เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 117 ประจบสอพลอ

    เมื่อได้ยินข่าวนี้  หลงเฉินถึงกับตัวสั่นเทา  เขามองหลิวหลานอย่างไม่เชื่อสายตาและพูดตะกุกตะกัก


    “ท่านพูดจริงหรือ? เจ้าลัทธิเซียนโลหิตเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน?”


    หลิวหลานส่ายศีรษะ ใบหน้านวลราวกับลูกท้อของนางแฝงด้วยความสลดใจ


    “ในโลกนี้มีเรื่องบังเอิญอยู่มากมายนัก ถูกแล้ว... เจ้าลัทธิเซียนโลหิตเป็นหลานชายของประมุขเยวี๋ยน  แม้ว่าประมุขเยวี๋ยนจะมีหลานชายนับร้อยคนและคนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนโปรด  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักหากเราจะทำอะไรกับลัทธิเซียนโลหิต รังแต่จะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นระหว่างเมืองหลิงอู่และเมืองเยวี๋ยนตี้ เพียงเพราะเจ้า...”


    หลิวหลานมองมาที่หลงเฉิน


    “หลงเฉิน  ข้าแน่ใจว่าเจ้าตระหนักดีว่าเมืองหลิงอู่และเมืองเยวี๋ยนตี้นั้นเป็นสองผู้ทรงอิทธิพลที่เหมือนน้ำกับไฟ  ทั้งสองต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติอย่างที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ เรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดเรื่องใหญ่ตามมาได้”


    ความหมายของหลิวหลานนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง  หากตระกูลหลิงอู่แตะต้องลัทธิเซียนโลหิต  อาจส่งผลให้เมืองเยวี๋ยนตี้มีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างรุนแรงและบังเกิดเป็นความเสียหายครั้งใหญ่  ตระกูลหลิงอู่ให้ความสำคัญกับเหล่าคนในของตนเองเป็นที่สุด  ดังนั้นด้วยสถานะของหลงเฉินในตอนนี้  เขาจึงยังไม่สำคัญพอที่จะทำให้ตระกูลหลิงอู่จัดการเรื่องนี้เพื่อเขา


    นี่คือความเป็นจริง  อย่างไรก็ตาม หลงเฉินไม่ได้คาดหวังกับตระกูลหลิงอู่มากนักอยู่แล้ว  เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งจากนั้นก็ยิ้มออกมา  ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหลงเฉินทำให้หลิวหลานถึงกับนิ่วหน้า


    “นี่... เจ้าคิดจะจัดการเรื่องนี้ตามลำพังงั้นรึ?”


    “มันคือความแค้นยิ่งใหญ่ระหว่างข้ากับลัทธิเซียนโลหิต  หากข้าไม่ฆ่าพวกเขา  พวกเขาก็ย่อมเป็นฝ่ายฆ่าข้าอย่างแน่นอน  เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้  เหตุใดข้าถึงจะไม่จัดการพวกเขาล่ะ?”


    หลงเฉินเงยหน้าขึ้น  แววตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของหลิวหลาน  สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ที่มิอาจโน้มน้าวได้  และหลิวหลานซึ่งเคยชินกับการควบคุมผู้อื่นกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในเล็กน้อย  นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเอ่ยออกมา


    “หลงเฉิน เมื่อเวลานั้นมาถึง  อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน  หากประมุขเยวี๋ยนไม่ถือโทษโกรธเคืองก็นับเป็นความโชคดีของเจ้า  แต่หาไม่แล้ว พวกเราอาจต้องส่งตัวเจ้าให้เขาทันทีที่ทำได้”


    “ท่านไม่ต้องบอกข้าหรอก  เรื่องนั้นข้ารู้ดี”


    หลงเฉินเม้มปากอย่างไม่ใส่ใจ เขามักจะไม่รู้สึกหวาดกลัวในสิ่งที่ทำ แม้มันจะเป็นนิสัยของเขา  แต่การที่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวสิ่งใดเลยนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่ 


    “นอกจากนี้ ลัทธิเซียนโลหิตยังมีสาวกอยู่นับพันคน  ผู้คุมกฎแปดคน และผู้อาวุโสอีกห้าคน ผู้อาวุโสทั้งห้าต่างอยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์  และจ้าวลัทธิเองก็เป็นยอดฝีมือระดับแก่นปฐพี  ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าในตอนนี้  เจ้าอาจจะเหนือกว่าพวกที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์  แต่เจ้าไม่รอดแน่หากต้องสู้กับผู้ที่บรรลุระดับแก่นปฐพี!”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินไม่กลัวตาย  หลิวหลานจึงทำได้เพียงย้ำเตือนเขาอีกครั้ง  หากเป็นเมื่อก่อนนางคงไม่สนใจจะพูดเรื่องนี้  แต่หลงเฉินได้แสดงศักยภาพที่ทรงพลังออกมาให้เห็นแล้ว  ในเหล่ามรกตมีคนไม่ถึงสิบคนที่อยู่ในระดับสี่ดาว  แม้แต่หลิวหลานเองก็อยู่ในระดับสี่ดาวเช่นกัน


    ‘ระดับแก่นปฐพีนี่แข็งแกร่งมากเลยรึ?’


    หลงเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย  ในความเห็นของเขา  เมื่อเขาเอาชนะเฟิงอู่เทียนซึ่งเกือบจะเทียบได้กับระดับแก่นปฐพี  นั่นก็น่าจะหมายความว่าเขาสามารถสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีได้


    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ถึงถูกแบ่งออกเป็น แก่นมนุษย์  แก่นปฐพี และแก่นสวรรค์?  นั่นก็เพราะความแตกต่างอย่างมากระหว่างช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลายของขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์  และยังต้องแบ่งออกเป็นสามขั้นในแต่ละระดับอย่างไรล่ะ”

    (TL note:  ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ แก่นมนุษย์ (ช่วงต้น) / แก่นปฐพี (ช่วงกลาง) และ แก่นสวรรค์ (ช่วงปลาย) แต่ละระดับแบ่งเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสมบูรณ์)


    “ด้วยความต่างอย่างมากระหว่างระดับแก่นมนุษย์กับแก่นปฐพี  และระหว่างแก่นปฐพีกับแก่นสวรรค์  พลังของเจ้าในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับแก่นปฐพีได้หรอก”


    หลงเฉินไม่ปักใจในคำอธิบายของหลิวหลาน  อย่างไรก็ตาม  นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาหวาดกลัว  หากแต่รู้สึกเครียดมากขึ้น


     ‘ปัญหาของลัทธิเซียนโลหิตยืดเยื้อมานานมากแล้ว  เมื่อการแข่งขันในมิติห้วงนภาจบลง  ข้าคงต้องจัดการกับลัทธิเซียนโลหิตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ข้าจะได้เป็นอิสระจากมันเสียที’


    เมื่อคิดได้เช่นนี้  หลงเฉินก็ตามหลิวหลานกลับไปยังสำนักสุริยันมรกต  เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังคงนิ่งเงียบและไม่เกรงกลัวสิ่งใด  หลิวหลานจึงได้แต่ส่ายศีรษะ


    ‘เด็กคนนี้เป็นเมล็ดพันธุ์ล้ำค่าจริง ๆ แต่เขาก็หยิ่งยโสเกินไป  มันอาจจะนำพาปัญหามาสู่ตระกูลได้...’


    เมื่อหลิวหลานผู้น่าหลงใหลเดินมาพร้อมกับหลงเฉิน เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เดินผ่านไปมาล้วนจับจ้องมาที่พวกเขา  สำหรับเหล่าคนนอกแล้ว  หลิวหลานมีชื่อเสียงอย่างมาก  ขณะที่ชื่อของหลงเฉินเองก็เพิ่งจะเป็นที่เลื่องลือในวันนี้ จึงช่วยไม่ได้ที่ใคร ๆ ต่างคิดไปไกลเมื่อเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน


    ไม่นานหลงเฉินก็กลับมาที่สำนักสุริยันมรกตพร้อมกับหลิวหลาน  มีคนอยู่ในนั้นเท่ากับตอนที่หลงเฉินออกไป  แม้ว่าจะไม่มีพวกเด็ก ๆ อยู่ที่นั่นนอกจากหลงเฉิน


    ก่อนหน้านี้ หลิวเยวี๋ยนและคนอื่น ๆ ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยเมื่อมองไปที่หลงเฉิน  แม้แต่ตอนที่พากันออกไปก็ไม่มีใครเหลียวแลเด็กหนุ่มผู้นี้ พวกเขาจดจำเพียงเรื่องน่าขันที่หลงเฉินไม่ยอมปรากฏตัวหลังจากที่รับคำท้าไปแล้ว


    อย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นในมิติห้วงนภาได้แพร่สะพัดไปทั่วเหล่ามรกต  หลิวเยวี๋ยนและคนอื่น ๆ รู้แม้กระทั่งเรื่องน่าขายหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสามจากสำนักคมมีดมรกตซึ่งบรรลุระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์


    “หลงเฉินมิใช่รึนั่น?  มานี่สิ มานั่งตรงนี้”


    แม้ว่าหลงเฉินจะทำให้เฟิงอู่เทียนบาดเจ็บ แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่เฟิงอู่เทียนจะได้รับการรักษาจนหายดีโดยใช้ทรัพยากรที่สำนักสุริยันมรกตมีอยู่


    เมื่อมีหลงเฉินและเฟิงอู่เทียนอยู่  พวกเขาย่อมสนับสนุนอัจฉริยะในสำนักสุริยันมรกตต่อไปอีกหลายปีเช่นที่หลิวหลานทำ  เพราะชื่อเสียงของเหล่ามรกตก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย  หลิวเยวี๋ยนมองหลงเฉินและพบว่าถูกชะตากับเขานัก


    สิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่งคืออายุของหลงเฉิน  เขาอายุน้อยกว่าเฟิงอู่เทียนถึงสามปี และสามารถนำมาฟูมฟักได้ดีกว่าเฟิงอู่เทียน  หลงเฉินแอบหัวเราะในใจขณะมองไปยังผู้อาวุโสคนนี้


    อย่างไรก็ตาม  เขาก็เป็นคนเฉลียวฉลาดและนั่งลงอย่างว่าง่าย พลางมองไปที่หลิวเยวี๋ยนด้วยความยินดี  ด้วยท่าทีประจบสอพลอนี้ แทบจะน่าประหลาดใจที่เขาไม่เรียกชายผู้นี้ว่าบิดาเสียเลย


    “ข้าน้อยหลงเฉิน คารวะผู้อาวุโสใหญ่”


    หลิวเยวี๋ยนเคยคิดว่าหลงเฉินยโสโอหังเกินไปอยู่สักหน่อย  แต่เมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของเขาในตอนนี้ หลิวเยวี๋ยนจึงยิ้มกว้าง 


    “เจ้านี่ฝีมือไม่เลวทีเดียว  ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยปรามาสเจ้า  แม้ว่าจะไม่ได้ครอบครองกระบี่แก้วสิขรในการแข่งขันมิติห้วงนภา แต่เจ้าก็ทำให้ข้าได้รับชื่อเสียงไม่น้อย”


    “หลังจากที่เข้ามาในตระกูลหลิงอู่  เอ่อ... พี่หลิวช่วยข้าไว้มาก  เป็นหน้าที่ที่ข้าต้องตอบแทนตระกูลอยู่แล้ว...”


    หลงเฉินนั้นหน้าด้านหน้าทนมาก  เขาไม่รู้สึกกระดากอายเลยสักนิดขณะพูด  เมื่อพูดคำว่า ‘พี่หลิว’ สีหน้าของหลิวหลานกระตุกเล็กน้อย  ตอนที่พวกเขากลับมาหลงเฉินเอาแต่นิ่งเงียบ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหลิวเยวี๋ยน  สีหน้าท่าทางของเขากลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน


    หลิวเยวี๋ยนเพิ่งเคยพบหลงเฉินเพียงครั้งเดียว  และเวลานั้นหลงเฉินก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก  หลิวเยวี๋ยนจึงสรุปเอาเองว่าเขาเป็นเพียงผู้ติดตามที่เงียบและขี้ขลาด  ทว่าทัศนคติของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและตระหนักว่าตนเองประเมินหลงเฉินต่ำเกินไป  หลงเฉินทั้งเคารพผู้อาวุโสและไม่ได้มีท่าทีจำยอมหรือดิ้นรั้นจนเกินทน เขาวางตัวเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย


    เวลานี้หลิวเยวี๋ยนชื่นชมหลงเฉินอย่างมาก  แต่หลงเฉินกลับไม่ได้สนใจเลยสักนิด  แม้จะตระหนักถึงศักยภาพของเขา  ทว่าหลิวเยวี๋ยนก็ไม่ได้ตัดสินใจจะให้ความช่วยเหลือเขาในเรื่องลัทธิเซียนโลหิต  บ่งบอกว่าการจะเอาชนะใจเขาให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก


    “หลงเฉิน ข้าอยากจะตกรางวัลเจ้าสักหน่อย”


    หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย  หลิวเยวี๋ยนก็ลูบเคราของตนเองและมองมาที่หลงเฉินด้วยรอยยิ้มกว้าง


    “ขอบคุณมาก ท่านผู้อาวุโสใหญ่!”


    ใครจะไม่อยากได้รางวัลกันเล่า? หลงเฉินยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เขาก็พร้อมที่จะรับมัน


    “เดิมทีข้าคิดว่าจะมอบทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางกับเจ้า  แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”


    ขณะที่พูดอยู่นั้น ผู้อาวุโสทั้งสี่และผู้คุมกฎทั้งห้าต่างรู้สึกตกใจไปตาม ๆ กัน  หลิวเยวี๋ยนตัดสินใจจะมอบรางวัลให้หลงเฉินแต่กลับเปลี่ยนใจกะทันหัน  ซึ่งหมายความได้อย่างเดียวว่าหลิวเยวี๋ยนชื่นชอบหลงเฉินอย่างมาก


    ‘อยากรู้นักว่าผู้อาวุโสใหญ่จะมอบอะไรให้ข้า?’


