ท่ามกลางความเงียบสงัดของเชิงเขาที่โอบล้อมกระท่อมไม้หลังเก่า นางลู่ฉิน สตรีวัยกลางคนผู้เป็นเสาหลักของบ้านกำลังก้มหน้าก้มตาตรากตรำอยู่กับผืนดินที่แข็งกระด้าง นางใช้จอบไม้ปักลงบนดินเพื่อพรวนเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกเมล็ดธัญพืชสำรองไว้สำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
แม้ในยามนี้นางจะสวมเพียงชุดผ้าป่านสีซีดจางที่ผ่านการปะชุนด้วยเศษผ้าต่างสีมานับครั้งไม่ถ้วน มือทั้งสองข้างที่เคยนุ่มนวลบัดนี้หยาบกร้านและมีรอยแตกจากการทำงานหนัก ทั้งใบหน้ายังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นดินและหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผม
ทว่า หากผู้ใดได้พิเคราะห์นางอย่างถี่ถ้วน แม้จะอยู่ในสภาพที่ดูอัตคัดเพียงใด ท่วงท่าการขยับกายของนางลู่ฉินกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่แปลกแยกออกไปจากชาวบ้านทั่วไป ความสง่างามที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกทำให้ทุกลำดับการก้าวเดินและการวางตัวของนางดูสูงส่งประดุจชนชั้นสูงหรือธิดาจากตระกูลผู้ดีที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจนตกยาก มากกว่าจะเป็นเพียงสตรีชาวนาผู้ไร้การศึกษา
ในขณะที่นางกำลังยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อ เสียงใสกระจ่างราวกับระฆังเงินของ ลู่หลิว ก็แว่วดังมาจากทิศทางของรั้วหน้าบ้าน
"ท่านแม่! ท่านแม่เจ้าคะ! ท่านพี่ลู่ชิงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!"
นางลู่ฉินชะงักจอบในมือ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความยินดี นางรีบเงยหน้าขึ้นมองพลางหรี่ตาสู้แสงแดดยามบ่าย ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้นางถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นางเห็นบุตรชายคนโตที่เดินทางไปเสี่ยงอันตรายเพื่อรับรางวัลนำจับโจรป่าหายไปเกือบเดือน กำลังก้าวเท้าฉับๆ พุ่งตรงมาหานางพร้อมกับคณะเดินทางที่ดูแปลกตา มีทั้งผู้เฒ่าที่ท่วงท่าภูมิฐาน แผ่กลิ่นอายสงบเยือกเย็นดุจปรมาจารย์ที่เร้นกายจากโลกหลาม และเด็กหนุ่มรูปงามพกกระบี่ยาวที่ดูสูงส่งราวกับคุณชายจากสำนักยุทธ์ที่มีชื่อเสียง
"ชิงเอ๋อร์! เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!" นางลู่ฉินทิ้งจอบลงบนพื้นดินอย่างไม่ใยดี ก่อนจะรีบวิ่งกึ่งเดินเข้าไปรับบุตรชาย ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันมลายหายไปสิ้นเพียงแค่เห็นหน้าเขา
ลู่ชิงพุ่งเข้าไปประคองมารดาไว้ในอ้อมกอดทันที
"ท่านแม่! ข้ากลับมาแล้ว! ดูสิ ข้าไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ข้ายังพาวาสนาใหญ่กลับมาด้วย ท่านแม่... ท่านลำบากเกินไปแล้ว เหตุใดต้องออกมาพรวนดินเองเช่นนี้ ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมาจัดการทุกอย่างเอง!"
หลังจากกอดปลอบขวัญกันครู่หนึ่ง ลู่ชิงก็ระลึกได้ว่าตนมิได้กลับมาเพียงลำพัง เขาจึงจัดแจงเสื้อผ้าและแนะนำแขกผู้มาเยือนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
"ท่านแม่ ท่านผู้เฒ่าผมขาวท่านนี้คือ ท่านผู้อาวุโสหวัง เขาเป็นผู้มีพระคุณที่คอยชี้แนะและร่วมเดินทางมากับข้าตลอดทาง ส่วนเด็กหนุ่มที่กำลังยืนพิงรั้วหอบอยู่นั่นคือ ฉินอวี้... เขาเป็นศิษย์ที่คอยติดตามท่านผู้อาวุโสมาขอรับ"
ฉินอวี้ที่พยายามกลั้นใจยืนให้ตรงเพื่อรักษาภาพลักษณ์อัจฉริยะ รีบประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด
"ผู้น้อยฉินอวี้ คารวะท่านป้าลู่ขอรับ ขออภัยที่พวกเรามารบกวนถึงเรือน" เขากล่าวพลางแอบปาดเหงื่อที่ขมับ
ส่วนหวังซิวนั้นเพียงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มละไมทว่าสายตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความฉงนสงสัย เขาลอบมองนางลู่ฉินพลางลูบเคราขาวช้าๆ
"น่าประหลาดนัก... มารดาของลู่ชิงแม้จะดูเหมือนชาวบ้านที่ตรากตรำทำงานหนัก แต่ท่วงท่าและกลิ่นอาย 'หงส์ตกสวรรค์' เช่นนี้ มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะมีได้ ครอบครัวตระกูลลู่หลังนี้ซ่อนความลับอันใดไว้กันแน่? ทั้งบุตรชายที่เป็นยอดคน น้องสาวที่มีร่างหยินบริสุทธิ์ และมารดาที่มีราศีสูงส่งปานนี้..."
"พวกท่านเดินทางมาเหนื่อยๆ เข้าไปพักผ่อนในบ้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ" นางลู่ฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลละมุนหู
"หลิวเอ๋อร์ เจ้าไปเตรียมน้ำชาและนำผ้าสะอาดมาให้แขกของพี่ชายเจ้า ส่วนแม่จะไปดูว่าในครัวพอจะมีสิ่งใดมาทำมื้อเย็นต้อนรับพวกท่านได้บ้าง"
ลู่ชิงมองดูมารดาและน้องสาวด้วยความตื้นตัน แต่ความกังวลเรื่องภาษีสามเท่าที่พี่เถี่ยบอกไว้ยังคงเป็นเงาดำมืดที่วนเวียนอยู่ในใจ เขาตัดสินใจว่าต้องหาจังหวะเหมาะๆ เพื่อคุยเรื่องเงินทองที่เขาพกมา เพื่อหวังจะดับทุกข์ให้กับคนในครอบครัวโดยเร็วที่สุด
ภายในกระท่อมไม้หลังเก่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไม้ผุและควันไฟจากเตาถ่าน แสงแดดรำไรลอดผ่านรอยแยกของหลังคาหญ้าคาที่ขาดวิ่นลงมาเป็นลำแสงสีทอง ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งด้วยความหดหู่ที่แผ่ซ่านออกมาจากท่าทางของ นางลู่ฉิน สตรีผู้เป็นเสาหลักของบ้าน ความทุกข์ระทมที่ชาวบ้านชิงหมิงต้องเผชิญถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสีหน้าอันซูบเซียวและมือที่สั่นเทาที่พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเล่าถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
เรื่องราวโหดร้ายเริ่มต้นเมื่อหลายวันก่อนหน้า เมื่อขบวนของผู้ตรวจการภาษีท้องถิ่นเดินทางมาถึงหมู่บ้านพร้อมกลุ่มมือปราบท่าทางดุดัน พวกมันประกาศโองการทมิฬโดยอ้างว่าแผ่นดินขัดสน จึงจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงสามเท่าและต้องส่งมอบภายในเวลาเพียงสามวัน หากบ้านใดไร้เงินจ่าย พวกมันจะริบที่ดินทำกินทั้งหมด และที่ร้ายแรงที่สุดคือนางเล่าถึงคำขู่ที่จะฉุดลากตัวเด็กสาวในบ้านไปเป็นข้ารับใช้ในจวนเจ้าเมืองเพื่อชดใช้หนี้ ซึ่งเป้าหมายหลักย่อมหนีไม่พ้น ลู่หลิว น้องสาวของลู่ชิงนั่นเอง
เมื่อได้รับรู้ถึงภัยคุกคามที่ลามมาถึงคนในครอบครัวของลู่ชิง ฉินอวี้ ถึงกับตบโต๊ะไม้ผุๆ ดัง "ปัง!" จนเศษไม้กระเด็นว่อน ใบหน้าที่เคยทะเล้นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งโทสะ
"สามเท่ารึ! แล้วยังจะมาพรากตัวน้องสาวท่านไปอีก! นี่มันไม่ใช่ขุนนางแล้ว แต่มันคือโจรป่าในเครื่องแบบชัดๆ! ข้าจะไปที่ที่พักของพวกมันเดี๋ยวนี้ จะไปดูหน้าไอ้ขุนนางโฉดนั่นเสียหน่อยว่ามันมีหัวใจทำด้วยสิ่งใด!" เขาคำรามพลางกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว
นางลู่ฉินที่เห็นท่าทางดุดันของบุตรชายและเด็กหนุ่มนางจึงรีบถลาเข้ามาคว้าแขนลู่ชิงไว้แน่น แววตาของนางเต็มไปด้วยความเว้าวอนและหยาดน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้มหยาบกร้าน นางพยายามแสดงท่าทางเกลี้ยกล่อมให้บุตรชายนำเงินรางวัลที่เพิ่งได้มาไปมอบให้พวกขุนนางโฉดเพื่อแลกกับความสงบสุข นางยอมสูญเสียเงินทองทั้งหมดที่มี เพียงเพื่อให้ลู่ชิงและน้องสาวปลอดภัยจากอำนาจมืดเหล่านั้น
ทว่าลู่ชิงในยามนี้ไม่ใช่บัณฑิตผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป เขาก้มมองมือที่สั่นเทาของมารดาที่กุมแขนเขาไว้แน่น หัวใจของเขาเจ็บปวดเมื่อเห็นความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจของนาง แต่ความโกรธแค้นกลับทวีคูณขึ้นจนยากจะดับได้ เขาค่อยๆ แกะมือมารดาออกอย่างนุ่มนวลทว่ามั่นคงประดุจขุนเขา
"ท่านแม่... เงินพวกนี้ข้าต้องแลกมาด้วยชีวิต" ลู่ชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น
"ข้าจะไม่ยอมเสียเงินที่หามาได้แม้แต่อีแปะเดียวให้กับโจรพวกนี้ ท่านรออยู่ที่บ้านเถิด ข้าจะไปถอนหญ้าถอนโคนพวกมันให้ดู!"
"ศิษย์น้องฉิน..." ลู่ชิงหันไปพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่รอจังหวะอยู่แล้ว
"ไปขยับเส้นขยับสายกันหน่อยเป็นไง ข้าอยากรู้ว่าที่พักของผู้ตรวจการนั่น จะมี 'ภาษี' ชนิดไหนรอรับเราอยู่บ้าง"
"ฮ่าๆๆ! พี่ลู่! ท่านพูดได้ถูกใจข้านัก!" ฉินอวี้เด้งตัวขึ้นมาพร้อมกับควงกระบี่คู่ใจจนเกิดเสียงหวีดหวิว "อาจารย์! ข้าขอไปถล่มรังโจรนี่แทนท่านนะขอรับ!"
ปกติแล้ว การเดินทางจากหมู่บ้านชิงหมิงไปยังที่พักของผู้ตรวจการในตัวตำบลนั้นต้องใช้เวลากกว่าสองชั่วยามผ่านเส้นทางลาดชันและรกทึบ ทว่าสำหรับยอดยุทธ์ทั้งสอง ระยะทางกลับดูสั้นลงจนน่าใจหาย ลู่ชิงสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปประดุจสายฟ้าแลบ ฉินอวี้ไม่ยอมน้อยหน้า เขาใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงพุ่งตามไปทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่แผ่วเบาบนยอดหญ้า ทั้งสองร่างเคลื่อนที่ผ่านแมกไม้อย่างรวดเร็วเสียจนชาวบ้านเห็นเพียงเงาเลือนลางประดุจลมพายุหอบใหญ่
เวลาผ่านไปเพียง ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ร่างของลู่ชิงและฉินอวี้ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าจวนไม้หลังใหญ่หรูหราที่พักของผู้ตรวจการภาษี ที่หน้าประตูจวน ทหารยามร่างกำยำสองคนในชุดเกราะมันวับรีบชักทวนออกมาขวางทางพลางมองลู่ชิงด้วยสายตาเหยียดหยาม
"หยุด! ไอ้พวกมดปลวกหน้าไหนมาเดินดุ่มๆ แถวนี้" ทหารยามคนหนึ่งแค่นหัวเราะพลางมองชุดปะชุนของลู่ชิง
"จวนท่านผู้ตรวจการไม่ใช่ที่ที่ขอทานจะมาป้วนเปี้ยน ไสหัวไปซะก่อนที่ข้าจะใช้ทวนนี่เลาะฟันพวกเจ้าออกมาจ่ายแทนภาษี!"
เพื่อนทหารอีกคนหัวเราะร่าพลางพ่นน้ำลายลงพื้น
"ดูท่าทางจะเป็นพวกบัณฑิตตกอับที่ไม่มีเงินจ่ายภาษีจนสมองกลับล่ะมั้ง ฮ่าๆๆ ถ้าไม่มีเงินก็ไปลากตัวเมียหรือน้องสาวเจ้ามาส่งสิ บางทีท่านผู้ตรวจการอาจจะ..."
"ปัง!!!"
คำพูดน่ารังเกียจยังไม่ทันจบประโยค ลู่ชิงก็ขยับกายประดุจเงาพราย เขาไม่เสียเวลาฟังคำดูถูกแม้แต่คำเดียว ฝ่าเท้าที่แฝงด้วย ปราณเซียนกำเนิด ถีบเข้าใส่ประตูไม้บานยักษ์อย่างรุนแรง แรงปะทะมหาศาลส่งผลให้บานประตูหนาหนักหลุดกระเด็นเข้าไปด้านในจวนทันที ประตูที่ปลิวหวือนั้นกระแทกเข้ากับร่างของทหารยามทั้งสองจนพวกมันกระเด็นหายเข้าไปในจวนพร้อมเศษไม้ที่แตกละเอียด เสียงกัมปนาทนั้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตำบล
"พี่ลู่! ท่านนี่เปิดตัวได้เร้าใจจริงๆ!" ฉินอวี้หัวเราะลั่นพลางชักกระบี่ออกมากวัดแกว่ง ส่งรัศมีกระบี่สีทองข่มขวัญพวกสมุนที่เริ่มวิ่งหน้าตั้งออกมาจากข้างในจวน
"เอาล่ะเจ้าพวกโจรในคราบขุนนาง! วันนี้ 'ธนาคารลู่ชิง' เปิดทำการแล้ว ใครอยากได้เงินก็เอาหัวมาแลก!"