ตอนที่ 115
แข็งแกร่งจนเจิดจ้า
สิ้นเสียงกรรมการเอ่ยขาน...เริ่มการประลอง ฉิงหลงก็เปิดฉากใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเต่าคะนองในทันที จนทั่วทั้งร่างของฉิงหลงกลายเป็นสีทองแดงพรอ้มอาบไปด้วยออร่าบางเบาสีดำห่อหุ้ม...สัญลักษณ์เต่าคะนองตัวเล็กสีดำปรากฏขึ้นบนหน้าอก
"เจ้าหนูเดี๋ยวข้าจะสอนให้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงเป็นเช่นไร !!!" การประลองในรอบที่ผ่านมาฉิงหลงล้วนเลือกที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับและรอการสวนกลับมาโดยตลอด ซึ่งนั่นเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเคล็ดวิชาเต่าคะนองที่เน้นป้องกันเป็นหลัก แต่ในครานี้ฉิงหลงเห็นว่าเสวี่ยหมิงนั้นมีระดับพลังต่ำกว่าตนเองเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ทำให้เจ้าตัวเลือกที่จะเปิดฉากเข้าจู่โจมก่อน
ถล่มขุนเขา...! หมัดตรงอันหนักแน่นที่มีลมปราณห่อหุ้มเพียงบางเบา แต่กลับรุนแรงปานภูเขาถล่มเนื่องจากพลังลมปราณที่ส่งออกกลับถูกหนุนเสริมด้วยแรงมหาศาลของกายเนื้อแหวกอากาศจนเกิดเสียงดัง...ปัง ! ภาพของมัดกล้ามเนื้ออันทรงพลังจนก่อเกิดหมัดที่แหวกอากาศดังสะท้านขวัญผู้ชมรอบสนามที่ชมดูอยู่ยิ่งนัก
แม้แต่ประมุขซือไฉที่เห็นท่วงท่านี้ยังต้องลุ้นตัวเกร็งไปกับการประลองด้วยความตื่นเต้น ผิดกลับประมุขอู่ซานที่ด้านข้างซึ่งใบหน้าเฉิดฉายอารมณ์แจ่มใส ชมการประลองอย่างสบายใจราวกับว่าชัยชนะนั้นอยู่ในถุงย่ามของฝั่งมันเรียบร้อยแล้ว เพียงรอเวลาว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นที่ฉิงหลงจะเผด็จศึกเด็กน้อยจากสำนักมังกรฟ้าพร้อมหยิบฉวยคำ...ชัยชนะขึ้นมาจากถุงย่ามตัวเองเท่านั้น
"มาได้ดี" เสวี่ยหมิงยังไม่ได้ขยับเคลื่อนที่หลบหนี เพียงเปลี่ยนท่าวางเท้าเป็นสองขางอลงมาดมั่นในท่าม้านั่งพลางใช้ออกด้วยหมัดลมปราณซัดกระแทกตรงออกไปที่ด้านหน้า ทดสอบใช้หมัดลมปราณที่ระดับพลังเกินกว่าหนึ่งแสนจิน
แต่แล้วเมื่อหมัดลมปราณปะทะเข้ากับหมัดถล่มขุนเขาของฉิงหลง หมัดลมปราณของเสวี่ยหมิงพลันแตกระเบิดออกไปพร้อม ๆ กับแรงปะทะของท่าหมัดที่ฉิงหลงใช้ ทั้งที่ความรุนแรงของหมัดลมปราณนั้นสูงส่งกว่าท่าจู่โจมของฉิงหลงเกือบหนึ่งเท่าตัว ราวกับว่าพลังส่วนหนึ่งของหมัดที่เสวี่ยหมิงปล่อยออกนั้นถูกสูบหายออกไป
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ความมั่นใจของเจ้ามาจากสิ่งนี้นี่เอง ไม่น่าเชื่อว่าหมัดลมปราณของเจ้าจะรุนแรงเยี่ยงนี้ แต่ก็อย่างที่ข้าบอก การจู่โจมทางลมปราณของเจ้าไม่มีทางทะลวงผ่านพลังเต่าคะนองของข้าไปได้"
เสวี่ยหมิงหาได้สนใจคำพูดที่มากมายของฉิงหลง สวมใส่สนับมือเปลวเพลิงและลงมือจู่โจมซ้ำเติมด้วยหมัดที่ห่อหุ้มด้วยลมปราณเปลวเพลิงผสานเข้าไป จนก่อเกิดเป็นหมัดลมปราณร้อนแรงเจิดจ้าพวยพุ่งเข้าใส่ฉิงหลงอีกครา จนผู้ชมรอบสนามส่งเสียง...ฮือ ด้วยความตื่นตา
"น่าสนใจ" ฉิงหลงจับจ้องการโจมตีครั้งนี้อย่างตั้งใจ เพราะมันรับรู้ได้ถึงอันตรายที่มากกว่าการโจมตีในคราแรกของเสวี่ยหมิงอย่างไม่อาจเทียบ "แต่ยังนับว่าไม่ดีพอ !!!"
บรึ้ม !!!
หมัดลมปราณเปลวเพลิงนั้นรุนแรงเกินกว่าหนึ่งแสนแปดหมื่นจิน และที่สำคัญยังมีพลังในการแทรกซึมทำร้าย แต่หลังจากการปะทะดังก้อง ภาพของเต่าดำตัวเล็กที่หน้าอกของฉิงหลงพลันปรากฏขยายพองตัวหลังจากดูดกลืนพลังหมัดลมปราณของเสวี่ยหมิงเข้าไปจนตัวเบ่งพองคล้ายจะแตกออก แม้ฉิงหลงจะมีสีหน้าตกใจกับพลังของเสวี่ยหมิงแต่ตัวมันก็ไม่ได้รับอันตรายแม้แต่น้อย
"เจ้าร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากนัก แต่ครานี้นับว่าโชคร้ายที่คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้าไม่เช่นนั้นเด็กน้อยเจ้าคงชนะเข้ารอบไปได้ไกลกว่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย" พูดจบฉิงหลงก็เผยรอยยิ้มกว้างเพราะเต่าดำที่เบ่งพองขึ้นนั้นคือพลังในการดูดซับและสะท้อนกลับ และเมื่อปรากฏภาพเต่าดำขยายใหญ่ขึ้นขนาดนี้นั่นหมายความว่าพลังลมปราณที่เคล็ดวิชาเต่าคะนองดูดซับนั้นเต็มเปี่ยมและพร้อมจะระเบิดออกเพื่อจู่โจมสวนกลับคู่ต่อสู้ของมันแล้ว "หมัดของเจ้านั้นร้ายกาจกว่าศิษย์ของสำนักมังกรเทวะในรอบก่อนหน้าที่ข้าปะทะเสียอีก...น่าเสียดายที่วันนี้เจ้าต้องพ่ายแพ้เพราะพลังของตัวเอง"
"เจ้ามั่นใจ"เสวี่ยหมิงที่สงบคำมานานพลันเอ่ยคำขึ้นบ้างเมื่อเห็นท่าร่างที่ทะยานตรงเข้ามาของฉิงหลง หมายลงมือจู่โจมเสวี่ยหมิงด้วยพลังที่ดูดซับมากลับคืนไป
สายจ้าของเสวี่ยหมิงจเจิดจ้า สองเท้าพลันขยับโยกพลิ้วไหวในทันควัน ท่าร่างเมฆาไร้ลักษณ์ถูกใช้ออกเพื่อรับมือการโจมตีสะท้อนกลับของฉิงหลง ร่างที่ชัดเจนกลับกลายเป็นพล่าเบลอ แม้แต่ผู้คนที่ชมดูยังรู้สึกว่าเสวี่ยหมิงกลับกลายเป็นเพียงภาพเงาลวงตายากที่การเคลื่อนไหวตรงไปตรงมาของฉิงหลงจะจู่โจมถูก
แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะปะทะฉิงหลงกลับใช้ออกด้วยสิ่งของวิเศษบางอย่างซึ่งมีผลยึดจับ เพราะประมุขอู่ซานรู้อยู่แล้วว่าในการประลองฉิงหลงจำต้องเจอคู่ต่อสู้ที่มีท่าร่างสูงส่งและอาจตกอยู่ในสถานะลำบากจึงได้เตรียมการสิ่งต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้า เชือกวิเศษที่ถูกซัดขว้างพลันขยายออกจู่โจมกวาดออกไปในแนวขวางเข้าใส่เสวี่ยหมิง ทั้งร่างจริงร่างเงาที่ปรากฏพลันถูกรัดรวบเข้าพร้อม ๆ กัน และเพียงวูบเดียวร่างเงามายาที่แยกออกของเสวี่ยหมิงก็แตกสลาย
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า คิดว่าจะใช้ท่าร่างของเจ้าหลบหนีไปสินะ แต่เชือกสลายปราณเส้นนี้จะรัดร่างของเจ้า และทำให้พลังลมปราณคุ้มกายลดต่ำลงชั่วครู่...แต่เจ้าจงภูมิใจเอาไว้ว่าสามารถทำให้ข้าฉิงหลงจำต้องใช้เชือกจับอสูรเส้นนี้"
"..."เสวี่ยหมิงไม่ตอบคำ เมื่อท่าร่างไม่อาจใช้ออก แถมลมปราณในกายก็พลันติดขัดเพราะผลของเส้นเชือกจับอสูร แม้แผนการของฉิงหลงจะนับว่าสมบูรณ์พร้อมแต่ในครานี้นนั้นฉิงหลงกลับประเมินคู่ต่อสู้ของมันผิดพลาดไป เพราะลำพังเรี่ยวแรงทางกายภาพของเสวี่ยหมิงเพียงอย่างเดียวก็สูงเกินกว่า 70000 จินแล้ว ทำให้เชือกจับอสูรที่มีแรงรัดทางกายภาพเพียงแค่ 50000 จิน ราวกับเป็นของเล่น เพียงแต่เที่เสวี่ยหมิยังไม่ทำลายเชือกจับอสูรของฉิงหลงก็เพราะมีแผนการรั้งรอที่จะตอบโต้กลับไปในคราเดียว
เปรี๊ย !!!
เชือกจับอสูรขาดสะบั้นออกในจังหวะเดียวกับที่การจู่โจมของฉิงหลงอยู่ตรงหน้าของเสวี่ยหมิงพอดิบพอดี เสวี่ยหมิงรู้ดีว่าพลังที่สะท้อนกลับมาของฉิงหลงนั้นเป็นพลังโจมตีของตนเอง และความรุนแรงก็ร้ายกาจเกินกว่าที่จะต้านรับตรง ๆ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ประจวบกับฉิงหลงนั้นมั่นใจอยู่ก่อนว่าเสวี่ยหมิงไม่มีทางสลัดหลุดจากเชือกจับอสูรของตนเองได้ จึงไม่คิดจะพลิกแพลงการจู่โจมแม้สักนิดเดียว ปล่อยการโจมตีออกไปตรง ๆ หมายกระแทกเข้าที่เป้าใหญ่กลางอกของเสวี่ยหมิง
ตูม !!!
สัญลักษณ์เต่าดำพลันปรากฏขึ้นที่หลังหมัดของฉิงหลง ก่อนพลังงานที่สะสมจะแตกระเบิดออก แต่มันไม่ได้ปะทะเข้ากับสิ่งใดเป็นเพียงการแตกระเบิดออกกลางอากาศอันว่างเปล่า เพราะในจังหวะสุดท้ายที่เชือกร้อยอสูรขาดสะบั้น เสวี่ยหมิงพลันเคลื่อนตัวเบี่ยงออกไปจากจุดเดิมได้ทันเวลาพอดี
การปะทะดุเดือดยังไม่ทันจบสิ้น ฉิงหลงที่เห็นว่าแผนการที่วางไว้เกิดผิดพลาดขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย แม้ตกใจแต่ยังพยายามเร่งรั้งพลังเต่าคะนองกลับคืนในจังหวะเดียวกัน จนไอสีดำกลับมาปกคลุมร่างของมันอีกครั้ง แต่แล้วเมื่อมันสะบัดหน้าหันกลับตามติดท่าร่างของเสวี่ยหมิง สองตาพลันประสานเข้ากับรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจอย่างผู้มีชัยของคู่ต่อสู้
ความมั่นใจที่เคยมีตลอดมาถูกสั่นคลอนจนสับสน...ก่อนปรากฏความรู้สึกเย็นวูบก่อนจะเสียวสันหลังวาบอย่างไม่อาจอธิบายออกด้วยถ้อยคำ
การโจมตีที่ดูธรรมดาไม่มีออร่าหรือพลังลมปราณซ่อนแฝงในหมัดของเสวี่ยหมิงพลันพุ่งขวางกวาดเข้าใส่สีข้างของฉิงหลงอย่างถนัดถนี่ กายเนื้อที่แสนภาคภูมิใจของฉิงหลงพลันยุบยวบลงไปราวกับเนื้อหมูที่ถูกฆ้อนเหล็กฟาดหวด ผิวสีทองแดงกระจายวงออกราวกับน้ำนิ่งที่ถูกหินหนักทุ่มกระแทกแรงกระเพื่อมแผ่ออกเป็นวงจากจุดที่หมัดของเสวี่ยหมิงตกกระทบและกระจายออกจนฉิงหลงสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง
...หมัดที่ไร้ลมปราณย่อมไม่อาจถูกดูดซับได้ด้วยทักษะเต่าคะนองได้อีก
กรอบบบบ !!!
เสียงกระดูกซี่โครงของตัวเองแตกร้าวในทันที ตามด้วยแรงกระเพื่อมที่เข้าจู่โจมตามติดทำเอาอวัยวะภายในบาดเจ็บบอบช้ำอีกระลอก เสียงดังก้องดังสะท้อนอยู่ในหัวมาพร้อมความรู้สึกอันไม่คุ้นชินจู่โจมเข้าใส่ฉิงหลงจนสมองกลายเป็นกลวงว่างขาวโพลน สองขาที่มั่นใจว่าหนักแน่นปานขุนเขาถูกแรงของหมัดยกลอยขึ้นก่อนพาร่างกำยำกระเด็นปลิวราวกับว่าวที่ขาดป่าน ลำตัวตั้งตรงกลับกลายเป็นบิดโค้งงอไปตามแรงปะทะจนผิดรูป ของเหลวหวานข้นทะลักจุกแน่นอยู่เต็มปากแต่ยามนี้สติยังคงไม่หลุดลอยไปจนสิ้นฉิงหลงยังคงฝืนเม้นปากเอาไว้แน่น แต่สุดท้ายเมื่อร่างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อลอยลิ่วไกลไปตามแรงหมัดล่วงตกลงกระแทกพื้นด้านล่าง ฉิงหลงก็ไม่อาจกั้นโลหิตที่อมแน่นเอาไว้จนเต็มล้นได้อีก กระอักเลือดพุ่งพรวดขึ้นฟ้ารดลงมาอาบใบหน้าตัวเองจนแดงฉาน สองตาเบิกโพลง ภายในดวงตามีเพียงความว่างเปล่า เหม่อมองไปยังท้องฟ้ากว้างที่เบื้องบน แม้จะอยากหัวเราะให้กับความพ่ายแพ้และความทระนงจนเกินไปของตนเอง แต่เพราะเลือดยังคงกลบปากอยู่จึงได้แต่ยิ้มเย้ยท้องฟ้าสูงเท่านั้น ด้วยตัวมันไม่คิดเคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีผู้ฝึกตนในโลกนี้ที่มีพลังทางกายภาพสูงส่งกว่าตัวเองมาก่อน แต่แล้วเสวี่ยหมิงก็ทำให้ฉิงหลงประจักษ์ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า แล้วจะไม่ให้มันกลั้นหัวร่อในความโง่งมของตัวเองได้อย่างไร
เสวี่ยหมิงที่ถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะมองต่ำลงไปยังด้านล่าง มองดูฉิงหลงที่นอนยิ้มเยาะท้องฟ้าอย่างไม่ละอาย พลอยให้นึกสะท้อนใจถึงเรื่องราวของตนเองในอดีต...คำโลกภายนอกช่างกว้างใหญ่ของอาจารย์โจวอู่เว่ยล้วนจริงแท้
...โลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่ต่อให้วันนี้เราเก่งกาจ หากจะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางของผู้ฝึกตนก็ต้องพบเจอกับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นธรรมดา หากข้าไม่ได้โชคดีได้รับวาสนาและพบปะผู้คนช่วยเหลือคงไม่มีทางเดินมาจนถึงจุดนี้ได้ ดังนั้นเราจะไม่มีทางหลงลำพองไปกับชัยชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราว เราจะต้องแข็งแกร่งไปจนถึงจุดสูงสุดของยุคสมัยนี้ให้จงได้
ภายหลังจากชัยชนะที่เสวี่ยหมิงมีต่อฉิงหลงก็ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของกลุ่มอำนาจจำนวนมาก รวมถึงบุคคลปริศนาจากแดนใต้ที่เฝ้าสังเกตการณ์การแข่งขันเก้ามังกรในทุกครั้งก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว เพราะว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงนั้นเจิดจ้าจนเกินไป
...แต่ความเจิดจ้านั้นเป็นวาสนาหรือคราเคราะห์นั้นล้วนยากคาดเดา รู้เพียงแต่ว่าในยามนี้ดินแดนชนบทฝากตะวันออกนี้คับแคบเกินกว่าที่จะเก็บงำความเจิดจ้าของเสวี่ยหมิงเอาไว้ได้เสียแล้ว