มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 40 ชะตาฟ้าไร้ปราณี

    บทที่40 ชะตาฟ้าไร้ปราณี

             

            ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาหลบหนีจากค่ายโจรภูเขาอัคคีทมิฬมาไกลแล้วด้วยเพราะกลัวถูกติดตามมา พวกมันจึงมิได้หยุดพักหายใจแม้เพียงนิด ทั้งยังฝืนอาการบาดเจ็บจนในที่สุดก็ออกจากเขาเถาหมิงซานได้ทั้งสองยังคงประคับประคองกันไปตามทางที่แคบเล็กไกลสายตาผู้คน แต่ยังมิทันให้พวกมันได้ผ่อนคลายความตรึงเครียดคนของพรรคเอกยาจกก็บังเอิญผ่านทางมาพอดี

             

            ด้วยสภาพอาการบาดเจ็บในตอนนี้ทั้งฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาย่อมไม่สะดวกที่จะลงมือ จำนวนเหล่าขอทานพวกนี้ก็มีมากกว่าสิบเช่นนั้นพวกมันจึงเลือกที่จะหลบฉากแล้วเดินลัดผ่านป่าใหญ่ออกไปในทันที คนของพรรคเอกยาจกปะปนอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในแถบแคว้นซานและแคว้นเว่ยทั้งพวกมันก็ยังคงออกตามหาร่องรอยของปู้ชิงเถาเพื่อหวังถอนรากถอนโคนขั้วอำนาจเดิมให้หมดสิ้นไปเช่นนั้นปฐพีแคว้นซานและเว่ยตอนนี้ไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับพวกมันแล้ว

             

            ปู้ชิงเถาที่ฝืนอาการบาดเจ็บมาเนิ่นนานยิ่งมันเร่งเดินทางหลบหนีใบหน้าก็ยิ่งซีดเผือดลงไป และเพียงชั่วอึดใจถัดมามันก็กระอักโลหิตล้มฟุบลง

             

            “พี่ใหญ่"

             

            ฮุ่ยจวินรีบคว้าตัวพยุงร่างปู้ชิงเถาชายหนุ่มเองก็บาดเจ็บสาหัสมิแพ้ผู้เป็นพี่ใหญ่ แต่ร่างกายของมันมีความทรหดอดทนมากกว่าคนทั่วไปมันจึงยังคงฝืนแบกร่างของปู้ชิงเถาหลบไปต่อได้ไกล ผ่านป่าแล้วป่าเล่าจนไปเจอกับเหลาสุราขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ดูไม่โดดเด่นสดุดตาอันใด

             

            เหลาสุราแห่งนี้มีลูกค้าเข้าออกไม่มากนักเพราะมันมิได้ตั้งอยู่ในเส้นทางสายหลัก ทั้งมันยังตั้งอยู่ไกลจากตัวเมือง เป็นเหลาสุราของชาวบ้านทั่วไปที่น่าจะไม่มีเงินทองมากพอจะไปเช่าพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่านจึงได้มาเปิดในเส้นทางที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยเช่นนี้ เปิดไว้สำหรับขาจรที่บังเอิญผ่านทางไปมาได้แวะดื่มกินเท่านั้น

             

            ฮุ่ยจวินเห็นก็คิดที่จะแวะซื้อสุราเพื่อนำมาผสมสมุนไพรปรุงยาแก้อาการบอบซ้ำภายในแต่มันนับว่าฝืนร่างกายมามากพอแล้ว ทั้งยังแบกรับภาระพาปู้ชิงเถาเดินทางมาไกลโข สุดท้ายก็ทนความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บสาหัสไม่ไหวร่างของมันล้มคะมำลงข้างป่าสิ้นสติไปเช่นเดียวกับปู้ชิงเถา

             

            ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วรู้เพียงแต่ว่าตอนนี้ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาสัมผัสได้ถึงความสดชื่นชุ่มฉ่ำบนใบหน้า พวกมันทั้งสองจึงได้ฟื้นตื่นพบเห็นเป็นสตรีวัยย่างสี่สิบปีผู้หนึ่งที่มีใบหน้าโอบอ้อมอารีกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้แก่พวกมัน

             

            “พวกเจ้าฟื้นแล้ว"

             

            ปู้ชิงเถาดีดตัวลุกขึ้น

            “ท่านเป็นใคร"

             

            สตรีกลางคนนางนั้นแย้มยิ้มอย่างเมตตา

            “พวกเจ้าพากันสลบใกล้เหลาสุราของข้า"

             

            ฮุ่ยจวินนึกขึ้นได้แท้จริงหลังจากที่มันสลบไป เถ้าแก่เหลาสุราขนาดเล็กนั่นก็ได้ช่วยเหลือพวกมันไว้

            “ขอบพระคุณเถ้าแก่สำหรับความช่วยเหลือ"

             

            สตรีกลางคนนางนั้นยกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้าพวกมัน

            “พวกเจ้าทานเถอะกินอิ่มมีแรงแล้วจะได้เดินทางต่อ”

             

            นางวางถ้วยข้าวต้มสองชามลงตรงหน้าของปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินก่อนเดินออกไปทำความสะอาดแลเก็บร้านของตนเพราะตอนนี้ฟ้าเริ่มคืบคลานสู่ราตรีแล้วฮุ่ยจวินยังคงมองที่สตรีกลางคนอยู่เช่นนั้น ชายหนุ่มสังเกตุเห็นว่าเหลาสุราปิดแล้วโต๊ะเก้าอี้และอุปกรณ์ที่ใช้เปิดร้านก็ล้วนเก็บเข้าที่ แต่จะมีอยู่โต๊ะหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมห้องมิได้ทำการเก็บเหมือนกับโต๊ะอื่นๆฮุ่ยจวินมองก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะสตรีนางนั้นอาจตั้งไว้สำหรับเป็นที่นั่งกินข้าวของนางก็ได้

             

            ด้วยความหิวปู้ชิงเถาก็ไม่ชักช้ารีบตักข้าต้มอันหอมกรุ่นและเต็มไปด้วยเนื้อบดที่ปั้นเป็นก้อนพอดีคำขึ้นมาทันที ขณะที่จะส่งเข้าปากฮุ่ยจวินก็รีบคว้าแขนมันไว้

             

            ปู้ชิงเถาขมวดคิ้ว

            “มีสิ่งใดหรือ?"

             

            ฮุ่ยจวินหยิบขึ้นเงินสองเล่มขึ้นมาและจุ่มลงในข้าวต้มผ่านไปครู่ใหญ่มันจึงยกเข็มเงินขึ้นมามอง ก่อนผงกศีรษะ

            “กินได้”

             

            ทั้งสองกินข้าวต้มชามนั้นอย่างเอร็ดอร่อยนี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกมันได้ลิ้มลองข้าวต้มที่เลิศรสมากที่สุดในชีวิต น่าเสียดายที่มาตั้งอยู่ซะไกลหากฝีมือการทำอาหารเช่นนี้ไปปรากฏในเมือง เหลาสุราของนางก็คงขายดีปานเทน้ำเทท่าไปแล้ว

             

            ทั้งสองกินรวดเดียวหมดสตรีกลางคนนางนั้นก็อนุญาตให้พวกมันพักฟื้นตัวในค่ำคืนนี้ ฮุ่ยจวินรู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อยที่สตรีเจ้าของเหลาสุราที่ดูมิได้ร่ำรวยอันใดและยังมิเคยรู้จักกันมาก่อนให้ความช่วยเหลือด้วยไมตรี อีกทั้งดูแล้วนางก็ไม่หวังสิ่งตอบแทนอันใดทำให้ฮุ่ยจวินได้มองเห็นโลกอีกด้านว่ามันก็มิได้มีแค่มุมแห่งความโหดร้ายและการแย่งชิงแต่อย่างเดียวกระจกมีสองด้าน โลกก็มีสองด้าน คนมีเลวมีชั่ว เพียงแต่จะเลือกเดินแลพบพานมุมใดก่อนเท่านั้น

             

            ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถากินเสร็จแล้วตะเกียงในร้านก็ถูกดับมอดลงแล้ว ฮุ่ยจวินยังคงมองที่โต๊ะตัวนั้น มันยังวางอยู่ที่เดิมอย่างนั้นไม่ถูกจัดเก็บและไม่ถูกใช้งานหรือสตรีกลางคนนางนั้นจะลืมไปแล้ว?

             

            เวลาล่วงเลยจนดึกสงัดปู้ชิงเถาเหน็ดเหนื่อยและมีอาการบาดเจ็บสะสมจึงหลับไป ส่วนฮุ่ยจวินยังนอนคิดทบทวนถึงเรื่องราวและสัจธรรมมากมายที่มันพานพบมันไตร่ตรองครุ่นคิด หาหลักและเหตุผลมายกอ้าง หาสิ่งที่สมเหตุสมผลมาหักล้างซึ่งกันจนมันเริ่มที่จะเห็นเส้นทางแห่งชีวิตที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ตอนนี้ยังคงติดอยู่สิ่งเดียวนั่นคือความคับแค้นแลสูญเสียที่คอยเกาะกุมอยู่ในจิตใจส่วนลึกจนยากหักล้างและยากที่จะเอาสัจธรรมใดมากลบลบ

             

            นอนคิดอยู่เช่นนั้นเสียงไอที่ราวกับจะขาดใจของเด็กชายก็ดังมา เสียงไอนี้จากนานๆ ครั้งก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นถี่เร็วตามความวิกาลที่คล้อยดึกลงไปเรื่อยๆตลอดมาฮุ่ยจวินมิเคยพบพานเด็กอยู่ในเหลาสุราแห่งนี้ มันจึงคิดว่าเหลาสุรามีเพียงสตรีกลางคนเจ้าของร้านดำรงอยู่เพียงผู้เดียวพึ่งได้รู้ก็ตอนนี้ว่ามีเด็กผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนจะป่วยอาการหนักร่วมอยู่ด้วย

             

            ฮุ่ยจวินยังคงนอนฟังเหตุการณ์ได้ยินความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสของสตรีกลางคนผู้มีเมตตาและโอบอ้อมอารีนางนั้น ทุกหนึ่งเสียงการไอของเด็กชายดูเหมือนจะทำให้จิตใจของสตรีกลางคนแหลกสลายลงตรงนั้น นางทำทุกวิถีทาง นางหายา ต้มน้ำทำทุกสิ่งหวังให้เด็กชายทุเลาลง แต่เสียงไอของเด็กชายมีแต่ความกระชั้นชิดขึ้น

             

            ทุกการไอ ความห่างของเวลาเสียงของการไอ ความชื้นในลำคอที่ทำให้เสียงไอดังขึ้นในรูปแบบต่างๆ ถูกฮุ่ยจวินจดจำแลวิเคราะห์ตามจนหมดสิ้นเสียงไอของเด็กชายมิใช่ไอแห้ง จึงมิน่าที่จะเป็นจุดที่ปอดหรือวัณโรค ทุกหนึ่งการไอมีความชื้นซึ่งอาจเป็นเสลดหรือโลหิตสอดแทรกหากมิใช่เพราะปอดอักเสบ ลำคออักเสบ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกพิษสะสม

             

            ฮุ่ยจวินอาศัยการวิเคราะห์อาการด้วยวิธีสัมผัสทางเสียงด้วยมันได้ศึกษาตำราแพทย์ชั้นสูงของเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงมามิน้อย ซ้ำยังได้รับการถ่ายทอดถึงหลักการและความพลิกแพลงที่เหนือล้ำด้านการแพทย์จากตั้วซุนหงความสามารถด้านการแพทย์ของฮุ่ยจวินในตอนนี้จึงไม่เป็นสองรองใครแม้แต่น้อย หากเทพดาเร้นกายเป็นแพทย์อันดับหนึ่งผู้ที่เป็นอันดับสองก็คงหนีไม่พ้นฮุ่ยจวิน

             

            เพียงได้ฟังมันก็คิดไปถึงทางแก้ไว้ก่อนแล้วตำหรับยาและตัวสมุนไพรมากมายจึงผุดขึ้นแลไล่เรียงในหัว ก่อนที่ในค่ำคืนซึ่งใกล้รุ่งนี้มันจะข่มตาหลับลงไป

             

            อรุณรุ่งแห่งวันใหม่ได้มาเยือนสตรีวัยกลางคนก็ออกมาจัดแจงร้านดังเดิม นางยังคงออกมาเพียงตัวคนเดียว ทำงานหนักสายตัวแทบขาดเพื่อหาเลี้ยงชีพจนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินก็มั่นใจว่าสตรีนางนี้คงอยู่กับบุตรที่เจ็บป่วยติดเตียงมิอาจเดินเหินสามีของนางก็ไม่มี นางถึงได้ดิ้นรนอย่างยากลำบากเช่นนี้

             

            ฮุ่ยจวินยิ่งได้มองเห็นชีวิตคนมันยิ่งบังเกิดความสงสารจับใจ เหตุไฉนคนดีๆ จึงมักมีชะตากรรมที่ต้องทุกข์ตรมเช่นนี้หรือฟ้ามักเป็นเช่นนี้ หรือฟ้ามักจะเล่นตลกมอบชะตาชีวิตให้แก่คนดีต้องทุกข์ร้อน ส่วนคนเลวกลับมักมีวาสนาจนแก่กล้าสามารถนำไปแย่งชิงเบียดเบียนผู้อื่นได้

             

            ครั้งหนึ่งชายหนุ่มเคยยืนหยัดสู้กับชะตาฟ้าครั้งหนึ่งมันสูญเสียจนมิกล้าที่จะสู้กับชะตาฟ้าอีก ทว่าเมื่อได้เห็นคนดีมากมายมีทุกข์คนเลวหลายผู้เสวยสุข จิตใจของมันจึงบังเกิดความรู้สึกที่อยากจะสู้กับชะตาฟ้าอีกครั้ง!

             

            ปู้ชิงเถาตบลงบนบ่าของมัน

            “เจ้าเป็นอะไรถึงเวลาต้องไปแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า

            “ไปแน่แต่มิใช่ตอนนี้"

             

            ปู้ชิงเถาขมวดคิ้ว

            “หมายความว่าอย่างไร"

             

            ฮุ่ยจวินบอกกล่าวเรื่องที่มันรับรู้ในยามค่ำคืนต่อปู้ชิงเถาไหว้วานปู้ชิงเถาให้ไปหาสมุนไพรป่า พร้อมถ่ายทอดลักษณะและถิ่นกำเนิดของสมุนไพรเหล่านั้นแก่ปู้ชิงเถาไม่ขาดตกปู้ชิงเถาเมื่อรับทราบเรื่องราวก็ไม่ปริปากปฏิเสธแม้เพียงนิด สตรีนางนั้นมีน้ำใจต่อมันครั้งหนึ่งก็เท่ากับเป็นผู้มีพระคุณตลอดชีวิต มันจึงรีบออกไปตามคำไหว้วานของฮุ่ยจวินทันที

             

            สตรีกลางคนยังคงเห็นฮุ่ยจวินนั่งอยู่นางก็สงสัย

            “เจ้ายังไม่ไป"

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวตอบเช่นเดียวกับที่เคยตอบปู้ชิงเถา

            “ไปแน่แต่มิใช่ตอนนี้"

             

            สตรีกลางคนก็ขมวดคิ้วสงสัยเช่นเดียวกับปู้ชิงเถา

            “หมายความว่าอย่างไร"

             

            ฮุ่ยจวินก็บรรยายถึงอาการไอลักษณะของการไอ ช่วงเวลาและความถี่ที่จะเกิดการไอขึ้นอย่างไม่ขาดตก ทั้งมันยังกล่าวถึงสีปากที่แปรเปลี่ยนลักษณะของของเหลวในลำคอจากการไอที่แปรเปลี่ยนไปตามวันเวลาจากแรกเริ่มจนถึงตอนนี้ได้อย่างถูกต้องไม่ขาดตกทำเอาสตรีกลางคนถึงกับนิ่งอึ้ง

             

            “เจ้าเป็นแพทย์หรือ?”

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะสตรีกลางคนก็รีบกล่าวถาม

            “เจ้ามีนามว่าอะไร"

             

            ฮุ่ยจวินตอบอย่างรวดเร็ว

            “เรียกข้าว่าแพทย์ไร้นามเถอะ"

             

            เมื่อได้รับคำตอบสีหน้าของนางก็หม่นหมองลงเช่นเดิมเพราะคำตอบนี้มิใช่คำตอบที่นางตามหา สตรีกลางคนนางมีบุตรชายอายุหกขวบผู้หนึ่ง ถูกพิษตั้งแต่เป็นทารกไม่มียารักษาทำได้แต่เพียงอาศัยยาต่อชีวิตปีต่อปีเท่านั้น แต่ด้วยเด็กน้อยต้องทนรับพิษสะสมมาเนิ่นนานร่างกายจึงเริ่มรับไม่ไหวเต็มที กลายเป็นเด็กที่ป่วยติดเตียงไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินเหินได้นางผู้เป็นมารดาทุกข์ทรมานใจอย่างแสนสาหัส นางพยายามเสาะหาแพทย์มีชื่อมารักษา ยอมทุ่มเงินทั้งชีวิตแต่แพทย์ทุกผู้ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกมันมิอาจรักษาได้ โลกนี้ผู้ที่จะทำการรักษาทารกน้อยมีเพียงคนเดียว

             

            เทพดาเร้นกาย ตั้วซุนหง

             

            เช่นนั้นแม้ฮุ่ยจวินจะสามารถอธิบายถึงอาการของบุตรชายนางตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ได้อย่างไม่ขาดตกแต่นางก็หาได้มีความยินดีแต่อย่างใดไม่ เพราะในเมื่อมันมิใช่เทพดาเร้นกายตั้วซุนหงมิใช่แพทย์อันดับหนึ่งในปฐพีที่ยากตามตัวผู้นั้น ความหวังที่จะทำการรักษาชีวิตของบุตรตนก็คงจะริบหรี่แลไร้ความหวังดังเดิม

             

            นางคงได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่ฟ้าประทานให้เช่นนี้

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน