บทที่44พวกเจ้าผ่านไม่ได้
“ซวยแล้ว!! ค่ายกลวงล้อไฟ”
หยุนฟู่ผู้ถนัดงานตื่นตระหนกเผลอตะโกนออกมาเมื่อมองเห็นวงล้อไฟขนาดราวหนึ่งจั้งเคลื่อนที่มาหาพวกของตนเองช้าๆ วงล้อที่มีขนาดเส้นรอบวงเต็มความกว้างของทางเดินในเขาวงกตพอดีทำให้ไม่มีที่ให้หลบซ่อน
ไช่ลู่ที่จับจ้องอยู่ที่วงล้อไฟจู่ๆก็ไม่อาจระงับความตกใจได้
“มันแยกออกจากกันแล้ว!!”
ตอนนี้พวกมันมีสามวงโดยสองวงที่แยกออกมานั้นหนึ่งวงลอยขึ้นบนอีกหนึ่งวงลอยลงข้างล่างทำให้ระยะความสูงของวงล้อไฟทั้งสามวงมีความสูงพอๆกันกับรั้วทางเดินและแน่นอนว่าแทบจะไม่มีโอกาสหลบหนีไปได้เลย
จ้าวเฟยหลงนั้นโมโหตนเองยิ่งนักเขาควรที่จะใช้เวลาศึกษาวิชาค่ายกลมาตั้งนานแล้วแต่จนแล้วจนรอดก็มีเหตุการณ์ให้ต้องสนใจไม่อาจละทิ้งได้เช่นการรักษาหมิงโจวอ๋องถ้าแม้ว่าเขาสามารถศึกษาวิชาค่ายกลมาบ้างคงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ด้วยความจนปัญญาจึงได้ติดต่อกับดวงจิตโลกาอีกครั้งด้วยความร้อนรน
“ท่านดวงจิตโลกาข้าจำเป็นต้องฝ่าค่ายกล หากท่านมีวิชาเกี่ยวกับค่ายกลช่วยถ่ายทอดให้ข้าบ้างข้าจักขอบคุณยิ่งนัก”
ดวงจิตโลกาเมื่อได้ยินคำขอร้องของจ้าวเฟยหลงก็สั่นสะท้านขึ้นมาเหมือนว่ากำลังรอคอยคำขอร้องของจ้าวเฟยหลงอยู่จากนั้นคัมภีร์หยกสีทองแดงก็ปรากฏขึ้นในห้วงดวงจิตของเขา
“คัมภีร์เซียนช่างเก้าสวรรค์”
เมื่อเปิดอ่านจ้าวเฟยหลงพบวิชาช่างหลากหลายสาขาอยู่ภายใน เนื้อหาต่างๆล้วนน่าอัศจรรย์ใจ แน่นอนว่าต่อให้เทพเซียนได้พบเห็นคัมภีร์เล่มนี้ ย่อมต้องอยากช่วงชิงให้มาเป็นของตนยอมหลั่งเลือดแย่งชิง
“นักหลอมอาวุธ นักสร้างยันต์นักสร้างหุ่นเชิด นักสร้างค่ายกล...นี่มัน...สุดยอดจริงๆ”
หากแม้ว่าได้ศึกษาความรู้เหล่านี้จ้าวเฟยหลงย่อมบรรลุถึงขั้นสุดแห่งวิชาช่างได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพียงแต่ตอนนี้ปัญหาใหญ่ใกล้ตัวเห็นจะเป็นวงล้อไฟสามวงที่กำลังหมุนตัวเข้ามาใกล้เพื่อแผดเผาพวกเขาให้เหลือแต่กองเถ้า
จ้าวเฟยหลงเร่งศึกษาวิชาการสร้างค่ายกลอย่างเร่งด่วนไม่กี่ลมหายใจต่อมาเสียงตะโกนของเขาดังขึ้น
"พวกเจ้าตามข้ามา" พูดเพียงเท่านั้นก็พุ่งตัวเข้าหาวงล้อไฟทั้งสามอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายหยุนฟู่และไช่ลู่ยังคงงุนงงในภาพที่เห็น จ้าวเฟยหลงร้องตะโกนแล้ววิ่งเข้าหาวงล้อไฟแต่ไม่นานพวกเขาก็เร่งวิ่งตามจ้าวเฟยหลงไปยังไงเสียทั้งสองคนก็นับถือเขาและเชื่อมั่นในตัวของจ้าวเฟยหลงเป็นอย่างมากคนอย่างจ้าวเฟยหลงย่อมไม่พาตัวเองไปหาความตายอย่างแน่นอน
จ้าวเฟยหลงพุ่งเข้าหาวงล้อไฟแต่ก่อนจะชนกันเขากระโดดพุ่งหลาวเข้าไปในช่องว่างระหว่างวงล้อไฟแล้ว เลยไปตกที่ด้านหลัง จากนั้นไม่นานหยุนฟู่และไช่ลู่ก็ตามมาถึง
“นี่มันไร้สติสิ้นดีเฟยหลงเจ้ามันบ้าไปแล้ว” เสียงต่อว่าดังขึ้นของหยุนฟู่ แทบจะในทันทีที่พวกเขาลงสู่พื้น
“แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าก็ยังไม่ตาย”
จ้าวเฟยหลงเดินไปที่กำแพงพุ่มไม้ด้านหน้าของเขาที่กำลังเรืองแสงเป็นรูปวงล้อไฟ
“หากจะทำลายค่ายกลจำเป็นต้องหาศูนย์กลางของมันแล้วถอนออกหรือทำลายซะก็จะสามารถทำลายค่ายกลนั้นได้”
จ้าวเฟยหลงพึมพำในสิ่งที่เขาพึ่งเรียนรู้มาจากคัมภีร์เซียนช่างเก้าสวรรค์
เมื่อจ้าวเฟยหลงเดินมาถึงด้านหน้าของวงล้อไฟที่อยู่บนกำแพงพุ่มไม้มองเห็นแสงกระพริบลุกโชนแล้วก็ดับไปวนเวียนอยู่อย่างนั้นให้ความรู้สึกเหมือนการเต้นของหัวใจ
“นี่คงเป็นศูนย์กลางของค่ายกลนี้”จ้าวเฟยหลงตื่นเต้นมากเพราะนี่จะเป็นครั้งแรกในการทำลายค่ายกล
จ้าวเฟยหลงวางฝ่ามือลงไปบนวงล้อไฟตั้งสมาธิแล้วส่งกระแสจิตเข้าไปในค่ายกลเขาพบว่าค่ายกลนี้เป็นค่ายกลที่ถูกสร้างมาโดยยอดฝีมือ แต่ว่าระดับของมันยังไม่สูงนักอาจจะเป็นเพราะว่านี่เป็นการทดสอบเท่านั้นมิใช่การวางค่ายกลเพื่อสังหารจริงจัง แต่อย่างไรก็ดีหากใครที่หนีไม่ทันก็อาจตายได้เหมือนกัน
โดยผู้ที่สามารถสร้างค่ายกล ยันต์หรือหุ่นเชิดและยุทธภัณฑ์ต่างๆได้ จะเรียกว่านักหลอมยุทธภัณฑ์โดยแบ่งเป็นเก้าระดับได้แก่
“นักหลอมเหล็ก” “นักหลอมทองแดง” “นักหลอมเงิน” “นักหลอมทองคำ”“นักหลอมมรกต” “นักหลอมเพชร” “ปรมาจารย์นักหลอม” “ราชันนักหลอม” และ “จักรพรรดินักหลอม”
จ้าวเฟยหลงกำลังใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับการทำลายค่ายกลแต่แล้วเสียงของหยุนฟู่ก็ดังขึ้น
“เอ่อ...เอ่อเฟยหลงข้าก็ไม่อยากกวนใจเจ้าหรอกนะ แต่ตอนนี้วงล้อไฟทั้งสาม มัน กลับ มา อีกแล้ว”
ช่วงหลังเขาย้ำหนักแน่นทุกคำให้จ้าวเฟยหลงรู้ว่าไม่ใชการล้อเล่น
เหมือนมีความนึกคิดค่ายกลวงล้อไฟรู้สึกได้ว่าค่ายกลถูกรบกวนจึงเร่งการทำงานให้ทุกอย่างเร็วขึ้นตอนนี้วงล้อไฟทั้งสามหมุนย้อนกลับมาที่ตรงกลางค่ายกลและตอนนี้มันเพิ่มจำนวนวงเป็นสี่วงทำให้ช่องว่างลดน้อยลงส่งผลให้ยากแก่การหลบหนีออกมา
“เฟยหลงรีบๆๆหน่อยก็ดีนะมันใกล้เข้ามามากแล้ว” ไช่ลู่ที่ปรกติสุขุมนิ่งสงบแต่ตอนนี้นางเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาบ้างแล้ว
จ้าวเฟยหลงที่ในตอนนี้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำลายค่ายกลแต่เพราะความไม่ชำนาญจึงทำให้เวลาที่ใช้ค่อนข้างมากเพราะต้องส่งพลังจิตเข้าตรวจสอบในค่ายกล ทำการคลายผนึกที่แกนกลางของค่ายกล
วงล้อไฟเคลื่อนที่มาอย่างรวดเร็วพื้นดินสั่นสะเทือน คลื่นความร้อนแผ่กระจายทั่วบริเวณเหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามใบหน้าและลำตัว ความร้อนรนเกิดขึ้นในดวงตาเมื่อวงล้อห่างเพียงหนึ่งจั้ง หยุนฟู่ตะโกนออกมาด้วยความกลัวตายอย่างสุดขีด
“มันจะมาถึงพวกเราแล้ว!! ตายแน่ๆ” แต่วงล้อไฟยังเคลื่อนที่มาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ไช่ลู่มีเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวทำให้เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มเหงื่อแนบเนื้อเผยส่วนสัดที่น่าหลงใหลออก แต่ในเวลานี้ไม่อาจเรียกความสนใจของชายหนุ่มทั้งสองได้เพราะความตายมาอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น
ขณะที่วงล้อไฟเคลื่อนมาห่างจากพวกเขาเหลือหนึ่งในสามจั้งท่ามกลางความวิตกกังวลของสหายทั้งสองจู่ๆจ้าวเฟยหลงก็ผละมือออกจากกำแพงพุ่มไม้พร้อมกับตะโกนลั่น
“สำเร็จแล้วๆ ข้าทำได้แล้ว!!!” ตอนนั้นเองวงล้อไฟทั้งสี่วงก็สลายตัว คลื่นความร้อนที่คอยแผดเผารอบด้านมลายหายไปพร้อมกัน
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า ไม่ตายแล้ว!!!รอดตายแล้ว!!!”
หยุนฟู่ผู้เป็นคุณชายของตระกูลอันดับสองของแคว้น ถึงแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้จริงกลับไม่มีเหตุการณ์เมื่อครู่ถือเป็นโอกาสในการได้เสี่ยงตายครั้งแรกที่เขาได้เผชิญเมื่อรอดชีวิตมาแล้วเสียงหัวเราะที่ชุ่มช่ำด้วยความดีใจ ปนความคลั่งก็ดังขึ้นมา
ไช่ลู่ ยืนโงนเงนไปมาตกใจสุดชีวิตเช่นเดียวกับหยุนฟู่ที่เกิดในตระกูลใหญ่โอกาสเสี่ยงตายแบบนี้ไม่ค่อยได้เจอะเจอและเมื่อผ่านมันมาแล้วความสุขใจของนางก็ปรากฏที่ใบหน้า
ต่างจากจ้าวเฟยหลงผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคมหอกคมดาบเคยหนีตายมาแล้วทุกรูปแบบ สิ่งเดียวที่ทำให้เขาตื่นเต้นก็คือเขาสามารถทำลายค่ายกลได้เป็นครั้งแรกความรู้สึกยินดีปรีดาเอ่อล้นดวงใจมองไปทิศทางใดก็ล้วนแต่งดงามส่วนวงล้อไฟนั้นหากจำเป็นจริงๆก็แค่ฟันดาบสักทีปัญหาก็จบแล้ว
เมื่อจ้าวเฟยหลงมองมาที่สหายทั้งสองคนที่ยังหน้าซีดแข้งขาอ่อนอยู่นั้น
“ข้าว่าพวกเราพักตรงนี้ก่อนดีกว่า”
เร็วเท่าความคิดทั้งหยุนฟู่และไช่ลู่ทรุดตัวลงนั่งตรงกลางทางเดินตอนนี้สายตาของทั้งสองคนเต็มไปด้วยคำถามที่ต้องการคำตอบ จ้าวเฟยหลงที่มาด้วยกันเขาเป็นใครกันแน่พลังรบกล้าแกร่งเชี่ยวชาญการรักษาแล้วยังสามารถทำลายค่ายกลได้ด้วย
“เฟยหลง เจ้าทำได้อย่างไร”ไช่ลู่เป็นผู้ถามขึ้นก่อนนางอดสงสัยไม่ได้แล้วจริงๆ
“ข้าเรียนมาจากสหายรักของข้าน่ะ”
คำตอบของจ้าวเฟยหลง ทำให้สหายทั้งสองตื่นตะลึง จะโกหกทั้งทีก็ควรจะแนบเนียนกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือหยุนฟู่ผู้ที่กำลังจะอ้าปากถามต่อก็ต้องกล้ำกลืนคำถามลงไปเพราะหากถามไปคงไม่ได้อะไรขึ้นมาอีกในเมื่อจ้าวเฟยหลงไม่อยากเปิดเผย เขาก็จะไม่ขุดคุ้ย
“หากพวกเจ้าหายเหนื่อยแล้วพวกเราไปต่อกันเถอะ”
จ้าวเฟยหลงชักชวยสหายทั้งสองออกเดินทางเพราะการยั้งอยู่ตำแหน่งเดิมนานเกินไปย่อมไม่เกิดผลดีเพราะอาจมีสัตว์อสูรผ่านมาหรือไม่ก็ผู้คนที่กำลังหาทางออกซึ่งอาจไม่หวังดีต่อพวกเขา
“อืม..”อีกสองคนส่งเสียงรับคำสั้นๆ จากนั้นจึงออกเดินทางไปด้วยกัน
เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวและความเจ็บปวดยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเขาวงกตที่อึมครึมและบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ เสียดแทงลงไปในใจยิ่งทำให้สภาพจิตใจของผู้ที่เข้ารับการทดสอบย่ำแย่ลงทุกขณะ
ในบางคราวที่ผู้เข้ารับการคัดเลือกหลายคนกำลังโห่ร้องดีใจที่พบเจอหนทางที่จะนำไปสู่ช่วงต่อไปของเขาวงกตแต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเองกำแพงเขาวงกตที่เคยนิ่งสงบกลับเคลื่อนที่ไปมาโยกย้ายหนทางทำให้เส้นทางที่พบเจอหายไปในพริบตาจากเสียงโห่ร้องดีใจกลายเป็นเสียงก่นด่าระงมไปทั่ว
สัตว์อสูรและบรรดาศิษย์สายนอกถือเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับทุกคนสัตว์อสูรแม้ระดับจะไม่สูงแต่ก็ยังสามารถฆ่าคนในระดับเดียวกันได้อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งที่มากกว่าถึงแม้ว่าจะเอาชนะได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการบาดเจ็บอย่างสาหัสและไม่อาจบอกได้ว่าจะไม่โดนสัตว์อสูรในเขาวงกตโจมตีอีกจนกว่าจะออกไปได้
ส่วนศิษย์สายนอกทั้งหลายยิ่งรับมือได้ยากยิ่งเพราะว่าหากเข้าต่อสู้กันแล้วพ่ายแพ้ก็อาจหมดสิทธิ์ที่จะเดินทางต่อเนื่องจากพิการหรือถูกฆ่าตายแต่ถ้าหากเป็นฝ่ายชนะนั่นย่อมเป็นการสร้างศัตรูขึ้นทางอ้อมอนาคตหากได้เข้าสำนักตงหยางคงมืดมนหรือย่ำแย่ยิ่งกว่าตายจึงเหลือเพียงต้องหนีให้เร็วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา
กลุ่มของจ้าวเฟยหลงเดินได้ระยะทางถึงสองในสามของเขาวงกตแล้วหลังจากทำลายค่ายกลวงล้อไฟสำเร็จ การเดินทางของพวกเขาราบรื่นยิ่งนัก
“หยุนฟู่!เฟยหลง! พวกเจ้าว่ามันแปลกๆไหม”ไช่ลู่กระซิบเสีบงเบา
“ใช่แล้วข้าว่ามันเริ่มแปลกๆไปแล้วจริง”
หยุนฟู่กระซิบตอบ ในตอนนี้การสื่อสารของพวกเขาคือเสียงกระซิบที่บางเบาหลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาประสบการณ์เริ่มสอนให้พวกเขาปรับตัวเพื่อให้มีโอกาสรอดชีวิตดีขึ้น
ทางเดินถูกบีบให้แคบลงจนเหลือทางเดินไม่กี่เส้นทางและทุกทางนำไปสู่หนองน้ำเล็กๆแห่งหนึ่งที่มีต้นกุ้ยฮวาสูงใหญ่ขึ้นอยู่ด้านข้าง จ้าวเฟยหลงนำสหายทั้งสองเดินไปที่บริเวณหนองน้ำนั้นแต่พบว่ามีคนที่มาถึงก่อนแล้วกำลังยืนคุยกัน จากการแต่งตัวกลุ่มที่หันหน้ามาที่พวกตนสวมใส่ชุดของสำนักตงหยางแน่นอนว่าต้องเป็นบรรดาศิษย์สายนอกที่มาสกัดกั้นผู้เข้ารับการทดสอบ
อีกกลุ่มหนึ่งจากการแต่งตัวหรูหราของพวกเขาแน่นอนว่าต้องเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่สักแห่งหนึ่ง
“ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งหลายที่เห็นใจหากว่าข้าคังจ้านได้เข้าเป็นศิษย์สายนอกเมื่อไหร่จะตอบแทนบุญคุณของพวกท่านอย่างแน่นอน”
บรรดาศิษย์สายในต่างพอใจมากที่ทำให้คังจ้านคุณชายรองของตระกูลอันดับหนึ่งติดค้างน้ำใจของพวกตนเองได้เพราะมันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ใหญ่หลวงสำหรับพวกตน
“คุณชายคังอย่าได้เกรงใจต่อไปในสำนักหากมีเรื่องอะไรให้พวกข้ารับใช้ก็ขอให้บอกได้เลย”
หัวหน้ากลุ่มของศิษย์สายในรีบประจบประแจงทันทีต่อให้เป็นศิษย์น้องแล้วยังไงเบื้องหลังของคังจ้านไม่ใช่สิ่งที่พวกตนสามารถเทียบเคียงได้หากสามารถทำให้คังจ้านพอใจได้ก็ต่อไปในอนาคตพวกเขาก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
“มิได้ๆยังไงก็คงต้องรบกวนพวกท่านให้ดูแลข้าด้วยแล้วกัน”
ถึงแม้จะเป็นการพูดแบบอ่อนน้อมแต่ในน้ำเสียงหาได้มีความหมายเช่นนั้นไม่
“ศิษย์พี่ทั้งหลายน้ำใจเล็กน้อยโปรดรับไว้ด้วย”
หินปราณขั้นต่ำหนึ่งถุงถูกวางไว้ที่ฝ่ามือของหัวหน้ากลุ่มภายใต้สายตาแวววาวหัวหน้ากลุ่มรีบประสานมือขอบคุณคังจ้านจากนั้นเชื้อเชิญให้คังจ้านเดินผ่านเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของเขาวงกตอย่างนอบน้อม
พอดีกับที่กลุ่มของจ้าวเฟยหลงเดินมาถึง
“พวกเจ้า หยุดอยู่ตรงนั้น!!”
ศิษย์สายนอกคนหนึ่งตะโกนเสียงเข้มทำให้กลุ่มของคังจ้านและหัวหน้าของกลุ่มศิษย์นอกหันกลับมา
ทันทีที่สายตาของ คังจ้านมองเห็นไช่ลู่ เขาก็เกิดความต้องการที่จะครอบครองตัวนางขึ้นมาทันทีเพราะความสวยของนางนั้นทำให้เขาหลงใหลสายตาที่มองบ่งบอกถึงความละโมบในร่างกายของนางแบบไม่ปกปิดแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าทั้งสามคนหากอยากผ่านไปยังช่วงสุดท้ายจงมอบของมีค่ามาให้พวกเราทั้งหมดหรือไม่ก็ตายที่นี่”
ศิษย์สายนอกคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงอันดังวางท่าทางเต็มไปด้วยอำนาจที่ผู้เข้าคัดเลือกมิอาจปฏิเสธได้
คังจ้านสาวเท้าเดินกลับมาทันทีจนมาหยุดที่ตรงหน้าของไช่ลู่ ทำให้บรรดาศิษย์สายนอกถึงกับเลิ่กลั่ก
“คุณชายคังนี่ท่าน...”
หัวหน้าศิษย์สายนอกกล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมส่งสายตาอย่างรู้ใจ
“ข้าคือคังจ้านคุณชายรองตระกูลคัง ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิงโจว ขอทราบนามอันไพเราะของแม่นางได้หรือไม่”
คังจ้านหวังใช้สถานะของตนโอ้อวดให้นางสนใจตนเองด้วยสิ่งเหล่านี้หญิงสาวทั้งหลายต่างวิ่งเข้ามาศิโรราบต่อเขามานักต่อนักแล้ว
“ไม่”
เสียงตอบสั้นๆของไช่ลู่ทำให้คังจ้านถึงกับหน้าชาเขาไม่นึกเลยว่ายังมีผู้หญิงที่ไม่สนใจคุณชายตระกูลอันดับหนึ่งอยู่อีก
คังจ้านหันไปทางหัวหน้ากลุ่ม
“ศิษย์พี่ค่าผ่านทางของนางข้าจะรับผิดชอบเอง”
คังจ้านหวังใช้ความร่ำรวย เชื่อมความสัมพันธ์กับหญิงสาวร้อยทั้งร้อยเขาไม่เคยพลาดด้วยวิธีการเช่นนี้ใครบ้างไม่ชอบเงินหรือความสุขความสบาย
“หากคุณชายคังต้องการย่อมไม่เป็นปัญหาใด” หัวหน้ากลุ่มตอบอย่างรู้งาน
“ไม่จำเป็น!!”
ไช่ลู่ยังคงท่าทางเย็นชานางไม่ต้องการเกี่ยวข้องอันใดกับคังจ้านผู้นี้เลยจากสายตาที่มองนางก็รู้ได้ว่าคนผู้นี้หวังดีไม่จริง
“นี่แม่นาง!! คุณชายคังสนใจในตัวเจ้าก็นับว่าเป็นบุญที่ทำมาแต่ชาติก่อนแล้วใยต้องเล่นตัวให้เสียเวลา”
หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกตำหนิไช่ลู่ที่นางไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไม่ยอมคว้าโอกาสดีๆเอาไว้
“พวกเราไปกันเถอะอย่าเสียเวลาอีกเลย”
จ้าวเฟยหลงที่ถูกละเลยจู่ๆก็กล่าวขึ้นแล้วเดินนำไปทางเข้าสู่ช่วงสุดท้าย
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าไป!!” หัวหน้ากลุ่มศิษย์สายในตวาดเสียงดัง
“หากข้าไม่อนุญาตพวกเจ้าอย่าหวังว่าจะได้ก้าวขาออกจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว”
เสียงประกาศิตของเขาดังก้องทั้งหนองน้ำจากนั้นหันมาทางคังจ้าน
“คุณชายคังขอเชิญท่านล่วงหน้าไปก่อนส่วนแม่นางคนนี้พวกข้าจะส่งไปที่ห้องของท่านเมื่อการคัดเลือกจบแล้ว”
“ฮ่าๆๆ...ดีๆเช่นนั้นขอบคุณศิษย์พี่ทุกท่านมาก”
คังจ้านกล่าวแล้วหมุนตัวเดินไปที่ทางเข้าอย่างอารมณ์ดีในสมองกำลังระดมทุกวิธีที่จะจัดการกับไช่ลู่อย่างสาสมที่นางช่างบังอาจปฏิเสธเขาเมื่อตอนที่เขาจับร่างของนางกดเอาไว้ใต้ตัวของเขา
เมื่อคังจ้านพาพวกของเขาเดินหายลับเข้าไปในทางเขาวงกตหัวหน้ากลุ่มศิษย์สายนอกก็หันมาเล่นงานกลุ่มของจ้าวเฟยหลงต่อ
“พวกเจ้าผ่านไปไม่ได้ดันไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้าก็จงก้มหน้ารับกรรมเสีย”