เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 46 คัมภีร์ร่างอมตะ


     

    เช้าวันใหม่บนภูเขารายล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้ราวกับพื้นถูกย้อมด้วยสีแดง

     

    เด็กหนุ่มในชุดจอมยุทธสีดำมีผ้าขาวผูกตาทั้งสองข้างกำลังออกหมัดอย่างเชื่องช้า

     

    เป็นเวลากว่าห้าเดือนแล้วที่ลูคัสอาศัยอยู่บนภูเขาลูกนี้เขากำลังฝึกขั้นสุดท้ายของเพลงมวยจักรพรรดิตามคำแนะนำของอาจารย์

     

    "ขั้นแรกหยินหยางก่อเกิด ขั้นที่สองผสานดินฟ้าและขั้นสุดท้ายไร้ลักษณ์" อาจารย์เมิ่งนั่งจิบชากำกับ

     

    "ไร้ลักษณ์คือไร้ตัวตน เจ้าอาจเป็นต้นไม้ใบหญ้า เป็นอากาศสัมผัสแล้วหลอมรวมเข้ากับมัน"

     

    นั่นคือสาเหตุที่ลูคัสต้องใช้เศษผ้าจากเสื้อคลุมมังกรดำผูกตาทั้งสองข้างเอาไว้เพื่อเข้าสู่หนทางแห่งการลืมตัวตน
    “ไร้ลักษณ์ขั้นสูงสุด”

     

    ไร้ลักษณ์มีสามระดับมีขั้นแรกขั้นกลางและสูง

     

       ในขั้นแรกนั้นเด็กชายต้องปิดสัมผัสที่ใช้บ่อยที่สุดนั่นคือดวงตาเมื่อมองไม่เห็นประสาทสัมผัสด้านอื่นจะถูกเปิดใช้มากขึ้นทั้งการดมกลิ่นและการฟังจนกระทั่งรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าพัฒนาถึงขีดสุด

     

    ประตูแห่งสัมผัสที่หกจะถูกเปิดออก

     

        อาจารย์กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตล้วนเกิดจากหยินหยางเมื่อสัมผัสที่หกเกิดขึ้นแม้จะหลับตาอยู่แต่เขาจะรู้สึกถึงบางอย่างจนสามารถระบุและจำแนกได้ว่าสิ่งที่อยู่ด้านหน้านั้นคือสิ่งใด

     

    ลูคัสไม่เคยบ่นหรือขี้เกียจเลยสักครั้งเขาฝึกฝนอย่างหนักในทุกๆวัน

     

       ตอนเช้านั้นเด็กชายจะต้องเดินลงไปที่ตีนเขาเพื่อตักน้ำมาเติมให้เต็มโอ่งจากนั้นมาฝึกเพลงมวยจักรพรรดิจนถึงช่วงค่ำ แม้แต่กระทั่งเข้านอนก็ต้องไม่นำผ้าผูกตาสีขาวนี้ออก

     

     ในช่วงเจ็ดวันแรกเด็กชายรู้สึกแปลกอยู่บ้างเพราะเขาต้องกลายเป็นคนตาบอดอย่างแท้จริง

     

    “อาจารย์ท่านเคยฝึกเพลงมวยนี้ใช่ไหมครับ”ลูคัสถามอย่างสนใจ

     

    “ไม่ตัวข้าไม่เหมาะกับมันแต่ข้ารับรองว่าสิ่งที่สอนไปนั้นถูกต้องแน่นอนเพราะข้าได้ยินและเห็นมันทุกวัน
    แต่อาจารย์คงสอนเจ้าได้เพียงเท่านี้ ขั้นไร้ลักษณ์เจ้าคงต้องคลำทางด้วยตนเอง”อาจารย์เมิ่งพูดในขณะที่สายฟ้ามองไกลออกไปไม่รู้ในใจของเขาคิดอะไร

     

       เมื่อผ่านไปเดือนครึ่งเขาเริ่มชินกับการใช้ชีวิตประจำวันจนเข้าสู่สองเดือนครึ่งลูคัสสามารถวิ่งไปไหนมาไหนได้อย่างสบายอีกทั้งประสาทสัมผัสเขายังกว้างไกลกว่าตอนที่เป็นคนปกติเสียด้วยซ้ำ

     

       เสียงผึ้งที่บินตอมดอกไม้ห่างออกไปในระยะสิบเมตรเขายังรู้สึกได้ในที่สุดกระทั่งเมื่อวานเด็กชายเริ่มเห็นแสงสีฟ้าอ่อนจางจากร่างอาจารย์เห็นแสงสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้าแสงสีส้มจากเหล่าสรรพสัตว์ เป็นสัญญาณที่บอกว่าเขากำลังจะเข้าสู่ไร้ลักษณ์ขั้นที่สอง

     

    ในคืนหนึ่งเกิดพายุขนาดย่อมเกิดหมุนวนอยู่บริเวณกระท่อมไม้

     

    “ตันเถียนเจ้าหายดีแล้วสินะ”อาจารย์เมิ่งกล่าวขึ้น

     

    "หากไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ชี้แนะผมคงไม่สามารถกลับมาสู่เส้นทางนี้ได้อีก"เขาโค้งคารวะอาจารย์

     

       ชายที่ถูกเรียกว่าอาจารย์มีชื่อเต็มว่า “เมิ่งกวน” สามเดือนที่ผ่านมาชายผู้นี้เคี่ยวเข็ญและชี้แนะลูคัสอย่างหนัก
    เพื่อให้เขากลับมามีชีวิตในเส้นทางแห่งวรยุทธอีกครั้ง

     

    หลังจากนั้นทั้งสองก็มานั่งลงด้านหน้ากระท่อมไม้เช่นเคย

     

    “คืนนี้ท้องฟ้าโปร่งเห็นดวงดาว..."เมิ่งกวนอธิบายให้ศิษย์ของเขาฟัง

     

    ลูคัสเงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้าพร้อมจินตนาการตามภาพที่อาจารย์บอก

     

    "เอาล่ะศิษย์ข้า เจ้าคิดว่าตัวอาจารย์อยู่อาณาพลังใด"

     

    "น่าจะมากกว่าระดับหกครับ" เด็กชายวิเคราะห์ก่อนตอบออกไป

     

    บุรุษชุดดำรู้สึกพอใจในความเฉลียวฉลาดของศิษย์คนนี้

     

    “จงดู”

     

    สิ้นคำกล่าวของเมิ่งกวน

     

    ฟู่ววว!

     

       หากเป็นคนอื่นอาจจะมองไม่เห็นอะไร นอกจากชายวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่สัมผัสไร้ลักษณ์ของลูคัสนั้นเห็นอย่างชัดแจ้ง

    รอบกายอาจารย์แสงสว่างสีฟ้าเจิดจ้าครอบคลุมไปทั่วภูเขาดั่งตะวันในยามเที่ยง

     

    "นี่คือขอบเขตพลังขั้นจักรพรรดิฟ้า" เมิ่งกวนกล่าวออกมา

     

    "จักรพรรดิฟ้า..." เด็กชายพึมพำ

     

       ต้องเข้าใจว่าในทวีปวู้ดส์แลนด์บุคคลที่เข้าถึงอาณาจักรที่ห้าของขอบเขตพลังถูกเรียกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีอยู่น้อยมาก   หากเข้าสู่อาณาจักรที่หกจะกล่าวว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในแผ่นดินล้วนไม่เกินเลยแต่อย่างใดแต่อาจารย์กลับอยู่ในอาณาจักรที่เจ็ด

     

     ขณะนี้เมิ่งกวนถอนปราณเก็บซ่อนไว้ในร่างเช่นเคยเป็นเพราะเมิ่งกวนมีระดับการบ่มเพาะสูงจึงเก็บซ่อนปราณจากระดับที่ต่ำกว่าได้สบายๆ

     

    "ในดินแดนรอบนอกสายการฝึกที่พวกเจ้าเรียกกันว่านักรบถูกลบออกจากตำราการบ่มเพาะไปนานแล้ว”อาจารย์เมิ่งกล่าวขึ้น

     

    “ท่านกำลังจะบอกว่าการฝึกตนเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อนั้นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเหรอครับ”ลูคัสถามด้วยความสงสัย

     

    “เจ้าหัวไวดีการหลอมกล้ามเนื้อนั้นไม่ผิดแต่ก็ถูกเพียงครึ่งเดียวเมื่อถึงจุดหนึ่งผู้ฝึกตนไม่ควรฝืนพัฒนากล้ามเนื้อต่อไปแต่สิ่งที่ควรทำคือเลือกพัฒนาด้านอื่นแทน...” อาจารย์เมิ่งกล่าว

     

    “ไม่แปลกที่ดินแดนสีเขียวของเจ้านิยมการบ่มเพาะพลังสายนักรบเพราะมันง่ายและว่องไวบางคนเข้าสู่อาณาที่สี่ได้ในระยะเวลาไม่ถึงสามสี่สิบปีแต่สายวรยุทธนั้นมันยากกว่าเพราะกลั่นน้ำทิพย์ถึงเก้าขั้นเจ้าก็คงทราบดี” เมิ่งกวนเว้นวรรคก่อนกล่าวต่อ

     

    “สามอาณาแรกถือเป็นพื้นฐานของผู้ฝึกตนจุดเริ่มต้นของผู้บ่มเพาะที่แท้จริงคืออาณาที่สี่”

     

    ประโยคนี้ทำให้ลูคัสครุ่นคิดตาม

     

    “หากหลอมกล้ามเนื้อจนถึงอาณาที่สามแล้วกลับไปไล่บ่มเพาะใหม่ในระดับกำเนิดปราณไต่ระดับกลับมาให้เสมอกันก่อนทะลวงขั้นผ่านไปอาณาสี่ด้วยสายวรยุทธ ก็สามารถทำได้เช่นกันคนผู้นั้นก็จะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปแต่ก็อย่าลืมว่าเส้นตายของมนุษย์คือหนึ่งร้อยปีแล้วการที่จะทำแบบนั้นได้ก็เป็นเพียงฝันหากก้ามข้ามเส้นไปถึงอาณาที่สี่แล้วก็ไม่สามารถกลับมาเริ่มใหม่ได้อีกผู้ฝึกตนในระดับสูงๆเมื่อย้อนนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว”เมิ่งกวนกล่าวครั้งเดียว

     

    "เจ้ารู้หรือไม่ว่าขอบเขตพลังมีกี่ลำดับขั้น"

     

    "แปดครับ" ลูคัสตอบสั้นๆ

     

    "หากข้าบอกว่ามีมากกว่าแปดแล้วเจ้าจะเชื่อหรือไม่"บุรุษชุดดำส่งคำถามออกไปด้วยสีหน้าคาดหวัง

     

    เด็กชายครุ่นคิดอยู่ครูหนึ่ง

     

    "ศิษย์เชื่อ ศิษย์คิดว่าอาจจะมีถึงเก้าหรือสิบ" ลูคัสเริ่มวิเคราะห์

     

    “หากบอกว่ามีสิบหกเจ้าจะตกใจหรือไม่”เมิ่งกวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

     

    "สิบหก! " เด็กชายอ้าปากค้างขนาดตอนรู้ตัวว่าจะกลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถฝึกยุทธได้อีกยังไม่รู้สึกตกใจขนาดนี้

     

    “สายนักรบนั้นตีบตันที่อาณาที่แปดแต่สายวรยุทธไม่ใช่

     

    กำเนิดปราณ

    รวมปราณ

    จอมยุทธ

    ขุนพล

    เทพสงคราม

    ราชันยุทธ

    จักรพรรดิฟ้า

    จักรพรรดิยุทธ นี่คือขอบเขตมนุษย์ทั้งแปด"

     

    "กษัตริย์ เป็นอาณาที่เก้า

    เต๋า

    ครึ่งเซียน

    ตำนาน

    ปราชญ์

    ราชันปราชญ์

    จักรพรรดิปราชญ์

    และ พระเจ้า นี่คืออีกแปดขอบเขตที่หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์”

     

     

     

    เมิ่งกวนอธิบายในอึดใจเดียว

     

    เด็กชายพูดไม่ออกเขาที่เคยอยู่อาณาจักรที่สองของการฝึกตนนั้นไม่ต่างจากเด็กที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว

     

    "เมื่อรู้เช่นนี้เจ้าไม่ท้อแท้หรือศิษย์ข้า" เมิ่งกวนพูดขึ้น

     

    "พูดตามตรงผมรู้สึกดีมากอย่างน้อยเราก็มีเป้าหมายชัดเจน" ลูคัสตอบ

     

    เมื่อเห็นแบบนี้เมิ่งกวนก็รู้สึกเบาใจบางคนเมื่อได้รู้ความจริงข้อนี้อาจจะหมดกำลังใจไปเลยก็ได้

     

    "การบ่มเพาะตอนนี้ของเจ้าอยู่ที่ขีดขั้นใด" เมิ่งกวนถามอีกฝ่าย

     

    "ว่างเปล่าเลยครับเป็นระดับเริ่มต้น"

     

    "ดี อาจารย์มีของขวัญสองชิ้นจะมอบให้เจ้า"

     

       แหวนสีดำถูกนำออกมาวางในมือของลูคัส มันคืออุปกรณ์เสริมพลังโจมตีระดับตำนานเด็กชายรับมาด้วยความตื่นเต้นอุปกรณ์เสริมพลังระดับสูงช่วยเสริมพลังการโจมตี50% ถาวรแต่ระดับตำนานกลับเพิ่มพลังโจมตีถึง 100% ดูเหมือนห่างกันเพียงครึ่งเดียวแต่เมื่อผู้ฝึกตนอยู่ในระดับสูงแล้วล่ะก็แม้เพียง 1% ก็หมายถึงสัดส่วนพลังที่น่าหวาดกลัว

     

    "ดูจากพรสวรรค์การบ่มเพาะของเจ้าเส้นทางการหลอมกายคงเหมาะเป็นที่สุดนี่คือของขวัญอีกชิ้นที่อาจารย์จะมอบให้"

     

    เมิ่งกวนกดนิ้วชี้ไปที่หน้าผากของเด็กชายเกิดแสงวูบครั้งหนึ่ง

     

    “เมื่อเข้าสู่จักรพรรดิฟ้าเจ้าจะสามารถถ่ายทอดเคล็ดวิชาหรือความทรงจำผ่านการสัมผัสได้”เมิ่งกวนอธิบาย

     

    ข้อมูลมากมายหลั่งไหลเข้าสู่ความทรงจำของลูคัส

     

    "คัมภีร์ร่างอมตะ" ลูคัสอุทานออกมา

     

       เมื่อเข้าย้อนความในความทรงจำดูมีหนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมันดูเก่าแก่เป็นอย่างมากเด็กชายทดสอบเปิดหน้าแรกออก

    ขั้นที่
    1"กายาเหล็กไหล" ในอาณาที่หนึ่งถึงสามหลอมกล้ามเนื้อและอวัยวะหกครั้งความแข็งแกร่งรวมเพิ่มขึ้นสามเท่า

    ขั้น
    2 "กายากระดูกทองคำ"หลอมกระดูกเก้าครั้งในอาณาที่สี่พลังป้องกันเพิ่มขึ้นหกเท่า

    ขั้นที่
    3 "กายามังกร" หลอมชีพจรเก้าครั้งในอาณาที่ห้าพลังป้องกันเพิ่มขึ้นแปดเท่า ความเร็วการฟื้นฟูบาดแผลเพิ่มขึ้นสองเท่า

    ขั้นที่
    4 "กายาอมตะ"หลอมโลหิตเก้าครั้งในอาณาที่หก พลังป้องกันเพิ่มขึ้นเก้าเท่าสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ตราบที่วิญญาณไม่แตกสลาย คงกระพันชาตรีร่างกายไม่มีวันดับสูญ

     

       ลูคัสรู้สึกขนลุกทันทีเมื่อเปิดเห็นคำบรรยายบรรทัดสุดท้าย “ร่างกายไม่มีวันดับสูญ” เด็กชายพึมพำออกมา

     

    "พอเข้าใจหรือไม่"เมิ่งกวนส่งยิ้มให้เขารู้ว่าเด็กชายดูเนื้อหาในคัมภีร์แล้วหลังจากนั้นอาจารย์ก็แนะว่าให้ตัวเด็กชายบ่มเพาะตามหลักการของสายวรยุทธพร้อมกับหลอมกายตามแบบคัมภีร์ร่างอมตะ

     

    “หากเจ้าฝึกสำเร็จในสามขั้นแรกพลังป้องกันของเจ้าจะสูงขึ้นอย่างมาก”

     

    ลูคัสเองก็เข้าใจถึงจุดนี้การมีพลังป้องกันสูงก็คล้ายกับเต่าที่อยู่ในกระดองตัวเขาไม่จำเป็นต้องกลัวผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน หากโดนรุมก็ยังพอที่จะเอาตัวรอดได้

     

    "ฝึกตนบนยอดเขานี้ปราณเบาบางนักอาจารย์แนะนำให้เจ้าตามข้ากลับไปสำนักเมฆา"เมิ่งกวนแนะนำ

     

    "ขออภัยศิษย์ยังมีเรื่องต้องทำหากธุระเสร็จสิ้นแล้วจะเดินทางไปสำนักด้วยตนเอง"ลูคัสกล่าวขอโทษออกมา

     

    "ดี! วีรบุรุษล้วนก้าวเดินบนเส้นทางของตัวเองแหวนหยกนี้เป็นตราสัญลักษณ์แสดงถึงการเป็นศิษย์ส่วนตัวของข้าเมิ่งกวนเมื่อใดที่เจ้าเดินทางมายังสำนักเมฆาจงแสดงแหวนแก่ผู้เฝ้าประตู" เมิ่งกวนมอบแหวนหยกสีเขียวให้กับเด็กชาย

     

    ลูคัสรู้ตำแหน่งของสำนักเมฆาจากความทรงจำที่อาจารย์ถ่ายทอดไว้พร้อมกับคัมภีร์ร่างอมตะเรียบร้อยแล้ว

     

    "หากมีเรื่องราวที่ไม่สามารถแก้ได้ จงเอ่ยนามข้า" เมิ่งกวนกำชับ

     

    หลังจากเมิ่งกวนกล่าวจบลูคัสก็คุกเข่าโขกศีรษะคำนับอาจารย์หนึ่งครั้งเพราะอาจารย์เป็นผู้ให้ทั้งชีวิตและชี้แนะเส้นทางที่ถูกต้องให้กับเขา

     

    เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่าเมิ่งกวนได้จากไปแล้ว

     

     แม้ร่างจะไม่อยู่แต่อาจารย์สถิตอยู่ในใจเสมอ เด็กชายจึงโขกศีรษะเพิ่มอีกสองครั้ง

     

    “เด็กดี”เมิ่งกวนมองลงมาจากฟากฟ้าด้วยสีหน้าพึงพอใจ

     

     สักพักมิติรอบข้างสั่นไหวราวกับอากาศถูกฉีกขาด เกิดช่องว่างขึ้นตรงหน้าจากความว่างเปล่าเมิ่งกวนก้าวเดินหายไปยังช่องว่างนั้นก่อนที่ท้องฟ้าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

     

    ลูคัสใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนครึ่งเพื่อบ่มเพาะตามหลักวรยุทธเช่นเคย

     

    “กลั่นหยดน้ำทิพย์เก้าหยดในตันเถียน”เด็กชายพึมพำ

     

    เมื่อเคยผ่านมาก่อนก็ราวกับคนที่ปั่นจักรยานเป็นการบ่มเพาะจึงรวดเร็วราวโผบิน

     

    เมื่อครบหนึ่งเดือนขณะนี้ลูคัสเข้าสู่จอมยุทธขั้นสูงสุดและหลอมกระดูกได้สี่รอบ

     

    ผลึกปราณระดับสูงในมือเขาหมดลงแล้วด้วยระยะเวลาสี่เดือนเด็กชายกลับมาบ่มเพาะได้อีกครั้งและแข็งแกร่งมากกว่าเดิม

     

    ครั้นตอนที่เขาทะลวงขั้นขึ้นเป็นจอมยุทธนั้นตนเองก็เห็นภาพฉายอีกครั้ง

     

    คราวนี้ใบหน้าหญิงสาวผู้นั้นชัดขึ้นเธอมีตาสีเดียวกับเขาเห็นเพียงแค่นั้นก่อนที่ภาพจะขาดไป

     

       เด็กชายล้างเนื้อล้างตัวก่อนสวมชุดใหม่เมื่อคำนวณระยะเวลาดูก็เกือบหนึ่งปีแล้วที่เขาเดินบนเส้นทางสายนี้มีทั้งผิดหวังสมหวังและเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง

     

    จากที่อาจารย์บอกจุดที่เขาอยู่นั้นห่างจากชายแดนของทวีปวู้ดส์แลนด์ไม่มากนักแต่หากหากไม่ใช้สัตว์เวทประเภทบินกลับไปสถานศึกษาอีเดน

    คงต้องใช้เวลาเกือบแรมปี

     

    "ไม่เป็นไรตามหาดาบมารก่อน" เขาพึมพำกับตัวเอง

    .

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน