มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 92 สำนักอสูรเทวะ

    เข็มฟ้าสังหารบินออกไปหลายสิบเล่ม มันพุ่งออกไปตามตำแหน่งที่ราเชนจับเป้าเอาไว้ คนร้ายทั้งหมด หลบอยู่ตามต้นไม้ หลังกำแพงวัด หลังรูปปั้นเก่าๆ  แม้นสายตาจะจับจ้องมาที่กลุ่มของราเชน แต่มีแค่เพียงประกายวิบวับ ที่ส่งแสงออกมาด้วยความรวดเร็วไม่อาจหลีกพ้น ถูกเข็มฟ้าสังหารปักเข้าไปที่กลางหน้าผากของทุกๆ คน จนหงายหลังกระเด็นไปกองกับพื้น ตาเหลือกโพลง ไม่คิดว่า ตนเองจะต้องมาตายแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้

    ราเชนสัมผัสได้ว่า พวกคนร้ายเหลือแต่ร่าง และ ไร้ลมหายใจกันหมดแล้ว จึงลุกขึ้นแล้วเดินออกมาดู

    องครักษ์เสื้อทองที่เหลือเพียงสามคน ได้แต่เห็นสภาพศพก็ได้แต่อ้าปากค้างมองหน้ากัน แล้วหันไปมองหน้าราเชน ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร

    “ ตายหมดเลย” องครักษ์เสื้อทองคนหนึ่ง เอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น เห็นเพียงรอยแดงเล็กๆ ที่หน้าผากของคนร้าย ที่ถูกเข็มปักเข้าไปจนลึกเข้าไปจนมองแทบไม่เห็นเข็มที่ยิงใส่

    องครักษ์หญิงอู่เสีย เห็นหลังมือของพวกมันมีรอยสักรูปของ หัวนกอินทรี ก็เอ่ยออกมาอย่างตกใจว่า

    “ อินทรีทักษิน พวกมันมาได้ไงเนี่ย”

    “ พวกมันเป็นใคร?” องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างสงสัย

    “ มันเป็นหนึ่งในหอทั้งสี่ ของ สำนักอสูรเทวะ นึกไม่ถึงพวกมันจะมาคิดแย่งชิง คัมภีร์พระไตรปิฏกด้วย”

    “ สำนักอสูรเทวะคืออะไร” องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างสงสัย

    “ อาจารย์ของข้าเคยเล่าว่า สำนักอสูรเทวะ มีเจ้าหอที่ร้ายกาจอยู่สี่คน นั้นคือจ้าวหมาป่าหออุดร จ้าวอินทรีหอทักษิน จ้าวพยัคฆ์หอบูรพา และ จ้าวอสรพิษหอปัจจิม โดยมีฟางสิงชุน จ้าวมังกรเทวะ เป็นเจ้าสำนัก พวกมันหายสาปสูญไปเกือบยี่สิบปีแล้ว คิดไม่ถึงจะปรากฏตัวขึ้น เพื่อแย่งชิงคัมภีรพระไตรปิฏกด้วย” 

    “ แต่ข้ารู้สึกว่า เป้าหมายของพวกมันคือ ต้องการเอาชีวิตของ องค์ชายสิบสี่เท่านั้น” ราเชนเอ่ยออกมา ทำเอาทุกๆ คน ถึงกับมึนงง

    “ ข้าไม่เคยรู้จักพวกมัน และไม่เคยมีปัญหาอะไรกับพวกมันสักหน่อย จะมาสังหารข้าทำไม” องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างสงสัย

    “ บางที ท่านอาจจะมีความแค้นกับผู้อื่น พวกมันเลยคิดสังหารท่านโดยเฉพาะ ดูจากเป้าหมายที่ยิงเข้ามาครั้งแรก พวกมันล้วนพุ่งเป้ามาที่ท่าน” ราเชนเอ่ยอธิบาย

    “ ใครกัน ข้าอยู่ในเมืองหลวง ไม่เคยออกไปไหนเลย จะไปมีศัตรูที่ไหนกัน” องค์ชายสิบสี่เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ

    “ บางที คงมีใครบางคนในวังหลวง ไม่อยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้”

    องครักษ์หญิงอู่เสีย เอ่ยออกมาเบาๆ

    “ ข้าเป็นแค่ องค์ชายจากลูกพระสนม ไม่มีโอกาสแย่งชิงราชสมบัติสักหน่อย ใครจะคิดสังหารข้ากันแน่”

    “ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระสนมไป๋หรือไม่” องครักษ์หญิงอู่เสียเอ่ยอย่างสงสัย

    “ ข้าไม่เคยมีความแค้นกับนาง เพียงแต่นางไม่ชอบเสด็จแม่ของข้า คงไม่คิดสังหารองค์ชายท้ายแถวอย่างข้าแน่”

    “ แต่การที่จะจ้างคนของสำนักอสูรเทวะ ให้มาลอบสังหารได้ คนผู้นั้นย่อมไม่ธรรมดา   ต่อไปองค์ชายต้องระวังตัวให้มาก”

    “  พรุ่งนี้ข้าก็จะกลายเป็นหลวงจีนแล้ว จะไปสนใจอะไร แต่ว่า หากคำพูดของถูเฟยเป็นความจริง ข้าไม่ต้องอยู่ที่วัดฝอซาน ค่อย ว่ากันอีกที”

    องครักษ์หญิงอู่เสียพยักหน้า แล้วให้องครักษ์เสื้อทองจัดการกับศพของคนตายทั้งหมด ราเชนก็กลับมาพักสายตาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาถึงกับหลับไปอย่างง่ายดาย

    ในความฝันของเขา กลับเห็นหลวงจีนชรามีแขนเพียงหนึ่งข้าง มาปรากฏต่อหน้าของเขา

    “ อาตมาควรเรียกประสกว่า หยางเฟยหลง หรือ ถูเฟยดี?”

    “ ไต้ซือ นี่ท่านรู้จักข้าด้วย?”

    หลวงจีนชรายิ้มอย่างเมตตา แล้วเอ่ยต่อว่า

    “ โลกนี้ล้วนอนิจัง ทุกชีวิตล้วนเป็นไปตามกรรม อาตมาขอเรียกประสกว่า ประสกถูก็แล้วกันนะ”

    “ ได้ เรียกยังไงก็ได้ ว่าแต่ไต้ซือเป็นใครกัน มีธุระอะไรกับข้า?”

    “ อาตมามีนามว่า หยวนคง อยากจะให้ประสกถู ช่วยเหลือ ตอนนี้เหล่าพระในวัดฝอซาน กำลังเดือดร้อน มีเพียงประสกเท่านั้นที่จะช่วยเหลือได้”

    “เดี๋ยวก่อนนะ... ชื่อของไต้ซือนี่คุ้นๆ นะ ท่านคือไต้ซือหยวนคง เจ้าอาวาสวัดฝอซานใช่ไหม?”

    “ อาตมาเอง”

    “ ดีเลย ข้ามีหนังสือของท่านอาจารย์เทพโอสถมามอบให้กับไต้ซือ” ราเชนดีใจ รีบนำถุงผ้าสีแดงออกมา แต่ว่าไต้ซือหยวนคงยกมือ แล้วเอ่ยว่า

    “ อาตมาพอทราบว่าเรื่องที่ประสกถูต้องการแล้ว แต่ตอนนี้ขอให้ประสก รีบขึ้นเขาไปโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินไป”

    “ เกิดอะไรขึ้น?” ราเชนสงสัยยิ่งนัก

    “ ทุกๆ ยี่สิบปี อาตมามีนัดประลองยุทธ์กับ  ฟางสิงชุน เจ้าสำนักอสูรเทวะ โดยที่หากฟางสิงชุนพ่ายแพ้ จะต้องห้ามคนของสำนักอสูรเทวะ ปรากฏกายในยุทธภพเป็นเป็นเวลา 20 ปี แต่ว่าหากอาตมาพ่ายแพ้ ก็จะมอบสำนักฝอซานให้กับ ฟางสิงชุน  แต่ว่าตอนนี้อาตมาไม่อาจต่อสู้กับฟางสิงชุนได้  ศิษย์สำนักฝอซานทุกๆ คนอาจไม่พ้นชะตากรรมในครั้งนี้ จึงอยากให้ประสกถู ได้โปรดช่วยเหลือศิษย์สำนักฝอซานด้วยเถิด”

    “ เดี๋ยว ๆ ไต้ซือ จะให้ข้าสู้กับ ฟางสิงชุนยังงั้นรึ?”

    “ ใช่”

    “ ฟางสิงชุน มีพลังปราณยุทธ์ระดับใดแล้ว”

    “ น่าจะผ่านพ้นขั้นปราณราชัน ระดับที่ 90 แต่ไม่รู้ระดับใดกันแน่”

    “ อะไรนะ แล้วไต้ซือ จะให้ข้าที่ไร้พลังปราณยุทธ์ต่อสู้กับตัวตนระดับนั้นได้อย่างไร ให้ข้าไปตายน่ะซิ ข้าไม่เอาด้วยแล้ว” ราเชนส่ายหัว

    “ ประสกถู ยังไม่ได้ต่อสู้เลย จะยอมแพ้แล้วหรือ?”

    “ โอ้ย พลังของข้ากับเขามันคนละระดับกัน จะสู้ได้อย่างไร” ราเชนนึกในใจ หากว่าเขาใช้พลังหมัดวานรพันปี ไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่นะ

    “ เรื่องนี้มีความสำคัญกับประสกถูเช่นกัน หากว่าประสกถูไม่ช่วยสำนักฝอซานในครั้งนี้ เรื่องที่ประสกถูต้องการให้อาตมาช่วยเหลือนั้น ก็คงจะไม่มีทางเป็นไปได้”

    ราเชนได้แต่อึ้งไปเมื่อเจอคำพูดไต้ซือหยวนคง หากไม่ช่วย ไต้ซือคงไม่ช่วยสอนการหลอมจิตให้กับเขาแน่ๆ ราเชนได้แต่ถอนใจ คงต้องใช้พลังวานรพันปี หรือไม่ก็ให้เจ้าหนอนโลหิต ช่วยเขาอีกครั้งแน่ๆ

    “ ไต้ซือท่านเป็นพระ หรือ เป็นพ่อค้ากันแน่ ช่างต่อรองเหลือเกิน   ก็ได้ ๆ  ข้าจะช่วย แต่ว่าจะช่วยอย่างไร ในเมื่อพวกท่านนัดหมายประลองกันอยู่ แล้วข้าจะไปเสนอหน้าสู้แทนได้ยังไง”

    “ ไม่มีปัญหา ในถุงสีแดงนั้น มีหยกสลักรูปมังกรเอาไว้  แสดงให้พวกเขาเห็น แล้วบอกกับทุกๆ คนว่า ประสกคือลูกศิษย์ฆาราวาสของอาตมา ทุกๆ คนก็จะยอมรับประสกเอง”

    “ แล้วให้ข้าบอกกับทุกๆ คนว่า จะประลองแทนท่านอย่างนั้นรึ?”

    ไต้ซือหยวนคง พยักหน้า แล้วภาพของหลวงจีนชราแขนเดียวก็หายไป ราเชนถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที

    “ ฝันเหรอนี่?” ราเชนกำถุงผ้าสีแดงของอาจารย์ แล้วแกะออก ในนั้นมีหยกสลักรูปภาพมังกรเอาไว้จริงๆ

    “ ออกเดินทางได้แล้ว” เสียงขององครักษ์หญิงอู่เสียเอ่ยออกมา 

    ราเชนจึงได้เก็บหยกรูปมังกรนั้นเอาไว้ในถุงผ้าสีแดงเอาไว้ แล้วก็เดินทางขึ้นเขาไปพร้อมๆ กัน จนกระทั่งได้ถึงเวลาเที่ยงตรง ทุกคนก็มาถึงหน้าวัดฝอซาน

    ซึ่งประตูทางเข้ากลับไม่มีผู้ใดเฝ้าอยู่ มองเข้าไปมองเห็นรูปพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สลักเอาไว้กับภูเขาอยู่ไกลๆ  จนกระทั่งเห็นเณรน้อยผู้หนึ่งกำลังวิ่งจากมาจากอาคารแห่งหนึ่ง องครักษ์เสื้อทองเลยเข้าไปขวางเอาไว้

    เพื่อสอบถามทางไปหาเจ้าอาวาส

    “ พวกท่านเป็นคนของ สำนักอสูรเทวะรึ?”

    “ ไม่ใช่ พวกเรามาจากวังหลวง”

    “ อ้อ ตอนนี้วัดของเรากำลังมีปัญหา เจ้าสำนักอสูรเทวะกำลังประลองยุทธ์กับรองเจ้าอาวาสของเรา หากว่าพ่ายแพ้ วัดฝอซานจะถูกยึดเป็นของสำนักอสูรเทวะ อาตมาต้องรีบไปดูแล้ว  ประสกทั้งหลายจะตามไปด้วยไหม”

    ทุก ๆ คนตามพยักหน้า แล้วรีบเดินตามเณรน้อยผู้นี้ไปในทันที ราเชนรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ที่ความฝันของเขานั้นรู้สึกว่า จะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

    เณรน้อย พาทุกคนมาที่ลานหน้ารูปสลักพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีคนของสำนักอสูรเทวะ แต่กายด้วยชุดสีดำ มีชายหนวดเคราสีทอง ใส่เสื้อเกราะเป็นรูปตาข่ายสีทองอยู่บนอกเสื้อรูปมังกรคล้าย กับ หยกมังกรสีแดงที่อยู่ในถุงของราเชน ด้านหลังมีศิษย์ของสำนักอสูรเทวะ แต่ละคนล้วนสวมหน้าการอสูร  ยืนเรียงรายกันเป็นฉากหลังประมาณ 200 คน ส่วนศิษย์วัดฝอซานล้วนแล้วแต่เป็นพระ มายืนเรียงกันประมาณ 100 รูป ทุกๆ คนต่างยืนเงียบฟังการเจรจา ของรองเจ้าอาวาส กับ เจ้าสำนักอสูรเทวะอยู่

    “ ไปเรียก ไต้ซือหยวนคงออกมาต่อสู้กับข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากเสียเวลา”

    “ ต้องขออภัย ตอนนี้ท่านเจ้าอาวาสกักตน ไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ เรื่องการประลองระหว่างประสกกับ ท่านเจ้าอาวาส นั้นขอให้ยกเลิกไป ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า"

    “ ไม่ได้ เรื่องนี้หยวนคงรับปากกับข้าแล้ว หากผิดคำ สำนักฝอซานต้องกลายสาขาของสำนักอสูรเทวะของข้าแทน”

    “ อมิตตาพุทธ ในเมื่อประสกดื้อรั้นเช่นนี้ เห็นทีอาตมาคงต้องขอประลองแทน ท่านอาจารย์แล้ว”

    “ เจ้าเป็นผู้สืบทอดของ ไต้ซือหยวนคงรึ?”

    “ อมิตาพุทธ อาตมานามว่า หยวนจื่อ รักษาการเจ้าอาวาส แม้ไม่ใช่ศิษย์ผู้สืบทอดที่แท้จริง แต่ก็ได้กราบท่านเป็นอาจารย์"

    “ ดี ถ้าเช่นนั้น ก็คงรู้นะ หากว่าแพ้ วัดฝอซานจะตกเป็นสำนักอสูรเทวะ ศิษย์ของพวกเจ้าจะต้องสึกมาเป็นคนของสำนักอสูรเทวะของข้า”

    “ เช่นกัน หากอาตมาชนะ ท่านกับลูกศิษย์สำนักอสูรเทวะ ก็ห้ามเข้าสู่ยุทธจักรอีกเป็นเวลา 20  ปี”

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูท่านมั่นใจมากจริงๆ นะ เมื่อยี่สิบปีก่อน ไต้ซือหยวนคง ยอมให้ข้าทำลายแขนไป 1 ข้าง เพื่อแลกกับชัยชนะต่อข้า มาดูกัน ว่า วันนี้ท่านจะใช้สิ่งใดมาแลกกับชัยชนะในครั้งนี้”

    ฟางสิงชุน ยกมือขึ้น เจ้าหอทั้งสี่สั่งลูกศิษย์ถอยหลังออกไปจากลานประลองเกือบร้อยเมตร ส่วนไต้ซือหยวนจื่อ ก็ยกมือ โบกให้ลูกศิษย์วัดฝอซาน ทำเช่นเดียวกัน

    ราเชนที่ได้ฟังพวกเขาพูดจากัน ก็ถึงกับอึ้งไป แม้แต่ไต้ซือหยวนคง ยังยอมแขนด้วนเพื่อเอาชนะ ฟางสิงชุน แล้วเขาจะสู้ไหวหรือนี่ ส่วนองครักษ์หญิงอู่เสีย รีบเตือนทุกๆ คนว่า

    “ ทั้งสองมีพลังขั้นปราณราชันขั้นสูงสุดแล้ว พวกเรารีบถอยห่างออกไปจากที่นี่ก่อนเร็ว ไม่เช่นนั้น อาจถูกพลังปราณอันมหาศาลทำลายเส้นปราณเสียหายได้”

    ทุกๆ คนเลยรีบถอยห่างมาจากรัศมีพลังปราณของทั้งสอง

    “ เชิญประสกลงมือได้” ไต้ซือหยวนจื่อ ผายมือออก ฟางสิงชุน ก็ไม่เสียเวลา

    ระเบิดพลังของตนออกมาทันที ภาพเงาปราณเบื้องหลัง เป็นเงามังกรสีดำถึงเก้าหัว ตัวใหญ่ ปรากฏขึ้นมา ท่ามกลางความตื่นเต้นตกใจยิ่งนักให้กับทุกๆคนที่ มองเห็น

    เพราะมันเหมือนมังกรมีชีวิตจริงๆ

    “ เมื่อยี่สิบปีก่อน อาตมาเคยได้ยินอาจารย์เล่าให้ฟังถึงพลังหมัดเก้ามังกรเทวะ  วันนี้ได้พบเจอ รู้สึกนับถือยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อ ว่าประสกจะฝึกมาถึงขั้นปราณราชันสูงสุดแล้ว”

    “ ในเมื่อรู้เช่นนี้ ยังไม่สะทกสะท้าน แสดงว่าเจ้าก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน”

    ฟางสิงชุน ต่อยหมัดออกไปเพียงหมัดเดียว กลายเป็นเงามังกรดำเก้าสายพุ่งตรงไปยังร่างของไต้ซือหยวนจง

    “ หมัดเก้ามังกรเทวะสยบไต้หล้า”

    ไต้ซือหยวนจง เอ่ย คำว่า อมิตพุทธ ออกไป ก็ระเบิดพลังของตนออกมาบ้าง

    เงาปราณเบื้องหลัง กลับเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ยกมือขวาขึ้นมา

    “ ฝ่ามืออรหันต์พิชิตมังกร”............

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกห้าแผ่นดิน ที่คุณอ่าน