เสียงหัวเราะเื่วีรกรรมความหลังสมัยมัธยมของชายหนุ่มดังประสานกันมาเข้าหูของสาวน้อยซุ่มซ่ามที่เดินตัวลอยๆ มาที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสียงหนึ่งคือเสียงพี่ชายของเธอแน่ ๆ ล่ะ เธอจำได้ แต่อีกเสียงหนึ่งนี่สิเธอไม่คุ้นหูเอาซะเลย แต่มันก็กังวาน น่าฟังดีนะ เธอคิดในใจ อ๋อ......คงจะเป็เพื่อนประธานบริษัทที่พี่วิชนัดไว้แน่ๆ เลยขณะกำลังจะเคาะประตูกระจกแล้วผลักเข้าไป ก็ต้องชะงักกึก ตะลึง กรี๊ดดดดดดดด สองหนุ่มหล่อนั่งคุยกันที่โซฟารับแขกในห้องทำงานของพี่ชายเธอ
โอปป้าของชั้นนนนน มาทำอะไรที่นี่กันเนี้ย อย่าบอกนะว่า..........
อึ๊ยยยยยยยย.... เธอส่งเสียงในใจมันคงจะเป็ชอดซารัง(รักแรก)ของเธอแน่ ๆ
"เอ๊ะ!! ไอ้คิมเสื้อแกนั่นใครประทับรอยคิสมาวะเนี้ยร้ายนะแก มามหา’ลัยข้าแป๊บเดียว มีสาวฝากรักมาซะแล้ว” เสียงพี่วิชเอ่ยถาม ทำให้สาวน้อยที่ยืนตะลึงอยู่หน้าห้องยกมือปิดปากตากลมเบิกกว้างอย่างนึกถึงผลงานของเธอได้
“ฝากรักบ้าอะไรล่ะ มีเด็กติ๊งต๊องท่าทางเนิร์สๆ หน้าจืด ๆ น่ะสิ เดินมาชน นี่จะซักออกไหมเนี้ย” ว่าพลางเ้าของเสียงทุ้มพร้อมสำเนียงไทยแปร่งๆ นิดๆก้มมองเอามือดึงพร้อมกับกระพือบริเวณรอยเปื้อนรูปริมฝีปากสีชมพูจาง ๆบริเวณอกด้านซ้าย สาปเสื้อเผยอวาบๆ เผยให้เห็นแผงอกที่มีกล้ามแน่นๆ ขาวๆ เนียนๆวับๆ แวมๆ
โอย....ทำเอาคนที่ตะลึงอยู่ หัวใจจะวาย หายใจไม่ทั่วท้องนี่ขนาดเธอไม่ได้ใส่แว่นนะเนี้ย จินตนาการยังลึกล้ำชัดเจน ได้แต่ท่อง กล้ามหนอ ขาวหนอ กล้ามหนอ ขาวหนอ ในใจ
เอ๊ะ!!! เด็กติ๊งต๊อง เด็กเนิร์ส นี่โอปป้าพูดถึงเธออย่างนั้นเหรอ ทำไมปากร้ายขนาดนี้เนี้ย แล้วเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน หน้าจืดอีกต่างหาก เสียหมดเลย ก็วันนี้เธอรีบออกจากบ้านมาให้ทันสอบก็ไม่ทันได้แต่งหน้าป๊ะ?? ทาแต่แป้งพัฟฟ์กับลิปกลอสสีชมพูระเรื่อมาพอเป็พิธีแล้วถึงตอนนี้ก็ยังคงไม่ได้แต่งเติมเพิ่มอีกเลยนอกจากทาลิปกลอสเพิ่มตอนไปห้องสมุด หมดกันตำแหน่งดาวมหา’ลัยของฉัน นาถนรีได้แต่เป่าลมขึ้นฟ้าจนผมหน้าม้าบางๆของเธอปลิวขึ้นไปเฮ้อ!!!!
“อ้าว!! ยายนา เข้ามาสิยืนทำหน้าเอ๋ออยู่ทำไมตรงนั้น” เสียงคุณอาจารย์พี่วิชเรียกพร้อมกวักมือแบบไม่ไว้หน้าน้องสาวตัวเองเลย ทำให้นาถนรีที่ยืนค้างอยู่หน้าประตูกระชับกระเป๋าผ้าใบโตของเธอให้เข้าที่ทำใจดีสู้เสือเปิดประตูเข้าอย่างมาดมั่น เอาวะ...ไหน ๆก็ ไม่เหลือความงามแล้วนี่ ยิ้มสู้แล้วกัน
ไปค่ะ 1 2 3 เอาล่ะ เปิดล่ะนะ
“ค่ะ พี่วิช” เธอส่งเสียงหวานปนสั่นน้อย ๆ เข้าไปพร้อมเงยหน้ายิ้มออร่าที่คิดว่าสวยที่สุดนำไปก่อนทำเป็ไม่สนใจแขกสุดหล่อของพี่ชาย
“มานั่งก่อน มา มัวยืนเอ๋ออยู่พี่จะแนะนำให้รู้จักท่านประธานบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีให้รู้จัก มาเร็ว”
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานปนสั่นนิดๆเพราะยังตื่นเต้นไม่หายที่จะได้รู้จักกับโอปป้าที่รัก นาถนรียกมือกระพุ่มไหว้อย่างสวยงามที่สุดเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งรอยยิ้มหวานแววตาสดใสให้ชายในฝันสุดเพอร์เฟ็กพร้อมทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ชุดรับแขกข้างๆ พี่วิชของเธอ
ชายหนุ่มลูกครึ่งเกาหลีพนมมือรับไหว้พร้อมส่งแววขำขันในดวงตาสีดำสนิทนั่นมาให้แต่ยังเก็กหน้าขรึมยิ้มแค่มุมปาก โอย....ยิ้มแค่นี้ใจนาถนรีก็กระตุกแล้ว
“นี่คิมหันต์เพื่อนพี่เองั้แ่สมัยมัธยมแล้ว ตอนนั้นเรายังถักเปีย 2 ข้างเล่นะโหนังยางอยู่บ้านสวนอยู่เลยมั๊งยายนา”พี่วิชเอาอีกแล้ววววว...... ขยันพูดแต่เื่ที่น้องจะขายหน้านาถนรีได้แต่ยิ้มอ่อย ๆ พยักหน้าให้พี่ชายมือก็พยายามสะกิดพี่ชายให้เลิกพูดมากสักที
“อ่ะ งั้นแนะนำอย่างเป็ทางการเลยแล้วกันนี่คุณคิมหันต์ ศุภเกียรติไพศาลเป็ประธานบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์นำเข้าจากเกาหลีนายแบบเซเลปไฮโซคนดังควงนางแบบไม่ซ้ำหน้า ที่พี่ฝากแกไปฝึกงานที่บริษัทเค้าไงยายนา”วิชญะมีแขวะเพื่อนสนิท
“อืมมม....เจอกันแล้วแต่ไม่คิดว่าจะเป็น้องสาวแกเลย” เสียงทุ้มสำเนียงแปร่งนิด ๆนั้น เอ่ยตอบออกไป พร้อมแววขบขันในดวงตา พร้อมยกขาขึ้นไขว่ห้างตามความเคยชิน “ไม่เห็นเหมือนที่แกบอกว่าเป็ดาวมหา’ลัยนี่ยังเด็กกะโปโลอยู่เลย จะทำงานได้ไหมนี่”
ฉึก....อ๊ากกกก...เหมือนเอามีดมาแทงกันเลยทีเดียว
ฉับ ฉับ ฉับ ปากหรือกรรไกรคะโอปป้า....
หืมมมมม.....นาถนรีได้แต่ส่งยิ้มอายๆ เจื่อนๆ ให้ แล้วแอบส่งสายตาหมายมาดเธอคิดว่าลูกกะตาสีดำสนิทมันยิ้มเยาะๆเธอยังไง ยังไงอยู่ เอาเถอะปล่อยให้คิดว่าเธอเป็เด็กเนิร์สไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวได้รู้กันค่ะโอปป้า
“อ้าว......แกไปเห็นยายนาที่ไหนกันเนี้ย” วิชญะถามอย่างสงสัย
คิมหันต์ก็เลยชี้ไปที่รอยประทับจูบสีชมพูจางๆบนอกเสื้อเชิ้ตขาวแบบลำลองที่เขาใส่มาวันนี้สลับกับชี้ไปทางสาวเนิร์สที่นั่งตัวลีบยิ้มเขินๆ อยู่ข้างหน้า
“ก็นี่ไง...เ้าของรอยจูบประทับใจ” คิมหันต์คลายความสงสัย
“โธ่เอ้ยยยยย!! เวร ไอ้เราก็นึกว่าสาวที่ไหนที่แท้ก็ยายนาจอมเปิ่น เห็นยายนาติ๊งต๊องอย่างนี่อ่ะนะ เก่งเชียวหล่ะนี่ก็ลุ้นเกียรตินิยมอยู่ ตอนปี 1 เคยประกวดดาวมหา'ลัยด้วยนะเว้ย”ได้ยินพี่ชายพูดชมเธอบ้างนาถนรีค่อยยิ้มออกหน่อยพยักหน้าหงึกหงักรับคำชมไปด้วย
“ยังไงก็ฝากฝังน้องกระผมกับคุณประธานคิมด้วยนะครับ”วิชญะเอ่ยเสียงจริงจังแต่มีแววล้อเพื่อนแบบฉบับคนขี้เล่นอย่างเขา
“ก็รับปากไปแล้ว ทีนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับ “หนูนา”เขาล่ะว่าจะไหวไหม พี่ดุนะ” ประโยคหลังนี่หันมาพูดเสียงเข้มกับสาวเนิร์สที่เขามองว่ายังไงก็เป็เด็กกะโปโล
นาถนรีเองก็สะดุดกับคำว่า “หนูนา”ที่เขาเอ่ยถึงแบบมีน้ำเสียงนัยแปลกๆ คำนี้มีแต่แม่ ยาย แล้วก็ลุงกับป้า ที่เรียกเธอเท่านั้น แล้วเธอก็จะแทนตัวเองว่า “หนูนา”ด้วย นี่เค้าเห็นเธอเป็เด็กขนาดนั้นเลยรึไง แหมๆ คุณโอปป้า
“หะ...อ๋อ ต้องไหวสิคะ ขอบคุณคุณคิมที่ให้โอกาสนาไปฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆนาจะทำให้ดีที่สุดค่ะ” นาถนรีพูดจริงจังพร้อมกับส่งยิ้มสวยเพิ่มความมั่นใจให้ท่านประธานหน้าหล่อ
“เรียกพี่เหมือนเ้าวิชก็ได้” คิมหันต์เอ่ยอนุญาตแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เกือบ 190 เิเของเขาทำให้ทุกคนต้องลุกตาม
“ไปกินข้าวกัน หิวแล้ว แกจองร้านไว้แล้วใช่ไหม นำไปนะ ข้าไม่รู้จักทาง”
“เดี๋ยวให้ยายนาพาไป ข้าจะแวะไปรับของให้คณบดีก่อนแป๊บนึง เดี๋ยวขับรถตามไป ร้านที่เราเคยพาพ่อพี่ไปเลี้ยงวันเกิดนะยายนาร้านคุณหญิงอ่ะ” วิชญะแจกแจงเสร็จสรรพ
อ้าว....ไหงงั้นอ่ะ นี่นาถนรีต้องนั่งรถไปกับโอปป้าสองคนเหรอ
ว้ายยยยยย....ตายแล้ว กรี๊ดดดด
“ค่ะ ค่ะ แต่พี่วิชเอาถุงรองเท้าที่นาฝากไว้ในรถพี่ลงไปให้ด้วยนะนามีงานตอนเย็นต่อ”
“โอเค เจอกันที่ร้านอีกครึ่งชั่วโมง” วิชญะเดินแยกตัวไป ทิ้งให้นาถนรีเทคแคร์โอปป้าของเธอตามลำพัง
“ไปค่ะ รถคุณคิมจอดที่ไหนคะ” เธอเอ่ยถามเสียงเบา ไอ้ใจก็อยากเรียกพี่หรอกนะ แต่เรียกโอปป้าจะดีหว่าไหมคะ อิ อิ
“ตรงที่เราเจอกันครั้งแรก” คิมหันต์ยิ้มมุมปากแล้วออกเดินนำเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสแลค5ส่วน ก้าวเดินสบายๆ ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้สาวเนิร์สเดินยิ้มลอยๆ ตามชายในฝันไปเงียบ ๆ
สายตานักศึกษาหลายคู่มองมาทางนายแบบลูกครึ่งพร้อมกับยกกล้องมือถือถ่ายภาพเก็บไปเป็ที่ระลึกนาถนรีพยายามทิ้งระยะห่างเขาเอาไว้แต่ดูเหมือนว่าคิมหันต์จะรู้แล้วก้าวช้าลงรอให้นาถนรีเดินไปด้วยกัน
ทำไมต้องทำให้เธอเป็จุดสนใจด้วยก็ไม่รู้ โอปป้าเนี้ย.... เขิน ไม่อยากเลย คริ คริ ^^
เมื่อถึงรถสปอร์ตSUVนำเข้ายี่ห้อดังสีดำเงาวับของคิมหันต์ ชายหนุ่มก็กดปลดล็อกจัดแจงเปิดประตูให้สาวเนิร์สขึ้นไปนั่งเบาะหน้าแล้วอ้อมไปนั่งประจำที่คนขับนาถนรีจัดกระเป๋าใบโตของเธอวางไว้ที่พื้นข้างเท้าสำเร็จ ได้ยินเสียงทุ้มก็เอ่ยเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัยแต่เธอยังไม่ทันจะได้เอื้อมมือไปหยิบ แขนยาวๆ ก็เอื้อมมาช่วยคาดให้ซะก่อนแล้วเรียกว่าเฉียดหน้าอกเธอไปแบบระยะประชิดแถมใบหน้าหล่อๆของโอปป้าแกก็ห่างจากหน้าเธอประมาณคืบหนึ่งเท่านั้นกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆแบบผู้ชาย ลอยเข้าจมูก โอ้ พระเ้า.....นาถนรีแทบหยุดหายใจมันระยะกระชั้นชิดมาก ใจเธอเต้นตึกตัก สั่นระรัว ราวกับใครมาตีกลองกลองอยู่ข้างในเพียงครู่เดียว โอปป้าหน้าหล่อก็ขยับเข้าที่แล้วนำเ้าSUV พุ่งทะยานออกไปแบบหน้าตาเฉยไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับสาวเนิร์สที่นั่งกระพริบตาปริบๆ กำมือแน่นใบหน้าร้อนวูบวาบคงจะแดงไปถึงหุนั่นแหละ
อย่าบอกนะ ว่า.. โอปป้ากำลังอ่อยชั้นนนน.....กรี้ดดดดดดดไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเลยอ่ะ เขาคงแค่แกล้งเล่นนั่นแหละ เห็นว่าเราเนิร์ส เช๊อะ!!! เดี๋ยวก่อนเถอะ จะแปลงโฉมให้ตะลึงไปเลย
เมื่อถึงร้านอาหารที่วิชญะโทรมาจองล่วงหน้าไว้ พนักงานก็นำไปยังโต๊ะซึ่งเลือกมุมไว้ได้ค่อนข้างเป็ส่วนตัวเลยทีเดียว ร้านนี้เป็ร้านอาหารไทยชาววังเก่าแก่ที่เปิดมาหลายรุ่น มีโต๊ะให้นั่งไม่มากนัก ประมาณ 15 – 20 โต๊ะ เท่านั้น เพราะเน้นการจองล่วงหน้า เปิดให้บริการ่เวลากลางวันจนถึงสามทุ่ม แต่มีคนจองโต๊ะเต็มเกือบทุกวัน บรรยากาศเงียบ ๆตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทยโบราณ เปิดเพลงลูกกรุงเบาๆ สบาย ๆ วันนี้ลูกค้าไม่แน่น ทำให้ไม่ค่อยมีคนวุ่นวายมากนัก
ในระหว่างรอวิชญะมาถึงนาถนรีก็ไม่รู้จะคุยอะไรได้แต่นั่งยิ้มหวานมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยๆบริกรเข้ามาถามเมนูอาหารที่้า นาถนรีก็ยกหน้าที่สั่งอาหารตามใจเพราะเธอทานได้ทุกอย่าง แต่ก็เลือกสั่งน้ำตะไคร้และของหวานเป็ไอศกรีมกะทิและมะม่วงซึ่งเป็ของโปรดที่ต้องสั่งทุกครั้งที่มาที่ร้านนี้ทั้งสามคนมาพร้อมอาหารก็ลงเสิร์ฟพอดีปล่อยให้สองหนุ่มเพื่อนรักที่นาน ๆ จะเจอกันทีได้คุยกันออกรสชาติ นาถนรีก็นั่งฟังเพลินสลับกับมองอาหารแต่ละเมนูที่เขาเลือกสั่งมาไม่ว่าจะเป็เมี่ยงปลาทับทิม ต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อน ยำมังคุด ผัดผักรวมกุ้งสด ทอดมันกุ้ง ไก่ทอดสมุนไพร ล้วนแต่น่ารับประทานทั้งนั้น แต่คำสั่งพิเศษ คือเผ็ดน้อย เพราะคิมหันต์รับประทานรสเผ็ดไม่ค่ยได้มากนัก นาถนรีนัางมองหน้าโอปป้าสุดหล่อกับทานอาหารไปด้วยยิ่งทำให้เธอเจริญอาหารเข้าไปใหญ่
“หนูนานี่ กินเก่งนะไม่น่าเชื่อตัวนิดเดียว” โอปป้าของเธอแซวยิ้ม ๆ มีแววแปลก ๆ ในดวงตาดำขลับนั้น เมื่อเห็นนาถนรีตักอาหารเข้าปากเป็ระยะยังไม่วางช้อน เมื่อสองหนุ่มเริ่มอิ่ม
“ยายนามันมีกระเพาะพิเศษอยู่ตรงข้างแก้มนี่เห็นไหม” พี่ชายตัวดีแกล้งว่าพร้อมเอามีสองข้างมาป้องไว้ที่แก้มป่องของเธอด้วยความเอ็นดู
“พี่วิช นาไม่ใช่ลิงนะ จะได้เก็บอาหารไว้ที่แก้ม”นาถนรีหันไปเอ็ดพี่ชายพร้อมรีบเอามือเขาออกจากแก้มเธอ “อย่ามาแตะมือไม่ล้างเดี๋ยวสิวขึ้น” น้ำเสียงของนาถนรีกระเง้ากระงอดกับพี่ชายอย่างน่าเอ็นดู แหม...พี่วิชนะพี่วิชว่าน้องแต่ละอย่างนี่ไม่ให้เหลือความดีงามเลย แถมนี่มันต่อหน้าโอปป้าสุดหล่อของหล่อนด้วย คิมหันต์นั่งดูโทรศัพท์มือถือประกอบกับมองสองพี่น้องเถียงกันอมยิ้มไปด้วยหืมมมมม..แค่อมยิ้มนี่ก็หล่อวัวตายควายล้มแล้ว ถ้ายิ้มเต็มที่โลกจะสว่างสดใสแค่ไหนกันนะ ลีมินโฮ ก็ลีมินโฮเหอะ ชิดซ้ายแน่นอน
นาถนรีแอบคิดในใจพร้อมยกแก้วน้ำดื่ม ดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือของเธอแล้วเอ่ยขอตัวไปห้องน้ำพร้อมกระเป๋าเครื่องสำอางใบเล็กของเธอซึ่งมีอุปกรณ์แต่งหน้าพริตตี้ของเธอครบครัน
กลับมาถึงโต๊ะอีกครั้งไอศกรีมกะทิและมะม่วงของนาถนรีก็วางเสริฟพร้อมรอเ้าของทำเอาหนุ่ม ๆ ทั้งโต๊ะ ซึ่งมีอยู่ 2 คนถึงกับตะลึงโดยเฉพาะวิชญะเพราะไม่เคยเห็นน้องสาวแต่งหน้าจัดเต็มในลุคพริตตี้แบบนี้มาก่อน จากหน้าใสๆ ไร้เครื่องสำอาง สาวเ้าเข้าไปแปลงโฉมในห้องน้ำมาในเวลา 10 นาทีได้อย่างไม่นาเชื่อใบหน้าลงรองพื้นเนียนกริบ ดวงตาตกแต่งโทนสีโรสโกล์ดกรีดไอไลเนอร์ปัดมาสคาร่าจนดวงตาคมกริบ เสริมด้วยคอนแทคเลนส์แบ๋ว ๆ ยิ่งดูมีเสน่ห์แก้มปัดเฉดสีเดียวกัน ริมฝีปากบาง ๆ นั้นทาสีชมพูระเรื่อดูน่าจูบ ทรงผมที่ขมวดมุ่นไว้เป็มวยสูงกลางศีรษะก็ถูกปล่อยยาวสยายพร้อมหน้าม้าบาง ๆ ถูกจัดแต่งให้ดูแบบไม่ตั้งใจเป็ม้านั่นช่วยให้ใบหน้าดูเด่นขึ้นปลายผมของเธอดัดอ่อน ๆ เอาไว้ให้ดูมีวอลลุ่ม ดูเป็สาวทันสมัยมากกว่าเด็กเนิร์สอย่างตอนเข้ามาเรียกว่าเปลี่ยนไปเป็คนละคนเลยก็ว่าได้ คิมหันต์เองก็มองด้วยสายตาแปลกไปเช่นกัน
“แม่เ้าโว้ย...นี่น้องสาวข้าเหรอเนี้ยทำไมตอนมากะตอนกลับนี่มันคนละคนกันเลย” วิชญะร้องเสียงดัง
“พี่วิช เบา ๆสิ นาอายเค้านะ เสียงดังไปไหน”นาถนรีปรามอย่างเขิน ๆ ยิ้มน้อย ๆ เป็ไงตะลึงกันเลยล่ะสิ บอกแล้วว่าไม่เนิร์ส ไม่เนิร์ส นี่ดาวมหา’ลัยนะคะ
“ก็นาบอกว่ามีงานต่อไงพี่วิชวันนี้เขาจ้างไปเปิดตัวรถยนต์นำเข้าแบบประหยัดพลังงาน ที่ศูนย์สิริกิตติ์ เดี๋ยวทานของหวานเสร็จปุ๊บนาจะไปเลยนะพี่หวานเค้านัดบ่ายสาม ไปเซ็ทคิว เซ็ทบท” พี่หวานที่เธอเอ่ยถึงก็เป็รุ่นพี่ที่จบจากคณะเดียวกันเมื่อ3 ปีก่อนตอนนี้มาเปิดออแกไนซ์เองมีงานก็เรียกนาถนรีไปทำตลอด
“เอานี่ถุงรองเท้าของแกถึงว่าให้เอามาให้แล้วใส่ซะสูงปรี๊ดแกเดินไหวเหรอ”พี่ชายยื่นถุงรองเท้าให้น้องสาวซึ่งรับแล้ววางไว้ข้างเท้าแล้วก้มหน้าก้มตาทานไอศกรีมของโปรดต่อรู้สึกหน้าร้อน ๆ เพราะสายตาคิมหันต์ที่มองมานั่นแหละ มันร้อนวูบ ๆ พิกลตอนอยู่ในงานพริตตี้คนมองตั้งเยอะยังไม่รู้สึกแปลกเท่านี้เลย ให้ฟ้าผ่าหมาตายสิ!!!
“ไหวสิชินแล้ว เดี๋ยวนาฝากหนังสือกลับบ้านด้วยนะพี่วิช”นาถนรีพูดพร้อมกับตังใจรับประทานของโปรดต่อไปหลบสายตาของคิมหันต์ที่มองมาสลับกับเล่นโทรศัพท์มือถือทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างแเี แต่ลึก ๆแล้วใครจะรู้ว่าท่านประธานคิมหันต์คิดอะไรอยู่.... ^^