ข่าวปริศนาข้อใหม่ที่ปรมาจารย์เคนชินแห่งแดนอาทิตย์อุทัยได้ท้าทายปัญญาของคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยนั้น ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกหมู่เรือนบนเขาซงซานอย่างรวดเร็ว ประดุจดังละอองเกสรที่ลอยไปกับลมวสันต์ เรื่องราวถูกแต่งเติมเสริมสีสันจนกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในหมู่ศิษย์แห่งสำนักศึกษา
“พวกท่านได้ยินหรือไม่? ปริศนาเมล็ดข้าวบนกระดานหมากล้อม! แค่คิดตามก็ปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว!” ศิษย์สายนอกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนยำเกรง
“ข้าว่าครั้งนี้คุณชายเซี่ยคงไม่รอดเป็นแน่แท้ ปริศนาข้อก่อนอาจเป็นเพราะโชคช่วย แต่ข้อนี้คือการคำนวณที่แท้จริง ยากเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะหยั่งถึง!” ศิษย์อีกคนผู้เป็นสหายของบัณฑิตหลี่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป” บัณฑิตอาวุโสผู้หนึ่งแย้งขึ้นเรียบๆ “พวกท่านไม่เห็นแววตาของท่านปรมาจารย์หลินหรือ? ท่านมองคุณชายเซี่ยด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง ข้าเชื่อว่า...บางที...พวกเราอาจจะได้เห็นปาฏิหาริย์อีกครั้งก็เป็นได้”
วงสนทนาแตกออกเป็นหลายกลุ่ม บ้างให้กำลังใจ, บ้างเย้ยหยัน, บ้างก็เพียงเฝ้ารอชมเรื่องสนุกด้วยความสนใจ ใคร่รู้ว่าพยัคฆ์หนุ่มจากเมืองหลวงผู้นี้จะหาทางออกจากกรงขังแห่งปัญญาที่ยิ่งใหญ่ปานขุนเขาไท่ซานนี้ได้อย่างไร
ทว่า...บุรุษผู้เป็นศูนย์กลางของพายุแห่งความใคร่รู้นั้น กลับหาได้ใส่ใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโลกภายนอกไม่...
ณ เรือน ‘สดับธาร’ อันเป็นเรือนรับรองพิเศษที่ซุกซ่อนกายอย่างสงบเสงี่ยมอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขา บัดนี้คุณชายใหญ่เซี่ยหยางกลับโยนความวุ่นวายอันน่าปวดหัวทิ้งไปจนหมดสิ้น เขานอนเอกเขนกอยู่บนผืนหญ้าอันอ่อนนุ่มที่ขึ้นอยู่ริมลำธาร ใช้สองแขนของตนรองหนุนศีรษะแทนหมอน ทอดสายตามองไปยังฟากฟ้าเบื้องบนอย่างสบายอารมณ์
ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า...อาทิตย์อัสดง แสงสีทองสุดท้ายของทิวาได้สาดส่องอาบย้อมยอดสนและทิวไผ่จนกลายเป็นสีทองอร่ามจับตา กลุ่มเมฆที่เคยขาวบริสุทธิ์ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันหลากหลาย ทั้งสีส้ม สีแสด สีม่วง และสีแดงเลือดนก ประหนึ่งจิตรกรเอกแห่งสรวงสวรรค์กำลังตวัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบแห่งนภากาศอย่างวิจิตรตระการตา
สายลมยามเย็นพัดโชยมาเอื่อยๆ หอบนำกลิ่นไอดินอันบริสุทธิ์ กลิ่นยางสนจางๆ และกลิ่นหอมเย็นของบุปผาป่าที่ซ่อนเร้นกายอยู่ตามซอกหินลอยมาแตะจมูก เสียงธารน้ำไหลรินกระทบโขดหินดังกังวานใสราวเสียงพิณ ผสานกับเสียงเสียดสีของกอไผ่ที่ลู่ลู่ไปตามลม และเสียงกรีดปีกของเหล่าแมลงที่เริ่มออกหากินยามราตรี ก่อเกิดเป็นบทเพลงขับกล่อมแห่งธรรมชาติที่ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าทั้งปวงให้มลายหายไปสิ้น
ซูเหวินจื่อเดินกระสับกระส่ายไปมาอยู่หลายรอบ ในใจร้อนรุ่มดุจมีเพลิงสุม แม้จะเชื่อมั่นในสติปัญญาของสหาย แต่ปริศนาครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เกินไปนัก อีกทั้งเรื่องของเวลายังเป็นพันธนาการเส้นสำคัญที่บีบรัดเข้ามาทุกขณะจิต ในที่สุดเขาก็ทนความเงียบต่อไปไม่ไหว จึงเดินเข้าไปทรุดกายนั่งลงข้างๆ เซี่ยหยางบนผืนหญ้า
“เสี่ยวหยาง...” เขาเรียกสหายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “ข้ารู้ว่าเจ้ามีปัญญาหลักแหลมเหนือคนทั่วไป แต่โจทย์ที่ท่านปรมาจารย์เคนชินออกให้นั้น...มันยากเย็นราวกับจะให้คนไปนับดวงดาวบนท้องฟ้า! อีกทั้งเวลาสามวันก็ดูจะน้อยเกินไปนัก”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเดินทางกลับ เราต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบวันจึงจะกลับถึงเมืองหลวง หากเราอยู่ที่นี่นานเกินไป จะกลับไปขอขมาสกุลฉินไม่ทันตามกำหนดที่ท่านลุงเซี่ยได้แจ้งไว้ ถึงตอนนั้น...เกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตจนยากจะควบคุมนะสหาย”
เซี่ยหยางละสายตาจากฟากฟ้าที่กำลังจะมืดสนิท หันมามองใบหน้าอันเคร่งเครียดของสหายรัก ก่อนที่รอยยิ้มอบอุ่นระคนขบขันจะปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังดวงดาวดวงแรกที่เริ่มส่องประกายขึ้นบนท้องฟ้า
“ต้าซู...เจ้าดูดาวดวงนั้นสิ” น้ำเสียงของนางผ่อนคลายและไม่ทุกข์ร้อนแม้แต่น้อย “มันอยู่ห่างไกลจากเรามาก แต่แสงของมันยังเดินทางมาถึงที่นี่ได้ แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดว่าปัญหาที่อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกนี้จะไม่มีหนทางแก้ไขเล่า?”
นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ปัญหาเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก สหายข้า” นางขยิบตาให้เขาอย่างขี้เล่น “พักผ่อนให้สบายใจเถิดน่า...ข้ามีแผนของข้าอยู่แล้ว”
คำพูดที่เรียบง่ายและท่าทีที่ไม่ใส่ใจนั้น กลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอันลึกล้ำอย่างประหลาด มันส่งผ่านไปถึงซูเหวินจื่อ ทำให้หัวใจที่ร้อนรนของเขาค่อยๆ สงบลง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของสหาย...ดวงตาคู่นั้นยังคงหวานฉ่ำเช่นเดิม แต่กลับมีความนิ่งสงบและลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรที่ไร้คลื่นลม เขาพยักหน้ารับช้าๆ ความเชื่อใจที่มีต่อสหายรักได้บดบังความกังวลไปจนหมดสิ้น
ขณะนั้นเอง เสี่ยวชุ่ยก็เดินถือถาดไม้ที่บรรจุชุดชงชาและของว่างเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาอย่างนอบน้อม นางจัดแจงปูผ้าลงบนพื้นหญ้าแล้วเริ่มลงมือชงชาอย่างคล่องแคล่ว
“คุณชายเจ้าขา ดื่มชาร้อนๆ สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ อากาศยามค่ำบนเขานี้เย็นนัก เดี๋ยวจะไม่สบายไปเสียก่อน” นางบ่นอุบอิบตามประสาบ่าวคนสนิทที่อดเป็นห่วงผู้เป็นนายไม่ได้
เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะรับถ้วยชาที่นางส่งให้มาจรดริมฝีปาก กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีลอยขึ้นมาปะทะนาสิก เมื่อจิบเข้าไป...รสชาติอันละมุนละไมก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ความอบอุ่นจากถ้วยชาในมือทำให้จิตวิญญาณของเสิ่นอี้หวนระลึกถึงวันเก่าๆ ในภพก่อน...
‘...จำได้ว่าเคยไปกางเต็นท์พักแรมในอุทยานแห่งชาติกับเพื่อนๆ’ นางครุ่นคิดในใจ ‘ตอนนั้น...เราต่างก็พูดกันว่าอากาศที่นั่นบริสุทธิ์และสดชื่นที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมาแล้ว...แต่เมื่อได้มาอยู่ที่นี่...ณ เรือนสดับธารแห่งนี้...ข้าถึงได้รู้ว่า...ความบริสุทธิ์ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร...ที่นี่...แม้แต่ลมหายใจก็ยังหอมหวาน’
นางหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รับเอาพลังแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เข้ามาสู่ร่างกาย ความเหนื่อยล้าจากการประลองปัญญาและความตึงเครียดที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน พลันมลายหายไปจนสิ้น...
ค่ำคืนนั้น... ณ เรือนรับรองที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลำธารและเสียงลมเป็นเพื่อนขับกล่อม หลังจากที่ทุกคนต่างเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน...แสงเทียนในห้องพักก็ค่อยๆ ดับลงทีละดวง...ความมืดและความเงียบเข้าปกคลุม...เหลือไว้เพียงความสงบอันบริสุทธิ์ของขุนเขา ที่ช่วยปลอบประโลมทุกดวงใจให้ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง...รอคอยอรุณรุ่งแห่งวันใหม่ที่จะมาถึง
…..
อรุโณทัยแรกแห่งการพักผ่อนบนเขาซงซานอาบไล้เรือนสดับธารด้วยแสงสีทองนวลตา หมู่ปักษาเริ่มส่งเสียงขับขานประสานรับกับเสียงธาราที่ไหลรินไม่เคยหยุดนิ่ง อากาศยามรุ่งอรุณนั้นบริสุทธิ์และชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำค้างยามราตรี กลิ่นดินและพฤกษาพากันลอยอวลอยู่ในทุกอณูแห่งบรรยากาศ ควรค่าแก่การเป็นยามเช้าอันแสนสงบสุข
ทว่า...ในเงามืดของป่าไผ่ห่างไกลออกไป คลื่นใต้น้ำอันขุ่นข้นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
บัณฑิตหลี่ในอาภรณ์สีเข้มยืนเผชิญหน้ากับ “บัณฑิตจ้าว” ศิษย์สายในผู้มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของแขกเหรื่อในเรือนรับรองพิเศษ ใบหน้าของบัณฑิตจ้าวเคร่งขรึมและฉายแววดื้อรั้นอยู่เสมอ เขาคือผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและกฎระเบียบของสำนักศึกษาเหนือสิ่งอื่นใด
“ศิษย์น้องจ้าว” บัณฑิตหลี่เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความห่วงใยจอมปลอม “ข้าหาได้มีความแค้นส่วนตัวกับคุณชายเซี่ยไม่ แต่ในฐานะศิษย์พี่ ข้ายอมไม่ได้ที่จะเห็นคนนอกผู้ใช้เพียงเล่ห์เหลี่ยมวาจามาเหยียบย่ำเกียรติของสำนักเรา และได้รับการปรนนิบัติราวกับเป็นองค์ชาย! ท่านปรมาจารย์อาจจะเมตตา แต่พวกเราผู้เป็นศิษย์...มีหน้าที่ต้องพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของเขา”
คำพูดนั้นแทงใจดำบัณฑิตจ้าวอย่างจัง เขาพยักหน้ารับช้าๆ แววตาแข็งกร้าวขึ้น “ศิษย์พี่หลี่โปรดวางใจ...ข้ารู้ว่าสิ่งใดควรทำ”
คลื่นลูกแรกซัดสาดเข้ามาพร้อมกับมื้อเช้า...
ตามปกติแล้ว โต๊ะอาหารในเรือนสดับธารควรจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กเป๋าฮื้อร้อนๆ หรือกลิ่นแป้งนึ่งของซาลาเปาไส้หมูแดงเนื้อฉ่ำ แต่ในรุ่งเช้านี้...สิ่งที่ถูกยกเข้ามากลับมีเพียงถ้วยกระเบื้องเนื้อหยาบที่บรรจุข้าวต้มขาวขุ่นไร้เครื่องเคียง และผักดองสีซีดจางสองสามชิ้นเท่านั้น สัมผัสได้ถึงความเย็นชืดของไอความร้อนที่แทบไม่หลงเหลืออยู่ กลิ่นที่ควรจะหอมชวนเจริญอาหารกลับมีเพียงกลิ่นจางๆ ของข้าวที่ต้มจนเละ
เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้างด้วยความไม่พอใจ “นี่มันอะไรกันเจ้าคะ! เหตุใดจึงนำอาหารเช่นนี้มาถวายคุณชาย!”
ทว่าเซี่ยหยางกลับโบกมือห้ามไว้เบาๆ เขายกถ้วยขึ้นพิจารณาด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนที่รอยยิ้มขบขันจะปรากฏขึ้นที่มุมปาก ‘หึ...เริ่มต้นแล้วสินะ’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิด ‘แผนการต้อนรับแขกแบบติดดิน...ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง’
เขามิได้เอ่ยวาจาตำหนิใดๆ เพียงแค่ใช้ตะเกียบไม้ไผ่ธรรมดาคีบผักดองเข้าปาก เคี้ยวสองสามครั้งแล้ววางตะเกียบลง “รสชาติไม่เลว...แต่ข้ายังไม่ค่อยหิวนัก พวกเจ้ายกกลับไปเถิด”
คลื่นลูกที่สองตามมาในช่วงสาย...
หลังจากมื้อเช้าอันแสน “เรียบง่าย” ผ่านพ้นไป เซี่ยหยางตั้งใจจะใช้เวลาครุ่นคิดถึงปริศนาอย่างจริงจัง เขาเดินไปยังโต๊ะหนังสือริมหน้าต่างที่อาบไล้ด้วยแสงแดดอ่อนๆ เพื่อเตรียมจรดพู่กันขีดเขียนความคิด ทว่าสิ่งที่รออยู่กลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง
บนโต๊ะนั้น...มีเพียงพู่กันด้ามเก่าที่ขนแปรงบานปลายและหลุดลุ่ย กระดาษซวนจื่อสีเหลืองกรอบที่ผิวหยาบกระด้างราวกับกระดาษห่อของ และแท่นฝนหมึกที่เหลือเพียงเศษหมึกแห้งกรังติดอยู่ก้นแท่นเท่านั้น
ขณะที่ซูเหวินจื่อกำลังจะอ้าปากโวยวาย...เสียงอันน่ารำคาญก็ดังขึ้นทำลายความสงบจากภายนอก!
ตึง! ตึง! ตึง! โครม!
เสียงขวานที่จามลงบนท่อนไม้แห้งดังขึ้นเป็นจังหวะถี่กระชั้น สลับกับเสียงค้อนที่ตอกกระทบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง สำเนียงอันแสนระคายโสตประสาทนี้ดังมาจากทิศทางเดียวกันอย่างจงใจ ก่อเกิดเป็นมลภาวะทางเสียงที่สามารถทำลายสมาธิของปราชญ์ผู้สงบเยือกเย็นที่สุดได้ในทันที
เซี่ยหยางทอดถอนใจยาว...แต่มิใช่ด้วยความหงุดหงิด หากแต่เป็นความระอาใจในความพยายามอันแสนตื้นเขินของอีกฝ่าย
“ดูเหมือนว่าวันนี้...สวรรค์คงไม่อยากให้ข้าใช้ความคิดสินะ” เขากล่าวกับสหายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะโยนพู่กันเก่าด้ามนั้นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี “ในเมื่อเป็นเช่นนี้...เราก็ไปทำอย่างอื่นที่น่ารื่นรมย์กว่านี้กันเถิด”
แล้วละครฉากใหม่ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด...ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ณ ริมลำธารใสสะอาดที่ไหลเอื่อยอยู่เบื้องหน้าเรือนพัก ร่างระหงในอาภรณ์สีอ่อนสบายตาของเซี่ยหยางกำลังนั่งหย่อนเท้าลงแช่ในสายน้ำเย็นเฉียบ สัมผัสของวารีที่ไหลผ่านข้อเท้าช่วยมอบความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจนน่าประหลาดใจ เขาใช้กิ่งไผ่ลีบๆ ที่หาได้แถวนั้นมาทำเป็นคันเบ็ดอย่างง่ายๆ ปลายสายเป็นเพียงเส้นด้ายที่แกะออกมาจากชายเสื้อ ผูกติดกับหนอนตัวเล็กๆ ที่ขุดขึ้นมาจากดินชื้นใต้กอหญ้า
แสงสุริยนยามสายส่องลอดผ่านร่มเงาแห่งพฤกษาลงมากระทบผิวน้ำ เกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร สีสันของหมู่ปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายอยู่ใต้ธาราใสแจ๋วสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เขาเหวี่ยงเบ็ดลงไปในน้ำอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางเอนกายพิงโขดหินใหญ่แล้วเริ่มฮัมเพลงทำนองแปลกๆ ที่ไม่มีผู้ใดในยุคสมัยนี้เคยได้ยินมาก่อน เสียงฮัมเพลงที่ผ่อนคลายของเขา กลมกลืนไปกับเสียงน้ำไหลรินและเสียงลมพัดไหว จนกลบเสียงการก่อสร้างอันน่ารำคาญที่ยังคงดังแว่วมาจากไกลๆ ได้จนหมดสิ้น
ไม่นานนัก...ปลาหลีฮื้อตัวอ้วนพีตัวหนึ่งก็หลงกลเข้ามาติดเบ็ด!
กองไฟเล็กๆ ถูกก่อขึ้นบนลานดินริมตลิ่ง เสียงฟืนแห้งที่ประทุแตกดังเปรี๊ยะปร๊ะส่งประกายไฟลอยขึ้นไปในอากาศ ปลาที่ตกได้ถูกเสียบไม้ย่างบนกองไฟจนหนังเหลืองกรอบ กลิ่นหอมของเนื้อปลาสดที่สุกได้ที่ผสมกับกลิ่นควันไฟจางๆ นั้นช่างยั่วน้ำลายยิ่งนัก
เซี่ยหยางฉีกเนื้อปลาสีขาวขุ่นร้อนๆ เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติหวานมันของเนื้อปลาธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ คือความเลิศรสที่อาหารในภัตตาคารหรูหรามิอาจเทียบเทียมได้
ในเงามุมหนึ่งไม่ไกลนัก บัณฑิตจ้าวและศิษย์อีกคนหนึ่งที่บัณฑิตหลี่ส่งมาสอดแนม กำลังยืนมองภาพนั้นด้วยความงุนงงจนพูดไม่ออก แผนการก่อกวนเพื่อทำลายสมาธิและสร้างความกดดันของพวกเขานั้น...กลับกลายเป็นการส่งเสริมให้คุณชายผู้นั้นได้ออกมาพักผ่อนหย่อนใจราวกับมาท่องเที่ยวตากอากาศ!
เซี่ยหยางเหลือบมองไปยังเงามืดนั้นด้วยหางตา ก่อนจะยกปลาย่างในมือขึ้นราวกับจะเชิญชวน แล้วหันกลับมาสนใจมื้ออาหารอันโอชะของตนต่อ
‘ผู้ที่ใจสงบ...ย่อมไม่ไหวเอนไปตามลมปากหรือการกระทำอันโง่เขลาของผู้อื่น’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิดอย่างพึงพอใจ ‘บางครั้ง...การตอบโต้ที่ดีที่สุด...ก็คือการไม่ตอบโต้อะไรเลย’