เมื่อได้อาวุธเรียบร้อยแล้ว ไป๋เหยียนอวี่ก็ไม่รอช้า นางสะพายธนูไม้ดำแน่นบ่า กระบอกลูกธนูแแ่อยู่ข้างหลัง เป้าหมายต่อไปของนางคือ “ป่าชั้นกลาง” ขอบเขตแดนเงียบงันที่แม้แต่ชาวบ้านยังไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ แต่ที่นั่น... คือที่เดียวที่อาจมีสิ่งมีชีวิตเพียงพอให้จับมาเลี้ยงปากท้องได้
ในโลกใบนี้ สัตว์อสูร ไม่ใช่แค่สัตว์ธรรมดา พวกมันคือสิ่งมีชีวิตที่ตื่นขึ้นด้วยพลังปราณ บางตนมีเกล็ดแข็งกว่าหินบางตนมีดวงตาที่สามารถมองทะลุความมืดและบางตน... สามารถสำแดงพลังราวกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง ยิ่งลึกเข้าไปในป่าสัตว์อสูรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ผู้คนทั่วไปต่างหวาดกลัวและหลีกเลี่ยง แต่นั่น…ไม่ใช่สำหรับไป๋เหยียนอวี่
นางรู้ดี...หากอยากให้ลูกทั้งสองมีอะไรกิน นี่คือทางเดียวที่เหลืออยู่ หากต้องเสี่ยง...ก็ต้องเสี่ยงให้ถึงที่สุด
“อยากลองของใหม่สักหน่อย... ถ้าสู้ไม่ไหว ก็ค่อยหนี ยังไม่สาย” นางพึมพำกับตัวเอง พลางแตะคันธนูไม้ดำที่พาดบ่าเบา ๆ
เมื่อมาถึงเขตแดนของป่าชั้นกลาง ทิวทัศน์ก็เริ่มเปลี่ยนไปทันที พื้นป่าชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์เถาวัลย์หนาแน่นปกคลุมกิ่งไม้สูง กลิ่นหญ้าเปียกกับกลิ่นของพลังปราณบางเบาลอยอยู่ในอากาศเงามืดระหว่างต้นไม้ดูลึกลับและเงียบงัน... อย่างผิดปกติ
ไม่นานนัก หญิงสาวก็พบเป้าหมาย สัตว์อสูรตัวเล็กสองตัว รูปร่างคล้ายกระต่ายป่า แต่ขนมีลวดลายเป็เส้นเรืองแสงหูยาว ฟันแหลม และวิ่งว่องไวราวเงา
ไป๋เหยียนอวี่ไม่รีรอ มือซ้ายยกคันธนู มือขวาดึงสายตึงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศด้วยความแม่นยำ
"ฉึก"
เสียงแหลมคมแทรกผ่านความเงียบของป่า สัตว์อสูรตัวแรกล้มลงโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ตัวที่สองตามมาในอีกเพียงลมหายใจเดียว
อดีตสารวัตรสาวก้าวเข้าไปใกล้ ตรวจดูซากอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบกวาดมองอย่างรวดเร็ว เืของสัตว์อสูรสีคล้ำกว่าปกติ มีประกายพลังปราณอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่ในร่างแม้สิ้นใจแล้ว กลิ่นคาวผสมกลิ่นปราณจาง ๆ ลอยเอื่อยในอากาศ
ขนของพวกมันเงางามเป็ประกาย หนังเหนียวแน่น ราวกับเกราะธรรมชาติ ยากจะทะลุได้ด้วยอาวุธทั่วไป แต่ทว่า...ธนูคันนี้มิใช่ธนูธรรมดา
มันทั้งแรงและคม ประหนึ่งสลักมาจากแร่เทพศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ลูกศรสามารถเจาะทะลุชั้นป้องกันของสัตว์อสูรได้อย่างแม่นยำ หญิงสาวลูบปลายลูกศรเบา ๆ ก่อนจะถอนมันกลับมา
“สัตว์อสูรแม้ตัวเล็ก แต่มีค่าไม่น้อย...หากนำไปขายในเมือง คงแลกเงินได้หลายตำลึง” ไป๋เหยียนอวี่เอ่ยด้วยความพึงพอใจ
นางค้อมตัวลงเก็บซากสัตว์อสูรอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความรู้ ความชำนาญ ไร้ความกลัวอยู่ในแววตานั้นอีกต่อไป มีเพียงความนิ่งของนักล่าผู้ช่ำชอง
เมื่อได้ซากสัตว์พอสมควร ไป๋เหยียนอวี่มองแสงอาทิตย์ที่กำลังเอียงต่ำลงทางขอบเขา ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีเสียงนกเปลี่ยนจังหวะนั่นคือสัญญาณของเวลากลับเรือน
“วันนี้พอเท่านี้ก่อน...” นางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะสะพายตะกร้าใบใหญ่ขึ้นบ่าอีกครั้ง
ก่อนจะหันหลังให้ป่าชั้นกลางก้าวเดินกลับมาตามทางเดิมอย่างมั่นคง ปลายสายตา... คิดถึงเพียงเงาเล็ก ๆ สองเงาที่นั่งหลบอยู่ในมุมเรือน
'วันนี้ข้าจะได้ทำอาหารที่ ไม่ใช่แค่ต้มผักใส่ขิง ให้เด็ก ๆ ต่อไปอีกแล้ว'
เมื่อกลับมาถึงตีนเขา ร่างของไป๋เหยียนอวี่ที่ในชุดผ้าหยาบธรรมดาพร้ะกร้าไม้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยซากสัตว์อสูรตัวเล็ก
ก็ได้กลายเป็จุดสนใจของพวกชาวบ้านในทันที
เสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่ บางคนขมวดคิ้ว บางคนตาโต ไม่คิดว่า ‘แม่นางี้เีแห่งหมู่บ้านตงอวี่’ จะกลับมาพร้อมสัตว์อสูรมากมาย ไม่ใช่แค่ใบไม้ใบหญ้า
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่เคยเป็ผู้นำการนินทาเมื่อ่เช้า เดินเข้ามาชะเง้อดูในตะกร้า ดวงตาเบิกกว้าง
"เ้าฆ่าสัตว์พวกนี้ได้... จริงรึ?" ไป๋เหยียนอวี่เพียงยิ้มบาง ก่อนจะตอบออกมา
"ข้าเดินเข้าไปชายขอบของป่าชั้นกลาง และทำกับดักไว้อย่างที่พ่อแม่ของข้าเคยสอนมา โชคดี... สัตว์พวกนี้ดันมาติดกับเสียก่อน"
แล้วนางก็หันมองหญิงเ่าั้ด้วยสายตาเรียบเฉย ยิ้มเย็นเล็กน้อยตรงมุมปาก ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“ถ้าหากพวกท่านอยากลองทำตาม ก็เข้าไปล่าสัตว์ในป่าชั้นกลางดูก็ได้นะ เส้นทางไม่ได้ลำบากอะไร... แค่ระวังอย่าเผลอก้าวพลาดเข้าเขตของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็พอ”
บรรยากาศโดยรอบเงียบลงในทันที ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำ ใครจะกล้าเสี่ยงเอาชีวิตไปทิ้งที่ป่าชั้นกลางละ คำพูดของไป๋เหยียนอวี่ไม่ต่างจากการสาดน้ำเย็นใส่กลางหน้าผู้คนที่เคยหัวเราะเยาะนาง
หญิงสาวไม่เสียเวลาตอบโต้ใครอีก เพียงหิ้วตะกร้าเนื้อกลับเรือนอย่างไม่รีบร้อน สายตาของผู้คนที่เคยมองเหยียด กลับหลบวูบด้วยความเกรงใจ
แต่...ยังไม่ทันที่ร่างบางจะได้ก้าวถึงประตูเรือน ชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เดินปึงปังตรงเข้ามาสายตากวาดลงมองตะกร้าบนหลังนางอย่างไม่ปิดบังความโลภ
“ฮึ่ม... แกหาสัตว์ป่าเยอะดีนี่ นังอวี่เอ๋อร์ ข้าไม่คิดว่าเด็กเหลือขออย่างเ้าจะล่าอะไรได้เอง”
ไป๋เหยียนอวี่ยังไม่ทันตอบ ชายผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ มือหยาบหนาเอื้อมจะคว้าสัตว์อสูรตะกร้าอย่างหน้าด้านหน้าทน ไม่ถาม ไม่ขอ ราวกับเนื้อนั้นเป็ของตนโดยชอบธรรม
ในห้วงความทรงจำ... ภาพของชายผู้นี้เด่นชัดผุดขึ้นมาเด่นชัด ชายผู้นี้คือ ลุงใหญ่ ไป๋อี้ชานผู้เป็พี่ชายของพ่อเ้าของร่างนี้
เคยเป็ญาติผู้ใหญ่ที่นางเคารพ แต่ยามที่พ่อแม่นางหายสาบสูญตอนเข้าไปล่าสัตว์ที่ป่าชั้นกลาง นางไปขอข้าวแค่ครึ่งกำมือ ยังถูกผลักไสเหมือนหมูหมา ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่มีใครเหลียวแล ...แต่ตอนนี้กลับมายื่นมือจะแย่งเนื้อในตะกร้าของนาง?
เสียงกระดูกลั่น กร๊อบ เบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของลานดินหน้าบ้าน
“โอ๊ย...ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ นังหลานอกตัญญู” ชายวัยกลางคนร้องลั่น ดิ้นรนอย่างตื่นตระหนกไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนแรงเหมือนแมวเปียกเมื่อก่อน วันนี้จะแข็งแรงพอจะทำให้เขาร้องด้วยความเจ็บได้
ไป๋เหยียนอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อยน้ำเสียงของนางเรียบ ราบ แต่เย็นะเืเสียยิ่งกว่าเสียงตะคอกของอีกฝ่าย
“ของในตะกร้านี้... ท่านลุงไม่อาจแตะต้องได้ ถ้าหากอยากได้ ก็ไปล่าเองที่ป่าชั้นกลาง”
และก่อนที่ชายผู้นั้นจะทันตั้งตัว นางก็หมุนข้อมือเขาฉับในจังหวะเดียว แล้วออกแรงเบี่ยงตัว ทุ่มร่างเขาลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“ตึง”เสียงร่างอ้วนใหญ่กระแทกกับพื้นดินแข็งดังก้อง ฝุ่นปลิวฟุ้งขึ้นตามแรงกระแทก คนที่เคยเอาแต่ตะคอกตอนนี้แน่นิ่งไปเพราะจุก ดวงหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บและอับอาย
“จำไว้” ไป๋เหยียนอวี่ก้าวเข้าไปยืนเหนือร่างเขา สายตานิ่งเฉียบอย่างคนไม่กลัวฟ้าดิน
“ของที่ข้าออกแรงแลกชีวิตมา จะไม่มีใครแตะต้องได้ โดยเฉพาะคนที่เคยตัดขาดกับข้า ยังมาทำหน้าด้านอ้างตัวเป็ญาติผู้ใหญ่ข้าอีกหรือ”
นางปรายตามองเหล่าชาวบ้านที่ลอบมองจากมุมกำแพง แล้วตวัดเสียงดุดัน
“พวกเ้าจำไว้ให้ดี ข้าไม่ใช่ไป๋เหยียนอวี่คนเดิมอีกต่อไป ถ้าใครคิดจะมาเหยียบข้าให้จมอีกครั้ง ก็จงแน่ใจ... ว่าพวกเ้ามีแรงลุกกลับขึ้นมายืนให้ได้” พอนางกล่าวจบก็สะบัดปลายชายเสื้อ กลับเข้าสู่เรือนทิ้งไว้เพียงบุรุษร่างใหญ่ที่ยังนอนจุกกับดินอยู่หน้าประตูบ้านของนาง พวกชาวบ้านที่มุงดูต่างเงียบ ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ
เมื่อไป๋เหยียนอวี่เดินกลับเข้ามาในเรือน ตะกร้าที่นางสะพายเนื้ออสูรไว้ที่หลังที่หนักพอตัว นางก็พบกับสายตาของเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังยืนตัวแข็ง อยู่ตรงขอบประตูเรือน
ดวงตากลมโตของหลี่เซียนเซียนเบิกกว้าง ขณะที่หลี่เซ่าหยางยืนนิ่งแววตาที่เคยหวาดกลัว ตอนนี้มีเพียงความตกตะลึงปนสับสน
พวกเขาเห็นทุกอย่าง...เห็นท่าทางแม่ที่จับลุงใหญ่ทุ่มลงดินเหมือนคนไร้ค่า เห็นความเยือกเย็นในแววตานาง
ไป๋เหยียนอวี่ไม่ได้อธิบายให้เด็กทั้งสองฟัง นางแค่เดินเข้ามาเงียบ ๆ หยุดอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยทั้งสอง จากนั้นก็ค่อย ๆ โน้มตัวลงวางตะกร้าลงข้างกาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกลูก... หิวกันหรือยัง?...” ดวงตาคู่นั้นไม่ใช่สายตาที่คอยจับผิดหรือลงโทษอีกต่อไปมันเต็มไปด้วยประกายของความห่วงใย
“วันนี้แม่ได้สัตว์อสูรมาตั้งหลายตัวแน่ะ เดี๋ยวพวกเรามากินเนื้อด้วยกันนะ” ดวงตาของหญิงสาวสะท้อนเพียงความอบอุ่น
เด็กทั้งสองไม่ตอบ แต่ในแววตาที่ไหวระริกของหลี่เซียนเซียนและสีหน้าของหลี่เซ่าหยางที่เริ่มเปลี่ยนจากความแข็งกร้าวเป็ความลังเลบางเบา
มันสามารถบอกได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด ว่าถ้อยคำของนาง... กำลังซึมผ่านกำแพงบาง ๆ ที่ทั้งสองเคยก่อขึ้นมาป้องกันหัวใจของตนเอง
กำแพงที่สร้างจากความกลัว ความเ็ป และความไม่ไว้ใจนั้น...ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ร้าวทีละนิด ทีละน้อยโดยที่เ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า หัวใจดวงน้อยของพวกเขา...กำลังเริ่มเปิดประตูให้ผู้แม่เป็แม่ ได้เข้ามาอีกครั้ง

ขอกรี๊ดดัง ๆ ให้น้องอวี่หน่อยค่ะ จากอดีตสารวัตรสาวสุดเถื่อน สู่แม่บ้านสายล่า
ที่สะพายธนูตะลุยป่าชั้นกลางอย่างไม่สนฟ้าแบบ…อิหยังวะลูกเอ๊ย คนอื่นเขาล่าผัว
แต่นางล่าสัตว์อสูรหาเนื้อทำกับข้าวแล้วเดินเข้าป่าแบบนางพญาสุดฤทธิ์
ที่ขำกว่าคือ...กลับมาถูกญาติแย่งของกิน นางก็จับทุ่มกับดินจุกไปสิคะ จะรอให้ขออนุญาตเรอะ
ยังค่ะ ยังไม่พอ...นางยังมีโหมดซอฟต์ ใส่ลูกสองคนด้วยประโยคละลายหัวใจ “หิวกันหรือยัง?”
โอ๊ยยยย ตบญาติแล้วกลับมาหั่นเนื้อแบบอ่อนโยน โหดแต่มีความอบอุ่น
ยัยน้องสมควรได้รับรางวัล “แม่สายบู๊แห่งปี” มาลุ้นกันค่ะว่าน้องจะทำให้เด็กๆใจก่อนได้หรือเปล่า