ตอนที่ 56 ออกเดินทาง 1
ปัง!... ดังสนั่นหวั่นไหวประตูแทบจะหลุดออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่ผู้อาวุโสจางหมิงจะเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเป็นปมใบหน้าเคร่งเครียด ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเมื่อคืนนี้จู่ๆมันก็ไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของเทียนอี้ได้ จึงไปหาเทียนอี้ที่ห้องแต่ก็ไม่พบ แต่ว่าเมื่อสักครู่มันกลับสัมผัสได้ถึงพลังของผู้ที่อยู่ในขอบเขตราชันย์จักรพรรดิ จางหมิงจึงรีบมาที่นี้ในทันทีเพราะกลัวว่าคนผู้ที่ปรากฏตัวอยู่นี้จะเป็นศัตรูมากกว่ามิตร แต่เมื่อจางหมิงเข้ามาถึงภายในห้อง มันก็พบว่าเทียนอี้อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันและดูจากท่าทางของเทียนอี้แล้วผู้ฝึกตนขอบเขตราชันจักรพรรดิคนนี้ดูท่าจะเป็นคนของเทียนอี้ซะมากกว่า จางหมิงจึงลดท่าทีของตนลงก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆของเทียนอี้ก่อนที่จะหันไปมองเทียนอี้ด้วยสายตะคาดคั้น "เจ้าหนูเมื่อคืนอยู่ๆก็หายตัวไปจากสัมผัสของข้า จู่ๆวันนี้เจ้ายังพายอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตราชันจักรพรรดิมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่อีก เจ้าจะทำให้คนแก่อย่างข้าตกใจตายหรือยังไง" ที่จางหมิงพูดเช่นนี้นั้นเพราะเทียนอี้นั้นสำคัญกับหอการค้าหมื่นธาราเป็นอย่างมาก ถ้าหากเทียนอี้เป็นอะไรขึ้นมามันคือการสูญเสียอย่างร้ายแรงสำหรับทางหอการค้าเป็นอย่างมาก หากจะให้พูดกันจริงๆมันไม่ใช่แค่ของหอการค้าเท่านั้น แต่มันยังเป็นความสูญเสียของผู้ที่อยู่หลังฉากของหอการค้าหมื่นธาราอีกด้วย " ฮ่าๆๆ ข้าต้องขออภัยท่านผู้อาวุโสจางหมิงด้วยที่ไม่ได้บอกท่านไว้ก่อน เอาล่ะเช่นนั้นข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จักกับทั้งสองคนนี้ก่อน นี้คือพี่ซุยหงและซุยเหม่ยลี่บุตรสาวของพี่ซุยหง ทั้งสองคนจะร่วมเดินทางไปกับข้าตลอดการเดินทาง พี่หงเหม่ยลี่ท่านนี้คือผู้อาวุโสจางหมิงเป็นผู้เฒ่าอาวุโสของหอการค้าหมื่นธารา" เทียนอี้หัวเราะออกมาก่อนพูดแนะนำทั้งสามคน หลังจากที่แนะนำตัวกันได้สักพักแล้ว จางหมิงทราบมาก่อนแล้วว่าเทียนอี้ได้พาคนแต่งตัวมอซอ 2 คนเข้ามาในที่พัก แต่ว่าเมื่อวานจางหมิงสัมผัสได้ว่าทั้งสองคนร่วนเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น แต่วันนี้คนผู้นั้นกลับเป็นยอดฝีมือผู้หาได้ยากคนหนึ่ง จางหมิงมองสำรวจเทียนอี้ก่อนที่จะมองไปยังซุยหงจางหมิงพยักหน้าขึ้นลงด้วยความพอใจ และเริ่มพูดเข้าเรื่องทันที "การที่จู่ๆเจ้าก็หายไปจากสัมผัสของข้าคงเป็นเพราะซุบหงสินะ" เทียนอี้ทำเพียงพยักหน้าเออออไปก่อน เพราะเขาอยากให้มีผู้ที่รู้ถึงเรื่องมิติพิเศษน้อยที่สุด เมื่อเห็นว่าเทียนอี้ทำเพียงพยักหน้าตอบ และไม่ได้กล่าวอะไรจางหมิงก็เริ่มพูดอีกครั้ง "ความจริงแล้วหลังจากที่ข้าได้แจ้งเรื่องการออกเดินทางของเจ้า และเรื่องความบาดหมางของเจ้าและผู้คุมกฎนิกายพยัคฆ์ทมิฬจ่อท่านผู้นำแล้วนั้นท่านผู้นำได้มีความเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้ามาก" จางหมิงจงใจหยุดพูดไปสักพักก่อนจะเริ่มพูดต่อ "ดังนั้นท่านจึงมีคำสั่งให้ตาเฒ่าเช่นข้าไปกับเจ้าด้วยเพื่อคอยคุ้มกันความปลอดภัย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าคงไม่จำเป็นต้องไปกับเจ้าแล้ว แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่งมู่ซานถงเป็นคงเจ้าคิดเจ้าแค้นมากมันคงไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆอย่างแน่นอน" เทียนอี้นั้นย่อมรู้อยู่แล้วว่าในเส้นทางของการฝึกตนนั้นย่อมเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ถ้าเกิดวันไดเป็นศัตรูและผูกแค้นกับผู้ไดขึ้นมาก็มีเพียงแต่ถ้าข้าไม่ตายเจ้าก็ม้วยเท่านั้น ดังนั้นเรื่องของมู่ซานถงนั้นเทียนอี้ย่อมไม่เคยกลัวแม้แต่น้อยถึงแม้ว่ามู่ซานถงจะแข็งแกร่งกว่าตนก็ตาม เพราะถึงต่อสู้ไม่ชนะเทียนอี้ก็สามารถหนีเอาชีวิตรอดได้อยู่แล้ว เทียนอี้นำแหวนมิติออกมาวงหนึ่ง และส่งให้จางหมิงไปก่อนจะพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง "ก่อนที่ข้าจะออกเดินทางไป ข้าได้เตรียมของที่จำเป็นสำหรับไว้ใช้เพิ่มความแข็งแกร่ง และพลังอำนาจให้กับหอการค้าหมื่นธารา ไว้ในแหวนวงนี้แล้ว ทางหอการค้าสามารถนำนำของบางชิ้นออกมาจำหน่ายได้ ของบางชิ้นต้องใช้อย่างระมัดระวังและให้เก็บเป็นความลับเอาไว้ ให้นำออกมาใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น" จางหมิงรับแหวนมาด้วยความยินดี เมื่อได้ยินว่าของภายในนั้นเป็นสิ่งที่สามารถใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และพลังอำนาจให้กับหอการค้าได้จางหมิงจึงรีบสำรวจดูภายในแหวนมิติทันที และเมื่อได้เห็นสิ่งของที่อยู่ภายในทั้งหมด มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง สิ่งที่เทียนอี้ได้เตรียมเอาไว้ให้นั้น มีตั้งแต่คัมภีร์วรยุทธ์ระดับสูง แผนผังและคัมภีร์ค่ายกลต่างๆ รวมถึงสูตรตำรับยาต่างๆอีกมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้จางหมิง ตกใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นของสองสิ่งที่กำลังปลดปล่อยพลังที่ไม่ธรรมดาออกมาอยู่ตลอดเวลา หนึ่งในนั้นดูเหมือนจะเป็นกระดูกหยก 1 ชิ้น กระดูกชิ้นนี้เป็นกระดูกหน้าแข้งหนึ่งในหลายร้อยชิ้นที่เทียนอี้ได้มาจากใต้หน้าผาไร้ก้น เทียนอี้เคยได้ยินจางหยงเล่าว่าในทวีปตะวันออกในเวลานี้หลงเหลืออาวุธเซียนที่ไม่สมบูรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เรื่องนี้ก็หาใช่ความลับอันไดเพราะเกือบทุกทวีปก็มีเพียงอาวุธระดับเซียนที่ไม่สมบูรณ์เช่นนี้เหมือนกันหมด และอาวุธเซียนชิ้นใหม่นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมานานนับหมื่นแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่รู้วิธีการสร้างแต่เป็นเพราะกระดูกของเซียนที่จะนำมาใช่เป็นส่วนผสมในการสร้างต่างหากที่ไม่สามารถหาได้มาตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา ทำให้อาวุธเซียนกลายเป็นของที่หาได้ยากเป็นอย่างมาก เทียนอี้ได้คาดเดาถึงอีกสถานะหนึ่งของหอการค้าหมื่นธาราไว้ก่อนแล้ว และตอนนี้ข้างกายของเขาก็มีซุยหงที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เขาอยู่ตลอด เขาจึงกล้าที่จะมอบกระดูกหยกชิ้นนี้ให้กับหอการค้าหมื่นธารา เพื่อใช้ในการเสริมความแข็งแกร่งของทางผู้อยู่เบื้องหลังหอการค้า เพราะหอการค้านั้นได้ช่วยเหลือเขาเอาไว้มาก อีกชิ้นหนึ่งก็เทียนอี้ก็มอบให้เพื่อใช้เพิ่มความแข็งแกร่งของกองกำลังนี้เช่นเดียวกัน ของสิ่งนี้คือ เกล็ดมังกรสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่เท่าสองฝ่ามือจำนวน 1 ชิ้น พลังที่แผ่ออกมาจากเกล็ดมังกรทั้ง 1 ชิ้นนี้ ดูทรงพลังมากกว่าพลังที่แผ่ออกมาจากกระดูกหยกนับร้อยๆเท่า แน่นอนว่าของสิ่งนี้ก็คือเกล็ดของมังกรของบรรพกาล ด้วยคุณค่าของสิ่งที่เทียนอี้มอบให้เหล่านี้จางหมิงถึงกับตกตะลึง จนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง จางหมิงใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะสามารถรวบรวมสติกลับมาได้ ก่อนจะหันไปมองเทียนอี้ เรื่องพูดพึมพำออกมาเบาๆจนแทบไม่ได้ยิน "นี่...นี่.... สิ่งของพวกนี้เจ้าไปหามาจากที่ใดกัน" เทียนอี้ทำเพียงยิ้มตอบกลับไปเช่นเดิม เมื่อเห็นว่าเทียนอี้ไม่ตอบคำถามของเขา จางหมิงทำได้เพียงถอนหายใจออกมายาวๆ เพราะว่าของเหล่านี้นั้นสำหรับพวกเขามากจริงๆจนมันไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ กระดูกเซียนนั้นจางหมิงย่อมรู้จักมัน แต่เกล็ดมังกรนั้นเขากลับไม่รู้ว่ามันคือสิ่งได แต่ดูจากพลังที่มันแผ่ออกมาแล้วของสิ่งนี้นั้นมีพลังมากกว่ากระดูกเซียนซะอีก จางหมิงจึงอดไม่ได้ที่จะต้องถามเทียนอี้ "เจ้าวัตถุสีขาวนี้คือสิ่งได ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพลังที่แผ่ออกมารอบๆนั้นแข็งแกร่งกว่าระดับของกระดูกหยกชิ้นนี้ซะอีก" "ฮ่าๆๆๆ มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วที่มันจะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่ากระดูกหยก เพราะเจ้าของสิ่งนี้มันคือเกล็ดของมังกรขาวที่มีระดับเหนือกว่าระดับเซียนยังไงล่ะ" เทียนอี้หัวเราะออกมาราวกับว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น "มัง..กร...มังกรขาวที่มีระดับเหนือกว่าระดับเซียนหรือว่าจะเป็น.... เป็นไปไม่ได้ต้องไม่ใช่แน่ๆ"