ในขณะที่ศิลากำลังเผชิญหน้ากับคาลิเนียใต้ทะเลลึกยังเมืองบาดาลเหนือขึ้นไปถึงผืนน้ำเบื้องบนปรากฎร่างชายหนุ่มสองคนที่กำลังอยู่บนเรือเบื้องหน้าของทั้งสองคือน้ำวนและพายุที่กำลังจะพาชายปริศนาทั้งสองวาร์ปไปยังวังบาดาลข้างเอวของทั้งสองปรากฏดาบคู่เล่มงาม
ครืนนนน
ศิลาค่อยๆยกเศษซากของหินที่หล่นทับร่างออกก่อนจะค่อยๆรุกขึ้นยืนเอียงคอไปซ้ายทีขวาทีจนเกิดเสียงกระดูกลั่น เช่นเดียวกับคาลิเลียในร่างของศิลาที่กำลังรุกยืนตระหง่าพร้อมกับแลบลิ้นเลียดาบร่ำไห้อย่างสยองเกล้าก่อนมันจะเอ่ยถามศิลาที่ยืนห่างออกไปราวๆยี่สิบเมตรเบื้องร่าง
“ข้าขอถามหน่อยว่าเจ้าจะเอาชนะตัวเองได้เช่นไร”
“ไม่รู้ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือการก้าวข้ามตัวเอง” ศิลาเอ่ยขึ้นตอบก่อนที่จะปรายสายตาไปมองสกิลพิเศษบางอย่างพร้อมบทสวด
ในโลกDemonlord นั้นเป็นที่รู้ดีว่าการจะใช้เวทมนต์ออกมาแต่ระครั้งไม่ใช่แค่ตะโกนชื่อเวทมนต์แล้วจะใช้ได้ ทุกครั้งที่จะใช้สกิลเวทมนต์จำเป็นต้องร่ายบทสวดยิ่งเป็นมหาเวทย์บทสวดก็จะยิ่งยาว
และในโลกนี้เวทมนต์ก็มีมากกว่าล้านเวทมนต์นักเวทมนต์คนหนึ่งมีสกิลเวทมนต์นับพันเท่ากับว่าพวกเขาต้องจำบทสวดให้ได้ทุกบทแต่ว่าเหตุนั้นมันก็อาจจะยากเกินไปทำให้ใต้สกิลเวทมนต์จะมีตัวหนังสือคำร่ายเวทมนต์เขียนไว้ให้แต่ถึงอย่างนั้นการจะแบ่งสมาธิไปอ่านบทสวดและแบ่งสามาธิมารวบรวมมานาพลังเวทมนต์ก็จัดว่ายาก
“พอจำได้คร่าวๆแล้ว”
ศิลาพูดพึมพัมกับตัวเองครั้งหนึ่งก่อนที่จะหันไปมองคาลิเนีย
“ข้าสามารถใช้พลังทุกอย่างของเจ้าได้และยังสามารถใช้พลังของตัวเองรวมถึงร่างที่ค่าเคยจำแลง”คาลิเนียตอบเสียงเรียบ
“หึ!จะบอกว่าให้ฉันหนีไปอย่างงั้นหรอ”
ศิลาเริ่มเข้าใจความหมายของมันเพราะการที่มันพูดแบบนั้นเพื่อทำให้ศิลารู้ว่ามันกับเขาต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งอันที่จริงมันไม่ต้องบอกเขาก็เข้าใจดีอยู่แล้ว
“ก็ตามนั้นไปสะถ้ายังรักตัวกลัวตายแต่ถ้าเจ้าหนีก็เท่ากับว่าเจ้าได้สิ้นซึ่งศักดิ์ศรีของนักรบและมาร”
“ต้องขอบคุณแต่ฉันขอปฏิเสธ ผมในตอนนี้ก็เหมือนตายไปแล้ว”
ศิลาตอบกลับทันทียามนี้เขาเริ่มหาวิธีได้แล้วการโต้ตอบของคาลิเนียมันไม่ใช่ของปัญญาประดิษฐ์หากเป็นคนที่ควบคุมอวตารมันก็ต้องมีจุดอ่อนในความรู้สึกไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกสมบูรณ์แบบที่จะไร้ความรู้สึกรักโลภโกรธหลงเว้นเสียแต่มนุษย์คนนั้นจะตรัสรู้แต่มันเป็นไปไม่ได้
การพูดของคาลิเนียนั้นทั้งหลอหล่อเชื้อเชิญให้เขาหนีแต่ในขณะเดียวกันก็พูดปิดโอกาศไม่ให้เขาหนีโดยเอาศักดิ์ศรีมาอ้างศักดิ์ศรีนั้นกินไม่ได้แต่มันทำให้คนเป็นคนแต่ถ้ามีมากเกินไปมันก็จะกลายเป็นหยิ่งผยองจองหองวินาทีนั้นเองศิลาพลันขยับปากอย่างรวดเร็ว
“สุริยันสาดแสงแรก ณ.บูรพา
เรืองรองไปทั่วโลกา
แสงสุริยันแห่งชีวัน จุดวิญญาณเลือดเนื้อในกายข้า
เผลาผลาญเลือดเนื้อในกายข้า
ข้าศิลาข้อน้อมเศียรนมัสการองเทพีแห่งสุริยันอามาเทราสึ
ขอท่านจงมาสถิตในกายข้า วิญญาณข้าในบัดดลเพื่อกำราบศัตรูข้าอริข้าให้สิ้นด้วยแส่งแห่งสุริยัน”
ครืนนนนนนน
จบคำร่ายเวทมนต์ของศิลาทั่วทั้งเมืองบาดาลเกิดสั่นสะเทือนอย่างผิดแปลกออร่าพลังเวทมนต์ศักดิ์สิทธิ์พลันสาดกระจายลอยปุกคลุมไปทั่วทั้งเมืองบาดาลถ้าจะให้ถูกคือมันปกคลุมแทบจะทั่วทวีปเหนือก็ว่าได้
อ๊ากกกกกก
ศิลาร้องตะโกนลั่นอย่างเจ็บปวดถึงขีดสุดพร้อมกับร่างของเขาส่องแสงสว่างสีทองงดงามราวแสงตะวันออกมาจนเจิดจรัสร่างของศิลานั้นเจ็บปวดราวจะแตกดับเนื่องจากแบกรับพลังของเทพเจ้าระดับตำนานที่มาสถิตในกายและดวงวิญญาณ
วินาทีต่อมาแสงสว่างสีทองก่อตัวเป็นร่างพลังงานรูปหญิงสาวโฉมงามใบหน้างดงามราวเทพธิดาร่างนั้นปกคลุมทั่วร่างของศิลาทุกส่วนราวกับเกาะกำแพงปกป้องศิลา
“อวตารแห่งอามาเทราสึ”
ศิลาสบถขึ้นพร้อมกับจ้องไปยังค่าสถานะต่างๆของเขาบัดนี้เข้าถูกยกระดับขึ้นไปเป็นเทพมารระดับตำนานชั่วคร่าวเนื่องจากเป็นภาชนะของเทพเจ้าระดับตำนานอามาเทราสึ
ทว่าเมื่อเขามองไปยังคาลิเนียในร่างจำแลงของเขาทั่วร่างของมันก็ปรากฎร่างของหญิงสาวโฉมงามสีทองสว่างขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่างเช่นเดียวกับเขา
“ฮึ ฮึ!ก็บอกแล้วไงว่าข้าก็คือเจ้า”
ฟุบ....
มันพูดกระแทกเสียงหนักก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่ศิลาด้วยความเร็วทั่วร่างของทั้งสองปกคลุมด้วยออร่าพลังงานสีทองรูปหญิงสาวในชุดยูคาตะแผ่ออร่าศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปทั่วเมืองบาดาลจนสัตว์อสูรน้อยใหญ่ที่สัมผัสถึงกับล้มตายอย่างไม่เต็มใจพร้อมกับคำถามว่าพวกมันผิดอะไร
เช้ง เปรี้ยง เปรี้ยง
เงาสองสายสีทองโรจน์แล่นไปมาในอากาศเข้าปะทะกันแต่ละครั้งส่งคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์แตกกระหึ่มทำลายทุกอย่างรอบตัวราวมหาภัยพิบัติฝุนควันลอยคละครุ้งในอากาศเศษดินเศษซากของวิหารที่ค่อยๆพังทลายลอยเคว้งไปมาอย่างสับสน
เปรี้ยงงงง ตูมมมมม ฟุ๊บบ
คมดาบของทั้งสองปะทะกลางอากาศส่งคลื่นอากาศพลังเวทย์สีทองแตกระเบิดเป็นระลอกกลางอากาศภายในวิหารแสงสลั่วๆปรากฎคลื่นพลังสีทองของทั้งสองที่ปะทะคมดาบกันอย่างไม่มีใครยอมใครไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ
“บอกแล้วไงเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้ เจ้าน่าจะรู้ความแข็งแกร่งของตัวเองดีกว่าใครๆ”
คาลิเนียในร่างศิลาพูดด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในขณะที่กำลังปะทะคมดาบและคมกริชก่อนที่ศิลาจะตวาดเสียงแข็งดังลั่น
“หุบปากฉันฟังจนเบื่อแล้ววะก็เพราะฉันรู้ตัวเองดีแล้วฉันก็สามารถก้าวข้ามตัวเองไปได้”
ในขณะที่ศิลากำลังต่อสู้แบบเสียงชีวิตกับร่างจำแลงของตัวเองอยู่นั้นภายในป่าไปไม่กลับก็ปรากฎเงาสองสายกำลังต่อสู้กับมัจฉานุและ
ไมยราพอย่างดุเดือดเหล่าทหารที่ติดตามไมยราพมาล้วนนอนตายซากเลือดสีแดงฉานไหลนองย้อมพื้นส่งกลิ่นคาวเลือดลอยฉุนในอากาศจนแทบอวก
“หอกนั่นมัน”
ไมยราพที่เห็นบุรุษปริศนาแต่งกายด้วยผ้าคุมสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้าบุรุษปริศนาได้ทิ้งดาบในมือทั้งสองเล่มก่อนจะเปลี่ยนอาวุธมาเป็นหอกดามจับสีดำลวดลายกระหนกไทยโบราณประดับตามด้ามหอกยาวเมตรกว่าใบหอกสีเงินวาววับแหลมคมก่อนที่มัจฉานุจะเอ่ยขึ้น
“ห...หอกโมกขศักดิ์”
มัจฉานุพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดก่อนจะปรานตาไม่มองยังบุรุษอีกหนึ่งคนที่กำลังเปลี่ยนมาใช้ธนู
“ศรนาคบาศ หรือว่าพวกท่านก็คือ”
มัจฉานุและไมยราพตกใจถึงขีดสุดพร้อมกับสีหน้าตึงเครียดจะปล่อยให้ทั้งสองเข้าไปขัดขวางศิลาก็ทำไม่ได้ครั่นจะสู้แบบแลกชีวิตกับบุรุษปริศนาทั้งสองพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแถมยามนี้ที่พวกเขาสัมผัสได้มีเพียงพลังศักดิ์สิทธิ์สองขุมที่กำลังปะทะกันราวฟ้าถล่มไม่รู้ว่าศิลาจะเป็นตายร้ายดี
ตูมมมม เปรี้ยงงง ครืนนน
“หึ!ปล่อยให้ตายไปเลยฉันจะไม่ออกไปช่วยแน่นอนความบ้าจะได้ลดลงบ่างฮึ!!ไอ้คนบ้าง้อสักคำยังไม่มี”
ในขณะที่ศิลากำลังปะทะกับคาลิเนียปานฟ้าถล่มดินทลายดังสนั่นจนแทบหูดับเสียงหวานใส่ก็ดังขึ้นแว่วๆจากผ้าพลันคอด้วยน้ำเสียงฮึดฮัดขัดใจถึงขีดสุดแต่ทว่าเธอเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับความคิดของชายหนุ่มในยามนี้เพราะอีกฝ่ายมีพลังแบบเขาทุกอย่างมันจึงทำให้ศิลาเริ่มเกิดความคิดที่จะปลดปล่อยพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงและภูติก่อนที่อีกฝ่ายจะชิงใช้พวกมันออกมาแต่เขายังไม่แน่ใจเท่านั้นว่าหากเขาลบไปแล้วมันจะใช้ไม่ได้หรือมันจะใช้ได้เพราะมันได้ก็อปปี้ไปก่อนหน้านั้นแล้ว
เปรี้ยงงงง
เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นอีกครั้งพร้อมคลื่นพลังเวทมนต์สีทองสาดกระจายทุกการโจมตีของศิลาคือพลังศักดิ์สิทธิ์ธาตุแสงระดับตำนานจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มพังทลายพินาศสิ้น
คมดาบและคมกริชของศิลาฟันใส่ร่างของคาลิเนียอย่างรุนแรงกลางอากาศแต่ทว่าคมดาบและกริชของเขากับถูกหยุดไว้ได้และสะท้อนกลับด้วยกำแพงแห่งสูญทำให้การโจมตีของเขาไม่สามารถทะลุไปถึงตัวมันได้แม้แต่น้อย
“ก็บอกแล้วไงว่าเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้สกิลแต่ละสกิลของเจ้ามันโกงเกินไปเป็นยังไงล่ะเมื่อต้องมาเผชิญกับพลังของตัวเอง”
คาลิเนียในร่างศิลากล่าวออกมาด้วยร้อยยิ้มกวนยียวนถึงขีดสุดพร้อมทั้งสองถอยห่างออกจากกันเผยให้เห็นสภาพวิหารที่ภายในพังพินาศราววินาศภัยทั้งเศษเสาร์แตกหักเพด้านถล่มบัลลังก์ทลายรูปปั้นเทพโพไซดอนแตกกระจุยเป็นเสี่ยงๆ
“รู้ไหมเวลาแกทำหน้าแบบนั้นรอยยิ้มแบบนั้นมันหน้าเอาบาทาไปเหยียบสะจริงๆ”
ศิลาพูดด้วยนัยน์ตาอาฆาตหมดสิ้นซึ่งทีเล่นทีจริง
“ก็บอกไปแล้วว่าใบหน้านี่มันเป็นใบหน้าแก แกเคยส่องกระจกหรือเปล่าแล้วดูสะว่าใบหน้าแกมันอ่อนตีนขนาดไหน”
“เออ! เคยแล้วก็รู้ด้วยว่ากูหล่อปานเทพบุตร”
ตูมมมม
มันพูดกระแทกเสียงพร้อมกับโถมร่างเข้าปะทะกับศิลาอีกครั้งซึ่งศิลาเองก็ทะยานร่างพุ่งเขาหาซึ่งๆหน้าทั้งคมดาบคมกริชฟันปะทะกันอีกครั้งจนเกิดขุมพลังแตกระเบิด
“เทพเจ้าดาบเพลงดาบอาทมาฏ” ศิลาตวาดลั่นพร้อมกับร่ำไห้โหยหาท่อแสงวูบวาบตวัดฟันด้วยความรวดเร็วก้าวร้าวอย่างสับสนและเฉียบคม
“เทพเจ้าดาบเพลงดาบอาทมาฏ” ซึ่งคาลิเนียเองก็ตวาดลั่น
และกระบวนดาบสุดร้ายกาจก็เข้าปะทะกันต้านรับไปมาด้วยความเหมือนกันทุกประการทั้งแผ่พริ้วเลื่อนลอยคล้อยเคลื่อนหนักแนน่ราวขุนเขายามรุกไร่ราวกับตาข่ายฟ้าร่างแหดินยามรับหนักแน่นปานผืน
ผสุธารวดเร็วดุจสายอัสนีบาตแล่นพาดผ่านเมฆา
เช้ง เช้ง เช้ง เช้ง
เสียงคมดาบดังถี่ยิบผลัดกันรุกรับอย่างบ้าคลั่งขุมพลังแตกระเบิดนับพันนับหมื่นครั้งจนพื้นวิหารแตกกระจุยเศษดินเศษผลึกธาตุลอยขึ้นในเวหาเกลื่อนกราดพื้นวิหารพื้นถ้ำตลอดถึงหน้าผาที่กว้างใหญ่เริ่มเกิดรอยแตกร้าวเป็นทางยาวจากขุมพลังมหาศาลเมืองบาดาลค่อยๆสั่นสะเทือนแรงขึ้นทุกขณะจิตราวกับจะเป็นวันสุดท้ายของเมืองแห่งนี้
ตูมมมม
เข่าขวาของคาลิเนียอัดเข้าใส่ศิลาที่บริเวณท้องอย่างเต็มลักจนชายหนุ่มถึงกับตัวงอ กระอักเลือดออกมาทางปากทางจมูกเป็นสายอย่างช่วยไม่ได้
เปรี้ยงงง
เท้าซ้ายของคาลิเนียยกขึ้นเหนือหัวก่อนจะฟาดลงกลางแผ่นหลังของศิลาจนเกิดเสียงราวฟ้าผ่าร่างของศิลาอัดกระแทกกับพื้นจนพื้นแตกระเบิดร่างของชายหนุ่มจมลึกลงไปถึงสี่เมตรพร้อมเสียงกระดูกลั่นเกรียวกราวด้วยความแตกหัก
วูบบบบ
เพลิงสีฟ้ารุกไหม้ท่วมร่างของศิลาทันทีทำให้เขากลับมาปกติในเสี้ยววินาทีก่อนจะกระโดดทิ้งระยะออกมา
ปักกกก ฟิ้วววว ตูมมมม
ทว่ายามนั้นเองเท้าซายของคาลิเนียก็เตะวาดแผ่ใส่ร่างของศิลาทางด้านหลังด้วยพลังมหาศาลส่งร่างของศิลาลอยลิ่วไปข้างหน้าอัดกับกำแพงจมลึกถึงสิบเมตรชุดเกาะเริ่มแตกร้าวล้วงหล่นเป็นชิ้นๆ
“อ๊อก!!
ศิลาค่อยๆรุกขึ้นยืนอีกครั้งเลือดสีแดงสดทะลักออกทางปากไม่หยุดแต่สายตาของเข้ายังคงจับจ้องไปยังศัตรูเบื้องหน้าพร้อมกับความคิด
‘โถ่วเว่ยสกิลมึงจะโกงไปไหนปัญหาเลยคือเนตรมารกับจิตแห่งดาบที่เห็นอนาคตนี่แหละขืนเราเอามันไม่ลงในทีเดียวมันก็ใช้เพลิงฟีนิกซ์รักษาตัวเองได้ถ้ารู้แบบนี้กูจะไม่รีบเก่งขนาดนี้เลยจริงๆ’
ถึงเขาจะมาสำนึกเสียใจก็สายไปเสียแล้วเขาพลันนึกย้อนไปถึงครั้งที่เจอกับเดียโบหากเขาไม่ฆ่าพวกมันด้วยเวทมนต์แห่งสูญระดับเขาคงเพิ่มมากกว่านี้และอาจจะได้สกิลพิเศษอะไรมาอีกก็ได้ยามนั้นเองศิลาถึงกลับต้องเบิกตากว้างเมื่อคาลิเนียเริ่มสวดร่ายเวทมนต์ดังกระหึ่มถึงช่วงสุดท้ายพร้อมวงเวทย์สีทองสีดำแตกระเบิดจนศิลาถึงกับร้องเสียงหลง
“อนันตกาลแห่งสูญ บรรลัย!แล้วกระจกยาตะกำแพงแห่งสูญสะท้อน”
มือขวาของศิลาปรากฎกระจกแปดเหลี่ยมสีทองพร้อมกันทั่วร่างปกคลุ่มด้วยคลื่นพลังเวทมนต์สีทองกำแพงแห่งสูญ
ครืนนนนนน วูบบบบ
วินาทีเดียวทุกอย่างบริเวณรอบก็อาบไปด้วยแสงสีทองยามเมื่อทุกอย่างสงบเผยให้เห็นถ้ำหน้าผาที่ใหญ่ยักษ์ถูกลบหายไปในพริบตาพร้อมกับร่างของศิลาที่ซีกซ้ายหายไปทั้งแถบจนเลือดสีแดงสดไหลทะลักราวกับท่อประปาแตกน้ำเลือดสีแดงสดไหลนองพื้นคล้ายกับบ่อน้ำที่สามารถเลี้ยงปลาได้ก็ไม่ปาน
แฮก แฮก แฮก
“นี่สินะความรู้สึกของคนที่โดนเวทมนต์นี้เล่นงานบัดซบเอ่ยยย”
ชายหนุ่มถึงกับคร่ำครวญในความร้ายกาจของมหาเวทมนต์ของตนเองพร้อมทั้งเกิดความคิดในใจว่าสมแล้วที่เขาบอกกันว่าเวรกรรมมันเร็วยิ่งกว่าจรวดเจอกับผู้เล่นคนอื่นเขาไม่ต่างกับบอสในสายตาของพวกมันแต่เมื่อต้องมาสู้กับตัวเองเขาพลันกลายเป็นแมวน้อยไปเสียเลย
“หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า วิเศษ วิเศษมากพลังเวทมนต์ของเจ้ามันวิเศษจริงๆ”
คาลิเนียพูดไปพรางหัวเราะไปพรางราวกับคนบ้าร่างของมันลอยกลางอากาศค่อยๆลอยลงมาสู่พื้นเบื้องหน้าศิลาเผยให้เห็นพื้นที่โล่งกว้างสามกิโลเมตรด้านบนเป็นรูโหว่มีผนังถ้ำล้อมรอบทุกทิศทางห่างไปสามกิโลเมตรสูงขึ้นไปคือม่านหมอกยามเมื่อร่างของมันแตะถึงพื้นสิ่งที่ศิลาไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดก็มาถึงปรากฎดวงแสงสี่ดวงสีดำกระจ่างดาวสีแดงสีส้มและสีทองวินาทีต่อมาปรากฎร่างจำแลงของสัมพาทีสดายุซุนหงอคงและฟ้าคราม
เช่นเดียวกับทางด้านศิลาที่พวกซุนหงอคงเห็นแบบนั้นพวกมันก็รีบปรากฎร่างเพื่อออกมาช่วยเจ้านายของมันทันทีทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้าท่ามกลางความเงียบสงบเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจศิลากลับมาสมบูรณ์อีกครั้งเมืาอมองไปกลายเป็นภาพคล้ายกับพวกศิลากำลังยืนส่องกระจกแต่ทว่าอีกฝั่งมีห้าคนส่วนทางเขามีเพียงสี่คนซึ่งฟ้าครามดูท่าจะเป็นผู้หญิงที่ใจแข็งเอาเรื่องซึ่งเธอเองไม่ยอมออกมา
“หึ!กลัวกันหรือเปล่าพวกเอง”
ศิลาเอ่ยขึ้นถามกับสัตว์อสูรคู่กายด้วยรอยยิ้มซึ่งพวกมันทั้งสามก็ยิ้มออกมาก่อนจะตอบเป็นเสียงเดียวกัน
“ถ้ากลัวจะออกมาหรือไง”
“ดี...งั้นไปลุยกันเอาให้วอดวายกันไปข้างจำไว้มันจะไม่จบจนกว่าจะจบและมันจะจบก็ต่อเมื่อตาย”
ศิลาพูดเสียงเหี้ยมเกรียมวิธีเดียวที่เขาคิดออกคือเขาต้องทำให้มันใช้เขตแดนของเขาออกมาและเขาต้องห้ามใช้เขตแดนและยื้อไปจนกว่าเขตแดนจะหมดผลเมื่อนั้นเขาถึงจะฆ่ามันได้แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายเองจะรู้ถึงผลกระทบของเขตแดนจึงยังไม่ยอมใช้เพราะงั้นเขาจึงต้องต้อนมันให้ถึงที่สุดแต่ทว่ายามนี้เงาสองสายกำลังพุ่งทะยานมาทางหน้าผาด้วยความรวดเร็วถึงขีดสุด