    หลงเฉินตั้งตารอคอย  หากมันคือทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลาง หลงเฉินก็มีเคล็ดวิชาหมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้าอยู่แล้ว และไม่ต้องการอย่างอื่นอีก  หลิวเยวี๋ยนมองสำรวจหลงเฉินอย่างรวดเร็ว


    “วิญญาณอสูรตัวแรกที่เจ้าใช้ในเส้นชีพจรมังกรคือกิ้งก่าโลหิตที่เป็นสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นห้าสินะ  หลังจากเข้าสู่ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าสงสัยว่าเจ้าได้เจอสัตว์อสูรระดับลึกล้ำตัวอื่นอีกหรือไม่  ช่างบังเอิญที่ข้ามีอยู่ตัวหนึ่ง แต่มันก็ล้ำค่าเกินไปสำหรับเจ้า ข้าคงให้เจ้าง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้  ดังนั้นเจ้าคงต้องทำตามเงื่อนไขเพื่อให้ได้มันมา”


    หลงเฉินผงะไป  ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นนักรบอสูรในสายตาของคนอื่น  อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณสัตว์อสูรเลยด้วยซ้ำ และวิญญาณสัตว์อสูรก่อนหน้านี้ก็ใช้เพียงเพื่อแลกคะแนนผลงาน  คำพูดต่อไปของหลิวเยวี๋ยนทำให้เขาตกตะลึงอย่างที่สุด


    “นี่คือวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหก - มังกรมนตราสีม่วง  มันเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่สุดในระดับลึกล้ำขั้นหก  ที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง วิญญาณสัตว์อสูรเช่นนี้ขายได้หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์!”


    คำว่า ‘หนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์’ ทำให้หลงเฉินถึงกับหายใจไม่ออก  เขาเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างคนจนมาโดยตลอด และเมื่อเขาร่ำรวย  เขาก็มีหยกศักดิ์สิทธิ์ในมือเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น  หากมีถึงหนึ่งแสนหยกศักดิ์สิทธิ์เขาจะสามารถซื้อของได้มากเพียงใด…


    “แม้แต่ในตระกูลหลิงอู่  เจ้าก็มิอาจฝันจะได้ครอบครองวิญญาณสัตว์อสูรเช่นนี้หากปราศจากคะแนนผลงานถึงหนึ่งแสนคะแนน  แต่ในเมื่อเจ้าแสดงฝีมือได้ดีเยี่ยมในครั้งนี้ และอีกอย่าง วิญญาณสัตว์อสูรตัวนี้ก็เป็นสมบัติของข้าเอง  ดังนั้นข้าจึงต้องการคะแนนผลงานเพียงห้ารอยคะแนนเพื่อแลกกับมัน  ถือเสียว่าเป็นการทดสอบเจ้าไปในตัว!”


    หลิวเยวี๋ยนจ้องมองหลงเฉินด้วยสายตาเคร่งขรึม


    “เจ้ายังไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้สำนักสุริยันมรกต  หากข้ามอบสิ่งนี้ให้เจ้าไปเฉย ๆ คงถูกผู้อื่นครหาแน่ ดังนั้นเจ้าก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา!”


    เมื่อพูดจบ  หลิวเยวี๋ยนก็กวาดตามองไปยังเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุมกฎ ความหมายของเขาชัดเจนนัก  เพราะผู้ที่จะพากันครหาก็คือพวกเขาเหล่านี้  เมื่อหลิวเยวี๋ยนเอ่ยถึงวิญญาณสัตว์อสูรมังกรมนตราสีม่วง  หลายคนมีท่าทีอึดอัดใจ หลิวหลานเองก็มองหลิวเยวี๋ยนเช่นกัน


    ‘ท่านพ่อยอมทุ่มเทอย่างสุดกำลังจริง ๆ เขาถึงกับยอมยกวิญญาณสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นหกให้  แม้แต่ข้ายังรับมือมังกรมนตราสีม่วงตัวนั้นได้ยาก...’


    นางหันไปมองหลงเฉินและคิดในใจ


    ‘แต่มังกรมนตราสีม่วงก็เหมาะกับเด็กคนนี้จริง ๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเขาวางแผนจะพาตัวเองไปตายกับลัทธิเซียนโลหิต  แล้วเขาจะมีโอกาสทำคะแนนผลงานได้ถึงห้าร้อยคะแนนได้เช่นไรกันเล่า?  คะแนนมากมายถึงเพียงนั้นใช่ว่าจะได้มาง่ายดายเสียหน่อย?’


    ขณะเดียวกัน หลงเฉินก็กำลังครุ่นคิดว่าทำเช่นไรถึงจะได้วิญญาณสัตว์อสูรตัวนั้นมาครอง  และขายมันเพื่อแลกกับหยกศักดิ์สิทธิ์ถึงหนึ่งแสนชิ้น...


    *********************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน