แสงนั้นเจิดจ้าจนรับรู้ได้แม้จะหลับตาอยู่ทำให้เธอไม่สามารถลืมตาไปได้พักใหญ่
รอจนความรู้สึกประหลาดและแสงนั้นสงบลงเธอลืมตาขึ้นอีกครั้งและพบว่าตัวเองหาได้อยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกกับรถที่สัญจรไปมาหากกำลังนั่งอยู่บนพื้นหินของที่ไหนสักแห่งที่คล้ายวิหาร
แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งมาถึงอากาศจะอบอุ่นกว่าฤดูหนาวหากก็ยังเย็นผิวจนต้องพึ่งเสื้อแขนยาวอยู่ทว่าพื้นหินนี้หนาวเย็นกว่าเมื่อครู่ก่อนหลายเท่า
เธอสั่นสะท้านโดยไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะความหนาวหรือจะเพราะ...
“โอ!สำเร็จแล้ว”
“ท่านมิโกะ[1]มาเพื่อพวกเราแล้ว!”
เกิดอะไรขึ้น แล้วที่นี่คือที่ไหน ตรงหน้าของรูริที่ได้แต่ใไม่ขยับคือชายชราในชุดขาวเหมือนชุดนักบวชและชายหลายคนที่พากันยิ้มแย้มยินดีโดยไม่สนใจความแตกตื่นของพวกเธอ
“........หา?”
สมองเริ่มกลับมาทำงานในที่สุดแต่ก็ต้องงุนงงต่อไป
หันไปมองก็เห็นอาซาฮิกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้วยกันเมื่อครู่
อีกฝ่ายก็ดูจะไม่เข้าใจสถานการณ์พอๆกับรูริ ต่างพากันอ้าปากค้างอยู่
ตอนนั้นเองชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนเ้าชายยุโรปก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ยินดีต้อนรับ ท่านหญิงมิโกะที่พวกเราเฝ้ารอ....?”
เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกับอาซาฮิซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแต่เมื่อเห็นรูริกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็ใ
“ท่านนักบวช นี่มันอะไรกัน! มีผู้หญิงตั้งสามคนไม่ใช่รึ”
ผู้พูดหันไปขึ้นเสียงใส่คนในชุดยาวสีขาวที่อยู่รอบๆแล้วชายชราในชุดพิธีซึ่งหรูหรากว่าใครอื่นก็ก้าวออกมาข้างหน้า
ชายชรากวาดตามองพวกรูริแล้วก็ลูบคางตัวเอง
“ดูเหมือนว่าเราจะอัญเชิญคนอื่นนอกจากท่านหญิงมิโกะมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วคนไหนล่ะที่เป็ท่านหญิงมิโกะ”
“ท่านหญิงมิโกะจะมีสีสันที่หาได้ยากและมีพลังดึงดูดใจคนพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มในชุดเ้าชายซึ่งถูกเรียกว่าองค์ชายนั้นขยับสายตามองอาซาฮิ รูริ และเพื่อนร่วมชั้นทีละคนก่อนจะหันมายิ้มให้กับอาซาฮิอีกครั้ง
“ถ้าเช่นนั้นก็เป็ท่านไม่ผิดแน่ท่านนี่แหละที่มีเสน่ห์ตรึงใจที่สุด”
(ไร้มารยาทอะไรอย่างนี้!นี่เลือกอาซาฮิแบบแทบไม่คิดอะไรเลยนี่นา)
รูริะเิความโกรธอยู่ในใจ
ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าอาซาฮิพร้อมกับยื่นมือออกมาภาพนั้นราวกับอัศวินผู้สาบานรักต่อเ้าหญิงอาซาฮิแก้มแดงปลั่งขณะวางมือตัวเองลงบนมืออีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เพื่อนสมัยเด็กมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานั้นด้วยสายตาเร่าร้อน
และทำให้รูริคิดขึ้นมาได้ฉับพลัน
ถ้าได้คบกับผู้ชายที่ตรงใจตัวเองแล้วอาซาฮิจะแยกกับตัวเองไปได้ซะทีหรือเปล่า!?
แต่เพราะคิดเื่บ้าบอเช่นนั้นสมองที่เคยสับสนก็ค่อยเยือกเย็นขึ้นมาได้
(เมื่อกี้เราอยู่ในเมืองเป็ไปไม่ได้เลยที่อยู่ๆ จะมาโผล่ที่อื่น หรือว่าโดนทำให้สลบแล้วลักพาตัวมาน่ะว่าแต่ท่านหญิงมิโกะคืออะไร อย่าบอกนะว่าสาวกของอาซาฮิทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาอีก)
ถ้าเป็สาวกของอาซาฮิละก็ไม่แน่เธอเคยเจอเื่ทำนองเดียวกันนี้มาบ่อยจนเหนื่อยใจไปหมด
“เอ้อที่นี่ที่ไหนเหรอคะ ถ้ามีธุระกับอาซาฮิคนเดียว ขอฉันกลับไปก่อนได้ไหม”
เธอทักนักบวชคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆหากอีกฝ่ายก็ทำหน้าลำบากใจแล้วหันไปขอคำสั่งจากชายที่จับมือของอาซาฮิอยู่
“คนที่เหลือจะให้ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นสินะเราต้องรายงานให้ฝ่าารับทราบก่อน จากนั้นค่อยรอรับสั่งว่าจะให้ทำยังไงกับคนที่เหลือ”
เธออยากจะอ้าปากแย้งว่าฉันอยากจะรีบๆกลับนะ แต่ก็ถูกพวกนักบวชดึงให้ลุกขึ้นพาเดินไปอย่างไม่มีการถามไถ่
ในไม่ช้าพวกเธอก็ถูกพาตัวมาคุกเข่าตรงหน้าชายสูงวัยในชุดหรูหราผู้นั่งบนเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยลวดลายประดับประดาและวางอยู่สูงกว่าใครอื่นปานจะบอกกลายๆ อย่างเข้าใจง่ายว่าฉันนี่แหละคือพระาา
มีแต่อาซาฮิคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่
“ยินดีต้อนรับ ท่านหญิงมิโกะข้าคือพระาาแห่งอาณาจักรนาดาเชีย ประเทศของเราเฝ้ารอความรุ่งเรืองที่จะมาพร้อมกับการมาเยือนของเ้ามานานแล้ว”
อาซาฮิได้แต่ตอบอย่างเลิ่กลั่กด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“เอ้อ ขอบคุณ....ค่ะ...แต่ว่าที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ เมื่อกี้ฉันยังอยู่ในเมืองอยู่เลย...”
“ที่นี่คืออาณาจักรนาดาเชียท่านถูกอัญเชิญมายังประเทศของเรา”
“อะ อัญเชิญ...?”
ทั้งรูริที่ก้มหน้าอยู่ และอีกสี่คนต่างก็ซ่อนความแปลกใจเอาไว้ไม่อยู่
(นี่กล้าพูดอะไรแฟนตาซีแบบนั้นมาได้ไม่อายเลยเหรอ!?)
“ที่เราอัญเชิญพวกเ้ามานั้นมีเหตุผลอยู่ประเทศของเรากำลังตกอยู่ในภาวะคับขันและนี่เป็ความลับที่รู้กันเฉพาะพระาากับนักบวชเท่านั้นประเทศของเรามีตำราคำทำนายที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ คำทำนายนั้นกล่าวว่าถึงยามประเทศเผชิญกับอันตราย ท่านหญิงมิโกะผู้ถูกอัญเชิญมาจากต่างโลกจะนำประเทศของเราไปสู่ความรุ่งเรืองและผู้ที่มาตามคำทำนายนั้นก็คือเ้ายังไงละ”
แต่ดูเหมือนที่มาจะไม่ได้มีแต่ท่านหญิงมิโกะสินะพระาาเสริมด้วยท่าทีลำบากใจ
กระทั่งอาซาฮิที่ไม่ค่อยคิดมากยังมองหน้าพระาาด้วยสายตาแคลงใจแน่นอนว่ารูริก็เช่นกัน
“ล้อเล่นอะไรกันคะ อ๊ะหรือเป็รายการทีวีหลอกกันเล่นละ ใช่ไหมคะก็เวทมนตร์อัญเชิญอะไรนั่นจะไปมีจริงได้ยังไง....”
“โลกของท่านหญิงมิโกะไม่มีเวทมนตร์งั้นรึงั้นเราจะพิสูจน์ให้ดูว่าทั้งหมดเป็ความจริง”
พระาาหันไปสบตากับชายชราผู้เป็หัวหน้านักบวชซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับรู้ในทันควัน แล้วหงายมือยื่นออกมาให้อาซาฮิเห็นชัดๆ
รูริกับพวกเพื่อนร่วมชั้นก็พลอยเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หัวหน้านักบวชคำรามฮึ่มเหมือนเกร็งแรงอะไรอยู่แล้วบนอุ้งมือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นก็พลันมีไฟลุกโชนขึ้นมา
รูริกลั้นหายใจด้วยความใหันไปมองข้างๆ พวกเพื่อนร่วมชั้นก็มีสีหน้าเดียวกับเธอเช่นกัน
“เอ๋ มายากล?”
“ไม่สิ เวทมนตร์จะไปมีจริงได้ไง...”
“คิดว่าเราจะยอมเชื่อง่ายๆ เหรอ”
รูริเห็นด้วยมันน่าจะมีกลเม็ดอะไรสักอย่าง
คงเพราะรู้สึกได้ถึงความแคลงใจของพวกรูริคราวนี้หัวหน้านักบวชสร้างน้ำด้วยมืออีกข้าง
กลุ่มก้อนของน้ำลอยอยู่เหนือฝ่ามือและเปลี่ยนรูปร่างไปไม่หยุดแม้ในขณะที่อาซาฮิลองยื่นมือออกไปอย่างหวาดๆ
“น้ำจริงๆ ด้วย”
“เอาจริงหรอ”
หัวหน้านักบวชดูจะพอใจที่เห็นพวกเธอใคราวนี้พูดว่า “ทำแบบนี้ก็ยังได้” ก่อนจะลอยตัวขึ้นเหนือพื้นราวคืบหนึ่ง
อาซาฮิตรวจยืนยันว่าใต้เท้าของหัวหน้านักบวชไม่มีอะไรรองอยู่รวมทั้งไม่มีเชือกอะไรผูกห้อยร่างของชายชราอยู่ด้วย
จากตอนแรกที่ทุกคนต่างสงสัยเมื่อเห็นตำตาว่าไม่มีกลตบตาอะไร ก็มีแต่ต้องยอมเชื่อเท่านั้นเอง
รอจนความใต่อเวทมนตร์เริ่มซาลงแล้วคราวนี้ความโกรธที่ต้องถูกลักพาตัวมาเพราะคำทำนายที่ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหนก็ค่อยคุกรุ่นขึ้นมา
“ท่านหญิงมิโกะจะมีสีสันอันหาได้ยากผมสีทองและดวงตาสีฟ้าของท่านนี่แหละคือเครื่องหมายของท่านหญิงมิโกะในคำทำนายโดยแน่แท้”
ฟังคำพูดของหัวหน้านักบวชที่สูงวัยกว่าใครทั้งหมดจนแทบจะไป์อยู่รอมร่อแล้วรูริก็เกร็งใบหน้าขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
โชคดีที่เธอก้มหน้าอยู่จึงไม่มีใครทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงว่าเธอกำลังแตกตื่นแค่ไหน
ในขณะที่แม่ของเธอมีผมสีเงินผมของรูรินั้นเป็สีแพลตตินัมบลอนด์หรือสีทองสว่างจนเกือบจะขาวหากั้แ่เกิดเื่อาซาฮิย้อมผมเลียนแบบ รูริก็ใส่วิกมาตลอด
ความจริงเธอโดนบอกให้ย้อมผมแต่ใครจะยอมทำให้ผมที่ได้รับมาจากแม่ต้องมาเสียหายเพราะเหตุผลไร้สาระพรรค์นั้นเธอจึงสู้จนโรงเรียนยอมรับเงื่อนไขข้อนี้
รูริในตอนนี้ใส่วิกสีน้ำตาลแถมด้วยแว่นตากับการแต่งหน้าที่แม่สอนมากับมือ มองจากภายนอกเธอจึงเป็เพียงตัวประกอบหญิง A ที่แสนจะธรรมดาไม่นับว่าเป็ตัวดีหรือตัวร้ายเลยด้วยซ้ำ
ผิดกับรูริที่แต่งตัวให้ไม่สะดุดตาฝ่ายอาซาฮินั้นพอเข้าวิทยาลัยได้ ก็กลับมาเลียนแบบรูริด้วยการย้อมผมทองกับใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้าทั้งยังแต่งหน้าอย่างไม่มีที่ติ
หากพูดถึงเื่ผมสีทองตาสีฟ้าก็เป็ไปได้เช่นกันว่าคำทำนายอาจจะกล่าวถึงรูริ แต่เธอไม่คิดจะแย้ง
ให้เข้าใจผิดต่อไปยังจะดีกว่า
ส่วนอาซาฮินั้น อย่าว่าแต่จะปฏิเสธเลยแถมยังพูดคุยกับชายหนุ่มที่เจอตอนแรกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยซ้ำไป
(ดีแล้ว ยัดเยียดให้เลยแล้วกันเ้าตัวก็ดูจะชอบด้วย)
ดีไม่ดีอาซาฮิคงลืมเื่รูริไปแล้วด้วยแต่ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนก็คงไม่มีปัญหารูริสรุปกับตัวเองเสร็จสรรพแล้วก็หันไปพูดกับพระาา
“คือว่า ท่านหญิงมิโกะที่พวกคุณ้าก็มีเธอคนนี้คนเดียวใช่ไหมถ้าตัวฉันไม่มีความจำเป็อะไรก็อยากให้ช่วยส่งกลับไปโลกเดิมได้ไหมคะ...”
พูดพลางภาวนาในใจว่าอย่าบอกเชียวว่าไม่มีวิธีกลับนะ
“เสียใจด้วยที่ต้องบอกว่าเวทอัญเชิญมีแต่วิธีเรียกตัวมา เวทสำหรับส่งตัวกลับยังไม่ได้ถูกคิดค้นไว้ จากนี้ไปอาจจะมีใครค้นพบวิธีก็ได้แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหนทางส่งพวกเ้ากลับไป”
จบกัน...
คนอื่นที่กำลังตื่นเต้นเื่เวทมนตร์เื่แฟนตาซีถึงตรงนี้ก็เข้าใจสถานการณ์และพากันหน้าซีดไปตามกัน
“ถ้าแบบนั้น...ฉันก็ไม่มีวันได้เจอคุณพ่อคุณแม่อีกแล้วสิ....?”
เห็นอาซาฮิร้องไห้กระซิกพระาากับเหล่านักบวชก็เริ่มลนลาน
“ปะ โปรดอย่าร้องไห้เลยเราจะต้อนรับเ้าในฐานะแขกเมือง ขอสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้ต้องลำบากอะไรเด็ดขาดจริงสิ คนที่ถูกอัญเชิญมาพร้อมเ้าก็ให้มาอยู่ด้วยกัน เ้าจะได้ไม่เหงายังไงละ”
“รูริจังก็อยู่ด้วยเหรอ”
อาซาฮิหันไปมองรูริทั้งน้ำตานองหน้า
“อ้อ แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นละก็...”
ด้วยเหตุนี้เองรูริจึงต้องมาอยู่ในปราสาทโดยไม่ได้ถูกถามไถ่ความสมัครใจแต่อย่างใด
(เอาเถอะตอนนี้แหกปากโวยวายว่าโดนลักพาตัวมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว...ถ้ารับประกันได้ว่ามีข้าวกินมีหลังคาคุ้มหัวก็พอไหว)
แม้จะตงิดใจในความเหลื่อมล้ำอยู่บ้างแต่เธอก็เลือกที่จะปลงว่านี่เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้
[1] มิโกะ – หญิงสาวผู้ทำหน้าที่รับใช้เทพเ้า ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในศาสนา
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei