อากาศในยามสายของจวนตระกูลเสิ่นวันนี้แตกต่างออกไปจากทุกวันแม้ลมเหนือจะยังคงพัดพากลิ่นอายความเย็นเยียบของน้ำแข็งมาปะทะผิวหน้าทว่าบรรยากาศภายในเรือนกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในรูปแบบที่เถาอิ่งไม่คุ้นเคย
ไม่มีความเงียบงันที่เกิดจากความโศกเศร้าเหมือนวันที่เสิ่นเยี่ยนฉือก้าวเข้ามาแต่เป็ความเงียบที่ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบและรัดกุม
สาวใช้และบ่าวไพร่สวมเสื้อผ้าชุดที่สะอาดและใหม่ที่สุดทุกคนเดินสับเท้าด้วยความรวดเร็วทว่าไร้เสียงกระแทกกระทั้น
กลิ่นกำยานไม้หอมกฤษณาชั้นดีถูกจุดขึ้นในกระถางทองสัมฤทธิ์สลักลายโบราณแทนที่กลิ่นเถ้าถ่านควันสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่ง ทอดตัวเป็สายยาวไปตามระเบียงทางเดินไม้กระดานเติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่าของจวนให้ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์
เถาอิ่งยืนอยู่หลังเสาไม้ต้นใหญ่บริเวณระเบียงหน้าห้องโถงรับรองวันนี้มารดาจับเธอสวมเสื้อคลุมยาวผ่าหน้าสีกลีบบัว ซับในด้วยขนกระต่ายสีขาวฟูฟ่องเด็กหญิงกะพริบตากลมโต มองบิดาของตนที่กำลังยืนรออยู่ตรงลานกว้างด้านหน้าจวน
แผ่นหลังของนายท่านเสิ่นตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผยทว่าสองมือที่ประสานกันอยู่ด้านหน้ากลับเกร็งแน่นจนเห็นข้อนิ้วปูดโปนท่วงท่าของเขาไม่ใช่การยืนรอแเื่ทั่วไปแต่เป็ความนอบน้อมที่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวังอย่างสูงสุดราวกับกำลังรอรับมือกับพายุที่มองไม่เห็น
ถัดจากเถาอิ่งไปเพียงไม่กี่ก้าวเสิ่นเยี่ยนฉือยืนพิงขอบหน้าต่างบานแกะสลักอยู่เงียบๆวันนี้เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มตัวเดิม ปลายแขนเสื้อด้านซ้ายยังคงมีรอยหมึกสีดำจางๆฝังลึกอยู่ในเนื้อผ้า รอยเปื้อนที่เขาปฏิเสธจะเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อปกปิดมัน
ดวงตาของเด็กชายวัยหกหนาวจดจ้องมองออกไปที่ประตูใหญ่อาการผ่อนคลายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวานมลายหายไปสิ้นร่างกายของเขากลับมาตื่นตัวและเกร็งเขม็งอีกครั้งปลายเท้าจิกพื้นแน่นราวกับสัตว์ป่าที่ััได้ถึงกลิ่นอายของผู้บุกรุก
เสียงล้อรถม้าบดทับเกล็ดหิมะดังแว่วมาจากด้านนอกกำแพงจวนตามด้วยเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งที่ย่ำเท้าพร้อมเพรียงกันอย่างมีระเบียบวินัยเสียงนั้นหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ ทว่าไม่มีใครก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
บานประตูไม้ทาสีแดงเข้มถูกเปิดออกกว้าง
ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็เพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุอานามเจ็ดหนาว สูงกว่าเสิ่นเยี่ยนฉือเพียงเล็กน้อย
เขาไม่ได้อุ้มกล่องไม้เก่าซอมซ่อไม่ได้มีแววตาที่ว่างเปล่าและแตกสลาย ร่างของเขาสวมเสื้อคลุมยาวผ่าหน้าสีงาช้างขลิบขอบด้วยดิ้นสีเหลืองทองหม่นที่ทอเป็ลวดลายเมฆามงคลเนื้อผ้าพลิ้วไหวอย่างมีน้ำหนักบ่งบอกถึงมูลค่าที่ไม่อาจประเมินได้ที่เอวของเขาห้อยป้ายหยกมันแพะเนื้อเนียนละเอียด ปราศจากรอยตำหนิใดๆทุกครั้งที่เขาก้าวเดิน ป้ายหยกนั้นจะกระทบกับพู่ไหมเกิดเป็เสียงดังกังวานใส
ติง... ติง...
จ้าวเหยียนโจวเดินเข้ามาในลานจวนตระกูลเสิ่นด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายทว่าเปี่ยมไปด้วยความคุ้นชินกับการเป็จุดศูนย์กลางของทุกสายตา
นายท่านเสิ่นค้อมเอวลงต่ำมุมองศาของการโค้งคำนับนั้นลึกกว่าที่บิดาของเถาอิ่งเคยทำให้กับผู้ใด
เด็กชายผู้มาใหม่รีบก้าวเข้าไปหาสองมือเล็กๆ ยื่นออกไปประคองแขนของนายท่านเสิ่นไว้ไม่ให้ค้อมต่ำไปกว่านั้น
"ท่านอาจารย์ไม่ต้องมากพิธี" น้ำเสียงของจ้าวเหยียนโจวแจ่มใสและนุ่มนวลรอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า เป็รอยยิ้มที่สว่างไสว อบอุ่น และเปิดเผยรอยยิ้มแบบที่คนในจวนแห่งนี้ หรือแม้กระทั่งคนที่เติบโตมาภายใต้กำแพงสูงตระหง่านไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก
เถาอิ่งชะโงกหน้าออกจากหลังเสาดวงตาเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็นเด็กชายผู้มาใหม่ช่างแตกต่างจากพี่ชายคนใหม่ของเธออย่างสิ้นเชิงคนหนึ่งเปรียบเสมือนแสงแดดในยามเช้าที่สาดส่องลงบนหิมะส่วนอีกคนคือเงามืดที่ทอดตัวอยู่ใต้กิ่งไม้ในคืนเดือนดับ
จ้าวเหยียนโจวเบือนหน้าจากนายท่านเสิ่นสายตาของเขากวาดมองไปตามระเบียงทางเดินก่อนจะมาหยุดลงที่เด็กสองคนที่ยืนซ่อนตัวอยู่
เขาปล่อยมือจากนายท่านเสิ่นแล้วก้าวเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
เมื่อจ้าวเหยียนโจวเดินเข้ามาใกล้เถาอิ่งสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวแ่เบาที่หางตาปลายเท้าที่สวมรองเท้าผ้าฝ้ายของเยี่ยนฉือก้าวออกมาข้างหน้าครึ่งก้าวหัวไหล่ของเขาเบี่ยงบังร่างของเถาอิ่งเอาไว้บางส่วน มันไม่ใช่การยืนเพื่อแสดงตัวตนเป็เพียงร่างกายของเขาที่ขยับไปก่อนความคิด
จ้าวเหยียนโจวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขารอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหาย เขาก้มลงมองเด็กหญิงตัวเล็กในชุดสีกลีบบัว
"เ้าคงเป็เถาอิ่ง"เขากล่าวทักทาย น้ำเสียงเจือความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
เถาอิ่งเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเธอไม่ได้ย่อเข่าคำนับ ไม่ได้หลบสายตามองต่ำ
"เ้าชอบกินอะไร"เถาอิ่งโพล่งถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา
ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมระเบียงทางเดินในชั่วพริบตานายท่านเสิ่นที่เดินตามมาเื้ัชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก
ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากดุบุตรสาวให้รู้ความจ้าวเหยียนโจวกลับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
มันเป็เสียงหัวเราะที่ไร้การเสแสร้งไร้การควบคุม เสียงหัวเราะที่กังวานใสและเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
ในสถานที่ที่เขาจากมาไม่มีใครเคยกล้าตั้งคำถามเช่นนี้กับเขาไม่มีใครเคยมองเขาเป็เพียงเด็กชายคนหนึ่งที่มีความหิวและความชอบส่วนตัวทุกคนมองเขาผ่านม่านของความรับผิดชอบและอนาคตของแผ่นดิน
"ข้าชอบ..."จ้าวเหยียนโจวพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ั์ตาทอประกายระยิบระยับ
"ข้าชอบกินเซาปิ่งที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆแบบที่เปลือกมันยังกรอบอยู่"
เถาอิ่งพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจกับคำตอบนั้นเธอหันไปทางเสิ่นเยี่ยนฉือที่ยืนนิ่งเป็รูปสลักอยู่ข้างๆ
"นี่คือพี่เยี่ยนฉือ"เธอแนะนำสั้นๆด้วยตรรกะของเด็กห้าขวบที่คิดว่าการแบ่งปันชื่อคือการแบ่งปันโลกของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้
จ้าวเหยียนโจวหันไปมองเด็กชายในชุดสีเข้มรอยยิ้มของเขายังคงอยู่ ทว่าแววตาเปลี่ยนเป็พินิจพิเคราะห์มากขึ้นเขาสังเกตเห็นแผ่นหลังที่ตั้งตรงจนดูเกร็ง สังเกตเห็นสายตาที่ระแวดระวังและสังเกตเห็นรอยหมึกจางๆ บนปลายแขนเสื้อ
"ข้าชื่อจ้าวเหยียนโจว"เขากล่าวแนะนำตัว พร้อมกับยื่นมือขวาออกไปข้างหน้าหงายฝ่ามือขึ้นเป็เชิงทักทายอย่างเป็มิตร
เยี่ยนฉือมองฝ่ามือขาวสะอาดที่ยื่นมาตรงหน้าเขาไม่ได้ยื่นมือออกไปจับ ไม่ได้เอ่ยคำทักทายตอบรับ ทว่าเขาไม่ได้ขยับหนีเช่นกันเด็กชายเพียงแค่ยืนนิ่ง ขบกรามเบาๆสายตาจับจ้องไปที่ลวดลายเมฆามงคลบนแขนเสื้อของอีกฝ่าย
จ้าวเหยียนโจวค้างมือไว้เบื้องหน้าเขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองที่ถูกปฏิเสธ แต่ค่อยๆ ลดมือลงอย่างแเีไม่ให้เสียกิริยา
"อากาศด้านนอกหนาวนัก"นายท่านเสิ่นก้าวเข้ามาทำลายความอึดอัดนั้น น้ำเสียงของเขายังคงนอบน้อม
"เชิญด้านในเถิด"
...
เวลาล่วงเลยเข้าสู่่บ่าย
ท้องฟ้าเริ่มโปร่งขึ้นเล็กน้อย เถาอิ่งพาเด็กชายทั้งสองคนเดินลัดเลาะมาจนถึงสวนทิศใต้ของจวนลานหิมะที่นี่เพิ่งถูกกวาดออกไปบางส่วนเผยให้เห็นโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่ที่แห้งโกร๋น
จ้าวเหยียนโจวดูจะตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่างในจวนตระกูลเสิ่นเขาสูดอากาศหายใจลึก กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยอิสระที่เขาแทบจะไม่เคยได้รับ
"ต้นไม้นี้ทำไมมันถึงไม่มีใบเลยเล่า" จ้าวเหยียนโจวชี้มือไปยังกิ่งก้านที่เปล่าเปลือย
"มันหลับอยู่"เถาอิ่งตอบคำถามเดิมที่เธอเคยตอบเยี่ยนฉือเมื่อสามวันก่อน
"เดี๋ยวฤดูใบไม้ผลิมันก็จะตื่น"
เยี่ยนฉือยืนห่างออกไปสามก้าวแผ่นหลังพิงกับเสาไม้ของระเบียงทางเดินที่ทอดยาวมาถึงสวน เขายืนกอดอกซ่อนรอยหมึกบนแขนเสื้อไว้ด้านในสายตาของเขาไม่เคยวางห่างจากเถาอิ่งและผู้มาใหม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว
จ้าวเหยียนโจวเดินเข้าไปใกล้ต้นท้อเขาก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นหิมะขึ้นมา แกว่งมันไปมาเบาๆราวกับกำลังถือดาบ
"ที่บ้านของข้าไม่ค่อยมีต้นไม้ที่หลับลึกเช่นนี้ให้เห็นนักหรอก" เขากล่าวลอยๆก่อนจะหันมาทางเยี่ยนฉือ
"เ้าเล่นดาบเป็หรือไม่"
คำถามนั้นไร้เดียงสาทว่ามันกลับกระตุกเส้นประสาทบางอย่างในความเงียบ
เยี่ยนฉือชะงักสายตาที่เคยวางเฉยหรี่แคบลงเล็กน้อยปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น
เขาไม่รู้ว่าทำไมตนเองถึงไม่อยากรับกิ่งไม้นั้นรู้เพียงว่า เด็กชายตรงหน้ามาพร้อมกลิ่นของของที่สูงเกินเอื้อม และไกลเกินจะไว้ใจกิ่งไม้ในมือของอีกฝ่ายชวนให้รอยประทับของเหล็กกล้าและโลหะเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาในประสาทัั
เมื่อเห็นเยี่ยนฉือไม่ตอบจ้าวเหยียนโจวก็ไม่ได้ละความพยายาม เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเยี่ยนฉือรอยยิ้มบนใบหน้าแสดงออกถึงความ้าผูกมิตรอย่างแท้จริงเขายื่นกิ่งไม้ในมือส่งให้
"ลองดูสิ"
เยี่ยนฉือมองกิ่งไม้แห้งที่ยื่นมาตรงหน้าความอึดอัดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เด็กชายก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเป็การปฏิเสธที่ไร้เสียง ทว่าชัดเจนและรักษาระยะห่างอย่างที่สุด
รอยยิ้มของจ้าวเหยียนโจวเจื่อนลงเล็กน้อยแขนที่ยื่นกิ่งไม้ออกไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศบรรยากาศรอบตัวเด็กทั้งสามเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดบางเบาที่มองไม่เห็นมันไม่ใช่การทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ใช่ความเกลียดชังแต่มันคือเส้นแบ่งเขตแดนที่ถูกขีดขึ้นอย่างกะทันหันในโลกของเด็ก
เถาอิ่งมองความนิ่งงันที่เกิดขึ้นเธอไม่เข้าใจความหมายเบื้องลึกของการถอยหลังนั้นเธอรู้เพียงว่าความอบอุ่นที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นกำลังถูกบรรยากาศที่น่าอึดอัดพัดเข้ามาแทรกแซง
เด็กหญิงเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเด็กชายทั้งสองเธอไม่ได้พูดอะไรอธิบายความรู้สึก ไม่ได้เข้าข้างใคร เธอเพียงแค่ยื่นมือออกไปดึงกิ่งไม้แห้งนั้นออกจากมือของจ้าวเหยียนโจว
แล้วเธอก็โยนมันทิ้งลงบนกองหิมะ
ตุบ
เสียงกิ่งไม้กระทบพื้นหิมะแ่เบาทว่ามันกลับทำลายมวลความตึงเครียดทั้งหมดลงในพริบตา
"ข้าหิวแล้ว"
เถาอิ่งประกาศเสียงใส
"เราไปหาเซาปิ่งกินกันเถอะ"
จ้าวเหยียนโจวมองกิ่งไม้ที่จมลงไปในกองหิมะก่อนจะหันมามองใบหน้ามุ่ยๆ ของเด็กหญิง เขาเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ได้สิ"เขาตอบรับอย่างว่าง่าย
เยี่ยนฉือมองการกระทำของเถาอิ่งไหล่ที่เกร็งเขม็งของเขาค่อยๆ ผ่อนคลายลงช้าๆ เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดใดแต่เมื่อเถาอิ่งหมุนตัวเดินนำออกไป เขาก็ก้าวเท้าเดินตามหลังเธอไปในทันทีโดยรักษาระยะห่างเพียงครึ่งก้าวเช่นเดิม
...
ณ ห้องชงชาในอาคารหลัก
นายท่านเสิ่นนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมลึกของชาชั้นดีบนโต๊ะมีถ้วยกระเบื้องเคลือบศิลาดลสีเขียวหม่นแตกลายงาตั้งอยู่
ในมือของเขากำลังถือแปรงไม้ไผ่สำหรับตีชาปลายแปรงกวนวนในถ้วยอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคงตีผงชาสีเขียวเข้มให้ผสมผสานกับน้ำร้อนจนเกิดเป็ฟองนุ่มละเอียดสีเขียวอ่อนทว่าสายตาของเขาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ศิลปะในถ้วยชาเลยแม้แต่น้อย
เขาทอดสายตามองผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้มองเห็นเงาของเด็กสามคนที่กำลังเดินเคียงกันไปตามระเบียงทางเดิน
เด็กหญิงตัวเล็กในชุดสีกลีบบัวเดินนำหน้าเด็กชายในชุดงาช้างเดินขนาบข้างด้วยรอยยิ้มเปิดเผยส่วนเด็กชายในชุดสีเข้มเดินรั้งท้ายอยู่เงียบๆทว่าสายตาคอยระแวดระวังภัยให้ทั้งสองคน
นายท่านเสิ่นหยุดมือแปรงไม้ไผ่ชะงักค้างอยู่เหนือถ้วยชา
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือความไร้เดียงสาที่งดงามที่สุดในสายตาของเด็กทั้งสาม นั่นอาจเป็เพียงเงาที่เดินเคียงกันบนพื้นหิมะอย่างสนุกสนานแต่สำหรับนายท่านเสิ่น เงาเ่าั้ทอดทับยาวเกินกว่าที่เด็กคนใดจะมองเห็น
นายท่านเสิ่นค่อยๆ หลุบตาลงวางแปรงไม้ไผ่ลงบนขอบถ้วยอย่างเงียบเชียบ
...
ที่ระเบียงทางเดิน
เถาอิ่งเดินถือขนมเซาปิ่งที่เพิ่งอบร้อนๆ มาจากโรงครัว เธอใช้มือเล็กๆบิขนมออกเป็ชิ้น ยื่นให้จ้าวเหยียนโจวชิ้นหนึ่งและยื่นให้เสิ่นเยี่ยนฉืออีกชิ้นหนึ่ง
จ้าวเหยียนโจวรับมากัดคำแรกอย่างไม่รักษามาดนักดวงตาพลันสว่างขึ้น ในขณะที่เยี่ยนฉือเพียงแค่รับมาถือไว้ในมือััความอุ่นจากแป้งกรอบ
เถาอิ่งมองซ้ายทีขวาทีเธอรับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างเด็กชายทั้งสองคน คนหนึ่งสว่างไสวพูดคุยเก่งอีกคนเงียบงันและระแวดระวัง แต่แปลกที่เมื่อพวกเขาทั้งสามคนมายืนอยู่ด้วยกันความแตกต่างนั้นกลับหลอมรวมเป็ความพอดีบางอย่าง
เถาอิ่งไม่ได้พูดอะไรเธอเพียงแค่กัดขนมในมือ แล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
จ้าวเหยียนโจวเดินตามไปติดๆชวนคุยเื่นกที่เกาะอยู่บนหลังคาส่วนเสิ่นเยี่ยนฉือแม้จะไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำชวนคุยเ่าั้แต่เขาก็ไม่ได้ถอยห่างออกไป เขายังคงก้าวเดินตามหลังคนทั้งสองรักษาระยะห่างไว้ครึ่งก้าวอย่างสม่ำเสมอ
เงาสามสายทอดตัวทาบทับลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนถักทอเกี่ยวพันกันอย่างหลวมๆ ภายใต้แสงแดดสีซีดจางของฤดูหนาว
ไม่มีเงาใดแนบสนิทกับอีกเงา
แต่ก็ไม่มีเงาใดเดินแยกออกไป