เมื่อได้ยินข่าวนี้ หลงเฉินถึงกับตัวสั่นเทา เขามองหลิวหลานอย่างไม่เชื่อสายตาและพูดตะกุกตะกัก
“ท่านพูดจริงหรือ? เจ้าลัทธิเซียนโลหิตเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน?”
หลิวหลานส่ายศีรษะ ใบหน้านวลราวกับลูกท้อของนางแฝงด้วยความสลดใจ
“ในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญอยู่มากมายนัก ถูกแล้ว... เจ้าลัทธิเซียนโลหิตเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน แม้ว่าประมุขเยวี๋ยนจะมีหลานชายนับร้อยคนและคนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนโปรด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักหากเราจะทำอะไรกับลัทธิเซียนโลหิต รังแต่จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นระหว่างเมืองหลิงอู่และเมืองเยวี๋ยนตี้ เพียงเพราะเจ้า...”
หลิวหลานมองมาที่หลงเฉิน
“หลงเฉิน ข้าแน่ใจว่าเจ้าตระหนักดีว่าเมืองหลิงอู่และเมืองเยวี๋ยนตี้นั้นเป็นสองผู้ทรงอิทธิพลที่เหมือนน้ำกับไฟ ทั้งสองต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติอย่างที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ เรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดเรื่องใหญ่ตามมาได้”
ความหมายของหลิวหลานนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง หากตระกูลหลิงอู่แตะต้องลัทธิเซียนโลหิต อาจส่งผลให้เมืองเยวี๋ยนตี้มีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างรุนแรงและบังเกิดเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ ตระกูลหลิงอู่ให้ความสำคัญกับเหล่าคนในของตนเองเป็นที่สุด ดังนั้นด้วยสถานะของหลงเฉินในตอนนี้ เขาจึงยังไม่สำคัญพอที่จะทำให้ตระกูลหลิงอู่จัดการเรื่องนี้เพื่อเขา
นี่คือความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม หลงเฉินไม่ได้คาดหวังกับตระกูลหลิงอู่มากนักอยู่แล้ว เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งจากนั้นก็ยิ้มออกมา ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหลงเฉินทำให้หลิวหลานถึงกับนิ่วหน้า
“นี่... เจ้าคิดจะจัดการเรื่องนี้ตามลำพังงั้นรึ?”
“มันคือความแค้นยิ่งใหญ่ระหว่างข้ากับลัทธิเซียนโลหิต หากข้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็ย่อมเป็นฝ่ายฆ่าข้าอย่างแน่นอน เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เหตุใดข้าถึงจะไม่จัดการพวกเขาล่ะ?”
หลงเฉินเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของหลิวหลาน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ที่มิอาจโน้มน้าวได้ และหลิวหลานซึ่งเคยชินกับการควบคุมผู้อื่นกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในเล็กน้อย นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเอ่ยออกมา
“หลงเฉิน เมื่อเวลานั้นมาถึง อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน หากประมุขเยวี๋ยนไม่ถือโทษโกรธเคืองก็นับเป็นความโชคดีของเจ้า แต่หาไม่แล้ว พวกเราอาจต้องส่งตัวเจ้าให้เขาทันทีที่ทำได้”
“ท่านไม่ต้องบอกข้าหรอก เรื่องนั้นข้ารู้ดี”
หลงเฉินเม้มปากอย่างไม่ใส่ใจ เขามักจะไม่รู้สึกหวาดกลัวในสิ่งที่ทำ แม้มันจะเป็นนิสัยของเขา แต่การที่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวสิ่งใดเลยนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่
“นอกจากนี้ ลัทธิเซียนโลหิตยังมีสาวกอยู่นับพันคน ผู้คุมกฎแปดคน และผู้อาวุโสอีกห้าคน ผู้อาวุโสทั้งห้าต่างอยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ และจ้าวลัทธิเองก็เป็นยอดฝีมือระดับแก่นปฐพี ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้ เจ้าอาจจะเหนือกว่าพวกที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ แต่เจ้าไม่รอดแน่หากต้องสู้กับผู้ที่บรรลุระดับแก่นปฐพี!”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่กลัวตาย หลิวหลานจึงทำได้เพียงย้ำเตือนเขาอีกครั้ง หากเป็นเมื่อก่อนนางคงไม่สนใจจะพูดเรื่องนี้ แต่หลงเฉินได้แสดงศักยภาพที่ทรงพลังออกมาให้เห็นแล้ว ในเหล่ามรกตมีคนไม่ถึงสิบคนที่อยู่ในระดับสี่ดาว แม้แต่หลิวหลานเองก็อยู่ในระดับสี่ดาวเช่นกัน
‘ระดับแก่นปฐพีนี่แข็งแกร่งมากเลยรึ?’
หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในความเห็นของเขา เมื่อเขาเอาชนะเฟิงอู่เทียนซึ่งเกือบจะเทียบได้กับระดับแก่นปฐพี นั่นก็น่าจะหมายความว่าเขาสามารถสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีได้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ถึงถูกแบ่งออกเป็น แก่นมนุษย์ แก่นปฐพี และแก่นสวรรค์? นั่นก็เพราะความแตกต่างอย่างมากระหว่างช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลายของขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ และยังต้องแบ่งออกเป็นสามขั้นในแต่ละระดับอย่างไรล่ะ”
(TL note: ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แก่นมนุษย์ (ช่วงต้น) / แก่นปฐพี (ช่วงกลาง) และ แก่นสวรรค์ (ช่วงปลาย) แต่ละระดับแบ่งเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสมบูรณ์)
“ด้วยความต่างอย่างมากระหว่างระดับแก่นมนุษย์กับแก่นปฐพี และระหว่างแก่นปฐพีกับแก่นสวรรค์ พลังของเจ้าในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีได้หรอก”
หลงเฉินไม่ปักใจในคำอธิบายของหลิวหลาน อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาหวาดกลัว หากแต่รู้สึกเครียดมากขึ้น
‘ปัญหาของลัทธิเซียนโลหิตยืดเยื้อมานานมากแล้ว เมื่อการแข่งขันในมิติห้วงนภาจบลง ข้าคงต้องจัดการกับลัทธิเซียนโลหิตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าจะได้เป็นอิสระจากมันเสียที’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลงเฉินก็ตามหลิวหลานกลับไปยังสำนักสุริยันมรกต เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังคงนิ่งเงียบและไม่เกรงกลัวสิ่งใด หลิวหลานจึงได้แต่ส่ายศีรษะ
‘เด็กคนนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ล้ำค่าจริง ๆ แต่เขาก็หยิ่งยโสเกินไป มันอาจจะนำพาปัญหามาสู่ตระกูลได้...’
เมื่อหลิวหลานผู้น่าหลงใหลเดินมาพร้อมกับหลงเฉิน เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เดินผ่านไปมาล้วนจับจ้องมาที่พวกเขา สำหรับเหล่าคนนอกแล้ว หลิวหลานมีชื่อเสียงอย่างมาก ขณะที่ชื่อของหลงเฉินเองก็เพิ่งจะเป็นที่เลื่องลือในวันนี้ จึงช่วยไม่ได้ที่ใคร ๆ ต่างคิดไปไกลเมื่อเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน
ไม่นานหลงเฉินก็กลับมาที่สำนักสุริยันมรกตพร้อมกับหลิวหลาน มีคนอยู่ในนั้นเท่ากับตอนที่หลงเฉินออกไป แม้ว่าจะไม่มีพวกเด็ก ๆ อยู่ที่นั่นนอกจากหลงเฉิน
ก่อนหน้านี้ หลิวเยวี๋ยนและคนอื่น ๆ ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยเมื่อมองไปที่หลงเฉิน แม้แต่ตอนที่พากันออกไปก็ไม่มีใครเหลียวแลเด็กหนุ่มผู้นี้ พวกเขาจดจำเพียงเรื่องน่าขันที่หลงเฉินไม่ยอมปรากฏตัวหลังจากที่รับคำท้าไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นในมิติห้วงนภาได้แพร่สะพัดไปทั่วเหล่ามรกต หลิวเยวี๋ยนและคนอื่น ๆ รู้แม้กระทั่งเรื่องน่าขายหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสามจากสำนักคมมีดมรกตซึ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์
“หลงเฉินมิใช่รึนั่น? มานี่สิ มานั่งตรงนี้”
แม้ว่าหลงเฉินจะทำให้เฟิงอู่เทียนบาดเจ็บ แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่เฟิงอู่เทียนจะได้รับการรักษาจนหายดีโดยใช้ทรัพยากรที่สำนักสุริยันมรกตมีอยู่
เมื่อมีหลงเฉินและเฟิงอู่เทียนอยู่ พวกเขาย่อมสนับสนุนอัจฉริยะในสำนักสุริยันมรกตต่อไปอีกหลายปีเช่นที่หลิวหลานทำ เพราะชื่อเสียงของเหล่ามรกตก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย หลิวเยวี๋ยนมองหลงเฉินและพบว่าถูกชะตากับเขานัก
สิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่งคืออายุของหลงเฉิน เขาอายุน้อยกว่าเฟิงอู่เทียนถึงสามปี และสามารถนำมาฟูมฟักได้ดีกว่าเฟิงอู่เทียน หลงเฉินแอบหัวเราะในใจขณะมองไปยังผู้อาวุโสคนนี้
อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนเฉลียวฉลาดและนั่งลงอย่างว่าง่าย พลางมองไปที่หลิวเยวี๋ยนด้วยความยินดี ด้วยท่าทีประจบสอพลอนี้ แทบจะน่าประหลาดใจที่เขาไม่เรียกชายผู้นี้ว่าบิดาเสียเลย
“ข้าน้อยหลงเฉิน คารวะผู้อาวุโสใหญ่”
หลิวเยวี๋ยนเคยคิดว่าหลงเฉินยโสโอหังเกินไปอยู่สักหน่อย แต่เมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของเขาในตอนนี้ หลิวเยวี๋ยนจึงยิ้มกว้าง
“เจ้านี่ฝีมือไม่เลวทีเดียว ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยปรามาสเจ้า แม้ว่าจะไม่ได้ครอบครองกระบี่แก้วสิขรในการแข่งขันมิติห้วงนภา แต่เจ้าก็ทำให้ข้าได้รับชื่อเสียงไม่น้อย”
“หลังจากที่เข้ามาในตระกูลหลิงอู่ เอ่อ... พี่หลิวช่วยข้าไว้มาก เป็นหน้าที่ที่ข้าต้องตอบแทนตระกูลอยู่แล้ว...”
หลงเฉินนั้นหน้าด้านหน้าทนมาก เขาไม่รู้สึกกระดากอายเลยสักนิดขณะพูด เมื่อพูดคำว่า ‘พี่หลิว’ สีหน้าของหลิวหลานกระตุกเล็กน้อย ตอนที่พวกเขากลับมาหลงเฉินเอาแต่นิ่งเงียบ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลิวเยวี๋ยน สีหน้าท่าทางของเขากลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
หลิวเยวี๋ยนเพิ่งเคยพบหลงเฉินเพียงครั้งเดียว และเวลานั้นหลงเฉินก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก หลิวเยวี๋ยนจึงสรุปเอาเองว่าเขาเป็นเพียงผู้ติดตามที่เงียบและขี้ขลาด ทว่าทัศนคติของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและตระหนักว่าตนเองประเมินหลงเฉินต่ำเกินไป หลงเฉินทั้งเคารพผู้อาวุโสและไม่ได้มีท่าทีจำยอมหรือดิ้นรั้นจนเกินทน เขาวางตัวเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย
เวลานี้หลิวเยวี๋ยนชื่นชมหลงเฉินอย่างมาก แต่หลงเฉินกลับไม่ได้สนใจเลยสักนิด แม้จะตระหนักถึงศักยภาพของเขา ทว่าหลิวเยวี๋ยนก็ไม่ได้ตัดสินใจจะให้ความช่วยเหลือเขาในเรื่องลัทธิเซียนโลหิต บ่งบอกว่าการจะเอาชนะใจเขาให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
“หลงเฉิน ข้าอยากจะตกรางวัลเจ้าสักหน่อย”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย หลิวเยวี๋ยนก็ลูบเคราของตนเองและมองมาที่หลงเฉินด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ขอบคุณมาก ท่านผู้อาวุโสใหญ่!”
ใครจะไม่อยากได้รางวัลกันเล่า? หลงเฉินยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมัน
“เดิมทีข้าคิดว่าจะมอบทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางกับเจ้า แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
ขณะที่พูดอยู่นั้น ผู้อาวุโสทั้งสี่และผู้คุมกฎทั้งห้าต่างรู้สึกตกใจไปตาม ๆ กัน หลิวเยวี๋ยนตัดสินใจจะมอบรางวัลให้หลงเฉินแต่กลับเปลี่ยนใจกะทันหัน ซึ่งหมายความได้อย่างเดียวว่าหลิวเยวี๋ยนชื่นชอบหลงเฉินอย่างมาก
‘อยากรู้นักว่าผู้อาวุโสใหญ่จะมอบอะไรให้ข้า?’
หลงเฉินตั้งตารอคอย หากมันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง หลงเฉินก็มีเคล็ดวิชาหมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้าอยู่แล้ว และไม่ต้องการอย่างอื่นอีก หลิวเยวี๋ยนมองสำรวจหลงเฉินอย่างรวดเร็ว
“วิญญาณอสูรตัวแรกที่เจ้าใช้ในเส้นชีพจรมังกรคือกิ้งก่าโลหิตที่เป็นสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นห้าสินะ หลังจากเข้าสู่ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าสงสัยว่าเจ้าได้เจอสัตว์อสูรระดับลึกล้ำตัวอื่นอีกหรือไม่ ช่างบังเอิญที่ข้ามีอยู่ตัวหนึ่ง แต่มันก็ล้ำค่าเกินไปสำหรับเจ้า ข้าคงให้เจ้าง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นเจ้าคงต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อให้ได้มันมา”
หลงเฉินผงะไป ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นนักรบอสูรในสายตาของคนอื่น อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ และวิญญาณสัตว์อสูรก่อนหน้านี้ก็ใช้เพียงเพื่อแลกคะแนนผลงาน คำพูดต่อไปของหลิวเยวี๋ยนทำให้เขาตกตะลึงอย่างที่สุด
“นี่คือวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหก - มังกรมนตราสีม่วง มันเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดในระดับลึกล้ำขั้นหก ที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง วิญญาณสัตว์อสูรเช่นนี้ขายได้หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์!”
คำว่า ‘หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์’ ทำให้หลงเฉินถึงกับหายใจไม่ออก เขาเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างคนจนมาโดยตลอด และเมื่อเขาร่ำรวย เขาก็มีหยกศักดิ์สิทธิ์ในมือเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น หากมีถึงหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์เขาจะสามารถซื้อของได้มากเพียงใด…
“แม้แต่ในตระกูลหลิงอู่ เจ้าก็มิอาจฝันจะได้ครอบครองวิญญาณสัตว์อสูรเช่นนี้หากปราศจากคะแนนผลงานถึงหนึ่งแสนคะแนน แต่ในเมื่อเจ้าแสดงฝีมือได้ดีเยี่ยมในครั้งนี้ และอีกอย่าง วิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้ก็เป็นสมบัติของข้าเอง ดังนั้นข้าจึงต้องการคะแนนผลงานเพียงห้ารอยคะแนนเพื่อแลกกับมัน ถือเสียว่าเป็นการทดสอบเจ้าไปในตัว!”
หลิวเยวี๋ยนจ้องมองหลงเฉินด้วยสายตาเคร่งขรึม
“เจ้ายังไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้สำนักสุริยันมรกต หากข้ามอบสิ่งนี้ให้เจ้าไปเฉย ๆ คงถูกผู้อื่นครหาแน่ ดังนั้นเจ้าก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา!”
เมื่อพูดจบ หลิวเยวี๋ยนก็กวาดตามองไปยังเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎ ความหมายของเขาชัดเจนนัก เพราะผู้ที่จะพากันครหาก็คือพวกเขาเหล่านี้ เมื่อหลิวเยวี๋ยนเอ่ยถึงวิญญาณสัตว์อสูรมังกรมนตราสีม่วง หลายคนมีท่าทีอึดอัดใจ หลิวหลานเองก็มองหลิวเยวี๋ยนเช่นกัน
‘ท่านพ่อยอมทุ่มเทอย่างสุดกำลังจริง ๆ เขาถึงกับยอมยกวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกให้ แม้แต่ข้ายังรับมือมังกรมนตราสีม่วงตัวนั้นได้ยาก...’
นางหันไปมองหลงเฉินและคิดในใจ
‘แต่มังกรมนตราสีม่วงก็เหมาะกับเด็กคนนี้จริง ๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาวางแผนจะพาตัวเองไปตายกับลัทธิเซียนโลหิต แล้วเขาจะมีโอกาสทำคะแนนผลงานได้ถึงห้าร้อยคะแนนได้เช่นไรกันเล่า? คะแนนมากมายถึงเพียงนั้นใช่ว่าจะได้มาง่ายดายเสียหน่อย?’
ขณะเดียวกัน หลงเฉินก็กำลังครุ่นคิดว่าทำเช่นไรถึงจะได้วิญญาณสัตว์อสูรตัวนั้นมาครอง และขายมันเพื่อแลกกับหยกศักดิ์สิทธิ์ถึงหนึ่งแสนชิ้น...
*********************