ธารน้ำทอดคดเคี้ยว ริมธารเต็มไปด้วยโขดหิน และดอกไม้สีสันสวยงาม ถัดจากลำธารเป็ป่าไม่อันอุดมสมบูรณ์ เสียงน้ำไหลรินประสานกับเสียงนกร้องช่างเป็ที่น่ารื่นรมย์เป็อย่างยิ่ง มีสัตว์ตัวเล็ก ๆ ลงมาดื่มน้ำ กับหาของกินอยู่เป็ตลอด หากผู้ใดได้มาใช้ชีวิตอยู่แถวนี้ก็คงจะสุขสงบมิใช่น้อย แต่คงจะไม่ใช่ชายหญิงสองคนที่กำลังเดินผ่านมาทางนี้เป็แน่ หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง ผมดำขลับรวบม้วนไว้อย่างเรียบร้อย มีปิ่นปักผมรูปดอกไม้สีขาวปักอยู่บนศีรษะ ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพธิดาบน์ คิ้วคมดุจใบหลิว ดวงตาเรียวยาว หางตาตวัดโค้งขึ้น ลูกั์ตาดำสนิทงดงามดุจดอกท้อแย้มบานในฤดูใบไม้ผลิ ริมฝีปากเล็ก สีชมพู เป็มันเงา มุมปากโค้งขึ้น ราวกับ ผลเชอร์รี่ คออันงามระหง ผิวพรรณขาวเนียนมีน้ำมีนวลน่ามอง รูปร่างอวบอั๋น โดยเฉพาะหน้าอกที่ค่อนข้างจะใหญ่สะดุดตา กับสะโพกที่ผายออกเล็กน้อยแต่กลมกลึงได้รูป นางดูเหมือนสาวแรกรุ่น แต่ก็หาเป็เช่นนั้นไม่
ในความเป็จริง นางมีอายุปาเข้าเลขสาม่กลางแล้ว นางก็คือ มู่กุ้ยอิงนั้นเอง สองสามีภรรยาไมีมีบุตร หยางจงเป่าจึงได้รับเด็กชายผู้หนึ่งมาอุปการะ นับั้แ่นั้นมาเด็กคนนี้นี้จึงเปรียบเสือนลูกแท้ ๆ ของคนทั้งคู่ จวบจนกระทั่ง หยางจงเป่า สามีของนางเสียชีวิตในสนามรบ กุ้ยอิงจึงทำหน้าที่ดูแลบุตรชายบุญธรรมของนางมาเพียงลำพังตลอด เมื่อก่อนยังดีที่มีตระกูลหยางให้อยู่อาศัย แต่มาบัดนี้ ตระกูลหยางถูกคนชั่วให้ร้ายจนบ้านแตก
ทุกคนต่างต้องหนีเอาตัวรอด ยากที่จะล้างมลทิน แม้แต่ เป่าปุ้นจิ้น ขุนนางที่ได้ขึ้นชื่อว่า เถรตรง และให้ความยุติธรรมแก่ผู้คนมากที่สุดในแผ่นดิน ก็ยังมิอาจช่วยแก้ต่างให้คนในตระกูลหยางได้ สุดท้ายทุกคนในตระกูลจึงต้องแยกย้าย หลบหนีไปตามทางของแต่ล่ะคน เฝ้ารอให้สักวัน์เมตตามอบความเป็ธรรมคืนแก่ตระกูลในสักวัน..
พอกล่าวถึง มู่กุ้ยอิงแล้ว คงจะไม่กล่าวถึงอีกคนที่มากับนางด้วยไม่ได้ มันเป็ชายหนุ่มอายุอานามประมาณ สิบหกสิบเจ็ดปีหน้าตาหล่อเหลาไม่ผิดจากผู้เป็บิดา รูปร่างสูงโปร่งสมวัยเหมาะกับการฝึกเป็นักรบขุนศึกเหมือนบรรพชนในตระกูลรุ่นก่อน เสียอย่างเดียวที่มันเป็คนไม่เอาไหน รักสนุก ทะลึ่งทะเล้นไปเรื่อย เพลงทวนตระกูลหยางของมันก็ฝึกได้ไม่ชำนาญ มันถนัดใช้เพลง ทวย ในกางเกง ไปสนุกกับเหล่าสตรี ในหอนางโลมเสียมากกว่า นามของมันคือ หยาง เวิ่นกวง บุตรชายบุญธรรมเพียงคนเดียวของ มู่กุ้ยอิงนั้นเอง..
เวิ่นกวงเดินชมนกชมไม้ บางคราก็ส่งเสียงครางอิดออดด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนที่มันจะเอ่ยปากถามมารดาคนงามที่เดินนำหน้า "ท่านแม่อีกไกลหรือไม่ ข้าเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว" กุ้ยอิงหันมาหามันแล้วส่งยิ้มสดใสให้
"เ้าถามแม่มาเป็รอบที่ร้อยแล้วนะ แม่ก็บอกแล้วไง ว่าอดทนอีกนิดพวกเราใกล้จะถึงแล้ว เขาลูกหน้านี่เอง" พอเวิ่นกวงได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้น มันก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงพร้อมเดินไหล่ตก คอตกตามกุ้ยอิงไปอย่างสิ้นหวังท้อแทเ
ูเาลูกหน้าที่มู่กุ้ยอิงเอ่ยถึงหาใช่บ้านนอกที่พวกมันสองแม่ลูกจะไปพักอาศัยถาวรไม่ หากแต่บนเขาลูกนั้นเป็ที่อยู่ของ เฉินซี่ยี่ ปรมาจารย์ผู้ล่วงลับของกุ้ยอิงนั้นเอง หลายวันก่อน กุ้ยอิงฝันเห็น เฉินซี่ยี่ มันได้มาบอกนางว่า ก่อนที่กุ้ยอิง กับเวิ่นกวง จะไปอยู่ที่บ้านนอก ให้แวะมาที่เขาหัวซานก่อน เฉินซี่ยี่มีคำ
ทำนายที่คำนวณทิ้งไว้ล่วงหน้าเก็บซ่อนอยู่ ด้วยคำทำนายนี้จะเป็ประโยชน์แก่กุ้ยอิง และเวิ่นกวงในอนาคต นี่จึงเป็สาเหตุให้สองแม่ลูกเปลี่ยนเป้าหมายชั่วคราว..
กุ้ยอิงใช้เวลาเดินอีกราว ๆ สองชั่วยามในที่สุดก็ขึ้นมาถึงยอดเขาหัวซาน สถานที่ที่ เฉินซี่ยี่เคยพำนัก และเป็ที่ที่นางเคยฝึกวรยุทธ์กับร่ำเรียนวิชา คำนวณดวงดาราพยากรณ์ กุ้ยอิงตรงดิ่งเข้าไปด้านในก่อนจะพบกับม้วนคำทำนายที่ เฉินซี่ยี่ ทิ้งไว้ให้ก่อนจะลาโลกไป
"ม้วนกระดาษอันนี่รึท่านแม่ ที่อาจารย์ของท่านทิ้งไว้ให้ รีบเปิดเลย ๆ ข้าอยากรู้" เวิ่นกวง รบเร้าให้กุ้ยอิงรีบเปิดม้วนกระดาษออกราวเป็เด็กน้อย ๆ ที่อยากรู้อยากเห็นไปซะทุกอย่าง มู่กุ้ยอิงก็ได้แต่ส่ายหน้า และส่งยิ้มบาง ๆ ให้ก่อนที่นางจะเปิดม้วนกระดาษออก ในนี้มีลายมือของเฉินซี่ยี่ที่เขียนด้วยพู่กันใจความว่า..
กุ้ยอิงศิษย์ข้า หากวันใดก็ตามที่เ้าได้มาเปิดม้วนกระดาษม้วนนี้วันนั้นก็คงเป็วันที่ข้าไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แถมตระกูลหยางเองก็คงถึงคราวเคราะห์อย่างใหญ่หลวง ข้าได้คำนวณดวงชะตาดูแล้ว หนทางที่จะกอบกู้ ตระกูลหยางให้กลับมายิ่งใหญ่มีอยู่เพียงหนทางเดียว แต่หนทางนั้นช่างเหมือนเป็การเล่นตลกจาก์อย่างแท้จริง หากเ้าไม่้าจะใช้วิธีนี้ก็จงหยุดอ่าน และเผาม้วนกระดาษในมือทิ้งเสีย แต่ถ้าหากเ้าอยากจะเปลี่ยนโชคชะตาก็จงอ่านต่อ..
พอกุ้ยอิงอ่านมาถึงบรรทัดนี้นางก็หยุดชะงักเร็วพลัน คำทำนายของเฉินซี่ยี่นั้นแม่นยำ และถูกต้อง หากเขาเตือนนาง นางก็ควรจะต้องหยุด และที่สำคัญการจะกอบกู้ตระกูลหยางนั้นอาจจะไม่จำเป็อีกแล้ว ยามนี้นางอยากไปใช้ชีวิตอย่างสงบที่บ้านนอกกับบุตรชายบุญธรรม มากกว่า ซึ่งผิดกับเวิ่นกวง ที่มันกลับอยากรู้อยากเห็นว่าคำทำนายจะเป็เช่นไร แม้นมันจะเป็คนไม่เอาไหน แต่สายเืของคนตระกูลหยางก็ไหลเวียนอยู่ในกายมันอย่างเข้มข้น
"ท่านแม่อ่านต่อเถอะข้าอยากรู้" เวิ่นกวงออดอ้อนกุ้ยอิงราวกับเด็กน้อย กุ้ยอิงเองก็ลังเลใจ "แค่อ่านให้จบก็ได้ จะทำตามที่ท่านอาจารย์บอกหรือไม่ก็เป็อีกเื่" เวิ่นกวงคะยั้นคะยอต่อ จนในที่สุดกุ้ยอิงก็ยกคิ้วสูงถอดหายใจออกมาแรง ๆ
"ก็ได้ ๆ อ่านก็ได้ เ้านี่นะ เป็หนุ่มแล้วยังทำตัวเป็เด็ก ๆ เมื่อไรจะโตสักที" กุ้ยอิงอมยิ้มอย่างน่ารัก ก่อนจะบ่นกับบุตรชายตัวแสบของนาง เวิ่นกวงก็ได้แต่ทำหน้าทะเล้น และคิดบ้า ๆ บอ ๆ ในใจ "ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ สักหน่อย ทวนข้าก็ไม่ใช่เล็ก ขนาดสาว ๆ ที่หอนางโลมเห็นแล้วยังตาค้างไปตาม ๆ กัน ถ้าท่านแม่ได้เห็นล่ะก็ ท่านก็จะรู้ว่าข้าไม่ใช่เด็ก ๆ หึหึ…เอ๊ะ.!! นี่ข้าคิดระยำอะไรไปเนี่ย.." เวิ่นกวงมีสีหน้าใเล็กน้อยที่เผลอคิดไม่ดีกับกุ้ยอิงออกมาในใจ "เ้าเป็อะไรรึเปล่าลูกแม่" กุ้ยอิงมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถามเพราะเห็นเวิ่นกวงทำตัวแปลก ๆ "ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ท่านแม่อ่านต่อเถอะ" เวิ่นกวงยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะรีบบอกให้กุ้ยอิงอ่านต่อทันที..
จบบทที่ 1
บทต่อไป คำทำนายต้องห้ามสุดวิปลาส