เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 39 งานชุมนุมพยัคฆ์


    เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มลูคัสก็กลับไปที่ห้องพักก่อนล้างตัวเพื่อเตรียมไปงานชุมนุมพยัคฆ์

     

    "สวัสดีคุณลูคัส" เรนนี่ บลูมเบิร์ก เด็กสาวผอมแห้งจอมเวทสาวขี้อายหลังจากผ่านสงครามสี่หมู่ตึกมาเธอก็ไม่ใช่เด็กอ่อนหัดอีกแล้วตอนนี้เธอเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของหมู่ตึกวสันต์

     

    "สวัสดีเรนนี่ทุกคนหายไปไหนกันหมด"

     

    "เห็นว่าส่วนใหญ่ตามรุ่นพี่ไปติวเข้มเพื่อเตรียมตัวน่ะ ดิชั้นก็กำลังจะตามไปเช่นกัน"เรนนี่ตอบ

     

    "เรนนี่ไม่ไปงานชุมนุมเหรอ" เด็กชายถามอย่างสงสัย

     

    "ดิชั้นไม่ค่อยสันทัดเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่มีแต่คนแปลกหน้าด้วย"

     

       หลังจากนั้นเรนนี่ก็ขอตัวเพื่อไปติวเข้มกับพวกฟารีนลูคัสก็เข้าใจอยู่ ถึงการประลองรวมสถานศึกษาหน้าฉากจะดูเป็นการประลองกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสี่สถานศึกษาแต่ลึกๆแล้วคงเป็นการชี้วัดอันดับเสียมากกว่า

     

    "ผู้เข้มแข็งเสียงดังกว่าสินะ" ลูคัสพึมพำ

     

    เด็กชายเดินตามทางที่ว่านชิงบอกเขาเมื่อกลางวัน

     

    "ผ่านโรงฝึกเลี้ยวขวา" เขาทบทวนความทรงจำไปตลอดทางในที่สุดลูคัสก็พบเข้ากับเก๋งจีนขนาดใหญ่มีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ทั่วบริเวณ โต๊ะพร้อมอาหารถูกจัดวางไว้อย่างพร้อมเพรียงมีสระน้ำใหญ่ล้อมรอบ

     

       เมื่อมองสำรวจออกไปเขาเห็นเหล่าผู้คนราวสิบห้าสิบหกคนกำลังยืนสนทนากันอยู่เด็กชายจึงตรงเข้าไปเพื่อทักทายตามมารยาท เมื่อถึงด้านในก็พบเข้ากับหลี่เฟิน

     

    "น้องชายลูคัส คนอื่นๆ มิได้มาด้วยหรือ" หลี่เฟินทักทายด้วยสายตาเป็นประกาย

     

    "อาจเพราะติดประชุมกันอยู่น่ะครับพี่ชายหลี่" ลูคัสตอบกลับอย่างมีมารยาท

     

    "กลัวจนไม่กล้าโผล่มาเสียมากกว่า" หยวนซีจากสถานศึกษาโนเบอร์นั่นเอง

     

       ประโยคนี้ทำให้เหล่าผู้คนทั้งหมดมองมาด้วยความสนใจคิ้วของลูคัสกระตุกทันทีสงสัยคืนนี้จะไม่ใช่งานพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติธรรมดาเสียแล้วเมื่อเห็นท่าไม่ดีหลี่เฟินจึงรีบเข้ามาเพื่อกู้สถานการณ์

     

    "พี่หยวนก็กล่าวเกินไปทุกคนต่างมีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้ชนะจะให้มาเสียเวลากับงานชุมนุมเล็กน้อยแบบนี้ได้อย่างไร"
    หลี่เฟินกล่าวพร้อมหันไปยิ้มกับลูคัส

     

    ก่อนที่จะมีใครพูดอะไรต่อ

     

    "นั่นเทพธิดามู่"

     

       ทุกคนในเก๋งจีนหันไปตามทิศทางเดียวกันเป็นหญิงสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดปีใส่ชุดเกราะแดงหน้าอกอวบอิ่มชุดเกราะเว้าเผยให้เห็นหน้าท้องเล็กน้อย ผมของเธอมีสีแดงราวกับเพลิง

     

    หากเซเวียร์คือน้ำแข็งเธอคนนี้ก็เปรียบเหมือนดั่งเปลวเพลิงที่ร้อนแรง

     

      ลูคัสถอนหายใจออกมาก่อนปรับอารมณ์ให้คงที่ตัวเขาเองก็เป็นเด็กหนุ่มกำลังโตเมื่อเห็นสาวสวยแบบนี้อุณหภูมิในร่างก็ต้องร้อนขึ้นเป็นธรรมดา

     

    เหล่าชายหนุ่มต่างกุลีกุจอรีบตรงเข้าทำการทักทายเธอทันที

     

    "เทพธิดามู่เฉิงท่านงดงามกว่าคำบอกเล่าเสียอีก" หลี่เฟินทักทายออกมาด้วยสีหน้าลุ่มหลง

     

    "เทพธิดามู่ได้ยินชื่อมานานหยวนซีเป็นเกียรติที่ได้พบ" หยวนซีก้าวออกมาแล้วกล่าวพร้อมประสานมืออย่างสุภาพ

     

    จากนั้นเหล่าชายหนุ่มอีกหลายคนก็รีบตรงเข้าทำการทักทายเธอทันทีราวกับเธอเป็นดอกไม้งามที่รายล้อมไปด้วยฝูงผึ้ง

     

    "เมื่อสาวงามมาเราก็กลายเป็นหมาหัวเน่าสินะ" ลูคัสพึมพำตอนนี้ไม่มีใครสนใจเขาอีกแล้ว

     

    เด็กชายส่ายศีรษะออกมาก่อนเดินไปยกแก้วน้ำชากระดกเข้าปาก

     

    "ถะถุ้ย...เหล้านี่หว่า" ขณะที่กำลังทำหน้าเหยเกอยู่นั้น

     

    ทุกอิริยาบถของเขาล้วนอยู่ในสายตาของมู่เฉิงเพราะดาบเล่มใหญ่ที่เด็กชายสะพายหลังอยู่สะดุดตาเกินไปจึงเป็นที่สังเกตได้ง่าย

     

     หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยตั้งแต่เล็กจนโตหากเป็นบุรุษรุ่นราวคราวเดียวกันล้วนต้องมองเธอด้วยสายตาลุ่มหลงแต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับไม่สนใจจะเข้ามาทักทายเธอเลย

     

    "ว่าไงพ่อหนุ่มทำไมไม่เข้าไปทักทายเทพธิดามู่เฉิงหน่อยล่ะ" ว่านชิงนั่นเองตอนนี้เธอเปลี่ยนชุดใหม่ทำให้
    แลดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น

     

    ลูคัสหันกลับยังทิศทางเด็กสาวที่มาใหม่เขามองไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงล่างพร้อมชูนิ้วโป้งให้

     

    "เธอน่ารักกว่าตั้งเยอะ" ลูคัสยังหยิบเม็ดถั่วโยนเข้าปากอย่างไม่สนโลก

     

    เด็กชายไม่ได้สังเกตเลยว่าคนถูกชมกำลังหน้าแดงด้วยความเขินอาย

     

    "สงสัยจะคลุกคลีกับศิษย์พี่หลีมากไปกระมังจึงทำให้คารมคมคายเช่นนี้"ว่านชิงหัวเราะแล้วกล่าวออกมา

     

    หลังจากนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาอีก

     

    "เทพธิดาว่านมา"

     

       เมื่อสิ้นเสียงเหล่าชายหนุ่มที่รายล้อมมู่เฉิงก็เฮโลกันมาทำทักทายว่านชิงกันยกใหญ่ทำให้ร่างของลูคัสถูกเบียดออกไปอีกครั้ง

     

       ตัวเขารู้อยู่แล้วด้วยความงดงามของว่านชิงน่าจะมีชื่อเสียงพอสมควรในสถานศึกษาแห่งนี้เขาเองก็ไม่ใส่ใจเพราะมีอาหารบนโต๊ะเรียงรายอยู่มากมายเมื่อกินโต๊ะนี้ไม่ได้ก็เดินตรงไปโต๊ะอื่นเสียก็สิ้นเรื่อง

     

    "นายไม่สนใจเทพธิดาบ้างหรือไง" เด็กชายผมยาวในเกราะแดงประจำอยู่ที่โต๊ะด้านข้างหันมาทักทาย

     

    ลูคัสหันไปพยักหน้าให้เป็นเชิงทักทายก่อนทำสีหน้าครุ่นคิด

     

    "น่องไก่ตรงนี้น่าสนใจมากกว่า" พร้อมเดินไปนั่งโต๊ะตัวนั้นก่อนหยิบน่องไก่มาฉีกกินทันที

     

    "ข้าชื่อ อาโม่ วีนัส ปีหนึ่งจากแดนใต้สถานศึกษาอาเทน" เด็กหนุ่มผมยาวแนะนำตัว

     

    "ลูคัส เรน ปีหนึ่งจากแดนเหนือสถานศึกษาอีเดน" เขากระดกเหล้าไปอีกแก้วก่อนพูดออกมา

     

       อาโม่สายตาเปล่งประกายหากดูผิวเผินลูคัสราวกับคนธรรมดาที่ไม่ได้บ่มเพาะพลังเพราะปราณที่ไหลวนอยู่รอบกายเขามีอยู่เบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้แต่อาโม่แอบจับสัมผัสได้วูบหนึ่งตอนเด็กชายกระดกเหล้าพลังปราณที่ไหลวนอยู่รอบกายของลูคัสนั้นมันดุดันเชี่ยวกรากดังธารน้ำวนที่ไหลทวนกระแสหนุ่มน้อยจากแดนเหนือผู้นี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น

     

    "พรุ่งนี้นายจะขึ้นประลองหรือเปล่า" อาโม่ถามอีกครั้ง

     

       ความจริงลูคัสยังไม่รู้กฎการประลองในครั้งนี้เท่าไหร่อาโม่จึงอาสาอธิบายว่าการประลองในครั้งนี้แต่ละสถานศึกษาให้อิสระกับนักเรียนเป็นอย่างมาก

     

       ทุกคนสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีประลองตอนไหนก็ได้ไม่มีการจับคู่หรือจัดอันดับในการประลองแต่อย่างใดเมื่อเริ่มคิดตามการประลองแบบนี้อาจจะดูไม่มีอะไรแต่กลับมีนัยแฝงอยู่ ขึ้นก่อนก็หมดแรงก่อนกลับกันหากคนที่อ่อนแอไปท้าคนที่แกร่งกว่าอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือก็จะกลายเป็นพวกไม่เจียมตน

     

    "หากถูกท้าก็ต้องสู้"

     

       คำตอบของลูคัสทำให้อาโม่ยิ้มออกเขาวางแผนไว้ในใจแล้วว่าจะท้าสู้กับเด็กหนุ่มจากแดนเหนือผู้นี้อาโม่วางเป้าหมายตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าอยากจะพบกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง

     

    ขณะนี้มีสมาชิกมาร่วมงานชุมนุมมากขึ้นเก๋งจีนมีผู้คนราวสามสิบกำลังยืนสนทนากัน

     

    "ในเมื่อมาแล้วทำไมเราไม่ลองแลกเปลี่ยนวิชากันเสียหน่อยล่ะ" หยวนซี กล่าวขึ้นในฝูงชน

     

       คำพูดของหยวนซีทำให้ผู้คนฮือฮาทันทีตามธรรมเนียมสากลงานเลี้ยงน้ำชาจะไม่ให้ผู้คนต่อยตีกันไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม

     

    "ต้องขออภัยพี่ชายหยวนความจริงตัวผู้น้อยอยากให้งานเลี้ยงนี้เป็นการกินดื่มสนทนาเพื่อกระชับความสัมพันธ์กันเสียมากกว่าหากมาต่อสู้กันเกรงว่า..." หลี่เฟินรีบกล่าวตัดบทเขาจำเป็นต้องกล่าวตามมารยาท

     

    "พี่ชายหลี่ก็คิดมากไป นี่เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนไม่ได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังเสียหน่อยทุกท่านในที่นี้ก็เป็นวัยหนุ่มสาวจะให้มานั่งจิบชาแบบผู้เฒ่าก็เกรงว่าจะน่าเบื่อเกินไป"หยวนซียังคงพูดเพื่อสร้างกระแส

     

    "ไหนๆ เราก็มีเทพธิดามาถึงสองคนแสดงฝีมือให้เทพธิดาดูเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย" ชายร่างใหญ่ในเครื่องแบบสีน้ำตาลพูดขึ้น

     

    "ใช่แล้วเพียงแค่ออกกระบวนท่ากันเล็กน้อยอย่าให้ถึงกับต้องบาดเจ็บ"ครานี้เป็นฝั่งของเด็กหนุ่มในเกราะแดง
    เขาเป็นตัวแทนนักเรียนจากแดนใต้

     

    หลี่เฟินขมวดคิ้วทันทีเห็นชัดว่าสถานการณ์ในตอนนี้เกินกว่าที่เขาจะทัดทานไหว

     

    "ออกเพียงกระบวนท่าห้ามใช้ปราณ ทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร" หลี่เฟินคิดวิธีนุ่มนวลที่สุดออกมา

     

    "ดีงั้นใครอยากออกมาแสดงฝีมือเป็นคู่แรก" หยวนซีเริ่มคันไม้คันมือแล้ว

     

    "ข้ากาเชิงจะเป็นคนแรกเอง" เด็กร่างผอมหนุ่มในชุดเขียวเสนอตัวออกมาเขาเดินไปบริเวณลานกว้างใกล้สระน้ำ

     

    “ข้าตั๋วซันจะรับมือพี่กาเชิงเอง"

     

     ชายร่างใหญ่ในเกราะน้ำตาลที่เห็นด้วยกับหยวนซีในครั้งแรกก้าวออกมา

     

       ทั้งสองทำการประสานมือให้กันกาเชิงรุกเข้าหาตั๋วซันทันทีการเคลื่อนไหวแม้จะไม่ได้ผสานทักษะแต่ก็รวดเร็วเป็นอย่างมาก

     

    "นายว่าใครจะชนะ" อาโม่ออกปากขอความเห็น

     

    "กาเชิงจะแพ้ในเจ็ดกระบวนท่า" ลูคัสตอบอย่างรวดเร็ว

    .

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน