ในวันหนึ่งที่เจียงหยุนกำลังให้อาหารม้าอยู่นั้นเอง กลุ่มคนลึกลับปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขาพุ่งตรงมาหาเจียงหยุนโดยไม่มีการอธิบายใด ๆ และก่อนที่เขาจะมีโอกาสรับรู้หรือป้องกันตัว กลุ่มคนเหล่านั้นก็ได้โจมตีเขาจนบาดเจ็บสาหัสและสลบลงไปพร้อมพาตัวเขาไปในทันทีเหมือนกับเงาที่หายไปในความมืด ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับภาพหลอนที่ปรากฏในฝันร้าย
เมื่อเจียงหยุนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แปลกตา ไม่มีอะไรที่คุ้นเคยแม้แต่น้อย แสงไฟสลัวๆ จากเทียนของห้องนั้นส่องสะท้อนให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบตัวเขา ใบหน้าของพวกเขาไม่คุ้นเคย ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของเขา และมือของพวกเขากำลังดึงบางอย่างออกจากร่างกายของเขาอยู่
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องจากความเจ็บปวดที่ไม่อาจทนได้พลันถาโถมเข้ามา เจียงหยุนรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ทะลวงเข้าไปในทุกอณูของร่างกาย เขากำลังจะร้องออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ความเจ็บปวดนั้นเกินกว่าที่จิตใจของเขาจะรับไหว และไม่นานเขาก็สลบไปอีกครั้ง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างรอบตัวเต็มไปด้วยความว่างเปล่า จิตใจของเขาสับสนเลือนราง ไม่เหลือความทรงจำใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของอดีตที่หลงเหลือ เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนหรือเหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่ เขารู้จักเพียงชื่อตัวเองเท่านั้น เจียงหยุน
เจียงหยุนกวาดสายตาไปรอบ ๆ สถานที่ที่เขาไม่คุ้นเคย มันคล้ายกับลานทิ้งเศษขยะเก่าๆ รกร้าง สิ่งที่สะดุดตาเขากลับเป็นภาพของเด็กชายและเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ สองคนที่ดูอายุไล่เลี่ยกับเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างจากกองขยะที่กระจัดกระจายทั่วลาน พวกเขาอยู่ในสภาพซอมซ่อ เสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง ผมกระเซอะกระเซิง แต่ในดวงตาของพวกเขายังมีความหวังเล็ก ๆ ที่ดูเปราะบางเหมือนสายลมที่พัดผ่าน
เจียงหยุนมองดูเด็กทั้งสองคนขณะพวกเขาคลำหาอะไรบางอย่างจากกองขยะ จนในที่สุดเด็กชายก็หยิบเศษขนมปังผุพังที่ขึ้นราขึ้นมาจากพื้น พวกเขาแบ่งกันกินด้วยความหิวโหยโดยไม่สนใจสภาพของมัน พวกเขาไม่มีทางเลือก และทันใดนั้นเอง เด็กทั้งสองก็สังเกตเห็นเจียงหยุนที่นอนอยู่ข้างกองขยะด้วยบาดแผลทั่วร่างกาย
เด็กชายและเด็กหญิงชะงักไปเล็กน้อย ทั้งสองมองหน้าเจียงหยุนด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่นานพวกเขาก็เข้าใจว่า เจียงหยุนก็ไม่ต่างจากพวกเขา เป็นคนที่ถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายนี้ด้วยตัวเอง
เด็กชายเดินเข้ามาหาเขาอย่างไม่ลังเล พูดขึ้นเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
"เจ้า...ก็ถูกทิ้งมาที่นี่เหมือนพวกเราใช่ไหม?"
เจียงหยุนไม่รู้จะตอบอย่างไร ความสับสนยังคงถาโถมเข้าใส่ แต่ในแววตาของเด็กทั้งสอง เขาเห็นบางอย่างที่ดึงดูดใจและความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่ส่องประกายขึ้นท่ามกลางความโหดร้ายของโลกนี้
เด็กหญิงยื่นมือออกมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ "มากับพวกเราสิ หากเจ้าไม่ต้องการอยู่คนเดียว"
แม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เจียงหยุนก็ยื่นมือไปจับมือของเด็กหญิง และพวกเขาก็พาเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่า นอกเมืองที่รกร้าง สู่ฐานทัพลับของพวกเขา สถานที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน บ้านของคนที่ถูกลืม บ้านของคนที่ไม่มีที่ไป
เมื่อเจียงหยุนถูกพากลับมาที่ฐานทัพลับของเด็กทั้งสองคน ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเขาคือกลุ่มเด็กๆ 12 คนที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากเด็กชายและเด็กหญิงที่ช่วยเขาไว้ พวกเขานั่งกระจายตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของฐานทัพร้างกลางป่า บางคนกำลังเล่นสนุกสนาน บ้างก็กำลังพักผ่อนด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เห็นได้ชัดว่าทุกคนที่นี่ต่างถูกทิ้งเหมือนกัน
เด็กชายและเด็กหญิงที่ช่วยเจียงหยุนเอาไว้ เริ่มแบ่งอาหารที่ได้จากการเก็บขยะมาให้เด็กคนอื่นๆ อย่างเป็นธรรม เด็กทุกคนในฐานทัพได้รับอาหารไปด้วยความกระตือรือร้น ไม่มีใครพูดอะไรมากนัก แต่สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความขอบคุณและความสุขในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่
หลังจากที่ทุกคนได้รับอาหารแล้ว เด็กชายหันกลับมาหาเจียงหยุนและกล่าวแนะนำตัว "ข้ามีชื่อว่าหยางห้าว และนางคือหลานฟาง" เขาชี้ไปที่เด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะเริ่มแนะนำเด็กคนอื่น ๆ ทีละคน แต่ละคนต่างมีชื่อและบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์
"แล้วเจ้าล่ะ?" หยางห้าวถามด้วยความสงสัย "เจ้าชื่ออะไร?"
เจียงหยุนยังคงสับสนเล็กน้อย เขาจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใครจริงๆ แต่บางสิ่งบางอย่างกลับเด้งขึ้นมาในจิตใจของเขา "เจียง...หยุน" เขาพูดขึ้นเบาๆ
หยางห้าวยิ้มออกมาพร้อมหยิบขนมปังบางส่วนไปให้เจียงหยุน
"ยินดีที่ได้รู้จัก เจียงหยุน! เรามาช่วยกันเอาชีวิตรอดในโลกนี้กันเถอะ"
เขายื่นมือออกมา เจียงหยุนที่ยังคงงุนงงอยู่ แต่กลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาภายในใจ เขายิ้มตอบก่อนจะรับขนมปังจากหยางห้าว
ตั้งแต่นั้นมา เป็นเวลา 2 ปี เจียงหยุนก็เริ่มสนิทสนมกับเด็ก ๆ ทุกคนที่นั่นอย่างรวดเร็ว พวกเขามอบความเป็นครอบครัว ความอบอุ่นที่เขาไม่เคยพบเจอเลย วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในความสนุกสนานและความสุข พวกเขาทำทุกอย่างด้วยกัน ทั้งการตกปลา การเล่นเป็นผู้ฝึกตน การกินข้าวด้วยกัน การเล่นเกมเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการสำรวจป่ารอบ ๆ ฐานทัพ
แต่ในช่วงฤดูหนาวโหดร้ายก็ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามา หยางห้าว หลานฟาง และเจียงหยุนที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม เริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น อาหารที่พวกเขาสามารถหาได้เริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ความยากลำบากเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย
"ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราจะไม่เหลืออาหารกินอีก" หยางห้าวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเครียด ๆ ขณะที่พวกเขานั่งประชุมกันภายในถ้ำที่เป็นฐานลับของพวกเขา
เจียงหยุนพยักหน้าเงียบ ๆ เห็นด้วย สายตาของเขาจ้องมองไปยังเด็กเล็ก ๆ ที่ยังคงเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ในช่วงที่ความเงียบเข้ามาปกคลุม หลานฟางก็เสนอความคิดขึ้นมา "พวกเราไปหาไม้มาทำเป็นฝืนแล้วเอาไปขายในเมืองดีไหม? อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาซื้ออาหารบ้าง"
หยางห้าวพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากคิดอยู่สักพัก "ดี! เราลองทำดู" เขาหันไปบอกกับทุกคนในกลุ่ม และเด็กๆ ต่างตื่นเต้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปตามหาวัตถุดิบอย่างไม้เพื่อทำฝืนกัน
เสียงหัวเราะและความสนุกสนานดังก้องไปทั่วป่า ขณะที่ทุกคนต่างช่วยกันเก็บไม้และเก็บรวบรวมอาหารหากพบเห็น การทำงานร่วมกันทำให้ของพวกเขาเต็มไปด้วยความสนุกหัวใจของพวกเขากลับมามีความสดใสอีกครั้ง
“อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
แต่ท่ามกลางความสุขนั้น เสียงกรีดร้องของหลานฟางก็ฉับพลันดังขึ้น เสียงนั้นแทรกผ่านความเงียบงันของป่า ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปหาต้นกำเนิดเสียงทันที
"เกิดอะไรขึ้น!" หยางห้าวรีบวิ่งเข้ามาใกล้ เจียงหยุนเองก็รีบตามไปด้วย หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล
สิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อมาถึง ทำให้ทุกคนหยุดนิ่งอยู่กับที่...
เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ สิ่งที่พวกเขาเห็นทำให้ทุกคนตกตะลึง ชายสองคนกำลังลากตัวหลานฟางไป สัญลักษณ์บนเอวของพวกเขาทำให้เจียงหยุนสะดุดตา เป็นตราสัญลักษณ์ของ “คนรับใช้แห่งตระกูลเจียง” เขารู้สึกคุ้นเคยตราสัญลักษณ์นี้มาก ทว่าเขาไม่มีเวลามานั่งคิดถึงมันในตอนนี้
หลานฟางดิ้นรนสุดชีวิต ขัดขืนอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะถูกชายสองคนพยายามกดเธอไว้ เจียงหยุนและหยางห้าวพุ่งตรงเข้ามาช่วยเหลือเธอทันที หวังจะดึงหลานฟางออกจากเงื้อมมือของชายทั้งสอง แต่พวกเขาไม่สามารถต่อกรกับพละกำลังที่เหนือกว่าของพวกนั้นได้ ทุกหมัดที่เจียงหยุนและหยางห้าวปล่อยออกไป ไม่อาจสร้างความเสียหายให้ศัตรูได้เลย
เด็กคนอื่น ๆ ในกลุ่มที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาช่วยด้วยความหวัง แม้พวกเขาจะไม่มีอาวุธ ไม่มีการฝึกฝน แต่ทุกคนล้วนมีความกล้าหาญที่จะปกป้องเพื่อนของพวกเขา ทว่าชายทั้งสองไม่ได้ปราณี พวกเขาตอบโต้ด้วยความโหดร้าย เด็กหลายคนถูกผลักกระเด็นออกไป บางคนถึงขั้นกระดูกหัก เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว
“ไอ้พวกเด็กเวรพวกนี้”
“เจ้าไม่ต้องร้อง..แค่ตามพวกเราไป.นายน้อยเจียงเฟิงจะให้ชีวิตที่ดีแก่เจ้าได้”
หลานฟางที่ยังคงพยายามขัดขืนและกัดไปที่มือของชายคนนั้นแต่นางถูกตบอย่างรุนแรงจนร่างของเธอกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ เสียงดังสนั่น ร่างกายของเธอล้มลงอย่างรุนแรง เจียงหยุนที่มองเห็นเหตุการณ์นั้น ทุกอย่างในตัวเขาหยุดชะงัก ภาพของเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้นกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างในจิตใจของเขา
เด็กๆ ที่เหลือถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนสลบไปหมด เหลือเพียงเจียงหยุนที่ยังยืนอยู่ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แต่เขาไม่ยอมล้ม 1ในชาย 2 คนนั้นพูดขึ้น
“เจ้ามัน….”
ทันใดนั้น พลังบางอย่างในตัวเจียงหยุนก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เป็นพลังที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันมาจากไหนหรือเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ ชายทั้งสองคนที่ทำร้ายเด็กๆ ล้มลงทันที เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด เจียงหยุนยืนมองพวกเขาด้วยความตกใจและสับสน พลังที่ไม่รู้จักได้สังหารชีวิตของพวกนั้นในพริบตา
เมื่อเห็นชายสองคนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว เจียงหยุนไม่มีเวลามานั่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขารีบวิ่งไปตรวจสอบอาการของเด็กๆ ที่นอนสลบอยู่ ทุกคนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะหลานฟางที่ร่างกายของเธอดูเหมือนเกือบจะพิการ
แม้ร่างกายของเจียงหยุนเองก็ไม่ไหวแล้ว เขาแทบจะล้มลงทุกครั้งที่พยายามลุกขึ้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเพื่อนของเขา เขาจึงหาเถาวัลย์ที่อยู่ใกล้ ๆ มาใช้มัดตัวเขาเข้ากับร่างของเด็กๆ ที่บาดเจ็บ แล้วค่อยๆ ลากพวกเขากลับไปยังฐานทัพลับด้วยความยากลำบาก
ทุกย่างก้าวที่เจียงหยุนลากพวกเขาไปเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาในทุกอณูของร่างกาย แต่ในหัวใจของเขามีเพียงความมุ่งมั่น เขาจะไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สุดท้าย เขาสามารถพาทุกคนกลับมาถึงฐานทัพลับได้สำเร็จ ร่างกายของเขาทรุดลงทันทีกับพื้นดิน ขณะเดียวกันจิตใจของเขาก็เริ่มลอยไปด้วยความเหนื่อยล้าและสับสน ก่อนที่เขาจะสลบลงไป
เมื่อเจียงหยุนลืมตาตื่นขึ้นมา เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าในทุกอณูของร่างกาย เขานอนอยู่ในฐานทัพลับของเด็ก ๆ อีกครั้ง สภาพแวดล้อมรอบตัวเงียบสงัด เพื่อน ๆ ของเขายังนอนนิ่งอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมตรวจดูเด็กแต่ละคนอย่างละเอียด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเขาสามารถรักษาแผลบางส่วนได้อย่างเชี่ยวชาญและความสามารถในการรักษานั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกับเจียงหยุนอย่างบอกไม่ถูก
เจียงหยุนทำแผลให้ทุกคนเท่าที่เขาทำได้ แต่เมื่อมาถึงตัวหลานฟาง อาการบาดเจ็บของเธอกลับหนักเกินไป ใบหน้าเธอซีดเซียว ร่างกายบอบช้ำอย่างรุนแรง เจียงหยุนพยายามคิดหาทางช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เขาก็ไม่รู้ว่าจะรักษาเธอให้หายได้อย่างไร ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะต้องพาหลานฟางไปที่เมืองเพื่อหาคนรักษา ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไป เขาเขียนข้อความไว้บนพื้นดินเพื่อบอกหยางห้าวและเด็กคนอื่น ๆ ว่าเขาพาหลานฟางไปเมือง พร้อมทั้งกำชับให้พวกเขารักษาตัวจนกว่าจะกลับมา
ขณะที่เจียงหยุนแบกหลานฟางขึ้นหลัง ฟ้ากลับมืดครึ้มและหิมะเริ่มตกลงมาอย่างน่าประหลาดใจ มันเป็นหิมะที่ดูไม่ปกติ แต่เจียงหยุนไม่สนใจเขาออกเดินทางโดยมีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือการรักษา หลานฟาง และระหว่างทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก เท้าของเขาถูกหิมะกัดจนชา ความเจ็บปวดแผ่ซ่านขึ้นมาทุกครั้งที่ก้าวเดิน แต่เขาก็ยังคงก้าวต่อไป ไม่มีความคิดที่จะหยุดหรือยอมแพ้
หลังจากเดินทางท่ามกลางหิมะที่หนาวเย็น เขาก็มาถึงเมืองในที่สุด เจียงหยุนเดินเข้าหาชายที่กำลังขายซาลาเปาในตลาดด้วยความหวัง "ช่วยนางด้วย...นางบาดเจ็บหนัก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
แต่แทนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ชายขายซาลาเปากลับใช้ไม้ตีเจียงหยุนที่ใบหน้าด้วยความรุนแรง
"ไปให้พ้น! ที่นี่ไม่ต้อนรับขอทาน เจ้าทำให้ร้านของข้าดูสกปรก!" ชายคนนั้นตะโกนเสียงดัง
เจียงหยุน เซถอยหลังไปด้วยความตกใจ เขากัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากไม้ที่ฟาดหน้าไม่ได้ทำให้เขาท้อใจ เขายังคงแบกหลานฟางเดินต่อไป เขาถามทุกคนที่เดินผ่านพวกเขา ขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่เขาคิดว่าจะช่วยได้ แต่ทุกคนกลับเมินเฉย บ้างก็ผลักไสเขาออกไปอย่างไร้เมตตา
"ช่วยนางด้วย!"
"ช่วยนางด้วย!"
"ช่วยนางด้วย!" เจียงหยุนร้องขอเสียงดัง แต่กลับได้รับไม้ฟาดเข้ามาอีกครั้ง ใบหน้าของเขาบวมช้ำและมีเลือดไหลซิบออกมา แต่เพราะความหนาวเย็นของหิมะ เลือดจึงหยุดไหลอย่างรวดเร็ว เขาแทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดทางร่างกายอีกแล้ว ความสิ้นหวังเข้าครอบงำหัวใจของเขา พร้อมกับอาการของ หลานฟางที่แย่ลงเรื่อยๆ เจียงหยุนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีแต่หิมะตกลงมา ท่ามกลางความเงียบงันของเมืองพร้อมน้ำตาของเขากำลังไหลออกมา
ในขณะที่เขาคิดว่าความหวังสุดท้ายได้ดับสิ้นลง ชายชราผู้หนึ่งในเสื้อคลุมเก่าก็เดินเข้ามาหาเจียงหยุน ชายชรามองดูเจียงหยุนด้วยสายตาที่สงบและอบอุ่น
"เจ้าหนู เจ้าเป็นลูกผู้ชาย อย่าร้องไห้สิ" ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและเห็นใจ
เจียงหยุนมองขึ้นมาที่ชายชรา พร้อมน้ำตาแห่งความสิ้นหวังเอ่อล้นในดวงตา แต่คำพูดของชายชรานั้นทำให้หัวใจของเขาสั่นสะเทือน เขายังคงยืนหยัด แบกหลานฟางอยู่บนหลัง แม้ว่าจะเหนื่อยล้าและเจ็บปวดแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมทิ้งเพื่อนของเขา
ชายชราใช้มือที่ชราและมีรอยเหี่ยวย่นตรวจสอบอาการของหลานฟางอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มอย่างเห็นใจที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ "เจ้าต้องการที่จะช่วยนางใช่ไหมเจ้าหนู?" เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เจียงหยุนที่รู้สึกถึงความสิ้นหวังในใจ พูดออกไปด้วยความกระวนกระวาย "ช่วยนางด้วย..ข้าขอร้อง…ได้โปรด"
