ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 ใช้กายเป็นเหยื่อ ตกปลาคาร์ปมังกร

            ไป๋ฉางเซิงหันกลับไปมองเจียงจืออวี๋แวบหนึ่งก่อนจะเก็บงำความตระหนกนี้ไว้ลึกสุดใจ

            ทว่าความตกใจนั้นก็เกิดขึ้นเพียงครู่เดียวแม้ระดับจักรพรรดิจะน่าเกรงขามเพียงใด แต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาสไปถึงจุดนั้น

            ด้วยระบบที่คอยส่งเสริมต่อให้เจียงจืออวี๋จะเป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดแต่ความเร็วในการฝึกฝนก็ดูเหมือนจะไม่ได้เร็วกว่าเขาเลย

            อย่างไรก็ตามเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือการหาทางปลดล็อคและจุดประกายสายวิวัฒนาการ‘เลือดมังกร’ ให้ได้

            ในเมื่ออาวุโสท่านนั้นจากไปโดยไม่แม้แต่จะทักทายการจะใช้วิธีลัดคงเป็นไปไม่ได้แล้วเช่นนั้นก็เหลือเพียงต้องพึ่งพาตัวเองในการหาทางจับพวกมันขึ้นมา

            “ที่นี่ไม่มีแม้แต่เบ็ดตกปลาด้วยซ้ำ”

            “ปลาคาร์ปมังกรอยู่ในน้ำลึกขนาดนั้น คิดจะจับก็จับไม่ได้เลย”

            หลินจิงเหยามองซ้ายมองขวาพยายามเค้นสมองแต่ก็ไร้ผล จนสุดท้ายก็ได้แต่โพล่งออกมาอย่างจนใจว่า“คงไม่ใช่ว่าจะต้องกระโดดลงไปจับในน้ำหรอกนะ?”

            การกระโดดลงไปจับในน้ำย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แต่คำพูดของหลินจิงเหยาก็ช่วยเตือนสติไป๋ฉางเซิงได้จุดหนึ่ง

            ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนจับสิ่งแรกที่ต้องทำคือหาวิธีดึงดูดปลาคาร์ปมังกรให้เข้ามาหา

            จะจับปลาหากไม่ลงเหยื่อจะทำได้อย่างไร

            ขอเพียงสามารถรวมกลุ่มปลาคาร์ปมังกรไว้ในที่เดียวกันได้ย่อมต้องมีหนทางจัดการพวกมันได้สักทาง

            ดูเหมือนเจียงจืออวี๋จะคิดถึงจุดนี้เช่นกันเธอสะบัดมือวูบหนึ่ง ซากสัตว์อสูรหลายตัวก็ถูกเรียกออกมาจากแหวนมิติ

            ซากเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาล่าได้ระหว่างทางเดิมทีตั้งใจจะเก็บไว้เป็นเสบียงสำรองให้ไป๋ฉางเซิงตอนขากลับแต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะมีประโยชน์ที่สำคัญกว่านั้น

            “เหยาเหยา ช่วยหน่อยสิ สับเนื้อสัตว์อสูรพวกนี้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที”

            ปลาคาร์ปมังกรเองก็เป็นสัตว์อสูรชนิดหนึ่งและตราบใดที่เป็นสัตว์อสูร ย่อมไม่มีทางปฏิเสธของที่มีกลิ่นคาวเลือดได้

            การใช้เนื้อสัตว์อสูรพวกนี้เป็นเหยื่อล่อเพื่อรวมกลุ่มปลาคาร์ปมังกรจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

            หลินจิงเหยาได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีลังเลหรือนึกรังเกียจแม้ว่าการจัดการซากสัตว์อสูรเหล่านี้จะดูนองเลือดไปบ้าง

            เธอชักดาบขึ้นมาแล้วสับลงไปเพียงไม่ถึงสิบดาบ เนื้อสัตว์อสูรก็ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่ากำปั้น

            ขณะที่ชิ้นเนื้อถูกโยนลงน้ำจนเกิดระลอกคลื่นกระจายตัวออกไปเจียงจืออวี๋จึงหันมามองไป๋ฉางเซิง

            “ก่อนมาที่นี่ ฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบเลือดมังกรมาแล้วนอกจากปลาคาร์ปมังกร ในทะเลสาบนี้ไม่มีสัตว์อสูรน้ำชนิดอื่นอาศัยอยู่เลย”

            “แต่ดูจากน้ำในทะเลสาบที่ไม่มีสิ่งผิดปกติก็ไม่น่าจะเป็นเพราะสัตว์อสูรอื่นอยู่ไม่ได้”

            “น่าจะเป็นเพราะปลาคาร์ปมังกรมีสัญชาตญาณหวงถิ่นรุนแรงมากและมักจะรวมกลุ่มกันโจมตีสัตว์อสูรตัวอื่น”

            “ฉันจำได้ว่า งูเกล็ดขาวว่ายน้ำได้ใช่ไหม?”

            เมื่อได้ยินคำถามของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจความหมายของเธอในทันที

            นี่เธอจะให้เขาสละตนเป็นเหยื่อล่อนี่นา

            จะไปหรือไม่ไป?

            ต้องไปอยู่แล้ว!

            ไม่เพียงเพราะเจียงจืออวี๋ให้เขาทำย่อมต้องมีเหตุผลรองรับที่ดีพอ แต่เพียงแค่ต้องเผชิญหน้ากับสายวิวัฒนาการ‘เลือดมังกร’ ที่รอการปลดล็อคอยู่ไป๋ฉางเซิงก็ไม่สามารถนิ่งดูดายโดยไม่ทำอะไรได้เลย

            ในเมื่อการยืนตกปลาอยู่บนฝั่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะคนทั้งสองกับงูอีกหนึ่งตัวไม่มีใครตกปลาเป็นสักรายเช่นนั้นก็มีแต่ต้องยอมเสี่ยงภัยด้วยตัวเอง

            “ปลาคาร์ปมังกรทั่วไปไม่ต้องไปสนใจพลังโจมตีของพวกมันไม่แข็งแกร่งพอจะทลายเกราะของนายได้”

            “หาทางดึงดูดปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงมาที่ริมฝั่งให้ได้”

            “ถึงตอนนั้น ฉันจะใช้เข็มผลาญวิญญาณ สังหารมันในทีเดียว”

            เจียงจืออวี๋จ้องมองไปยังผิวน้ำของทะเลสาบเลือดมังกรด้วยสายตาเป็นประกาย

            เข็มผลาญวิญญาณ...เธอเคยใช้มันมาแล้วครั้งหนึ่งในการต่อสู้กับราชันหมาป่ากระดูกเหล็ก

            ตอนนั้นมันทำให้ราชันหมาป่าระดับจ้าวอสูรตกอยู่ในสภาวะชะงักงันไปชั่วครู่

            หากมองเพียงการต่อสู้ครั้งนั้นดูเหมือนเข็มผลาญวิญญาณจะไม่ได้มีอานุภาพร้ายแรงอะไรนัก แต่ในความเป็นจริงประสิทธิภาพของเข็มผลาญวิญญาณนั้นเหนือกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

            ต้องอย่าลืมว่าในตอนนั้นเจียงจืออวี๋เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งเท่านั้น

            การฝืนข้ามผ่านถึงสี่ระดับใหญ่เพื่อใช้การโจมตีทางจิตที่ต้องเป็นระดับโหวแห่งยุทธ์ถึงจะกระทำได้ซ้ำยังสร้างบาดแผลให้สัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรได้อีกด้วย

            นี่คือการโจมตีที่ทรงพลังแม้จะแบกรับสถานะผิดปกติไว้เต็มตัว

            ทว่าตอนนี้จิตวิญญาณของเจียงจืออวี๋มั่นคงแล้วและระดับพลังก็พุ่งขึ้นมาถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง

            ในสถานการณ์เช่นนี้หากใช้เข็มผลาญวิญญาณอีกครั้ง ประสิทธิภาพย่อมแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก

            และแน่นอนว่าปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงย่อมไม่ใช่ตัวตนระดับเดียวกับราชันหมาป่ากระดูกเหล็ก

            “พลังของปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงน่าจะอยู่ในช่วงทหารอสูรระดับสอง”

            “ฉันมั่นใจว่าสามารถสังหารได้ในครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นไปได้พยายามล่อมันมาให้ใกล้ฝั่งที่สุด”

            หลังจากฟังคำกำชับทั้งหมดของเจียงจืออวี๋ไป๋ฉางเซิงก็ค่อยๆ เลื้อยลงไปในน้ำอย่างเงียบเชียบ เขาพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งเฮือกก่อนจะมุดหัวลงไปในน้ำเป็นอย่างแรก

            สัมผัสเย็นเยียบจู่โจมเขาทันทีแต่ความรู้สึกนั้นไม่รุนแรงนัก อย่างน้อยก็อยู่ในระดับที่ไป๋ฉางเซิงทนได้

            เมื่อร่างกายเรียวยาวจมลงในน้ำทั้งตัวไป๋ฉางเซิงก็ตระหนักถึงความผิดปกติของทะเลสาบเลือดมังกรได้ชัดเจนขึ้น

            ลักษณะทางกายภาพของทะเลสาบแห่งนี้ประหลาดมากเพียงแค่มองด้วยตาก็จะเห็นว่า ทุกๆ หนึ่งเมตรที่ลึกเข้าไปความลึกของน้ำจะเพิ่มขึ้นถึงสี่สิบห้าสิบเซนติเมตร

            ความลาดชันระดับนี้ทำให้ก้นทะเลสาบเลือดมังกรดูราวกับกรวยขนาดยักษ์

            “ถ้าไม่ผิดไปจากที่คาดปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงน่าจะอยู่ที่ใจกลางทะเลสาบตรงจุดที่ลึกที่สุด”

            เขาเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณร่างกายส่ายไหวไปมาขณะว่ายมุ่งหน้าสู่ใจกลางทะเลสาบ

            ริมฝั่งนั้นหลินจิงเหยาและเจียงจืออวี๋ยังคงโยนชิ้นเนื้อสัตว์อสูรลงน้ำอย่างต่อเนื่องจนน้ำที่เคยใสสะอาดเริ่มปรากฏสีแดงจางๆ กระจายออกมา

            และเป็นไปตามคาดเมื่อกลิ่นคาวเลือดเริ่มแผ่ซ่านออกไปก็มีปลาคาร์ปมังกรสีแดงเริ่มสังเกตเห็นและรวมตัวกันเข้ามาทางนี้

            ในระยะสายตาของไป๋ฉางเซิงเขาเห็นพวกมันถึงสี่ตัว

            เมื่อมองดูปลาคาร์ปมังกรที่มีความยาวราวห้าสิบหกสิบเซนติเมตรแต่ละตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ไป๋ฉางเซิงก็ได้แต่ข่มกลั้นความต้องการที่จะล่าพวกมันตรงนี้ไว้

            หากเขาล่าตอนนี้ฝูงปลาจะตื่นตกใจจนหนีหายไป ซึ่งไม่คุ้มค่าเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูความรวดเร็วและคล่องตัวของปลาคาร์ปมังกรในน้ำสลับกับท่าทางที่ดูเก้งก้างและเชื่องช้าของตัวเองแล้วต่อให้ไป๋ฉางเซิงอยากจะจับแค่ไหน เขาก็ต้องแน่ใจก่อนว่าจะไล่ตามพวกมันทัน

            มีปลาคาร์ปมังกรตัวหนึ่งสังเกตเห็นไป๋ฉางเซิงมันไม่สนใจชิ้นเนื้อสัตว์อสูรอีกต่อไป แต่กลับสะบัดหางพุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว

            “ปึก!”

            ไป๋ฉางเซิงรู้สึกราวกับถูกใครสักคนถีบเข้าอย่างจังร่างกายพลันหนักอึ้ง เขาหันกลับไปหมายจะงับเข้าที่ข้างลำตัวของมัน

            ทว่าปลาคาร์ปมังกรตัวที่โจมตีเขาเมื่อครู่กลับว่ายหนีไปไกลแล้วไม่เปิดโอกาสให้ไป๋ฉางเซิงได้งับมันเลยสักนิด

            การโจมตีของปลาคาร์ปมังกรไม่ได้รุนแรงนักแต่ก็พอที่จะทำให้เขารู้สึกเจ็บน่าจะเป็นระดับพลังโจมตีที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ทหารอสูรระดับหนึ่ง

            การโจมตีเพียงครั้งเดียวอาจไม่เท่าไหร่

            แต่หากมีจำนวนมากกว่านี้แล้วปลาคาร์ปมังกรแต่ละตัวรุมโจมตีเขาคนละที ต่อให้ฆ่าเขาไม่ได้แต่มันก็สร้างความทรมานให้เขาได้ไม่น้อยเลย

            “จะมัวเสียเวลาไม่ได้ ต้องรีบหาปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงให้เจอก่อนที่ปลาคาร์ปมังกรตัวอื่นจะรู้ตัว”

            ไป๋ฉางเซิงเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเขาเลิกสนใจปลาตัวเมื่อครู่ที่คอยตามตื๊อ แล้วว่ายลึกมุ่งสู่ใจกลางทะเลสาบต่อไป

            ทว่าไป๋ฉางเซิงกลับประเมินสัญชาตญาณหวงถิ่นของปลาพวกนี้ต่ำไป

            ยิ่งเขาว่ายลึกเข้าไปในทะเลสาบเลือดมังกรปลาคาร์ปมังกรที่ว่ายผ่านไปมาก็เริ่มหันมาจับจ้องเขามากขึ้นเรื่อยๆ

            เมื่อลองหันหลังกลับไปดูตอนนี้มีปลาคาร์ปมังกรว่ายตามหลังเขามาเป็นสิบตัวแล้ว

            การโจมตีแต่ละครั้งเปรียบเสมือนการถูกค้อนหนักๆฟาดใส่ จนไป๋ฉางเซิงเริ่มจะทรงตัวในน้ำได้ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ

            เขาสู้ชนะพวกมันได้แต่กลับจับพวกมันไม่ได้เลยความคล่องตัวของปลาคาร์ปมังกรนั้นเหนือกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากเพียงแค่ความเร็วระดับนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทหารอสูรระดับหนึ่งทั่วไปจะมีได้แล้ว

            ขนาดปลาคาร์ปมังกรธรรมดายังขนาดนี้แล้วถ้าเป็นปลาคาร์ปมังกรเกล็ดม่วงล่ะ มันจะร้ายกาจขนาดไหนกัน?

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน