เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบสาม สัญญากับข้า

     

    บทที่ หนึ่งร้อยสิบสาม

     

    ค่ำคืนเหน็บหนาวใต้ฟ้าสลัวของเดือนที่พรมด้วยหมอกบางต้นหลิวโอนกิ่งตามแรงลมเบาครืนครางคล้ายร่ำไห้บนผืนฟ้าเงียบสงบเงาดำสามสายลอยข้ามเส้นแนวป่าไผ่พุ่งตรงมาสู่วัดซานป๋ออย่างไร้ผิดสังเกต กระแสเงาฉวัดเฉวียนกลางอากาศ

    เสี่ยวเฟินในร่างกาขาวปลอดบินเคียงข้างกับซู่หลิวนกกระจิบสีน้ำตาลทองกับเซี่ยนเหยียนนกพญาปากกว้างขนเทาทั้งสามร่อนลมลงสู่กิ่งไม้สูงด้านหน้าวัด นางปากอ้าเบาๆ ด้วยลมหายใจหอบระโหยดวงตาดำวาวของนางกวาดมองเบื้องล่างที่ไร้แสงตะเกียงสักดวง

    วัดซานป๋อราตรีนี้มืดมนผิดจากอารามหลวงประหนึ่งว่ากำลังหลบซ่อนเงาของความลับและอันตรายบางประการไม่ใช่วัดที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

    “ตรงนั้น..ห้องไม้ฝั่งขวาเหนือห้องสวดมนต์ด้านหลังนั่นแหละ” เสียงเซี่ยนเหยียนกระซิบผ่านสายลมเบา

    “มีคนเฝ้าอยู่หน้าห้องสองคน” ซู่หลิวเอ่ยด้วยเสียงต่ำ “ด้านข้างมีหน้าต่างที่ลงกลอนจากด้านใน”

    เสี่ยวเฟินพยักหน้าเบาๆก่อนกางปีกและร่อนลงอย่างแผ่วเบาสู่มุมหนึ่งด้านหลังเสาไม้ห่างจากห้องเก็บโอสถราวสิบก้าวพอสมควร แสงจันทร์สะท้อนกับผิวใบไม้เปียกไอหมอก บนพื้นมีเพียงรอยเท้าของนกและเสียงลมหายใจของดวงใจดวงหนึ่งที่กำลังอดกลั้นทำตามแผนแผนในช่วงสุดท้ายของเรี่ยวแรงที่ทนพิษในกายแทบไม่ไหว

    หลังจากพอเห็นว่าความมืดปกคลุมพอเหมาะเสี่ยวเฟินจึงแปรเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ร่างบอบบางในชุดแพรบางสีขาวนวลแนบลู่กับเรือนกายเพราะความชื้นจากอากาศท่ามกลางความมืดนางเดินก้มตัวหลบเงาเสา เดินลัดแนบกำแพงพลางตั้งใจฟังเสียงนางกำนัลที่เฝ้ายาม

    “ตรงนี้..” นางพึมพำกับตนเองแล้วเบี่ยงตัวให้เสื้อข้างลำตัวไปสะกิดเชือกแขวนกระถางน้ำชาเก่าหล่นลงกับพื้นดัง ‘เคร้ง’

    เสียงเหล็กกระทบดินดังพอให้นางกำนัลเฝ้ายามทั้งสองสะดุ้งลุกจากท่านั่ง“นั่นเสียงอะไร?” คนหนึ่งกระซิบ

    อีกคนที่พยายามมองผ่านความมืดตอบ“มีคนแอบซุ่มอยู่หรือเปล่าไปดูข้างหลังเสานั่น!”

    ทันทีที่เห็นทั้งสองเคลื่อนตัวเสี่ยวเฟินพลันหมุนกายแล้ววิ่งหนี ตรงไปยังทางเดินแคบด้านข้างที่ทอดยาวเลาะแนวระเบียง

    “หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าคือใคร!”

    “จับมันไว้!”

    นางกำนัลเฝ้ายามรีบพุ่งตามอาภรณ์สีขาวที่เห็นแวบๆปลิวไสวตัดกับความมืดระหว่างที่วิ่งหนีเสี่ยวเฟินรีบฉวยกองก้อนหินใต้ต้นหลิวข้างทางจากนั้นขว้างกลับหลังโดยไม่มอง นางปาสะเปะสะปะคล้ายจะขว้างใส่ผู้ที่ไล่ตามจนถึงจุดที่มั่นใจก็ขว้างอีกหินก้อนหนึ่งกระทบหน้าต่างห้องที่เป็นไม้ฉลุเสียง “แควก!”

    กระดาษที่ปิดทับบานไม้ฉลุฉีกขาดเผยให้เห็นช่องเล็ก รูโหว่ไม่กว้างมากแต่ก็มีขนาดพอให้สิ่งมีชีวิตเล็กบินลอดเข้าไปได้

    ขณะที่หญิงสาวยังแสร้งดิ้นรนวิ่งวนรอบศาลาหอบหายใจแรง มือขว้างหินอีกหลายก้อนเพื่อถ่วงเวลาดวงตาวาวใสของนางเหลือบเห็นร่างน้อยสองเงาเล็กบินวูบเข้าไปในช่องกระดาษได้สำเร็จ

    “แฮ่ก..ข้าเหนื่อยแล้วนะ..หยุดไล่ข้าเสียที!” นางร้องขณะยื้อกับนางกำนัลเฝ้ายามที่จับแขนของนางไว้

    พลันเมื่อเห็นว่าเวลาล่วงไปพอสมควรดวงตานางเปล่งประกายความพึงใจแวบหนึ่งเมื่อเห็นเงาเล็กๆ พุ่งทะยานผ่านศีรษะไปนางรีบสะบัดแขนหลบหลังต้นไม้ก่อนจะกระโดดลงจากผาลึก ทิ้งนางกำนัลยามเฝ้ายืนตะลึงตาค้างเพราะคิดว่าคนที่กระโดดลงไปในความมืดด้านล้างนั้นคงไม่มีชีวิตรอดแต่แท้จริวกายหญิงสาวหายวับกลายเป็นเงาสีขาวแล้วบินพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหา

    เหนือยอดสนเสี่ยวเฟินในร่างกาขาวพลันบินตามเส้นทางที่นกทั้งสองกำลังลอยลมกลับไปเหนือปลายกิ่งไม้ยอดสูงลิ่ว มีเงาเล็กสองร่างเกาะเรียงอยู่ซู่หลิวใช้ปากคีบบางสิ่งไว้แน่น และเมื่อเห็นนางมาถึงก็ยื่นออกมา เม็ดโอสถกลมมนสีอำพันแวววาวราวหยาดน้ำผึ้งบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์กระจ่าง

    “เจ้าทำได้!” เสี่ยวเฟินส่งเสียงขานอย่างเบิกบานปีกข้างหนึ่งค่อยๆ กางออกแผ่วเบา เผยให้เห็นรอยบุ๋มเล็กๆใต้ขนขาวที่พองตัวเพราะอากาศหนาว นางใช้จะงอยคาบเม็ดโอสถนั้นแล้วเก็บซ่อนเข้าในโพรงใต้ขนทันที

    “ขอบคุณ..เจ้าทั้งสองข้าไม่อาจทำสิ่งนี้ได้เลยหากไม่มีพวกเจ้า”

    ซู่หลิวและเซี่ยนเหยียนสบตากันก่อนผงกหัวอย่างหนักแน่น“เราจะไปส่งเจ้า” เซี่ยนเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    เสี่ยวเฟินนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มด้วยดวงใจที่อบอุ่นในความมืด"ได้..พวกเราบินไปด้วยกัน"

    เสียงกระพือปีกเบาๆเริ่มขึ้นอีกครั้ง เงาเล็กสามสายตัดผ่านเส้นขอบฟ้ายามราตรีพุ่งตรงไปยังขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายทัพหลวง..สถานที่ซึ่งหัวใจของนางรออยู่

    กระโจมทหารกลางค่ายที่ทอดตัวยาวจรดขอบฟ้าเงียบสงบยามค่ำท้องฟ้ามืดหม่นไร้ดาวจรัสแสงจากคบเพลิงด้านนอกพลิ้วไหวไปตามแรงลมหนาวที่พัดผ่านมาเป็นระยะคล้ายเงาของพายุบางอย่างที่กำลังคืบคลาน

    โม่หยงเฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะแผนที่ภายในกระโจมใหญ่ที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการ เส้นผมดำขลับยาวถูกมัดอย่างหลวมๆชุดเกราะบางคลายออกแล้วเหลือเพียงเสื้อคลุมหนานุ่มแต่ดวงตาคมล้ำยังจับจ้องแน่นิ่งอยู่ที่แผนภูมิสงครามตรงหน้า

    มือข้างหนึ่งยกขึ้นนวดหว่างคิ้วร่องรอยความเหนื่อยล้ากดลึกใต้ตาทั้งสองข้างเขายังไม่ได้นอนแม้แต่น้อยในสองวันมานี้ หากแต่ยามนี้เขาไม่ได้คิดเรื่องสนามรบทว่ากลับครุ่นคิดถึงเงากาน้อยสีขาวที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยจนหลับไม่ลง

    เสี่ยวเฟิน..เจ้าหายไปที่ใดกันใจเขาอึดอัดดั่งมีหินก้อนมหึมากดทับแม้เสียงทหารเวรยามย่ำเท้าอยู่ด้านนอกจะดังเป็นระยะเขาก็มิอาจวางใจลงได้สักครึ่งอึดใจ

    ทันใดนั้นเสียงเอะอะปนเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้กระโจม

    “นก! มีนกบินเข้ามา!”

    “ปิดทางมันไว้! ระวังอย่าให้เข้าไปในกระโจมฝ่าบาท!”

    ม่านผ้าเนื้อหนาที่ใช้กั้นลมต่างประตูถูกพุ่งทะลุออกมาเงาขาววูบหนึ่งพุ่งเข้ามาในกระโจมเร็วเสียจนทหารที่วิ่งตามไม่อาจหยุดยั้งทัน

    โม่หยงเฉิงเงยหน้าขึ้นโดยพลันเห็นเงานั้นร่อนลงบนโต๊ะแผนที่อย่างแผ่วเบาร่างเล็กขนขาวปลอดสะอาดราวเกล็ดหิมะในฤดูหนาวดวงตากลมดำวาวระยับสบเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง

    “หยุด!” เขาเอ่ยเสียงดัง ทหารที่ยกมือจะคว้าเข้ามาชะงักกึกตรงปากกระโจม“ไม่ต้องกวนปล่อยให้นกตัวนี้อยู่ในนี้ต่อ”

    “..พ่ะย่ะค่ะ!” เหล่าทหารรีบถอยหลังค้อมศีรษะแล้วหายไปจากหน้ากระโจมถอนด้วยความโล่งใจที่เกรงว่าจะทำฮ่องเต้ไม่พอพระทัย

    แสงตะเกียงภายในส่องให้เห็นใบหน้าเคร่งเครียดของโม่หยงเฉิงค่อยคลายลงเมื่อเห็นว่าคือ‘นาง’ ที่เขารอคอยหากเพียงครู่ร่างขนนกขาวกลับไหววูบ เปล่งแสงจางก่อนเปลี่ยนกลายเป็นร่างมนุษย์ของหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวชื้นน้ำหมอก

    “เสี่ยวเฟิน..” เสียงของเขาขาดห้วงในลำคอ

    ร่างนั้นทรุดเซนางยืนนิ่งอยู่ได้เพียงครู่เดียวก็สั่นสะท้านไปทั้งกาย ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดใต้ตาคล้ำลงจนเห็นเด่นชัด ดวงตาใสซื่อที่เคยมองโลกด้วยความบริสุทธิ์กลับหม่นมัวคล้ายหมอกควันจากถ่านเปียก

    สีหน้าทีที่เริ่มคลายกังวลกลับมามืดหม่นกว่าเดิม“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า..” เขารีบก้าวเข้ามาประคองสองไหล่ของนางน้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน “เจ้าไปไหนมาหายไปหลายวันไม่ส่งข่าว เจ้าไม่รู้หรือว่าเรา..ห่วง”

    เสี่ยวเฟินยิ้มบางๆแต่ความเหนื่อยล้าทำให้รอยยิ้มนั้นสั่นเครือ นางแบฝ่ามือออกให้เขาดูเม็ดโอสถสีอำพันวาวระยับในมือนั้นราวดวงไฟเล็กๆ กลางรัตติกาล

    โม่หยงเฉิงขมวดคิ้ว“..คืออะไร?”

    “ข้าถูกจับกลับไปที่วัดซานป๋อ..เพราะสิ่งนี้ มันคือโอสถต่อชะตาพิธีสำเร็จแล้ว..ข้า” นางเอ่ยไม่ทันจบก็แทบสิ้นแรง

    เสียงนางอ่อนล้าอย่างชัดเจนโม่หยงเฉิงยิ่งได้ยินเสียงแหบนั้นก็เหมือนถูกมีดกรีดใจ “สิ่งนี้มันทำให้เจ้ากลายเป็นเช่นนี้หรือ?”

    หญิงสาวส่ายหน้าอย่างเชื่องช้า“ไม่ใช่ สิ่งนี้ข้าไปชิงคืนมา..แต่เหตุที่ร่างกายเช่นนี้..เพราะข้าถูกวางยาพิษ พิษของมนุษย์..” เสียงพูดของนางขาดเป็นห้วงๆราวคนเหนื่อยหมดแรง หายใจสั้นๆ หอบเป็นจังหวะ

    โม่หยงเฉิงนิ่งค้างไปอึดใจหนึ่งความตระหนกแล่นวาบขึ้นบนใบหน้า “เจ้าพูดว่าอะไรนะ..ผู้ใดวางยาพิษเจ้า!?”

    “พวกเขา..ทั้งหมดพวกเขาไม่ต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่..กับท่าน” เพียงเอ่ยจบร่างบางก็เซทรุดลงในอ้อมแขนเขาหัวใจเขาร่วงหล่นในอกแทบหยุดเต้น รีบประคองร่างนางอย่างทะนุถนอมขึ้นมาแล้วพานางวางลงบนเตียงนอนที่มุมกระโจม เส้นผมของนางหล่นลงปะแก้มซีดขาวริมฝีปากสั่นระริกแต่แววตายังคงอ่อนโยน

    “เราจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้!” เขาหมายจะผละออก แต่ทว่ามือบางเย็นเฉียบกลับคว้าข้อมือเขาไว้กระตุกห้าม

    “อย่าไป..ข้าจะ..ไม่ไหวแล้ว..”

    “ไม่..อย่าพูดเช่นนี้!” เสียงของโม่หยงเฉิงสั่นพร่า

    เสี่ยวเฟินพยายามยกมืออีกข้างแล้วยัดเม็ดโอสถใส่มือของเขา “ท่านต้องกินสิ่งนี้..มันเป็น..ทั้งหมดที่ข้ามี มันจะเป็นของท่าน..ทุกสิ่งทุกอย่าง” นางสะอื้นเบาๆ ดวงตาแดงรื้นน้ำใสขณะที่ริมฝีปากซีดสั่นระริกชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมกำลังถึงกล่าววต่อ “จากนี้ไป..ข้าฝากดูแลด้วย..” นางกลั้นสะอื้นไปขณะที่กำลังพูด “สัญญา..ท่านต้องให้เขาเติบโตได้มี..ชีวิตอย่างที่ต้องการนะ”

    ใบหน้าโม่หยงเฉิงมีแต่คำถามว่าที่นางพูดหมายถึงอะไรแต่ก็ไม่กล้าขัดรอจนนางพูดจบ ถึงถามขึ้น “ดูแล? เจ้าหมายถึงใครกัน..เสี่ยวเฟิน?” ชายหนุ่มขมับกระตุกร่างกายเครียดตึงหัวใจบีบรัดคล้ายจะระเบิดออก

    แต่เสี่ยวเฟินกลับไม่ตอบแววตาของนางเปล่งประกายความอาวรณ์แผ่วราง แล้วหลุบตาลงช้าๆ เพียงปล่อยให้เขากอดประคองไว้อย่างแน่นหนาราวกับหวังให้กาลเวลาหยุดนิ่ง เสียงเต้นหัวใจของคนสองคน หนึ่งเต้นถี่จากความกลัวการสูญเสียที่คืบคลานเข้ามาส่วนอีกหนึ่งเต้นเบาอ่อนแรงกายไร้พลังชีวิต

    ปลายนิ้วเรียวของเสี่ยวเฟินที่ยังมีพอเรี่ยวแรงอยู่เล็กน้อยค่อยๆเลื่อนไปแตะบนใบหน้าของเขา มือของหญิงสาวเย็นชืดสัมผัสแผ่วบางราวกลีบดอกซิ่งในฤดูหนาวแรกที่โปรยผ่านผิวหญิงสาวเลื่อนปลายนิ้วไปแตะหว่างคิ้ว แก้ม จมูก มุมปากของเขาคล้ายเป็นความพยายามจดจำแม้สัมผัสสุดท้าย

    “ข้าจะกังวล..” เสียงของนางเบาราวเสียงลมราวกับจะล่องไปพร้อมทุกเมื่อ“ขอเพียง..มีท่านอยู่ข้างๆ” ถ้อยคำนั้นเปี่ยมด้วยแรงใจที่เอ่อล้นแต่ร่างไม่ตอบสนองความอบอุ่นสุดท้ายที่นางอยากสื่อ “แต่..สายตาข้าพร่าเลือนนักคล้ายจะไม่เห็นท่านแล้ว..”

    โม่หยงเฉิงชะงักดวงตาที่จ้องมองกันมาหลายครา บัดนี้ขุ่นมัวไม่แน่นอน สายตานางดับแสงลงทีละน้อยมือของโม่หยงเฉิงที่กุมอยู่เหนือมือบางของหญิงสาวกลับยิ่งร้อนระอุเพราะทาบหลังมือที่เย็นเฉียบเขาวางทับแน่นเหนือมือบนใบหน้าตน “ให้ข้าได้ยิน..เสียงท่าน” นางพึมพำออกมาด้วยเสียงสั่นสะท้าน

    ชายหนุ่มพยายามกลืนก้อนที่ติดค้างที่ลำคอ“เราควรจะต้องรู้..ควรเก็บเจ้าไว้ ไม่ให้คลาดสายตาเพราะเราเอง เราผิด..ข้าผิดเอง..เสี่ยวเฟิน”

    มือบางที่สัมผัสใบหน้าเขาไหวเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนปลายนิ้วมาที่ริมฝีปากของเขาคล้ายขอให้เขาหยุดโทษตนเอง นางส่ายหน้าเบาๆ ทั้งที่ไม่มีเรี่ยวแรงสองแก้มซีดขาวไร้เลือด ริมฝีปากที่แห้งแตกคลี่ออกน้อยๆ เพื่อจะสื่อบางสิ่งหากแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากนางอีกแล้ว

    มือที่แตะใบหน้าของเขาหมดแรงค่อยๆ เลื่อนลงจากริมฝีปากมาปลายคาง ไหลมาตกอยู่บนอกของชายหนุ่มหากแต่ปลายนิ้วของนางกลับเกี่ยวเข้ากับสาบเสื้อเขาไว้ ทำให้ยังค้างอยู่กลางอกราวกับวางมือไว้ตรงหัวใจของเขา..ไม่ยอมปล่อยไปเสียที

    แผ่นอกของนางที่เคยขยับขึ้นลงอย่างแผ่วเบาบัดนี้สงบนิ่ง..เงียบงัน

    ดั่งคลื่นความเงียบปะทะโถมก่อพายุในใจดั่งอยู่ใต้ผาแล้วหินหนักพันชั่งโถมลงกลางอก โม่หยงเฉิงนิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่ไหวติงไปชั่วขณะเมื่อมือที่เขาทาบทับอยู่เลือนจางไปจากสัมผัส

    ร่างของหญิงสาวในอ้อมแขนเขาค่อยๆสลายแปรเปลี่ยนเป็นนกกาสีขาวปลอดตัวเล็ก ปีกเรียวขาวสั่นน้อยๆ แล้วหยุดลงดวงตากลมดำหม่นซึ่งดวงตานี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกายความสดใสดั่งไข่มุกดำบัดนี้ขุ่นมัวราวไข่มุกต้องฝ้าจางๆ

    ชายหนุ่มก้มหน้าลงช้าๆมองเงาร่างเล็กโดยไม่กะพริบตา ริมฝีปากของเขาสั่นเล็กน้อย “ข้ายังไม่..” ประโยคนั้นขาดห้วงไปอย่างน่าเจ็บปวดมือของเขาค่อยๆ กอบกุมร่างกาขาวนั้นไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมไม่ต่างจากของมีค่าที่เปราะบางในอ้อมแขน

    แต่แล้วเสียงบางอย่างไหลหล่นจากร่างขาวขนนุ่มมันไหลลงมาที่ตักเขา โม่หยงเฉิงชะงักกึก สายตาเบือนลงไปมอง พบสิ่งหนึ่งกลิ้งช้าๆก่อนจะหยุดลง มันคือก้อนกลมรีสีขาวนวลขนาดเล็กกว่ากำปั้นเล็กน้อย

    เขาหยิบขึ้นมาและอย่างไม่ต้องสงสัยเลยนี่คือ..ไข่นก..และยังอุ่นอยู่ ยังมีชีวิต..นี่คือสิ่งที่นางฝากไว้?

    มือข้างหนึ่งเขากำเม็ดโอสถสีอำพันไว้แน่นอีกข้างประคองไข่น้อยใบนั้นและมองสลับไปมาระหว่างทั้งสองสิ่งที่หญิงสาวทิ้งไว้ให้เขา

    “ทั้งหมดที่ข้ามี จะเป็นของท่าน..” คำพูดของนางก้องอยู่ในใจไม่ขาดสาย

    หลังตัดสินใจได้โม่หยงเฉิงค่อยๆ ยกเม็ดสีอำพันขึ้น กลืนเม็ดโอสถนั้นลงคอสีหน้าเคร่งเครียดไม่เปลี่ยน น้ำตาที่ยังคลอที่หางตาแม้ยังไม่ร่วงก่อนดวงตาคมเข้มกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าที่ลึกล้ำ

    ครู่ถัดมาศีรษะเขาสะท้านวูบลมหายใจติดขัด ภาพตรงหน้าไหวพร่า ปลายเส้นประสาทบีบรัด คล้ายระเบิดออกจากภายในความรู้สึกหนักศีรษะกระแทกทะลวงเข้ากลางขมับ

    แล้วแสงสีทองจ้าเจิดจ้าก็พุ่งทะลุจิตสำนึกแสงนั้นดึงเขาให้หลุดพ้นจากกาลปัจจุบัน พาเขาทะยานผ่านม่านเวลากลับไปยังสถานที่หนึ่งที่ห่างไกล..แสนไกลก่อนกาลอันควรจะระลึกถึง

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810