ชายชราพยักหน้าและทำเหมือนกำลังพิจารณาอาการอย่างละเอียด "นางบาดเจ็บสาหัสเกินไป" คำพูดของเขาทำให้หัวใจของเจียงหยุนดิ่งลงสู่เหวลึก แต่ชายชรากลับพูดต่อ "แต่ข้ามียารักษาที่สามารถช่วยนางได้"
"ได้โปรดช่วยนางด้วย..ข้าขอร้อง!" เจียงหยุนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
"แต่เจ้าต้องมีหินวิญญาณมาแลกนะ ข้าถึงจะให้เจ้ามันได้" ชายชราพูดพร้อมยิ้มอย่างจริงใจ
"ข้าไม่มีหินวิญญาณเลยแม้แต่ก้อนเดียวเลย" เจียงหยุนตอบเสียงแหบแห้งและเสียงแห่งความสิ้นหวัง
ชายชรามองไปที่คนขายซาลาเปาที่เคยตีเจียงหยุนเมื่อสักครู่
"เจ้าเห็นถุงนั้นไหม? นั่นคือถุงที่มีหินวิญญาณมากมายพอที่จะซื้อยาของข้าได้ เจ้าจงไปเอามาซะสิ"
เจียงหยุนมึนงงมาก เขาไม่เคยขโมยของมาก่อนเลยตั้งแต่เกิดมา แต่ในตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไป เขาเห็นความหวังในการรักษาหลานฟางแล้วและเป้าหมายของเขาชัดเจนและในหัวเขามีเพียงต้องการช่วยหลานฟางเท่านั้น เขาพยักหน้าให้กับชายชราทันทีและเดินออกไป
เขาแอบเดินเข้าไปในมุมอับสายตาของ คนขายซาลาเปาทันที และเมื่อเห็น จังหวะที่เหมาะสมในขณะที่คนขายซาลาเปากำลังขายซาลาเปาอยู่นั้นเอง เขาพุ่งตัวไปขโมยถุงหินวิญญาณที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวของคนขายซาลาเปาทันที เมื่อได้มาแล้ว เขาวิ่งหนีออกไปด้วยความรวดเร็ว
คนขายซาลาเปาตกใจและวิ่งตามไปทันที พร้อมตะโกนลั่น "ขโมย! ขโมย!" เจียงหยุนพยายามวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต แต่ทันใดนั้น พลังบางอย่างทำให้เขาสะดุดล้มลง สภาพร่างกายของเขายิ่งบอบช้ำมากขึ้น
"ขอบคุณ คุณหนูเจียงขอรับ" คนขายซาลาเปาเอ่ยออกมา
จากนั้นเขาเดินเข้าไปใกล้เจียงหยุนและเขาได้เตะเจียงหยุนอย่างรุนแรงและเขากระทืบเจียงหยุนอีกครั้งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะหยิบถุงหินวิญญาณกลับไปอย่างพอใจ ทันใดนั้นเองคนขายซาลาเปาก็เดินกลับมาพร้อมถามเจียงหยุน
"มือไหนที่เจ้าขโมยถุงหินวิญญาณของข้าไป"
เจียงหยุนเงียบ
"ในเมื่อไม่ตอบข้าขอหักแขนซ้ายของเจ้าก็แล้วกัน"
เสียงกระดูกแขนซ้ายของเจียงหยุนที่หักออกดังกว่าเสียงร้องไห้ของเจียงหยุนเสียอีกและเจียงหยุนที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่รุนแรง น้ำตาไหลออกมา แต่เขาไม่ได้ส่งเสียงแห่งความเจ็บปวดนั้นออกมาแม้แต่น้อย เขาเพียงพยายามคลานหนีไปอย่างสุดกำลัง ขณะที่คนขายซาลาเปาเดินจากไปพร้อมความพอใจ ทิ้งเจียงหยุนที่บาดเจ็บสาหัสไว้ข้างหลัง
เมื่อคนขายซาลาเปาออกไป เจียงหยุนยังคงนอนอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมและพยายามคลานไปในจุดที่ชายชราอยู่ ขณะนั้น เสียงของหญิงสาวที่เคยเห็นมาก่อนดังขึ้น
"ทำไมถึงมีขโมยในเมืองนี้กัน ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
"เจียงลี่ หยุดพูดเถอะ เรารีบไปหาซื้อของขวัญให้เจียงเฟิงกันเถอะ ข้าจะทำให้เขาหุบยิ้มไม่ได้จากของขวัญของข้าเลย" เสียงของหญิงสาวอีกคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมดึงหญิงสาวคนนั้นจากไปทันที
ในขณะที่เจียงหยุนไม่สามารถจำพวกนางได้ เขายังคงจมอยู่ในความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง แต่ในมือของเขากำหินอะไรบางอย่างไว้อย่างเหี่ยวแน่น เมื่อมองดูดีๆ แล้วมันคือหินวิญญาณระดับต่ำ
เจียงหยุนยิ้มอย่างมีความสุข เนื่องจากเขาแอบแบ่งหินวิญญาณบางส่วนออกมาจากถุงที่ขโมยมาได้ในขณะที่กำลังวิ่งหนีอยู่ ก่อนจะลากร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสเข้าไปซ่อนในช่องแคบที่หลานฟางและชายชราพักอยู่
ชายชราที่เห็นเจียงหยุนกลับมาพร้อมสภาพที่บาดเจ็บสาหัส หน้าของเขาบวมเปล่งและเลือดที่เต็มใบหน้าของเขาพร้อมด้วยแขนซ้ายที่หักของเจียงหยุน ชายชราถามด้วยความกังวล "เจ้าได้มารึเปล่า?"
เจียงหยุนหยิบหินวิญญาณออกมา ชายชราประหลาดใจและดีใจมาก "เพื่อเห็นแก่เจ้าที่พยายามขนาดนี้ ข้าจะลดราคาให้ก็แล้วกัน เอาไปสิ" ชายชราพูดพร้อมส่งยารักษาให้
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เจียงหยุนรับยามา เจียงหยุนได้หันไปมองชายชราที่เดินผ่านตัวเขาไป แต่ไม่เห็นชายชราอีกแล้ว เจียงหยุนขอบคุณชายชราอย่างซาบซึ้งและรีบเข้าไปหา หลานฟาง ทันที เมื่อนางตื่นขึ้นมาและมองเห็นเจียงหยุนที่บาดเจ็บสาหัสร่างกายเต็มไปด้วยเลือดแต่เนื่องจากความหนาวเย็นมันจึงหยุดไหลและนางเห็นแขนซ้ายของเจียงหยุนที่หักอยู่ หัวใจของนางเจ็บปวด
"เจียงหยุน…ทำไม..เจ้าไม่รักษา…ตัวเองก่อน." หลานฟางถามด้วยเสียงอ่อนล้า
"ข้าไม่เป็นไร…แค่นี้สบายมาก" เจียงหยุนตอบด้วยเสียงที่สดใส
แต่หลานฟางต้องตกใจเมื่อนางมองไปที่ใบหน้าของเจียงหยุนที่บวมและเต็มไปด้วยรอยเลือดมากมาย
"ทำไมเจ้า….เจ้า.." นางถามด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างกายของนางเริ่มอ่อนแรง
"เจ้าอย่าพึ่งพูดอะไรเลยดีกว่า นี่คือยาที่สามารถรักษาเจ้าได้ รีบกินก่อนสิ" เจียงหยุนพูดอย่างเร่งรีบ
"รักษา…รักษาข้า..รักษาข้าจากอะไรกัน" เมื่อนางพูดจบนางก็ตกใจมากเมื่อนางไม่สามารถขยับร่างกายของนางได้แม้แต่น้อย และน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาเล็กๆ ของนางทันที
"เจียงหยุน..ข้า..ข้าเป็นอะไรไป…ทำไมข้าถึง…ไม่สามารถ..ขยับร่างกายได้" หลานฟางพูดออกมาทั้งน้ำตา
"เจ้าไม่ต้องห่วงหากเจ้ากินยาเม็ดนี้แล้วเจ้าจะสามารถกลับมาเหมือนเดิมได้แน่นอน" เจียงหยุนพูดแทรก
"แต่…ว่า..เจ้าเองก็.." หลานฟางพูดออกด้วยความเป็นห่วงและเสียงที่แผ่วเบา
"ไม่เป็นไรแผลของข้ารักษาง่ายกว่าของเจ้าเยอะมันใช้เวลาไม่นานหรอก" เจียงหยุนที่พูดด้วยเสียงสั่นๆ
หลานฟางยิ้มพร้อมน้ำตาที่ไหลรินออกมา "ขอบคุณเจ้ามาก เจียงหยุน" นางพูดด้วยความรู้สึกขอบคุณ
เจียงหยุนช่วยให้นางกินยา และหลังจากนั้นไม่นาน หลานฟางเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยเจียงหยุนก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและเขาเห็นแบบนั้นเขาจึงแบกนางขึ้นหลังและเตรียมจะกลับไปยังฐานทัพลับของพวกเขา แต่เมื่อเจียงหยุนแบกนางขึ้นมา เสียงไอของหลานฟางก็ดังขึ้นพร้อมเลือดที่พุ่งออกมาจากปากของหลานฟางที่ย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดงในทันที
ทันใดนั้นเอง เจียงหยุนมองไปที่หลานฟางที่กำลังมีเลือดไหลออกมาจากทั้งหู ตา และปากของนาง เจียงหยุนตกใจมาก เขาพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว "หลานฟาง...เจ้าเป็นอะไร...รึเปล่า..." เขาเขย่าตัวนางเพื่อเรียกสติ
"หลานฟาง...ตื่นก่อน…อย่าพึ่งหลับสิ...หลานฟาง…ตื่นสิ" เจียงหยุนพูดด้วยเสียงสะอื้น
“เจ้าตื่นเร็วเข้า…..ที่นี่มีขนมปัง….ขนมปังทาน้ำผึ้งที่เจ้าชอบอยู่นะ” เจียงหยุนพูดด้วยเสียงสะอื้น
หลานฟางลืมตาขึ้นและพูดด้วยเสียงที่เจ็บปวดพร้อมเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดของนาง
"เจียงหยุน...ข้าเจ็บ...ข้า...เจ็บเหลือเกิน...มันทรมาน...มาก...ได้โปรด...ช่วย...ช่วยข้าด้วย"
เจียงหยุนจับมือของนางแน่นและแบกนางวิ่งไปทันที พร้อมตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
"ใครก็ได้...ช่วยนางด้วย...ได้โปรด...ข้าขอร้อง" แต่แทนที่เขาจะได้รับความช่วยเหลือ คนที่ผ่านไปมาพากันเมินเฉยและเดินหนีไปอย่างไม่สนใจ
"เจียงหยุน...ข้า...ง่วง...และมันเจ็บปวด….เหลือเกิน...ข้าหิว..." หลานฟางพูดด้วยเสียงแผ่ว
เจียงหยุนพูดด้วยน้ำตาและเสียงสะอื้น
"ไว้เมื่อเจ้าหายดีแล้ว...เราและคนอื่นๆ จะไปหา...น้ำผึ้งหวานๆ ...ที่ป่าและนำขนมปังนุ่มๆ ...ใหญ่ๆ และราดน้ำผึ้งเยอะๆ อย่างที่เจ้าชอบกินกันกับทุกคน..."
หลานฟางหัวเราะออกมาอย่างอ่อนแอพร้อมเลือดที่ไม่หยุดไหลของนาง
"นั้นสินะ...ตอนนี้...ข้าอยาก...เจอ...ทุกคนจังเลย...ข้าอยากออกไปตกปลาอีก...และ...ผจญภัยในป่า...กับ...ทุกคน...และเล่น...เป็นผู้ฝึกตน...กับ...ทุกคน...อีกจังเลย"
เจียงหยุนพูดด้วยเสียงสั่น "แน่นอนเราจะได้เล่นด้วยกันอีกแน่นอน"
หลานฟางยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า "ข้า…จะอดทน.…เพื่อ…" ก่อนที่นางจะเริ่มหลับตาลงอย่างทรมาน
"ข้าขอร้อง…ช่วยนางด้วย"
"ช่วยนางด้วยข้าสามารถทำอะไรให้ทันก็ได้"
"ได้โปรด..ช่วยนางด้วย..ช่วยชีวิตของนางเอาไว้ด้วย"
เจียงหยุนวิ่งไปอย่างไม่หยุดยั้งและตะโกนขอความช่วยเหลืออยู่ตลอด จนกระทั่งทันใดนั้นเอง เขาถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรง หลานฟางกระเด็นออกไปจากหลังของเขา
เจียงหยุนไม่สนอะไรทั้งนั้น เขาคลานไปหา หลานฟาง ทันที น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่เขาพยายามรวบรวมแรงสุดท้ายเพื่อช่วยหลานฟางที่นอนอยู่บนพื้นหิมะ ชายที่ต่อยเขาได้พูดด้วยเสียงเยาะเย้ย
"เจ้าจะแบกศพวิ่งไปวิ่งมาในเมืองทำไม"
เจียงหยุนพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดและความหวาดกลัว เขากอดร่างของหลานฟางไว้แน่นและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง "หลานฟาง...ตื่นสิ...ที่นี่มีขนมปัง...น้ำผึ้งมากมายเลยนะ" แต่ร่างของนางยังคงนิ่งเงียบ
ชายคนนั้นไม่สนใจเขาต่อยเจียงหยุนทันทีจนเจียงหยุนสลบลงไปพร้อมโยนเจียงหยุนออกไปนอกเมืองอย่างไร้ความปรานี เมื่อเจียงหยุนตื่นขึ้นมา เขาอยู่ในอาการมึนงงและสิ้นหวัง เมื่อเขาเห็นร่างของนางไร้ลมหายใจและไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อยของหลานฟาง ร่างของนางเย็นเฉียบเมื่อเขาเข้าไปแตะตัวนาง แขนข้าของเขาไร้เรี่ยวแรงไปหมดเนื่องจากหัวใจของเขาได้สูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตไปแล้ว เขาพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและร้องไห้ออกมา
"มันเป็นความผิดของข้าเอง...ข้าไม่น่าพาเจ้ามาที่เมืองแห่งนี้เลย...ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษ"
ด้วยความอ่อนล้าและความเสียใจ เจียงหยุนไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากแบกร่างของหลานฟางที่ไร้ลมหายใจกลับไปที่ฐานทัพลับของพวกเขา เขาเดินเท้าเปล่าผ่านท่ามกลางทุ่งหิมะที่หนาวเย็นและปวดร้าว แต่เมื่อเขาใกล้ถึงฐานทัพลับ ร่างกายของเขากลับต้องหยุดนิ่งลง เมื่อเขาได้เห็นเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้เผาผลาญทุกอย่างอยู่ท่ามกลางภูเขาที่พวกเขาอาศัยอยู่และพูดว่า
“ได้โปรด…”
เจียงหยุนสติแตกทันที เขารีบวิ่งไปยังฐานทัพลับโดยแบกร่างไร้ลมหายใจของหลานฟางไว้บนหลัง และระหว่างทางเขาเหยียบเศษกิ่งไม้หรือเศษหินที่แหลมคมมากมายแต่ตอนนี้เขาไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป เขารีบวิ่งไปถึงหน้าถ้ำที่เป็นฐานลับของเขาทันทีและทันใดนั้นความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดกดทับหัวใจของเขาจนแหลกสลายลงไปเมื่อเขาได้เห็นภาพตรงหน้าของเขาที่มีคน 13 คนกำลังถูกไฟครอบอยู่พร้อมที่พวกเขาทั้ง 13 คนได้กอดกันไว้อย่างเหนี่ยวแน่นและสายตาของเขามองไปเห็นศพที่ถูกเผาไหม้ของหยางห้าวและคนอื่นๆ หัวใจของเขาพังทลาย
"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!" เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังออกมาจากเจียงหยุน
ความทรงจำต่างๆ ของเขาผุดขึ้นมาในขณะที่เขารู้สึกเหมือนโลกกำลังล่มสลาย:
"เจียงหยุน เมื่อเราโตขึ้นข้าอยากช่วยเด็กทุกคนที่มีชะตากรรมเดียวกับพวกเรา สร้างสถานที่ที่พวกเขาสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุข"
"นี้คือขนมปังทาน้ำผึ้งสูตรพิเศษ ข้ารับประกันความอร่อย ลองกินดูสิแล้วเจ้าจะติดใจ"
"พี่ชายเจียงหยุน ดูสิหมวกที่ข้าทำขึ้นสวยกว่าของพี่สาวหลานฟางอีก"
"เมื่อข้าโตขึ้นข้าอยากรอบรู้และฉลาดเหมือนพี่ชายเจียงหยุน"
"พี่ชายเจียงหยุน ดอกไม้นี้ข้าให้ท่านนะ"
"พี่ชายเจียง ดูปลาของข้าซิตัวใหญ่กว่าของท่านอีก"
…..
…..
…..
"พี่ชายเจียงหยุน"
….
….
….
"พี่ชายเจียงหยุน"
ความทรงจำเหล่านี้วนเวียนในหัวของเขา ทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความล้มเหลวอย่างรุนแรงทำให้เขาไม่สามารถควบคุมสติของตนได้อีกต่อไปเขารีบวิ่งเข้าไปในกองเพลิงนั้นทันทีพร้อมพูดขึ้น
"ทำไมกัน…..ทำไมมันถึงออกมาเป็นแบบนี้กัน….ข้าทำอะไรผิดตรงไหนกัน….."
ขณะที่เจียงหยุนกำลังวิ่งเข้าไปในกองเพลิงทันใดนั้นก็ได้เกิดระเบิดขึ้นจากพลังโจมตีบางอย่าง ทำให้เจียงหยุนกระเด็นออกไปทันทีพร้อมได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงระเบิดนั้นพร้อมเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด
แสงไฟจากเปลวเพลิงที่กำลังเผาเพื่อนของเขามันสว่างจ้ามากจนแม้แต่หิมะที่ตกหนักนี้ก็ไม่สามารถดับมันได้ ขณะที่เขาล้มลงบนพื้นหิมะ สติของเขาค่อยๆ หลุดลอยไป ความเจ็บปวดจากบาดแผลและความเศร้าสร้อยในใจของเขากำลังพาเขาไปยังความมืดมิด ทิ้งเขาไว้ในโลกแห่งความเจ็บปวดและความทรงจำที่ค้างคา