่ฟิวส์ถ่ายรูปด้วยเหรอเนี่ย”  เสียงใครบางคนดังขึ้นเมื่อเด็กม.4 คนนั้นเดินออกไปแล้ว

            ตอนนี้เองที่ทั้งสองหนุ่มเห็นตัวคนที่กำลังรออยู่

            คนปากมากที่พูดทักเมื่อกี้นี้อยู่ในชุดเดรสเรียบๆสีเหลืองเดินมาคู่กับเพียวในชุดสีม่วงรัดรูปมาเต็มที่ แต่ก็นั่นแหละ...คนผอมอย่างเพียวจะมีอะไรให้อวด  จากที่มันน่าจะโป๊  ก็กลายเป็นว่าไม่มีอะไรให้น่าสนใจเป็นพิเศษนอกซะจากดูแล้วก็สวยแบบธรรมดา

            “กว่าจะโผล่มากันได้นะ”  ฟิวส์ทัก

            “แต่ก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปล่ะน่า”  เพียวโต้กลับ

            ฟิวส์ทำหน้ายียวน “อ้อ พวกเธอคงจะมั่นมากสินะว่าจะไม่เสียพนันกัน”

            “แน่นอน” เพียวกับโมตอบพร้อมกันอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม  แต่พอถูกถามถึงเนียร์ ทั้งคู่กลับแสดงอาการหน่ายขึ้นมาจนสองหนุ่มสงสัย  และยังไม่ทันได้ถามอะไร  เพียวกับโมก็เริ่มเถียงกัน

            “เป็นเพราะแกนั่นแหละโม  บอกแล้วว่าอย่าเข้ามาทางหน้างาน  พวกนั้นมันรอดูอยู่”

            “ก็ถึงได้บอกให้มาเร็วๆ ไง  ถ้ามาเร็วกว่านี้คนคงไม่เยอะขนาดนั้นหรอก  แกก็จะเอาแต่กรีดตาอยู่ได้”  โมเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้

            “กรีดตามันต้องพิถีพิถันจะให้ทำลวกๆเดี๋ยวก็เป็นปื้นกันพอดี”

            ฟิวส์กับโชลมองตากัน แววตาบ่งบอกถึงความงงงวยทั้งคู่ว่าสองคนนั้นมันพูดเรื่องอะไรกัน

            โชลเข้าไปพูดแทรก “แล้วเอลล่ะ  ไม่ได้มากับพวกคุณเหรอ”  เขาอยากเห็นผู้หญิงอีกคนมากกว่ามายืนฟังสองคนนี้เถียงกันซะอีก แล้วก็โดนทั้งคู่หันมาบอกพร้อมกันด้วยน้ำเสียงคล้ายๆ จะตะคอก

            “ก็โดนกักตัวอยู่ตรงนู้นทั้งคู่นั่นแหละ!”

            ถึงตรงนี้ชายหนุ่มทั้งสองคนถึงเพิ่งสังเกตกลุ่มคนขนาดย่อมที่ไปออกันอยู่ตรงหน้าทางเข้างาน  และคนพวกนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมห้องของพวกเพียวทั้งสิ้น เสียงแย่งกันขอถ่ายรูปกับเสียงชมว่าน่ารักดังมาไม่ขาดสาย

            “เป็นไง คราวนี้จะเชื่อได้รึยังว่าไอ้เนียร์น่ะสวย” เพียวถามคนที่ยังมีสีหน้าไม่เชื่อกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

            “เหอะ คนอื่นจะว่าไงฉันไม่สนหรอก แต่ถ้าฉันมองแล้วงั้นๆ มันก็เท่านั้นแหละ”  ฟิวส์ไม่ยอมรับหากยังไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ทำให้ทั้งเพียวและโมต้องกระเสือกกระสนฝ่าดงคนเข้าไปลากตัวเนียร์มาให้เขายอมรับให้ได้  ส่วนโชลกลับคลี่ยิ้มบางราวกับเห็นคำตอบล่วงหน้าแล้วว่าจะออกมาแบบไหน  เพราะสิ่งเดียวที่เขาจะไม่ดูถูกในตัวผู้หญิงก็คือเรื่องความงาม

            ฟิวส์กับโชลหยิบเครื่องดื่มจากบริกรที่เดินผ่านมาทางพวกเขาพอดีขึ้นมาดื่มฆ่าเวลารอผู้หญิงสี่คนนั่น

            เวลาเพียงไม่นานหลังจากที่เพียวกรี๊ดเสียงดังลั่นจนกลุ่มเพื่อนทั้งฝูงนั่นมองเธออย่างหวาดผวา รีบพากันหลีกทางให้ราวกับกลัวว่าเธอจะสติแตกหันมาทำร้ายตัวเอง กิ๊ฟหัวหน้าห้องมองเห็นวิธีสลายกลุ่มของเพื่อนร่วมห้องแล้วแอบขายหน้าเพื่อนห้องอื่น

            “ขอบใจหลายเลยเพียว ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดฉันได้ตายก่อนได้ไปประกวดเต้นรำแน่”  เนียร์บอกอย่างซึ้งใจ  เอลก็มีทีท่าไม่ต่างกัน  เพราะพอเข้ามาในงานได้ไม่ทันไร  จู่ๆ เหล่าเพื่อนในห้องทั้งหลายก็พากันกรูเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยทันที ไม่รู้ว่าเพียวกับโมโดนแยกไปตอนไหนจนเหลือแค่เธอกับเนียร์เท่านั้น  ไม่รู้ว่าทำไมจากคนธรรมดาๆที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ  จู่ๆก็เนื้อหอมขึ้นมาทันตาซะงั้น

            แต่พอรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าสองตัวนั่นแล้ว  เนียร์ก็นึกอยากถอดรองเท้าส้นสูงสองนิ้วครึ่งนั้นตบกบาลเพื่อนตัวเองขึ้นมา

            “เร็วเข้าสิ ฉันอยากเห็นหน้าพี่ฟิวส์ตอนเห็นแกใจจะขาดอยู่แล้ว”  โมเร่ง

            เธอลืมไป เพื่อนเธอทำอะไรไม่เคยทำด้วยจิตบริสุทธิ์หรอก  มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่แน่ๆ

            “พี่ฟิวส์ พาตัวเนียร์มาแล้ว”  เพียวกับโมร้องบอก  ให้ผู้ชายที่กำลังยืนรออยู่หันมามอง

            ฟิวส์ที่กำลังดื่มเครื่องดื่มอยู่  ถึงกับพ่นน้ำในปากใส่หน้าโชลเต็มๆทันทีที่ได้เห็นพวกเธอ และอ้าปากค้างมองเนียร์อย่างไม่อยากจะเชื่อที่สุด

            คนที่เขาคิดว่าห่างไกลจากคำว่าเป็นผู้หญิงมากที่สุด  คืนนี้เหมือนจะโชว์ความเป็นหญิงของตัวเองออกมาเต็มที่  ร่างบางใส่เดรสเกาะอกสีฟ้าทะเล กระโปรงบานยาวถึงเข่าอีกทั้งยังเน้นสัดส่วนให้เห็นอกเป็นอก  เอวเป็นเอวอย่างเต็มตา ผมที่จากเดิมปล่อยไว้ก็รวบรัดขึ้นสูงมีปอยผมที่ยังสั้นอยู่ตกลงมาล้อมรอบดวงหน้า  และยังมีการแต่งหน้าเพิ่มเข้าไปอีกเล็กน้อยทำให้เจ้าตัวดูอ่อนหวานกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

            “ตลกใช่มั้ยล่ะ” เนียร์พูดดักคอเอาไว้ก่อนเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าทางเหมือนเจอของแปลกพิสดารอย่างไรอย่างนั้น

            อึกอักอยู่ชั่วครู่กว่าฟิวส์จะหาเสียงตัวเองเจอ  แล้วรีบปฏิเสธ “ปะ..เปล่า  ไม่ได้ตลกซะหน่อย”

            เพียวกับโมมองตากันเหมือนรอเขาพูดประโยคนี้อยู่นานแล้ว  ตรงเข้ารุกฆาตทันที  “ก็แสดงว่าสวยใช่มั้ยล่ะ”

            “สวยจนตะลึงไปเลยใช่มั้ยล่า  ยอมรับเถอะพี่ฟิวส์  ใช่มะๆ”

            พอโดนรุกหนักเข้า คนหัวส้มก็ทนไม่ไหวแทบจะว้ากออกมาเลยทีเดียว  “เออ! สวย! พวกเธอชนะแล้ว  พอใจรึยัง”

            ทั้งคู่หยุดเซ้าซี้ก็จริงแต่ยังเกาะเสื้อจ้องเขาเหมือนจะทวงของ จนได้แบงก์สีแดงจากคนหัวส้มไปกันคนละใบแล้วนั่นแหละ ถึงได้ยิปปี้หลั่นล้าไปหาของกินในงานต่อโดยไม่สนใจใครอีกเลย

            เออหนอ เพื่อนมีค่าแค่เพียงเท่านี้เอง... เนียร์มองราวกับจะปลง

            เอลดูจะเข้าใจความรู้สึกเธอจึงเอื้อมมือมาจับบ่าคล้ายจะปลอบ  “เอาน่าเนียร์ ฟิวส์ชมเธอว่าสวยเชียวนะ แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ”

            เนียร์ยังระแวงอยู่ “สวยจริงหรือรำคาญเจ้าสองตัวนั่นจนต้องพูดกันแน่”

            “สวยแน่ครับ”  จู่ๆโชลก็เข้ามายืนยันเสียงหนักแน่นกับเนียร์ แต่ไม่รู้ทำไม  แววตากลับเป็นประกายส่งไปให้เด็กสาวในชุดชมพูมุกอ่อนหวานข้างตัวเนียร์ซะอย่างนั้น

            “คืนนี้คุณสวยมากเลยนะครับเอล”

            ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว ว่าเจ้าหัวน้ำตาลนี่มาเพื่อหลีเพื่อนตรูชัวร์ เนียร์รู้สึกได้ว่าไม่ว่าจะคนนี้หรือคนไหนก็ไม่ต่างกันเลยสักนิด  พลางมองเอลที่ถูกโชลชวนไปเต้นด้วยกันด้วยสายตาคล้ายจะสื่อว่า‘ตกลงไอ้ที่ชมเมื่อกี้น่ะไม่ได้หมายถึงเธอใช่มั้ย’

            “ต้องให้ทุกคนชมรึไงถึงจะพอใจน่ะ”  ฟิวส์เอ่ยลอยๆ

            เนียร์หันมาเบะปากใส่ ไม่ได้เข้ากับหน้าตาและชุดที่ใส่อยู่เลยสักนิด  กำลังจะบอกกลับไปว่าไม่ใช่  ฟิวส์ก็ขัดขึ้นมาอีก

            “ฉันชมว่าสวยคนเดียวคงไม่พอสินะ”

            เด็กสาวอึ้งไปครู่กับคำพูดทำนองเหมือนน้อยใจ ไม่มั่นใจว่าตัวเองได้ยินถูกหรือเปล่าแต่พอเห็นอีกฝ่ายยกมือลูบหัวตัวเองแล้วเสมองไปทางอื่นด้วยความอายแล้ว  ทำให้รู้ว่าตัวเองได้ยินถูกแน่นอน

            “...นั่นสินะ”  เนียร์ยอมรับ “การที่ผู้ชายอย่างนายมาชมผู้หญิงว่าสวยเนี่ย  เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสุดๆ ไปเลย” อันที่จริงเธอก็ไม่อยากจะบอกหรอกว่าไอ้ที่กังวลน่ะไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเรื่องที่โชลเข้ามาจีบเอลอย่างออกนอกหน้าต่างหากล่ะ

             


            เสียงเพลงจากวงของโรงเรียนที่มาเล่นดนตรีให้ในคืนนี้  ตอนนี้กำลังเล่นเพลงหวานชวนให้บรรยากาศเป็นสีชมพูขึ้นมา ทำให้คู่รักทั้งหลายพากันออกไปเต้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ  แต่เอลกลับไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมตาม  เธอมองชายผมน้ำตาลที่พาเธอมาเต้นอย่างอึดอัดใจ ยิ่งเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้เธอแล้วยิ่งอึดอัดกว่าเดิม  รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถรับมันไว้ได้

            นานทีเดียวกว่าเอลจะตัดสินใจพูดออกไปได้ 

            “ฉันชอบพี่ทินอยู่นะ”  เอลก้มหน้า เพราะหากเป็นไปได้เธอก็ไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกใคร

            โชลไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิดเหมือนไม่สนใจสิ่งที่เอลพูด

            “ผมรู้ ก็คุณบอกตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้วนี่นา”  เขานึกไปถึงคืนที่เขาสู้กับเธอ  รู้ดีว่าอีกฝ่ายรักเพียงคนเดียวเท่านั้น  แม้คนคนนั้นจะไม่ใช่เขา  แต่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเริ่มจะชอบเธอขึ้นมา

            “ถ้าอย่างนั้น...”  ก่อนที่เอลจะพูดจนจบ  โชลก็ยกนิ้วขึ้นทาบริมฝีปากเธอเสียก่อน ทั้งคู่หยุดเต้นก่อนที่เพลงจะจบแต่ยังคงอยู่ท่ามกลางคู่เต้นคนอื่นอย่างไม่สนใจใคร

            “ไม่ต้องมาขอให้ผมเลิกชอบหรอก  เห็นผมเป็นคนทำตามคำสั่งคนอื่นง่ายๆอย่างนั้นเชียว” โชลหัวเราะหึๆ อย่างขบขัน เมื่อเห็นเอลตอบอ้อมแอ้มว่าไม่  “ไม่ต้องมากังวลเรื่องของผมหรอก คุณก็ชอบพี่ทินต่อไปนั่นแหละ เพียงแต่...” โชลเชิดคางเด็กสาวให้ขึ้นมาสบตาเขา “ต้องมีสักวันแน่ที่ผมจะทำให้คุณหันมามองแค่ผมคนเดียวเท่านั้น”

             


            “ตอนนี้จะเริ่มการประกวดการเต้นรำแล้วนะครับ ขอเชิญผู้เข้าร่วมประกวดออกมายืนเตรียมตัวเลยครับ” นักเรียนที่ได้รับเลือกเป็นพิธีกรคนหนึ่งขึ้นไปพูดบนเวที  ทำให้แทบจะทุกคนในงานหันมาสนใจเขา  ยิ่งโดยเฉพาะเหล่าผู้เข้าประกวดพากันเดินจับคู่มาที่ฟลอร์ใกล้เวที ด้านหน้าเวทีนั้นเป็นโต๊ะของกรรมการซึ่งเป็นอาจารย์ห้าคนคอยตัดสิน

            เด็กคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้เข้าประกวดต่างมายืนล้อมรอบฟลอร์เพื่อดูการคนแข่งเต้นรำและเพื่อเชียร์เพื่อนของตัวเอง  เพียวกับโมก็ได้มาจับจองอยู่แถวหน้าแบบเห็นชัดเต็มจอ  ท่ามกลางเสียงของคนอื่น  พวกเธอได้ยินใครบางคนเรียกชื่อพวกเธอ  แทบไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร

            “นึกว่าจะไม่มาเชียร์เพื่อนแล้วซะอีก” เพียวเหน็บตามประสากับคนที่เพิ่งผ่านการแออัดเบียดเสียดของผู้คน

            เอลส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษ  แต่เพียวยังไม่ยอมหยุดง่ายๆ

            “เห็นส่งสายตาสวีทวี้ดวิ้วกันปานโลกนี้มีเพียงเราสองคน  หวานจ๋อยซะคู่รักที่เต้นอยู่รอบๆกลายเป็นฉากประกอบเชียวนะ” โมได้ยินแบบนั้นแล้วก็ปิดปากตัวเองเพื่อกลั้นหัวเราะ  เพราะทั้งคู่ต่างเห็นว่าเมื่อกี้เอลไปทำอะไรมา

            เอลยิ่งปั้นสีหน้าไม่ถูก  อยากจะบอกกลับไปว่าสิ่งที่พวกเพียวเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เหมือนกันเลยสักนิด  อย่างน้อยๆเธอกับโชลก็ไม่ได้หวานจ๋อยกันอยู่ตามที่เพียวกับโมเข้าใจกัน  แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อครู่แล้ว  ใบหน้าอ่อนหวานของเด็กสาวก็ขึ้นสีเรื่อ  ยังคิดไม่ออกเลยว่าหากเมื่อกี้ไม่ได้เสียงพิธีกรประกาศช่วยไว้  เธอจะหนีออกจากสถานการณ์แบบนั้นได้อย่างไร

            “แล้วเนียร์ล่ะ”  เอลรีบถามถึงอีกคนก่อนจะโดนหนักไปมากกว่านี้

            “นั่นก็อีกคน”  เพียวไม่ได้ตอบ แต่น้ำเสียงที่พูดนั้นฟังเหมือนกำลังเจ็บใจชอบกล

            “เพียวมันกำลังเซ็งที่จินเข้าไปขัดจังหวะเนียร์กับพี่ฟิวส์น่ะ”  โมเฉลยให้  แต่คำตอบนั้นทำเอลมึนกว่า

            “เนียร์กับฟิวส์เหรอ...”  เอลทวน รู้แล้วว่าเพื่อนตัวดีสองคนนี้ต้องกำลังคิดจับคู่สองคนที่พูดถึงอยู่แน่ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเพียวกับโมนึกไงถึงอยากจับคู่เนียร์กับฟิวส์  ในเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นพวกไม่ได้สนในเรื่องพวกนี้สุดๆและอีกฝ่ายก็เป็นพวกมีอคติกับผู้หญิงแบบสุดๆ อีกเช่นกัน 

            ราวกับสมการเคมีที่ดูยังไงก็ไม่น่าสมดุล

            แต่เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นอันต้องหยุดลงไปก่อน เมื่อบนฟลอร์มีพวกเข้าร่วมมากันครบหมดแล้วและประจำที่กันเรียบร้อยแล้วด้วย  พวกเอลเห็นว่าคู่เนียร์กับจินอยู่ตรงกลางกลุ่มพอดี  สองคนนั้นคงเพิ่งได้เจอกันแน่ๆเพราะจินทำสายตาวิบวับใส่พร้อมกับโน้มตัวไปพูดอะไรบางอย่างกับเนียร์  ซึ่งฝ่ายหลังพอได้ยินจบก็ทำหน้าแหยทันที  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจินต้องชมอยู่แน่นอน  เนียร์ถึงได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้แบบนี้

            “พร้อมนะครับ”  พิธีกรบนเวทีเป็นคนสั่งเตรียม ก่อนจะหันไปทางวงดุริยางค์ข้างหลังให้เริ่มเล่นได้เลย

            มีคนเคาะไม้อยู่เพื่อเริ่มจังหวะก่อนเสียงเพลงจะเริ่มบรรเลงขึ้นทันใด  หลายคู่เริ่มก้าวขาเต้นรำไปมาอย่างสวยงาม  และคู่ของจินกับเนียร์ก็สวยงามไม่น้อยหน้าใคร  กระโปรงยาวสีฟ้าอมเขียวพลิ้วไหวไปมายามเคลื่อนกาย  ยิ่งทำให้ดูดียิ่งขึ้น ไม่แปลกนักที่คู่นี้ผู้คนจะให้ความสนใจมากกว่าคู่ไหน  เพียงแค่มีจินอยู่  กองเชียร์ก็ถล่มทลายแล้ว  และยิ่งมีสาวสวยมาเป็นคู่เต้นให้อีก  ยิ่งเป็นที่น่าจับตามอง 

            เห็นจะมีแต่พี่ชายของฝ่ายหญิงนั่นน่ะแหละ  ที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความหมั่นไส้เจ้าหนุ่มอวดดีที่เต้นรำด้วยกัน

            ถึงเนียร์จะเป็นน้องสาวของทินก็ใช่ว่าจะมีคนรู้จักเยอะ เพราะส่วนใหญ่ถึงจะรู้ว่าหนุ่มหล่อคนนี้มีน้องสาว  แต่ไม่มีใครคิดอยากสืบสาวหาประวัติกันเลยสักคน

            ทางด้านคนดู เด็กหนุ่มที่ผมเป็นสีส้มดูเด่นอยู่ท่ามกลางคนหัวดำทั้งหลายก็เข้ามาดูการประกวดเช่นกัน  ทั้งๆที่ตามปกติเขาเห็นงานพวกนี้เป็นเรื่องไร้สาระแท้ๆคงเป็นเพราะผู้หญิงที่เพิ่งแยกกับเขามาเมื่อครู่ ได้ทำให้เขาคิดสนใจดูขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นดวงตากลับจ้องแต่เพียงร่างบางในชุดเดรสสีฟ้าคนเดียวเท่านั้น

            ถึงเขาจะรู้ว่าตัวเองหัวช้าขนาดไหน ก็คงยังไม่ช้าจนถึงขั้นต้องให้ใครอื่นมาบอก  ว่าตัวเขาเห็นผู้หญิงคนนั้น ‘พิเศษ’ กว่าคนอื่น

            ฟิวส์ไม่คิดหรอกว่าความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเนียร์มันจะไปถึงขั้นไหน  ถึงจะรู้ว่าแตกต่างจากคนอื่น  แต่เขาก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ...ในเมื่อผู้หญิงในสายตาเขาไม่เคยมีอะไรดีเลยสักนิด  แล้วจู่ๆจะให้บอกว่าตัวเองชอบผู้หญิงเลยก็คงจะยาก

            “แต่ก็ดีกว่าคุณแม่ของนายใช่มั้ยล่ะ” โชลที่มายืนอยู่ข้างหลังเขาเมื่อไหร่ไม่รู้พูดราวกับจะรู้สิ่งที่เขากำลังคิด

            พอได้ยินคนเอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นแล้ว  ฟิวส์กำมือแน่น แต่ไม่แสดงท่าทีขุ่นเคืองออกมาต่างจากทุกครั้ง  ดวงตาจับจ้องไปที่เนียร์อีกครั้ง แล้วบอกอีกฝ่ายกลับไปเสียงเบาคล้ายจะพึมพำกับตัวเอง  “งั้นมั้ง”

            อาจเพราะบรรยากาศที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มก็ได้ทำให้ฟิวส์เผลอคิดไปว่า  อยากจะลองเปิดใจรับดูสักครั้ง

            หลังจากจบการประกวดเต้นรำ เนียร์กับจินก็ถูกเพื่อนร่วมห้องรุมกันขอถ่ายรูปกันใหญ่  ทั้งขอถ่ายคู่ ถ่ายเดี่ยว  หรือถ่ายรวม  ส่วนรูปสุดท้ายที่พวกเขาถ่ายกันก็คือ รูปทั้งห้องที่ถ่ายรวมกันทั้งหมดโดยมีเนียร์จินยืนคู่อยู่ข้างหน้าถือถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดเต้นรำ  ที่ทำเอาทุกคนโดยเฉพาะยิ่งกิ๊ฟ  หัวหน้าห้อง ยิ้มบานแฉ่งจนแทบจะหุบไม่ลงเลยทีเดียว

            จนกระทั่งถึงพิธีปิดงานกีฬาสีอย่างเป็นทางการโดยผู้อำนวยการ  แล้วนักเรียนแต่ละคนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน

            “เป็นไรอะเพียว”  โมสังเกตสีหน้าเพื่อนที่คิ้วขมวดอยู่  ขณะเดินทางกลับ

            “ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนลืมอะไรไปเลยแฮะ”  ว่าแล้วเธอก็ยักไหล่  “ช่างเถอะ  คงไม่สำคัญหรอกมั้ง”

             


            อีกทางด้านหนึ่งของโรงเรียน

            “โอย เมื่อไหร่ขยะมันจะหมดซะทีเนี่ย!”  เสียงของผู้ชายคนหนึ่งโอดครวญ  พร้อมกับพรรคพวกที่เหลืออีกสี่คน  ที่มีสภาพสุดโทรมไม่แพ้กัน

            ท่าทาง...เพียวคงจะลืมคนกลุ่มนี้ไปเรียบร้อยแล้วล่ะ




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน