ค่ายกลพยัคฆ์ขาว
บรรยากาศภายในจวนพยัคฆ์ทมิฬเงียบเชียบจนวังเวง ราวกับป่าช้าที่ไร้ซึ่งเสียงจักจั่นเรไร มีเพียงเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกู้ชิงเหยียนและเสียงฝีเท้าเบาหวิวของเสิ่นลั่วที่ย่ำลงบนแผ่นหินปูพื้น ดังสะท้อนก้องไปมาระหว่างกำแพงสูงตระหง่าน
เสิ่นลั่วกวาดสายตามองสำรวจอย่างถ้วนถี่ ยิ่งเดินลึกเข้าไป คิ้วเรียวสวยก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากัน สภาพภายในจวนช่างขัดแย้งกับความโอ่อ่าของประตูหน้าอย่างสิ้นเชิง หากเปรียบประตูหน้าเป็อาภรณ์หรูหราของขุนนาง ภายในจวนนี้ก็คงเป็ดั่งเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยาแเหวอะหวะและโรคร้ายรุมเร้า
ทางเดินระเบียงยาวคดเคี้ยวเลี้ยวลด เสาไม้สีแดงชาดลอกล่อนจนเห็นเนื้อไม้สีคล้ำ คานบนเพดานเต็มไปด้วยหยักไย่ระโยงระยาง สระบัวกลางลานแห้งขอดจนเห็นโคลนตมก้นบ่อที่แตกระแหง ดอกบัวที่ควรจะชูช่ออวดโฉมกลับเหลือเพียงก้านดำเมี่ยม หักพับลงดินอย่างน่าเวทนา
“ท่านแม่ทัพ...” เสิ่นลั่วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา อดรนทนไม่ไหว “จวนหลังใหญ่ปานนี้ ไฉนจึงไร้เงาข้ารับใช้? อย่าบอกนะว่าท่านซักผ้ากวาดเรือนเอง?”
กู้ชิงเหยียนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ตอบเสียงเรียบโดยไม่ชะลอฝีเท้า “คนตาย... ไม่จำเป็ต้องมีคนรับใช้”
“พูดจาอัปมงคลอีกแล้ว” เสิ่นลั่วบ่นอุบในลำคอ แต่ก็รีบสาวเท้าก้าวตามให้ทัน่ขายาว ๆ ของอีกฝ่าย “ข้าหมายถึงคนเป็ที่ยังต้องกินต้องนอนเช่นท่านกับข้าต่างหาก หรือว่าท่านไล่พวกเขาออกไปหมดแล้ว?”
“หนีไปหมดต่างหาก” คำตอบสั้นห้วนนั้นทำเอาเสิ่นลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง เขาััได้ถึงความขมขื่นจาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงเ็านั้น
“หนี? เพราะกลัวท่านน่ะหรือ?”
กู้ชิงเหยียนหยุดเดินกะทันหันที่หน้าเรือนรับรองหลังหนึ่ง ซึ่งดูสภาพดีกว่าเรือนอื่น ๆ เล็กน้อย เขาหันกลับมา ั์ตาสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเสิ่นลั่ว
“เพราะกลัวสิ่งที่อยู่ในนี้” เขาชี้ดาบในมือไปรอบ ๆ ทิศ “ที่นี่สูบพลังชีวิตคนธรรมดา หากจิตไม่แข็งพอ อยู่ได้ไม่เกินสามราตรีก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ บ้างก็ฝันร้ายจนสติวิปลาส... เ้าเองก็เถอะ หากกลัวก็ไสหัวลงเขาไปเสียตอนนี้ยังทัน”
เสิ่นลั่วฟังแล้วกลับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาเดินเข้าไปใกล้กู้ชิงเหยียน แล้วยกนิ้วขึ้นจิ้มที่อกเสื้อเกราะเบา ๆ
“ข้าเป็คนดวงแข็งมาั้แ่เกิด ซินแสทำนายว่าชีวิตข้าเหมือนแมลงสาบ ฆ่าไม่ตายง่าย ๆ หรอกขอรับ” เขายิ้มตาหยี “อีกอย่าง ข้ายังไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากท่านสักตำลึง จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร ผีสางเทวดาตนใดก็ไล่ข้าไม่ไปหรอก”
กู้ชิงเหยียนปัดมือเสิ่นลั่วออกอย่างรังเกียจ แต่แววตาดูอ่อนลงกว่าเดิมหนึ่งส่วน เขาผลักประตูเรือนรับรองเปิดออก ฝุ่นผงฟุ้งกระจายออกมาปะทะหน้าจนเสิ่นลั่วต้องยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก
“แค่ก ๆ! นี่เรือนรับรองหรือถ้ำค้างคาวกันแน่”
“ห้องนี้สะอาดที่สุดแล้ว” กู้ชิงเหยียนกล่าว “คืนนี้เ้านอนที่นี่ ส่วนเื่อาหาร... ในครัวมีของแห้ง ไปจัดการเอาเอง”
กล่าวจบ ร่างสูงใหญ่ในชุดดำก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เสิ่นลั่วยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในแสงยามเย็น
“เดี๋ยวก่อน!” เสิ่นลั่วะโเรียก “แล้วท่านพักที่ใด? หากกลางดึกข้าถูกผีหลอก จะวิ่งไปฟ้องใครได้เล่า?”
“เรือนตะวันตก… ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด หากไม่อยากตาย” เสียงทุ้มลอยลมกลับมา ก่อนที่เงาร่างของแม่ทัพหนุ่มจะกลืนหายไปกับความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุม
…
เสิ่นลั่วใช้เวลาหนึ่งก้านธูปในการปัดกวาดห้องให้พอซุกหัวนอนได้ เขาไม่ใช่คุณชายผู้ดีตีนแดงจึงไม่ถือสาความลำบาก แต่สิ่งที่เขาทนไม่ได้คือความหิว ท้องไส้เริ่มประท้วงครวญครางเสียงดังแข่งกับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก
เขาเดินคลำทางไปยังโรงครัวที่กู้ชิงเหยียนบอก สภาพโรงครัวเย็นชืด เตาไฟไร้ซึ่งความอุ่นมานานแรมเดือน ในถังข้าวสารมีเพียงหมั่นโถวแห้งแข็งโป๊กที่วางทิ้งไว้จนราขึ้น และถุงเสบียงทหารที่วางอยู่บนโต๊ะ
เสิ่นลั่วหยิบถุงเสบียงมาเปิดดู พบแผ่นแป้งย่างแห้ง ๆ กับเนื้อตากแห้งที่แข็งราวกับแผ่นไม้กระดาน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยิบแผ่นแป้งขึ้นมากัด
“โอ๊ย! ฟันข้า!” เสิ่นลั่วร้องลั่น ยกมือขึ้นกุมแก้ม “นี่มันแป้งย่างหรือก้อนหินกันแน่? สมกับเป็จวนแม่ทัพศิลา กินของแบบนี้เข้าไป มิน่าจิตใจถึงได้กระด้างนัก”
เขาบ่นกระปอดกระแปดพลางจุดไฟในเตาอย่างทุลักทุเล ต้มน้ำร้อนเพื่อนำมาแช่แผ่นแป้งให้พอกลืนลงคอได้ ระหว่างรอ เขาถือโอกาสเดินสำรวจรอบ ๆ โรงครัว และสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับหน้าต่างบานหนึ่งที่มองออกไปเห็นสวนชั้นใน
แสงจันทร์กระจ่างฟ้าสาดส่องลงมา เผยให้เห็นการจัดวางภูมิทัศน์ที่ทำเอาเสิ่นลั่วต้องวางชามข้าวต้มลง
“วิปลาส... วิปลาสแท้ ๆ” เขาพึมพำ ั์ตาเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวมรกตจาง ๆ ยามเมื่อใช้เนตรพฤกษามองดูเส้นทางเดินของพลังธรรมชาติ
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือลานหินกว้างใหญ่ที่ถูกจัดวางในรูปแบบพยัคฆ์ขาวหมอบคลาน ก้อนหินสีขาวขนาดมหึมาถูกวางทับซ้อนกันเป็รูปร่างคล้ายเสือที่กำลังตะปบเหยื่อ แต่ทว่าตำแหน่งที่มันตะปบลงไปนั้นกลับเป็ทิศัเขียว ซึ่งเป็ทิศมงคลและเป็ชีพจรหลักของูเาลูกนี้
“เอาหินหนักกดทับเส้นเืั ตัดขาดทางเดินน้ำ บีบให้พลังปราณไหลย้อนกลับ” เสิ่นลั่ววิเคราะห์เสียงเครียด เหงื่อเม็ดเล็กซึมขึ้นตามไรผม “นี่มันไม่ใช่แค่ค่ายกลกักกันศัตรู แต่มันคือค่ายกลสะกดิญญาชัด ๆ ใครกันนะช่างอำมหิตเช่นนี้ คิดจะเปลี่ยนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็สุสานคนเป็หรือไร”
ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเมื่อััได้ถึงความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากก้อนหินเ่าั้ มิน่าเล่า กู้ชิงเหยียนถึงได้มีสภาพร่างกายย่ำแย่ การอาศัยอยู่ใจกลางค่ายกลที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอันใดกับการปล่อยให้กู่พิษชอนไชกัดกินพลังชีวิตไปทีละน้อย ๆ เลย
“ไม่ได้การ...” เสิ่นลั่วคว้าแผ่นแป้งที่นิ่มลงแล้วยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนจะคว้าพู่กันด้ามโปรดที่เหน็บเอวไว้ ะโข้ามธรณีหน้าต่างออกไปสู่สวนกลางแจ้ง
รัตติกาลสงัดเงียบ ลมูเาพัดหวีดหวิวบาดผิวหน้า เสิ่นลั่วเดินย่องเข้าไปใกล้กลุ่มหินพยัคฆ์ขาว ยิ่งเข้าใกล้ความรู้สึกหนาวเหน็บก็ยิ่งกัดกินถึงกระดูกดำ ไม่ใช่ความหนาวจากอากาศ แต่เป็ความหนาวจากไอปราณมรณะ
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ
ท่ามกลางดงหินที่แห้งแล้งและตายซาก มีต้นไม้ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้นท้อกัลปพฤกษ์ขนาดเล็ก ลำต้นบิดเบี้ยวแคระแกร็น ใบโกร๋นจนเกือบหมด แต่ที่น่าประหลาดคือที่ปลายกิ่งก้านแห้ง ๆ นั้น กลับมีดอกท้อสีชมพูซีดบานสะพรั่งอยู่ดอกหนึ่ง
ดอกท้อดอกเดียว ท่ามกลางความตาย
“เ้าหนู” เสิ่นลั่วนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าต้นท้อนั้น เอื้อมมือไปแตะเบา ๆ ที่ลำต้น ผิวััอุ่นวาบแล่นเข้ามาที่ปลายนิ้ว “เ้าพยายามต่อสู้อยู่สินะ? รากของเ้าหยั่งลึกลงไปหาแหล่งน้ำใต้ดินที่ถูกหินพวกนี้ปิดทับไว้ ช่างทรหดเสียจริง”
เสิ่นลั่วรู้ทันทีว่าต้นท้อต้นนี้คือจุดตาย หรือค่ายกลที่ยังหลงเหลืออยู่ หากต้นท้อนี้ตาย จวนทั้งหลังจะกลายเป็แดนนรกสมบูรณ์แบบ
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!”
เสียงตวาดก้องกังวานดุจฟ้าผ่าดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับจิตสังหารรุนแรงที่พุ่งเข้าใส่ เสิ่นลั่วสะดุ้งโหยง รีบะโหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล
เคร้ง!
ดาบสีดำทะมึนปักลงบนตำแหน่งที่เขานั่งเมื่อครู่ หินแกร่งแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ ฝุ่นฟุ้งตลบ
กู้ชิงเหยียนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ ผมยาวสยายปลิวไสว ใบหน้าถมึงทึงราวกับั์มาร ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะและความเ็ป
“ข้าสั่งแล้วใช่ไหมว่าห้ามออกมาเพ่นพ่าน!” กู้ชิงเหยียนคำราม มือที่กำด้ามดาบสั่นระริก ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะแขนข้างนั้นกำลังมีเกล็ดหินสีเทาลามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เสิ่นลั่วไม่ได้สนใจดาบที่ปักพื้น แต่สายตาเขาจับจ้องไปที่แขนขวาของกู้ชิงเหยียน แขนเสื้อฉีกขาดเผยให้เห็นิัที่กำลังแข็งตัวเป็หิน ส่งเสียงดัง เปรี๊ยะ ๆ น่าสยดสยอง
“ท่านแม่ทัพ! แขนท่าน–”
“อย่าเข้ามา!” กู้ชิงเหยียนตวาดลั่น ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พยายามข่มกลั้นความเ็ปที่เหมือนถูกไฟเผาทั้งเป็ “ออกไป หากไม่อยากตายก็ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
เสิ่นลั่วเม้มปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาไม่หนี ทว่ากลับทำในสิ่งที่กู้ชิงเหยียนคาดไม่ถึง
เขาพุ่งตัวเข้าไป ไม่ใช่หาตัวแม่ทัพ แต่พุ่งไปที่ต้นท้อแคระต้นนั้น มือเรียวคว้าเอากระบอกน้ำที่พกติดตัวมา เทน้ำราดลงไปที่โคนต้น แล้วใช้พู่กันวาดอักขระบางอย่างลงบนดินรอบโคนต้นอย่างรวดเร็ว
“ธาตุน้ำหล่อเลี้ยงพฤกษา พฤกษาหยั่งรากทลายศิลา!” เสิ่นลั่วตวาดก้อง
แสงสีเขียวจาง ๆ เรืองรองขึ้นที่โคนต้นท้อ รากไม้ใต้ดินขยับตัวราวกับงูเลื้อย ดันก้อนหินที่กดทับเส้นชีพจรดินให้เผยอขึ้นเพียงเล็กน้อย
เพียงแค่เล็กน้อย แต่ก็เพียงพอให้กระแสลมปราณที่อุดตันได้ระบายออก
“อึก!” กู้ชิงเหยียนทรุดฮวบลงกับพื้น เขากุมแขนข้างที่เ็ป ความรู้สึกร้อนรุ่มค่อย ๆ ทุเลาลง แทนที่ด้วยความเย็นสบายจากสายลมที่พัดผ่านมาวูบหนึ่ง
เกล็ดหินที่กำลังลุกลามหยุดชะงัก
เสิ่นลั่วหอบหายใจแฮก ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้นอย่างหมดสภาพ เขาเงยหน้ามองกู้ชิงเหยียนที่นั่งหอบอยู่ไม่ไกล ยิ้มแห้ง ๆ ส่งให้
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าเป็ช่างซ่อม ของพัง ๆ ข้าซ่อมได้ แต่คนพัง ๆ อย่างท่าน... คงต้องใช้เวลาหน่อยกระมัง”
กู้ชิงเหยียนเงยหน้ามองชายหนุ่มแปลกหน้าผู้บ้าบิ่นตรงหน้า ความโกรธเคืองค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความสับสนและแววตาที่สั่นไหว
“เ้า... ทำอะไรลงไป?”
“รดน้ำต้นไม้ขอรับ” เสิ่นลั่วตอบหน้าตาเฉย พลางชูพู่กันในมือขึ้นแกว่งไปมา “และดูเหมือนว่าต้นไม้ต้นนี้จะผูกพันกับชะตาชีวิตของท่านเสียด้วยสิ ท่านแม่ทัพ... ท่านเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับรากไม้ หรือเอารากไม้มาผูกไว้กับชีวิตท่านกันแน่?”
คำถามนั้นแทงใจดำกู้ชิงเหยียนจนพูดไม่ออก ความลับที่เขาปกปิดมานับสิบปี กลับถูกช่างจัดสวนพเนจรผู้นี้มองทะลุปรุโปร่งภายในคืนเดียว