แม้ว่ายามนี้สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องมาที่นางแต่ลั่วอันฉีกลับไม่ได้รู้สึกประหม่าหรือว่ามีท่าทีหวั่นไหวเลยสักนิด นางเดินติดตามหลิ่วฮูหยินไปจนถึงจุดที่ลั่วเจิ้งผู้เป็นายท่านใหญ่ของสกุลลั่วและซุนกุ้ยอิงผู้เป็ฮูหยินของเขายื่นอยู่ทำการย่อกายคารวะทักทายสองสามีภรรยาแล้วนางจึงได้หันไปย่อกายคารวะบิดาและมารดาของตน
ฉินเจินเจินอดทนเก็บอาการเอาไว้ไม่ไหวแล้วเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของนางกลับมาแล้ว แถมยังไม่ได้รับอันตรายอย่างที่นางกังวลนางก็พลันหลั่งน้ำตาออกมาในทันที ลั่วอันฉีจึงได้เดินไปหานางแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยซับน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องร้องไห้แล้ว ท่านดูสิข้าไม่ได้รับอันตรายเลยสักนิดมีแค่รอยฟกซ้ำเพียงบางจุดและได้รับความใมากเพียงเท่านั้น ข้าโชคดีที่ได้พบกับหลิ่วฮูหยินไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ได้มีโอกาสได้กลับมาหาท่านแล้ว” เมื่อลั่วอันฉีเอ่ยเช่นนี้มารดาของนางก็สวมกอดนางต่อหน้าสายตาของทุกคนแล้วก็พลันร้องไห้โฮเสียงดังออกมาในทันทีทำให้ลั่วอันฉีอดหันไปมองบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาไม่ได้ ซึ่งลั่วเจาที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบให้การช่วยเหลือบุตรสาวด้วยการตบแผ่นหลังของภรรยาแล้วก็เอ่ยกับนางเสียงเบา
“เ้าอย่าทำให้ลูกตื่นตระหนกสิ อีกทั้งยามนี้ยังมีผู้อื่นอยู่ด้วยนะ” เมื่อลั่วเจาเอ่ยเช่นนี้ฉินเจินเจินจึงได้คลายอ้อมกอดของตนเอง เช็ดน้ำตาแล้วมองไปทางหลิ่วฮูหยินที่ในยามนี้นายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่กำลังคารวะขอบคุณและเอ่ยวาจาขอบคุณในน้ำใจของนางอยู่ฉินเจินเจินจึงได้รีบเดินเข้าไปหาหลิ่วฮูหยินโดยมีลั่วเจาและลั่วอันฉีเดินติดตามนางไปด้วย
“ข้าน้อยฉินเจินเจินขอคารวะหลิ่วฮูหยิน ขอบคุณท่านมากที่ท่านช่วยเหลือบุตรสาวของข้า” คำพูดของฉินเจินเจินทำให้หลิ่วฮูหยินหันมาทางนาง นางยิ้มออกมาครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยกับฉินเจินเจินด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็มิตร
“ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก หากเป็ผู้อื่นได้พบแม่นางน้อยที่กำลังตกระกำลำบากย่อมไม่อาจจะละเลยไม่ให้ความช่วยเหลือนางเป็แน่” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีก็ยิ้มออกมาแล้วหันไปมองแม่นางน้อยชุดเหลืองที่ในยามนี้กำลังจ้องมองนางอย่างสำรวจตรวจตราไปแทบจะทุกจุด
“ถือว่าข้ายังคงโชคดีที่ได้พบท่านหาไม่แล้วยามนี้ข้าคนนี้คงไม่ได้กลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้” คำพูดของลั่วอันฉีทำให้แม่นางน้อยชุดเหลืองที่สบตากับลั่วอันฉีอยู่ครู่หนึ่งพลันเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความใส่ซื่อแค่คำถามของนางกลับทำให้ผู้ที่าุโกว่าที่ยื่นอยู่บริเวณนั้นพากันเก็บงำสีหน้าของคนเอาไว้แทบจะอยู่
“ได้ยินว่าหลิ่วฮูหยินช่วยพี่หญิงเอาไว้ในวันเกิดเื่แล้วเพราะเหตุใดพี่หญิงจึงไม่ส่งคนมาแจ้งข่าวที่จวนั้แ่วันนั้นเล่าเ้าคะว่าปลอดภัยดี ปล่อยให้ทุกคนในจวนพากันเป็ห่วงท่านมาตั้งหลายวัน” คำถามของลั่วอันผิงทำให้ลั่วอันฉียิ้มออกมา
“ต้องโทษที่ข้าตื่นตระหนกมากจนเกินไป จนทำให้หลับใหลไม่ได้สติอยู่หลายวัน เมื่อฟื้นขึ้นมาก็สับสนงุนงงไม่อาจจะบอกได้ว่าข้าชื่ออะไรและเป็ผู้ใด จวบจนหลิ่วฮูหยินเชิญท่านหมอหลวงเจียงมาดูอาการที่จวนข้าจึงได้หายดีและจดจำว่าตนเองเป็ผู้ใดได้” คำพูดของลั่วอันฉีทำให้ซุนกุ้ยอิงผู้เป็นายหญิงใหญ่พลันขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามในทันที
“เื่นี้ยังมีท่านหมอหลวงเจียงที่รู้ด้วยอีกคนหนึ่งหรือ”
“วางใจเถิดท่านหมอหลวงเจียงคือสหายสนิทของสามีข้า อีกทั้งด้วยจรรยาบรรณของท่านหมอท่านไม่มีทางเอ่ยถึงเื่ที่คุณหนูใหญ่ไปประสบกับเคราะห์ร้ายจนต้องไปพักรักษาตัวที่จวนของข้าแน่” หลิ่วฮูหยินเอ่ยพลางหันไปมองผู้คนที่ยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูจวนแล้วก็พลันเอ่ยวาจาต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แต่ถ้าหากพวกเรายังมัวแต่ยืนพูดคุยกันอยู่ที่หน้าประตูจวนเช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าผู้อื่นอาจจะสามารถคาดเดาได้ว่าเกิดเื่ร้ายกับคุณหนูใหญ่ ข้าจึงคิดว่าพวกเรารีบเข้าไปพูดคุยสอบถามกันด้านในไม่ดีกว่าหรือ พวกท่านคงจะไม่อยากให้ผู้อื่นรู้เื่ที่คุณหนูของจวนถูกโจรผู้ร้ายดักปล้นจี้กลางทางอันเปลี่ยวร้างกระมัง” คำพูดของหลิ่วฮูหยินทำให้ซุนกุ้ยอิงรีบเอ่ยวาจาขออภัยในทันที
“เป็ข้าที่ไม่คิดไม่รอบคอบเอง ต้องขออภัยด้วยนะเ้าคะเชิญหลิ่วฮูหยินเข้าไปจิบชาด้านในก่อนเถิดเ้าค่ะ” ซุนกุ้ยอิงเอ่ยพลางผายมือเชื้อเชิญหลิ่วฮูหยินผู้เป็แขกให้เข้าไปด้านในทั้งลั่วเจิ้งและลั่วเจาก็ต่างเอ่ยวาจาเชื้อเชิญนางให้เข้าไปที่โถงรับรองแขกด้วยเช่นกัน
เดิมทีตามธรรมเนียมแคว้นฉีมักจะต้อนรับแขกที่เป็สตรีที่เรือนชั้นในแต่เป็เพราะเื่ในคราวนี้ถือว่าเป็เื่ใหญ่ หลิ่วฮูหยินนับว่าเป็ผู้มีพระคุณของสกุลลั่วนายท่านใหญ่ลั่วเจิ้งที่เป็รองแค่เพียงนายท่านผู้เฒ่าลั่วออกหน้ามาต้อนรับนางเองจึงจะถือว่าให้เกียรติหลิ่วฮูหยิน อีกทั้งเื่นี้ยังเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสตรีในสกุลลั่ว เขาในฐานะที่คอยดูแลเื่ราวต่างๆ แทนบิดาย่อมไม่อาจจะนิ่งดูดายได้ เรือนรับรองแขกส่วนหน้าจึงนับว่าเหมาะสมแล้วที่จะรับรองหลิ่วฮูหยินผู้นี้
“ข้ารู้ดีว่าพวกท่านกำลังกังวลเื่ใดอยู่ ตัวข้าเองก็เป็สตรีย่อมจะเข้าใจหัวอกของสตรีด้วยกัน อีกทั้งข้าคือคนที่ออกหน้าช่วยเหลือคุณหนูใหญ่ย่อมจะรู้ดีว่านางยังไม่ได้ถูกล่วงเกินจนทำให้ร่างกายอันบริสุทธิ์ของนางต้องเสียหาย คงจะไม่เป็ธรรมเท่าใดนักที่จะให้คุณหนูใหญ่ต้องแบกรับผลกรรมในสิ่งที่นางไม่ได้ก่อ” คำพูดของกลิ่วฮูหยินทำให้สองแม่ลูกจากจวนใหญ่หันไปสบตากันซึ่งท่าทีของพวกนางก็ไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของลั่วอันฉีเช่นเดียวกัน
“หลิ่วฮูหยินในเมื่อท่านเอ่ยเช่นนี้ คงไม่ใช่ว่าท่านตั้งใจว่าจะช่วยออกหน้ายืนยันความบริสุทธิ์ให้แก่หลานสาวของข้ากระมัง” คำถามประโยคนี้ของนายท่านใหญ่ลั่วเจิ้งทำให้หลิ่วฮูหยินถือด้ามพัดขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มของตนเองในทันที
“จะให้คนนอกรู้ว่าเกิดเื่โจรป่าเ่าั้ดักจับคุณหนูใหญ่ได้อย่างไรกัน เื่นี้นอกจากอาจจะทำให้คุณหนูคนอื่นต้องเสื่อมเสียไปด้วยแล้ว สกุลลั่วเองก็อาจจะถูกตั้งข้อสงสัยในความสามารถในการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่บุตรสาวและหลานสาวไปด้วย แม้ว่ายามนี้อาจจะมีข่าวลือเื่ของคุณหนูใหญ่ออกไปบ้างแล้ว แต่ถ้าหากข้าบอกว่าเื่โจรป่าเป็แค่เพียงข่าวลือแต่เื่จริงก็คือคุณหนูใหญ่ตั้งใจไปศึกษาเล่าเรียนกิริยามารยาทกับข้าต่อจากนี้ก็คง ไม่มีผู้ใดเชื่อข่าวลือเ่าั้แล้ว” เมื่อหลิ่วฮูหยินเอ่ยนี้ทุกคนในห้องโถงต่างนิ่งงันไป ลั่วอันฉีรีบเดินไปย่อกายคารวะหลิ่วฮูหยินด้วยท่าทางนอบน้อมในทันที
“ขอบคุณหลิ่วฮูหยินมากนะเ้าคะที่ไม่ใช่แค่เพียงช่วยเหลือข้าจากคนร้าย แต่ยังเชิญท่าหมอมารักษาข้าและยังคิดเผื่อถึงเื่การรักษาชื่อเสียงให้ข้าด้วย” คำพูดของลั่วอันฉีทำให้หลิ่วฮูหยินพลันยิ้มแย้มออกมา
“ช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่ อีกทั้งเ้าเองก็เป็คุณหนูที่เรียนรู้ได้เร็วกิริยามารยาทก็ถือว่าดีกว่าผู้อื่นมาก ได้เ้าเป็ศิษย์ชื่อเสียงของข้าจะต้องมีผู้คนยกย่องเพิ่มมากขึ้นเป็แน่” คำพูดของหลิ่วฮูหยินทำให้ลั่วอันฉีพลันยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ฉินเจินเจินรีบเอ่ยวาจาขอบคุณหลิ่วฮูหยินในทันที ส่วนสีหน้าของนายท่านใหญ่ลั่วเจิ้งและนายท่านรองลั่วเจาต่างก็พลันมีสีหน้าที่ดีขึ้น นอกจากจะไม่ต้องกังวลเื่ชื่อเสียงแล้วยามนี้การที่หลิ่วฮูหยินออกหน้ารับลั่วอันฉีเป็ศิษย์อีกย่อมจะยิ่งเป็การรับรองว่าลั่วอันฉีไม่ได้ถูกโจรป่าจับตัวไปอย่างที่ผู้คนภายนอกต่างพากันพูดถึงใน่หลายวันมานี้