ในค่ำคืนดึกสงัด ณ ตำหนักซือหมิ่น
คนชุดดำชักกระบี่และคิดในใจว่า “นักพรตชั่ว! เจ้าฆ่าครอบครัวของข้า วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าเพื่อแก้แค้น”
ชายชุดดำอีกคนกระโดดเข้าไปขวางหน้าไว้ “ช้าก่อน! ท่านเป็นมือปราบ เหตุใดถึงใช้ศาลเตี้ยพิพากษาคนผิดเล่า”
“ท่านรองแม่ทัพ! ท่านรู้ได้ยังไงว่าเป็นข้า” มือปราบหญิงตกใจเมื่อเห็นชายชุดดำเปิดหน้าให้ดู
“ฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่รีบมาบอกให้ข้าห้ามเจ้าฆ่าคนเพื่อแก้แค้น เจ้าควรร้องทุกข์ต่อศาลสิ คนผิดจะได้รับโทษตามกฎหมาย” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้ารู้มั้ย! นักพรตชั่วมันทำอะไรกับข้าไว้บ้าง สมัยก่อนพ่อแม่ข้าศรัทธาเขามาก จนถึงขั้นให้เข้าไปพักในบ้าน แต่มันกลับคิดละโมบอยากได้ทรัพย์สินบ้านข้า มันก็เลยร่วมมือกับโจรโดยการแอบลอบไปเปิดประตูให้โจรเข้ามาอย่างง่ายดาย และปล้นชิงเข่นฆ่าพวกเราราวกับผักปลา ทั้งบ้านมีเพียงข้าที่รอดชีวิตอยู่คนเดียว เป็นเจ้า เจ้าก็อยากฆ่ามัน ใช่มั้ยล่ะ” มือปราบหญิงกล่าวทั้งน้ำตา
“ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน แต่หากเจ้าฆ่าท่านนักพรต เจ้าก็ต้องได้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิตให้ตายตกตามกัน” ท่านรองแม่ทัพพยายามเตือน
“ข้ายอมตาย ขอเพียงได้แก้แค้นให้ท่านพ่อท่านแม่” ท่านมือปราบไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“แล้วเจ้าไม่ห่วงคนที่มีชีวิตอยู่บ้างเลยงั้นหรือ พวกเขายังรักและห่วงเจ้าอยู่นะ” ท่านรองแม่ทัพพยายามเกลี้ยกล่อม
“ข้าตัวคนเดียว ข้าไม่จำเป็นต้องคิดถึงหรือห่วงผู้ใด” มือปราบไม่สนใจ
“และหน้าที่ของเจ้าล่ะ ไหนว่าเจ้ามาสืบคดีเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อผู้หญิงที่เกิดปีชงคนนั้นไงล่ะ” ท่านรองแม่ทัพเตือน
“ทำไมเจ้าถึงรู้เรื่องราวของข้าทุกอย่าง หรือว่า เหวยเหนียงเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด” มือปราบสงสัย
“ใช่! ท่านฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เป็นห่วงเจ้ามาก นางกลัวว่าเจ้าจะใช้อารมณ์ชั่ววูบฆ่าคนเพื่อแก้แค้นและกลายเป็นฆาตกรเสียเอง” ท่านรองแม่ทัพยอมบอก
“ข้า…” มือปราบหญิงชะงักเพราะนางก็ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นฆาตกร
“เจ้าเป็นมือปราบ เป็นผู้รักษากฎหมาย แต่เพราะความแค้นทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ฉีกอุดมการณ์ทิ้ง เจ้าลองตรึกตรองดูให้ดีก็แล้วกัน เจ้าทำงานเป็นมือปราบมานาน ย่อมต้องเกลียดอาชญากร แล้วเจ้าจะไปทำในสิ่งที่เจ้าเกลียดทำไมกัน” ท่านรองแม่ทัพเตือนอีก
“ข้าคิดได้แล้ว เจ้าไปเสียเถิด” มือปราบยอมคล้อยตาม
“แน่นะ!” ท่านรองแม่ทัพถามเพื่อความแน่ใจว่าหญิงสาวจะไม่ไปทำร้ายนักพรตอีก
“แน่สิ! ไปกันเถอะ ข้าจะไปหาหลักฐานเอาผิดมัน” มือปราบเปลี่ยนแผนใหม่
สักพักอยู่ดีๆ ก็มีเสียงหัวเราะของผู้หญิงและผู้ชาย
“นั่นมันไป่เหมยนี่” ท่านรองแม่ทัพตกใจที่เห็นหญิงสาวที่เป็นคู่หมั้นของเขา
“นี่! เจ้าจะเข้าไปทำไม” มือปราบตกใจ
“แต่นางกำลังถูกนักพรตลวนลามอยู่นะ” ท่านรองแม่ทัพชี้ให้ดู
“แต่นางสมยอมนะ” มือปราบเตือนสติ
“นักพรตนั่นอาจบังคับไป่เหมย หรือไม่ก็ใช้คาถาอาคม” ท่านรองแม่ทัพแก้ตัวให้คู่หมั้น
“ข้าบอกเจ้าก็ได้ ไป่เหมยคนนั้นไม่ใช่คู่หมั้นของเจ้าหรอก นางเป็นภรรยาของนักพรตชั่วคนนั้น พวกเขาปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้ เพราะไป่เหมยคนนั้นจะต้องทำหน้าที่เป็นหน้าม้าให้กับท่านนักพรต” มือปราบยอมบอก
“อะไรนะ! ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก ข้าจะไปชิงตัวไป่เหมยเดี๋ยวนี้” ท่านรองแม่ทัพยังคงดึงดัน
มือปราบรีบเข้าไปรั้งตัวฝ่ายชายไว้และบ่นว่า “นี่! เจ้าต้องเป็นฝ่ายห้ามข้ากระทำชั่ว ไม่ใช่ให้ข้าเป็นฝ่ายห้ามเจ้าแบบนี้”
“ถ้าเจ้าโดนแย่งคนรักไป เจ้าจะรู้สึกอย่างไร” ท่านรองแม่ทัพโมโห
“หากคนที่ข้ารักมีความสุข ข้าก็ยินดีปล่อยเขาไป แต่สำหรับเจ้านั้น เจ้าควรสืบดูให้ดีก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นคือไป่เหมยตัวจริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ชื่อเหมือน เจ้าก็ไปหาว่าเขาคือคู่หมั้นของเจ้า” มือปราบกล่าวเตือน
“เจ้าเองก็ชื่อไป่เหมย หรือว่าเจ้าคือคู่หมั้นของข้าล่ะ” ท่านรองแม่ทัพยักคิ้วข้างหนึ่งเพื่อถามฝ่ายหญิงตรงๆ
“นั่นยิ่งไม่ใช่แล้วใหญ่ ถิ่นฐานของข้าคือเมืองสุ่ยหวิน ข้าไม่ได้เกิดที่นี่เสียหน่อย ข้าจะเป็นคู่หมั้นของเจ้าได้อย่างไร” มือปราบแย้ง
สักพักท่านนักพรตก็อุ้มหญิงสาวที่อ้างตนว่าชื่อไป่เหมยเข้าไปข้างใน โดยที่ทั้งสองกำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุขจนน่าอิจฉา
“พวกเขาเข้าไปแล้ว เจ้าจะตามเข้าไปเอาเรื่องอีกมั้ยล่ะ” มือปราบกล่าว
“พวกเราไปกันเถอะ” น้ำเสียงของท่านรองแม่ทัพอ่อนลง เพราะผิดหวังในตัวคู่หมั้น
“เจ้ากับคู่หมั้นจากกันมานาน ข้าว่า เจ้าน่าจะหาผู้หญิงคนใหม่ดีกว่านะ” มือปราบเสนอแนะ
“แต่นางเคยสัญญากับข้าแล้วว่านางจะรักข้าแต่เพียงผู้เดียว” ท่านรองแม่ทัพไม่เคยลืมสัญญา
“สัญญาตั้งแต่ตอนสิบขวบเนี่ยนะ” มือปราบสงสัย
“เจ้ารู้ได้ยังไง ว่าสัญญาตอนสิบขวบ” ท่านรองแม่ทัพแปลกใจ
“อ๋อ! เหวยเหนียงเล่าให้ข้าฟัง” มือปราบแก้ตัว
“เจ้ากลับไปเถิด ข้าเองก็ต้องรีบกลับจวนเช่นกัน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“อย่าคิดมากล่ะ ในแคว้นนี้มีผู้หญิงตั้งมากมาย เจ้าคงได้เจอคนที่ใช่เข้าสักวัน” มือปราบพยายามปลอบเพราะเห็นสีหน้าฝ่ายชายดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
“อื้อ! ข้าไปล่ะ” ท่านรองแม่ทัพไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น ตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียว
*****************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ จวนรองแม่ทัพ
“ข้ามาหาเจ้าตามสัญญาไง เจ้ายังจำข้าได้หรือเปล่า” ไป่เหมยมาหาท่านรองแม่ทัพตั้งแต่เช้า
“อ้อ! ไป่เหมยนี่เอง แล้วไหนล่ะของหมั้น” ท่านรองแม่ทัพทวง
“เอ่อ! ของหมั้น ขะ ข้า ข้าลืมเอามา” ไป่เหมยรีบพูดกลบเกลื่อน
“ท่านแม่ไม่เชื่อว่าเจ้าคือไป่เหมย ข้าจะให้เจ้าเปิดเสื้อให้ท่านแม่ดูปานที่ไหล่ซ้ายก็แล้วกันนะ” แล้วท่านรองแม่ทัพไห่ฉือก็หันไปเรียก “ท่านแม่ขอรับ”
“เอ่อ! เดี๋ยวก่อน วันนี้ข้าไม่สบาย ไว้ดูปานวันหลังนะ” ไป่เหมยแสร้งทำเป็นเหมือนหน้ามืด
“เจ้าไม่ต้องเล่นละครอีกแล้ว เจ้าไม่ใช่ไป่เหมย” ท่านรองแม่ทัพรู้ความจริงหมดแล้ว
“ก็ข้าชื่อไป่เหมย ข้าจะไม่ใช่ไป่เหมยได้อย่างไร” ไป่เหมยสงสัย
“เรื่องราวที่เจ้าเล่าให้ทุกคนในตำหนักท่านนักพรตฟัง มันเป็นเรื่องของไป่เหมยก็จริง แต่เจ้าไม่ใช่นาง เพราะนางมีปานตรงไหล่ข้างขวา ไม่ใช่ข้างซ้าย” ท่านรองแม่ทัพยอมเผย
“ขะ ข้าจำผิดต่างหาก” ไป่เหมยแสดงสีหน้ามีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้ามาที่นี่ เจ้าต้องการอะไร คิดปอกลอกข้าไปเลี้ยงนักพรตสามีเจ้าอย่างนั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“เจ้าพูดอะไรน่ะ เหตุใดถึงกล่าววาจาดูหมิ่นท่านนักพรตเช่นนี้” ไป่เหมยกล่าวเสียงแข็งแสดงถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเห็นเจ้าอยู่กับท่านนักพรตทั้งคืน เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีก” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้าปรักปรำข้า” ไป่เหมยไม่ยอมรับ
“เจ้าไปซะเถิด จงจำไว้ว่าการทำมาหากินด้วยการหลอกลวงผู้อื่น มันทำได้ไม่นานหรอกนะ สักวันความลับของพวกเจ้าจะต้องถูกเปิดโปง คอยดูสิ” ท่านรองแม่ทัพรีบไล่หญิงสาว
“ท่านพูดอะไร! ท่านนักพรตมีอิทธิฤทธิ์จริงๆ เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ ระวังตัวไว้ให้ดีเถิด เจ้าต้องโดนอาถรรพ์ คอยดูก็แล้วกัน” ไป่เหมยโมโห
“ข้าจะคอยดู” ท่านรองแม่ทัพไม่กลัว
ไป่เหมยตัวปลอมรีบเดินจากไปทันที
“สรุปว่าเรียกแม่มา เพื่อมาดูนักต้มตุ๋นงั้นหรือ” ท่านแม่ของท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ข้าเกือบถูกนางหลอกแล้วขอรับ ดีที่ข้าไปเห็น เอ่อ…” ท่านรองแม่ทัพไม่สะดวกจะพูด
“ไปเห็นอะไรงั้นหรือ” ท่านแม่อยากรู้
“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ” รองแม่ทัพไห่ฉือไม่อยากพูดถึงเรื่องอื้อฉาวเมื่อคืนนี้
*****************************
ข่าวที่ท่านรองแม่ทัพกล่าววาจาลบหลู่ดูหมิ่นท่านนักพรตได้แพร่กระจายไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านต่างพากันไม่พอใจท่านรองแม่ทัพเป็นอย่างมาก
แต่ถึงกระนั้นท่านรองแม่ทัพก็ไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านี้ เขายังกล่าววาจาท้าทายว่า “นักพรตมีอิทธิฤทธิ์จริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาคงจัดฉากหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อเสียมากกว่า”
ดังนั้นสามวันต่อมา ภัยก็มาถึงตัวท่านรองแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพกำลังยืนชมธรรมชาติในอุทยานที่จวนของเขา
“ระวัง! โอ๊ย!” มือปราบสาวรับดาวกระจายแทนท่านรองแม่ทัพไห่ฉือ
“มือปราบ! ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” รองแม่ทัพตกใจที่เห็นท่านมือปราบรับดาวกระจายแทนตน
คนร้ายกำลังจะกระโดดหนีไป แต่ทว่าเขากลับติดกับ เพราะท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนและเหล่าทหารได้ดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว
ซูเยี่ยนเข้าปะทะกับคนร้ายชุดดำที่มาจากญี่ปุ่น แต่ฝีมือซูเยี่ยนเหนือกว่าชายชุดดำมาก ทำให้คนร้ายถูกดาบจ่อไปที่คอได้อย่างง่ายดาย
“ข้าจับคนร้ายได้แล้ว ข้าจะพาคนร้ายไปที่ศาล ส่วนเจ้ารีบพาแม่นางไป่เหมยไปหาหมอเถิด” ซูเยี่ยนกล่าว
“ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพไห่ฉือนั้นทำหน้าที่เป็นตัวล่อคนร้าย ตอนนี้ไป่เหมยกลับเป็นผู้รับอาวุธแทนเขา เขาก็เลยรีบอุ้มตัวหญิงสาวเข้าไปในห้องของตัวเอง จากนั้นก็เรียกให้สาวใช้ไปตามหมอมาให้
ไห่ฉือให้หญิงสาวนอนคว่ำหน้า ส่วนตนก็รีบนำผ้ามาเช็ดเลือดพร้อมกับรีบกดบาดแผลห้ามเลือดไว้เสียก่อน รอยฉีกขาดของเสื้อคลุมของนาง ทำให้เขามองเห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวอยู่ที่ไหล่ข้างขวาของนาง
“เจ้าคือไป่เหมยของข้าจริงๆ ด้วย” ไห่ฉือจำได้
“เจ้าพูดอะไรน่ะ” มือปราบไป่เหมยรีบพูดกลบเกลื่อน
“ข้าจำปานรูปพระจันทร์เสี้ยวได้ เจ้าเคยอวดปานให้ข้าดูตอนเด็กๆ” ไห่ฉือไม่เคยลืม
“ตอนนี้เจ้าโตแล้ว เจ้ากล้าดูไหล่ข้าได้ยังไง” มือปราบกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“ข้าขอโทษ! เสื้อของเจ้าฉีกขาด ข้าก็เลยเห็นโดยบังเอิญ” ไห่ฉือแก้ตัว
“ท่านหมอเข้ามาแล้ว เจ้าออกไปก่อนสิ” มือปราบกล่าว
“ข้าอยากอยู่เคียงข้างเจ้า” ไห่ฉือไม่ยอมไป
“แล้วถ้าข้าต้องเปิดเสื้อล่ะ” มือปราบอาย
“ข้าจะไปเรียกสาวใช้ให้มาช่วยท่านหมอก็แล้วกัน” ไห่ฉือเปลี่ยนท่าทีเพราะเขาควรให้เกียรติหญิงสาว
“555 คนรักของเจ้า เขาห่วงเจ้ามากเลยนะ” ท่านหมอแซว
“เขาไม่ใช่… โอ๊ย! ข้าเจ็บนะเจ้าคะ” มือปราบพูดไม่ทันจบ นางก็เจ็บที่แผล เพราะหมอกำลังราดน้ำเกลือเพื่อล้างแผลให้
“ล้างแผลก่อน ข้าค่อยพอกยาสมุนไพรให้” ท่านหมอกล่าว
“ดาวกระจายมีพิษหรือเปล่าเจ้าคะ” มือปราบกังวล
“ไม่มีนะ” ท่านหมอตรวจสอบแล้ว
“งั้นคนร้ายชาวญี่ปุ่นก็ไม่ใช่ฆาตกรน่ะสิ” มือปราบรู้สึกผิดหวังที่คนร้ายไม่ใช่ฆาตกรที่วางยาพิษหญิงชาวบ้านชาวสุ่ยหวิน
“โชคดีที่ดาวกระจายไม่มีพิษนะ เจ้านอนพักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปเขียนใบสั่งยาให้คนรักของเจ้า” ท่านหมอกล่าว
“ก็บอกว่าเขาไม่ใช่….” มือปราบกล่าวไม่จบเช่ยเคย เพราะท่านหมอรีบพูดตัดบท
“ข้าไปแล้วนะ” ท่านหมอรีบเดินออกไปทันที
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ไห่ฉือก็ยกสำรับอาหารและถ้วยยามาให้คู่หมั้นตัวจริงของเขา
“ทานอาหารก่อนนะ” ไห่ฉือประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นดีๆ
“ไม่ต้องป้อนหรอก ข้าทานเองได้” มือปราบอาย
“ดูสิ เจ้าไม่มีแรง ให้ข้าป้อนเถิด” ไห่ฉือไม่ยอม
ไป่เหมยก็เลยยอมให้ฝ่ายชายป้อนแต่โดยดี
“ทำไมต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักข้าด้วยล่ะ” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกน้อยใจ
“พวกเราจากกันมานาน และตอนนั้นข้าก็เด็กมาก ข้ายังไม่รู้จักความรักเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว” มือปราบอธิบาย
“ที่เจ้าพูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้ามีคนรักแล้วงั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ใช่! ข้ามีคนรักอยู่แล้ว ข้าไม่อยากหลอกลวงเจ้า” มือปราบยอมเผย
“เขาเป็นใคร” ท่านรองแม่ทัพอยากรู้
“มือปราบที่อยู่เมืองสุ่ยหวิน” มือปราบสาวกล่าวสั้นๆ
“คบกันมานานแล้วงั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพถามอีกราวกับสัมภาษณ์
“สองสามปีเห็นจะได้” มือปราบกะเวลา
“ก็ได้! ข้ายอมปล่อยเจ้าไปก็ได้ ในเมื่อเจ้ามีความสุข ข้าก็ยินดี” ท่านรองแม่ทัพไม่อาจดึงรั้งหญิงสาวได้
“ขอบใจนะ! ต่อไปเจ้าจะต้องเจอผู้หญิงที่เหมาะสมกับเจ้าแน่นอน” มือปราบสาวกล่าว
ไห่ฉือรู้สึกอกหักเข้าอย่างจัง ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจมาก แต่ก็พยายามเก็บไว้ในใจไม่แสดงออกมา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงดูแลฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี
*****************************
ณ ศาลผดุงธรรม
นักฆ่าชาวญี่ปุ่นยอมรับสารภาพว่า “ข้าได้รับจ้างจากท่านนักพรตซือหมิ่นให้คอยทำร้ายคนที่เข้าไปในศาลเจ้าและไปขอทำพิธีแก้ชงที่นั่น ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้พวกเขายอมเข้าร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์ที่ตำหนักของนักพรตซือหมิ่นขอรับ”
“เจ้าปรักปรำข้า ข้าไม่รู้จักเจ้าเสียด้วยซ้ำ” นักพรตที่ขึ้นศาลรีบโต้แย้ง
“บังอาจ! ข้ายังไม่ได้บอกให้เจ้าพูด” ใต้เท้าเหรินตั้วตวาดท่านนักพรตแล้วหันไปถามนักฆ่าญี่ปุ่น “นอกจากเจ้าแล้ว ยังมีใครที่รับจ้างเหมือนเจ้าอีกหรือเปล่า”
“มีขอรับ พวกเรามีทั้งหมด 10 คน” นักฆ่าชาวญี่ปุ่นยอมเผย
“เจ้าช่างชั่วร้ายยิ่งนัก ชาวบ้านนั้นต่างกลัวได้รับเคราะห์ร้ายเพราะชงปีนี้ แต่เจ้ากลับถือโอกาสอาศัยความกลัวของชาวบ้าน สร้างสถานการณ์ให้คนร้ายเหล่านี้ไปทำร้ายชาวบ้านด้วยวิธีการต่างๆ โดยจัดฉากให้เหมือนอุบัติเหตุ พวกเขาจะได้ตระหนักและรีบทำพิธีสะเดาะเคราะห์กำมะลอของเจ้า นี่คงหลอกอัฐชาวบ้านไปมากมายสินะ” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าวอย่างโมโหที่นักพรตชั่วทำร้ายและหลอกลวงอัฐจากชาวบ้าน
“เรียนใต้เท้า พวกเราจับหน้าม้าและคนร้ายอีก 9 คน ครบแล้วขอรับ” ทหารรายงาน
“ดีมาก! พาพวกเขาไปขังคุกไว้ก่อน รอลงอาญา” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าว
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยคือไป่เหมย เป็นบุตรสาวของพ่อค้าไป่เล่ยและนางจางเหมย ข้ามีเรื่องจะร้องทุกข์เจ้าค่ะ เมื่อสิบปีก่อนครอบครัวของข้าได้ไว้วางใจและศรัทธานักพรตซือหมิ่นจนถึงขั้นให้เขาพักอาศัยอยู่ที่บ้าน แต่พอนักพรตผู้นี้เห็นทรัพย์สินในบ้านกลับคิดละโมบจนถึงขั้นร่วมมือกับมหาโจรในสมัยนั้น เขารอให้ค่ำมืดดึกสงัดที่คนในบ้านทุกคนนอนหลับสนิท แล้วเขาก็แอบไปเปิดประตูให้มหาโจรและลูกน้องเข้ามาในบ้านอย่างง่ายดาย แต่แม่ของข้านั้นตื่นขึ้นมาพอดีจึงตะโกนร้องเรียกทุกคนในบ้าน นั่นจึงทำให้ทุกคนตื่น แต่แทนที่พวกโจรจะทำแค่ข่มขู่ให้พวกเราอยู่นิ่งๆ แต่พวกเขากลับเข่นฆ่าทุกคนในบ้านจนตายแทบไม่มีเหลือ ท่านแม่ต้องการปกป้องข้าจึงอุ้มข้าไปซ่อนไว้ในห้องลับ ข้าจึงเป็นเพียงคนเดียวที่รอด พอทุกคนในบ้านตายหมด ข้าก็เลยแอบออกมาจากห้องลับ และได้มองเห็นว่าท่านนักพรตจ่ายค่าจ้างและแบ่งทรัพย์สินที่ยึดมาได้ให้มหาโจร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่วายหักหลังมหาโจรนั่น เขาได้นำเหล้าในบ้านข้าผสมกับยาพิษหลอกให้กลุ่มโจรดื่ม พอพวกโจรได้รับพิษจนเสียชีวิต เขาก็หอบทรัพย์สินไว้นอกบ้านและวางเพลิงเผาบ้านจนวอดไม่มีเหลือเจ้าค่ะ” ไป่เหมยรู้สึกสะเทือนใจจนถึงขั้นปาดน้ำตา
“เจ้าอาจกุเรื่องขึ้นมาเอง ข้าไม่เห็นจะรู้จักครอบครัวและกลุ่มโจรเลยสักนิด” ท่านนักพรตไม่ยอมรับ
“ข้าเป็นพยานให้นางได้” ชายคนหนึ่งปรากฏตัว
“จะ เจ้า ยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ” ท่านนักพรตจำได้
“จำข้าได้ด้วยงั้นหรือ นักพรตชั่ว” ชายที่อดีตเป็นมหาโจรกล่าว
“เจ้าอย่าปรักปรำข้า” นักพรตรีบพูด
“ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ” โจรกลับใจกล่าว
“พวกเราไม่รู้จักกัน” นักพรตแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก
“เอาล่ะ! เจ้าเป็นใคร และเรื่องราวเป็นมาอย่างไร” ใต้เหรินตั้วรีบถามผู้มาใหม่
“ข้าน้อยชื่อ หงวนช่าย สมัยก่อนได้รวบรวมชายฉกรรจ์เพื่อปล้นชิงฆ่าผู้คนไม่เลือก จนกระทั่งข้าได้เจอนักพรตซือหมิ่นผู้นี้ เขาได้ชักชวนให้ข้าไปปล้นชิงทรัพย์สินของเศรษฐีหรือพ่อแม่ของผู้หญิงคนนี้ พอทำสำเร็จ เขาก็วางยาพิษใส่เหล้าให้ข้าดื่ม” หงวนช่ายรู้สึกเจ็บแค้น
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงยังไม่ตายล่ะ” ใต้เท้าเหรินตั้วสงสัย
“ก่อนที่นักพรตชั่วจะวางเพลิง ข้าพยายามฝืนตัวเองหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น แล้วไปสลบอยู่ในป่า โชคดีที่ไต้ซือผ่านมาเห็นข้าพอดี ท่านก็เลยไปตามหมอเพื่อช่วยชีวิตข้าไว้ หลังจากนั้นข้าก็เลยไปอยู่ที่วัดต้าหมิงกับท่านไต้ซือ ในระหว่างที่อยู่ที่วัด ไต้ซือได้ขัดเกลาให้ข้าเป็นคนดีสำนึกในผิดบาปที่กระทำ ข้าก็เลยรอให้นักพรตปรากฏตัวเสียก่อน เพื่อที่ว่าข้าจะได้ออกมาสารภาพผิดและดึงให้นักพรตชั่วรับผิดตามไปด้วย” หงวนช่ายเล่า
“เจ้าโกหก” นักพรตโมโห
“นี่ขอรับหลักฐาน” หงวนช่ายควักหลักฐานให้ท่านใต้เท้าดู
“นี่คือกระจกหกเหลี่ยมที่สลักชื่อซือหมิ่นนี่” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าว
“ของสิ่งนั้นอยู่กับเจ้าได้อย่างไร” นักพรตตกใจ
“ก่อนที่ข้าจะหมดสติไป ข้าได้แอบขโมยสิ่งนี้ที่ติดตัวนักพรตมาเก็บไว้กับตัวขอรับ” หงวนช่ายกล่าว
“ดูจากปฏิกิริยาของเจ้าแล้ว เจ้าต้องรู้จักหงวนช่ายอย่างแน่นอน และไป่เหมยกับหงวนช่ายต่างให้การตรงกันว่าเจ้าบงการให้จอมโจรไปปล้นชิงครอบครัวเศรษฐีเมื่อสิบปีที่แล้ว มีอะไรจะพูดอีกมั้ย” ใต้เท้าเหรินตั้วเค้นถามผู้ต้องหา
“ข้า ข้า” นักพรตพูดอะไรไม่ออก
“เจ้าสารภาพมาเถิด บาปกรรมที่เจ้ากระทำมันติดตัวเจ้ามาถึงบัดนี้แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะนอนหลับลง” หงวนช่ายพยายามเกลี้ยกล่อมผู้ร่วมกระทำความผิด
“เบิกตัวหลินฉู่” ใต้เท้ายังมีพยานปากเอก
“ข้าน้อยชื่อหลินฉู่เจ้าค่ะ” หญิงสาวที่เคยอ้างตนว่าชื่อไป่เหมยกล่าว
“เจ้าคือแม่นางที่แอบอ้างว่าเป็นไป่เหมยใช่หรือไม่” ใต้เท้าถามย้ำ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าน้อยทำตามที่ท่านนักพรตสั่งเจ้าค่ะ” หลินฉู่ซัดทอดไปยังผู้บงการ
“เจ้าทรยศข้า” นักพรตโมโห
“หุบปาก” แล้วใต้เท้าก็หันไปกล่าวกับหญิงสาวว่า “พูดต่อซิ”
“ข้ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับท่านนักพรต ทำให้รู้ว่าทุกๆ คืน เขาจะฝันว่าหนีภูตผีปิศาจตระกูลไป่ และละเมอร้องว่า ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ได้มีเจตนาฆ่าพวกท่าน แต่เพราะข้าห้ามจอมโจรไม่ได้ต่างหาก เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ” หลินฉู่ยอมพูด
“เจ้าปรักปรำข้า นังแพศยา อย่าอยู่เลย” นักพรตจะวิ่งเข้าไปบีบคอหญิงสาวที่ตนนอนกกกอดทุกคืน
“ทหาร! นำตัวนักโทษไปขังคุก วันพรุ่งนี้เที่ยง รอรับโทษประหาร” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งทหาร
“ขอรับ” ทหารรับคำ
“ทุกคนปรักปรำข้า ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์” นักพรตที่ถูกทหารจับกุมตัวพยายามตะโกนเสียงดัง
“สำหรับเจ้านั้น มีโทษในการหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้าน แต่ข้าเห็นแก่ที่เจ้าสำนึกผิดและให้ความร่วมมือกับทางการเป็นอย่างดี ข้าจะจำคุกเจ้าเป็นเวลาสองปี” ใต้เท้าตัดสินโทษให้แม่นางหลินฉู่
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลินฉู่คิดว่ายังดีกว่าต้องโทษประหาร
“ส่วนเจ้า! แม้ตอนนี้เจ้าจะสำนึกผิดบาปแล้ว อีกทั้งยังกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี แต่ความผิดครั้งเก่าก่อนมันใหญ่หลวงนัก ข้ามิอาจละเว้นโทษเจ้าได้ ดังนั้นตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้ เจ้าจะต้องได้รับโทษประหารเช่นกัน” ใต้เท้าเหรินตั้วตัดสินโทษให้กับหงวนช่าย
“ข้ายินดีรับโทษขอรับ” อดีตจอมโจรหงวนช่ายยอมรับโทษแต่โดยดี
“เอ่อ ใต้เท้าเจ้าค่ะ แล้วคดีของแม่นางเล่าชุ่ยนั้น” มือปราบไป่เหมยรีบถาม
“ข้าได้สอบถามทั้งนักพรต ผู้ดูแลตำหนักนักพรต บรรดาหน้าม้า และเหล่าคนร้ายที่ทำร้ายเหยื่อเพื่อจัดฉากอุบัติเหตุ พวกเขาต่างให้การตรงกันว่าไม่เคยพบเห็นแม่นางเล่าชุ่ยมาก่อนเลย” ใต้เท้าเหรินตั้วอธิบาย
“แต่เล่าชุ่ยบอกว่า นางมาเมืองหลวงเพื่อแก้ชงนะเจ้าคะ” มือปราบยืนยัน
“นางโกหกหรือเปล่า บางทีนางอาจปกปิดเรื่องราวบางอย่างก็เป็นได้” ใต้เท้าคาดการณ์
“ข้าน้อยจะลองไปสอบถามชาวบ้านระหว่างทางดูเจ้าค่ะ” มือปราบสาวอาสา
“ข้าจะให้มือปราบติดตามเจ้าไปด้วยก็แล้วกัน คดีนี้คงต้องสืบโดยละเอียดอีกที ตอนนี้เลิกศาล” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งปิดศาล
ทุกคนพากันแยกย้าย
วันถัดมา ในเวลาใกล้เที่ยง ทหารได้คุมตัวนักโทษซือหมิ่นที่แอบอ้างเป็นนักพรตและนักโทษหงวนช่ายแห่ประจานรอบเมืองก่อนเข้าสู่ลานประหาร
ท่านรองแม่ทัพได้พาไป่เหมยไปดูการประหารอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับท่านพ่อและท่านแม่ของนาง
ท่านรองแม่ทัพจับมืออันเย็นเฉียบของหญิงสาวเพื่อให้กำลังใจ
พอใต้เท้าเหรินตั้วสั่งประหารเท่านั้นแหละ ท่านรองแม่ทัพรีบดึงตัวหญิงสาวเข้าไปกอดเพื่อไม่ให้นางเห็นฉากตัดหัวอันน่าสยดสยอง
“ฮือ ฮือ ในที่สุดคนร้ายก็ได้ชดใช้ในบาปที่มันกระทำ” ไป่เหมยกล่าวทั้งน้ำตา
“ร้องไห้ออกมาเถิด ข้ารู้ว่าเจ้าพยายามกลั้นร้องไห้มานานถึงสิบปีแล้ว” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกเห็นใจ
“ข้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายก็เพราะพวกมัน” ไป่เหมยร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ต่อไปเจ้าจะไม่ได้อยู่ลำพังอีกแล้ว เจ้ายังมีข้าอยู่เคียงข้างเสมอนะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
ไป่เหมยตั้งสติได้ นางผละออกมาแล้วรีบปาดน้ำตา จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าขอโทษ ข้ามีคนรักอยู่แล้ว”
“ข้าขอโทษ ข้าลืมไป” ท่านรองแม่ทัพลืมตัว
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าขอตัวนะ” ไป่เหมยกล่าว
“วันพรุ่งนี้เจอกัน ข้าจะไปช่วยสืบคดี” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้าไม่ต้อง เอ่อ…” ไป่เหมยไม่อยากเห็นหน้าฝ่ายชาย
“ข้าช่วยใต้เท้า ไม่ได้ช่วยเจ้าเสียหน่อย” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอ้าง
“เจอกันวันพรุ่งนี้ ข้าไปล่ะ” ไป่เหมยรู้ดีว่านางห้ามเขาไม่ได้
ท่านรองแม่ทัพคิดในใจว่า “ทำไมข้าต้องมีรักปักใจกับผู้หญิงที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเด็กด้วยนะ ข้าเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”
*****************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่เหมย ท่านรองแม่ทัพและทีมมือปราบได้พากันออกเดินทางเพื่อติดตามร่องรอยแม่นางเล่าชุ่ยว่านางไปที่ไหนมาบ้าง โดยไป่เหมยได้นำภาพวาดของเล่าชุ่ยที่ตนเพิ่งวาดเสร็จเมื่อคืน มาใช้ในการสอบถามชาวบ้านข้างทางเพื่อเสาะหาเบาะแส
แต่ทว่าไม่ว่าจะถามใคร ก็ไม่มีใครเคยเห็นหญิงชาวบ้านผู้นี้มาก่อนเลย
“นางมาเมืองหลวงแน่หรือ” มือปราบหนุ่มที่เมืองหลวงกล่าว
“นางยืนยันอย่างนั้นจริงๆ นะ” ไป่เหมยยืนยัน
“แต่ไม่มีใครเคยเห็นนางเลยนะ” มือปราบหนุ่มสงสัย
“เดี๋ยวนะ! ฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่แนะนำให้ข้าไปปรึกษากับหมอดูที่น่าเลื่อมใสท่านหนึ่ง เขาบอกว่าให้ลองไปทางทิศใต้และลองสอบถามสองตายายแถวนั้นดู” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ท่านไม่ควรเชื่อคำทำนายของหมอดูนะ ท่านควรยึดตามหลักเหตุผลไม่ใช่หรือ” มือปราบหนุ่มรีบแย้ง
“แต่ตอนนี้พวกเราก็ใช้หลักเหตุผลแล้ว ในเมื่อไม่ได้ผลก็ลองเชื่อคำพูดหมอดูท่านนี้ดูก็ไม่เสียหลายนี่” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“พวกเราลองเชื่อดูเถิดนะ บางทีคนแถวนั้นอาจทราบเบาะแสของแม่นางเล่าชุ่ยก็เป็นได้” ไป่เหมยเห็นด้วยกับท่านรองแม่ทัพ
ดังนั้นเหล่ามือปราบจึงเดินตามท่านรองแม่ทัพไปทางทิศใต้ พอถึงที่หมาย พวกเขาก็เห็นกระท่อมที่มีตายายอาศัยอยู่จริงๆ
“มาหาใครกัน” ท่านยายสงสัย
“ท่านยายเจ้าคะ ท่านเคยเห็นหญิงชาวบ้านผู้นี้หรือไม่” ไป่เหมยคลี่ม้วนภาพให้ท่านยายดู
“อืม เคยเห็นสิ นางทำไมหรือ หรือว่านางเป็นโจรผู้ร้าย” ท่านยายสงสัย
“เปล่าเจ้าค่ะ นางเพียงแค่บอกว่ามาเมืองหลวง แต่พอกลับถิ่นฐาน นางกลับได้รับพิษร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต” ไป่เหมยเล่า
“เป็นความจริงงั้นหรือ นางเคยมาพักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ก่อนที่จะเดินทางไปหาสามีของนาง” ท่านตากล่าว
“สามีของนางยังอยู่งั้นหรือ ไหนว่านางบอกว่าสามีตายไปแล้วไงล่ะ” ไป่เหมยสงสัย
“แม่นางเล่าชุ่ยเข้าใจว่าสามีตายมาโดยตลอด จนกระทั่งมีคนรู้จักไปเล่าให้นางฟังว่าเจอสามีของนางอยู่ที่เมืองหลางโจว นางก็เลยพักอยู่ที่กระท่อมของข้าเพื่อพักเหนื่อย ก่อนจะออกเดินทางไปเมืองหลางโจว” ท่านยายเล่า
“นางได้เล่าให้ฟังมั้ยเจ้าคะ ว่าสามีของนางเป็นใคร” ไปเหมยอยากรู้
“นางบอกว่าสามีของนางชื่อ ฟางเสิ่น ปัจจุบันเขาเป็นถึงลูกเขยของท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว” ท่านตากล่าว
“นี่เขาทิ้งภรรยาตัวเอง แล้วไปแต่งงานใหม่กับบุตรสาวท่านผู้ว่าฯเลยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ไป่เหมยรู้สึกเจ็บแค้นแทนแม่นางเล่าชุ่ย
“พวกเราควรไปสอบถามฟางเสิ่นให้รู้เรื่อง บางทีเขาอาจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่นางเล่าชุ่ยก็เป็นได้” มือปราบหนุ่มพยายามให้ความเป็นธรรมต่อฟางเสิ่นด้วย
“ขอบคุณท่านทั้งสองมากเลยเจ้าค่ะ” ไป่เหมยกล่าวขอบคุณผู้อาวุโส
“พวกเจ้าเดินทางมาไกล ทานอะไรเพื่อพักเหนื่อยก่อนดีมั้ย” ท่านยายเสนอ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกเรากำลังจะไปพักที่โรงเตี๊ยมกันอยู่แล้ว” ไป่เหมยเกรงใจ
“เดินทางปลอดภัยก็แล้วกัน” ท่านตากล่าว
“ขอบคุณขอรับ” มือปราบหนุ่มและท่านรองแม่ทัพกล่าวพร้อมกัน
*****************************
ดังนั้นทีมนักสืบจึงพากันมุ่งหน้าไปที่จวนท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว
“พวกท่านมีอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ” ฟางเสิ่นสงสัย
“เอ่อ ท่านเคยเห็นผู้หญิงคนนี้หรือไม่” มือปราบหนุ่มคลี่ม้วนภาพวาดให้ฟางเสิ่นดู
“ข้าไม่รู้จักนาง” ฟางเสิ่นรีบพูด
“แน่ใจหรือท่าน เหตุใดถึงมีคนบอกว่าแม่นางเล่าชุยเดินทางมาพบท่านที่นี่” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ หลายวันก่อนข้าเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านหลางโจวเพื่อสำรวจปัญหาของชาวบ้านให้กับท่านพ่อตา ข้าจะเอาเวลาไหนมาเจอหญิงผู้นี้กันล่ะ” ฟางเสิ่นแก้ตัว
“พวกเราคงเข้าใจผิดไปเอง ต้องขออภัย” มือปราบหนุ่มกล่าว
“ไม่เป็นไร! พวกท่านพักอยู่ที่นี่หรือไม่ ข้าจะไปจัดเตรียมที่พักให้” ฟางเสิ่นอาสา
“ไม่เป็นไร! พวกเรามีที่พักแล้ว งั้น พวกเราขอตัว” มือปราบหนุ่มขอลา
“ข้าไม่ส่งนะ” ฟางเสิ่นกล่าว
พอทีมนักสืบออกจากจวนท่านผู้ว่าฯ
ไป่เหมยก็เลยว่า “ข้าไม่เชื่อ! เขาต้องรู้จักแม่นางเล่าชุ่ยแน่ๆ”
“แต่พวกเราไม่มีหลักฐานหรือพยานนะ ครั้นจะไปสอบถามคนในจวนก็ยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาอาจถูกกำชับไม่ให้เปิดเผยเรื่องราวของเจ้านาย” ท่านมือปราบคาดการณ์
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ” ไป่เหมยคิดไม่ออก
“เอ่อ หมอดูท่านแนะนำว่าให้ไปที่ร้านขายของชำที่อยู่ท้ายตลาด” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“อีกแล้วงั้นหรือ” มือปราบหนุ่มไม่พอใจ
“พวกเราลองไปถามก็ไม่เสียหลายนี่” ไป่เหมยเห็นว่าหมอดูทำนายได้แม่นยำมาก ดังนั้นเชื่อไปก็ไม่เสียหลาย
จากนั้นเหล่ามือปราบก็จำต้องเดินตามท่านรองแม่ทัพไปที่ท้ายตลาดจริงๆ
“พวกเจ้าอยากได้อะไรอย่างนั้นหรือ ถามข้าได้เลยนะ” แม่ค้าขายของชำคนหนึ่งกล่าว
“ข้าจะอุดหนุนท่าน แต่ขอข้าสอบถามอะไรหน่อยจะได้มั้ย” ท่านมือปราบกล่าว
“ถ้าข้ารู้ ข้าก็จะบอก” แม่ค้ายอมให้ความร่วมมือ
“ท่านเคยเห็นผู้หญิงในภาพวาดนี้หรือไม่” ท่านมือปราบคลี่ม้วนภาพวาดให้ดู
“อ๋อ! ข้าจำได้แล้ว ผู้หญิงคนนี้เคยถูกเฉดหัวออกมาจากจวนท่านผู้ว่าฯ” แม่ค้ากล่าวอย่างมั่นใจ
“เป็นความจริงงั้นหรือแม่นาง” ไป่เหมยดีใจที่ได้เบาะแส
“ชาวบ้านเห็นกันทั่ว ข้าไม่ได้เห็นคนเดียว” แม่ค้ายืนยัน
“แล้วรู้มั้ยว่า ทำไมนางถึงถูกโยนออกมาจากจวนท่านผู้ว่าฯ” ท่านมือปราบหนุ่มสงสัย
“นางไปแอบอ้างว่าตนคือฮูหยินคนแรกของลูกเขยท่านผู้ว่าฯน่ะสิ” แม่ค้าพูดแกมกระซิบในเชิงนินทา
“เจ้ายินดีจะเป็นพยานหรือไม่” ท่านมือปราบหนุ่มกล่าว
“แล้วพวกเจ้าจะปกป้องข้าหรือเปล่าล่ะ” แม่ค้าเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเอง
“ข้าจะให้ลูกน้องอยู่คอยคุ้มครองเจ้าก็แล้วกัน” ท่านมือปราบหนุ่มกล่าว
“ก็ได้! เพราะข้าสงสารผู้หญิงคนนั้น ดูหน้าตาของนางเศร้าหมองมาก นางคงเดินทางมาไกล” แม่ค้าเห็นใจผู้หญิงด้วยกัน
“ขอบคุณมากแม่นาง” จากนั้นหัวหน้ามือปราบก็สั่งลูกน้อง “เจ้าจงคุ้มครองนางทุกฝีก้าว”
“ขอรับ” ลูกน้องมือปราบรับคำ
*****************************
คนที่เหลือก็เลยเดินทางกลับโรงเตี๊ยม ระหว่างที่ทีมนักสืบทานอาหารด้วยกัน ไป่เหมยก็กล่าวว่า “ถึงมีพยานบอกว่าเล่าชุ่ยเคยไปที่จวนผู้ว่าฯมาก่อน แต่ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดฟางเสิ่นหรืออดีตสามีแม่นางเล่าชุ่ยได้อยู่ดี”
“หมอดูท่านว่ายังไงอีกล่ะ ท่านรองแม่ทัพ” มือปราบหนุ่มรีบถาม
“ทีอย่างนี้ทำมาถามข้า” ท่านรองแม่ทัพแซว
“พวกเราจะได้ประหยัดเวลาไง หากสืบช้าเกินไป คนที่มีอิทธิพลอย่างลูกเขยท่านผู้ว่าฯต้องหาทางกลับลำได้ทันเป็นแน่” มือปราบหนุ่มกังวล
“เอาง่ายๆ เลยนะ ท่านหมอดูแนะนำให้พวกเราเล่นละคร แสร้งว่ามีหลักฐานเอาผิดฟางเสิ่น โดยมีพยานรู้เห็นว่าเขาได้แอบลักลอบไปพบเล่าชุ่ยที่บ้านร้าง และเห็นเขารินกาน้ำชาให้เล่าชุ่ยดื่มกับตาของตัวเอง จากนั้นเล่าชุ่ยก็เดินทางกลับบ้านเกิด” ท่านรองแม่ทัพกล่าวแผนการที่ได้มาจากท่านหมอดู
“เหตุใดทั้งสองต้องดื่มน้ำชากันด้วยล่ะ” ท่านมือปราบหนุ่มสงสัย
“เพื่อตัดขาดจากกันอย่างเป็นทางการน่ะสิ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“แต่ก็บอกไม่ได้อยู่ดีว่าน้ำชามียาพิษเจือปนอยู่” ท่านมือปราบกล่าว
“ไม่เป็นไรข้ามีวิธีเจ้าค่ะ” ไป่เหมยมีแผนการ
“งั้นวันพรุ่งนี้เราเข้าไปจับกุมตัวฟางเสิ่นกัน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เอ่อ จะดีงั้นหรือ” มือปราบหนุ่มคิดว่าหลักฐานไม่เพียงพอ
“ข้ามองออกว่าชายผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ยังไงก็คงหาเรื่องเอาผิดเขายาก พวกเราลองแสดงละครไปก่อนก็แล้วกัน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ตกลงตามนี้” มือปราบหนุ่มเห็นด้วย
*****************************
ณ จวนท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว
“ปล่อยสามีข้านะ พวกท่านจับสามีข้าทำไมกัน” บุตรสาวของท่านผู้ว่าฯพยายามขัดขวางสุดชีวิต
“ปล่อยข้านะ ข้าทำอะไรผิดไม่ทราบ” ฟางเสิ่นพยายามดิ้นรนขัดขืน
“พวกเรามีพยานรู้เห็นที่เจ้าแอบลักลอบไปพบแม่นางเล่าชุ่ย และเจ้าก็รินน้ำชาที่เจ้าเตรียมมาให้นางดื่มเพื่อตัดขาดกับนาง” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ใครกันที่ปรักปรำข้า ข้าไม่ได้ทำ” ฟางเสิ่นยังคงปากแข็ง
“เจ้าไปอธิบายในศาลเถิด” มือปราบหนุ่มไม่สนใจ
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ” ท่านผู้ว่าฯออกมายุติ
“เรียนท่านผู้ว่าฯ ลูกเขยของท่านต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลอบวางยาพิษภรรยาเก่าของตัวเองขอรับ” มือปราบหนุ่มกล่าวตรงๆ
“อีกสามวัน เขาจะไปให้การในศาลเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องคุมตัวเขาหรอก เขาไม่มีวันหนีหรอก” ท่านผู้ว่าฯกล่าว
“แต่ว่า” มือปราบหนุ่มลังเล
“พวกเจ้าไม่เชื่อข้าอย่างนั้นหรือ” ท่านผู้ว่าฯกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ปะ เปล่าขอรับ” มือปราบหนุ่มจำต้องรับคำผู้มีตำแหน่งสูงกว่า
“อีกสามวันเจอกัน” ท่านผู้ว่าฯรวบรัดตัดความ
เหล่าทีมนักสืบเดินคอตกออกมาจากจวนท่านผู้ว่าฯด้วยความผิดหวัง
“ท่านผู้ว่าฯกางปีกปกป้องซะขนาดนั้น ใครจะไปกล้าแตะลูกเขยของเขาได้” ไป่เหมยบ่น
“พวกเรากลับไปตั้งหลักกันก่อนเถิด ค่อยวางแผนขั้นต่อไป” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ก็ดีเหมือนกัน” มือปราบหนุ่มเห็นด้วย
*****************************
วันถัดมา ไป่เหมยกับท่านรองแม่ทัพก็ไปปล่อยข่าวในตลาดว่าหลังจากที่แม่นางเล่าชุ่ยออกมาจากบ้านร้างแล้ว นางเริ่มมีอาการพิษกำเริบ ท่านหมอไล้จื่อก็เลยตรวจอาการให้นางจนพบว่านางได้รับพิษ แต่พิษชนิดนี้จะค่อยๆ ออกฤทธิ์และไม่มียาแก้ ดังนั้นแม่นางเล่าชุ่ยจึงกลับไปตายที่บ้านเกิด
ตกกลางคืน ชายชุดดำคนหนึ่งก็เลยบุกไปที่ร้านหมอไล้จื่อ
“พวกท่านต้องการอะไร ข้าไม่มีทรัพย์สินอะไรจะมอบให้หรอกนะ” หมอไล้จื่อตกใจ
“เจ้าเป็นคนรักษาแม่นางเล่าชุ่ยใช่หรือไม่” คนร้ายตะคอก
“เล่าชุ่ยไหน ข้าไม่รู้จักนางเสียหน่อย” หมอไล้จื่องง เพราะเขาไม่เคยรักษาให้นาง
“อย่ามาทำเป็นไขสือ ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก” คนร้ายไม่เชื่อ
“ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ ข้าสาบานได้” หมอไล้จื่อยกมือขึ้นสาบาน
“ตายซะเถิด” คนร้ายชักดาบเตรียมปลิดชีพตามสั่ง
สักพักท่านรองแม่ทัพและท่านมือปราบก็ปรากฏตัว
“เขาไม่รู้เรื่องหรอก แต่ข้ารู้” มือปราบหนุ่มตะโกนบอก
เหล่าทีมนักสืบรีบรุมจับกุมนักฆ่าทั้งสองคนได้สำเร็จเพราะอาศัยพวกมากกว่า
“ใครกันที่จ้างวานให้เจ้าไปฆ่าท่านหมอ” ท่านรองแม่ทัพสามารถจ่อดาบไปที่คอคนร้ายได้สำเร็จและรีบถามหาผู้บงการ
“ข้าไม่บอก” คนร้ายปากแข็ง
“พาตัวเขาไปที่เมืองหลวง เครื่องทรมานนักโทษมีเยอะแยะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะทนไหว” มือปราบหนุ่มรีบขู่
“เจ้าจะใช้วิธีทรมานร่างกายให้สารภาพอย่างนั้นหรือ” คนร้ายหวั่นกลัว
“มันก็เหมาะกับคนร้ายปากแข็งไม่ใช่หรือ” มือปราบหนุ่มกล่าว
“เจ้ารีบพาตัวเขาไปเถิด ก่อนที่คนจ้างวานจะฆ่าเขาปิดปาก” ท่านรองแม่ทัพขู่
“เจ้าขู่ข้าอย่างนั้นหรือ” คนร้ายกล่าว
“ข้าทำคดีมาหลายปีแล้ว ข้าไม่เคยเห็นว่านักฆ่าจะรอดสักคน” มือปราบแสร้งทำหน้าสงสารคนร้าย
“เจ้าคิดดูให้ดีเถิด ถ้าเจ้ายอมให้ความร่วมมือ ใต้เท้าอาจกันเจ้าเป็นพยานและลดโทษจำคุกเหลือไม่กี่ปี” ไป่เหมยเกลี้ยกล่อม
“เอาล่ะ ข้าจะไม่เร่งรัดเจ้า จงไตร่ตรองให้ดีก็แล้วกัน” มือปราบหนุ่มกล่าว
แต่ทว่าวันถัดมา ระหว่างที่ทหารคุมตัวคนร้ายทั้งสองกลับเมืองหลวง อยู่ดีๆ ก็มีนักฆ่าตามไล่ฆ่านักโทษที่ถูกคุมตัว โชคดีที่ท่านรองแม่ทัพมีฝีมือเหนือกว่ามาก จึงทำให้คนร้ายสู้ไม่ได้ พวกเขาต่างพากันหนีท่านรองแม่ทัพอย่างหัวซุกหัวซุนกันเลยทีเดียว
“เป็นไงล่ะ ข้าเตือนเจ้ายังไม่ทันขาดคำ เจ้าก็โดนนักฆ่าหมายหัวซะแล้ว” มือปราบกล่าว
“ข้าอุตส่าห์ทำงานให้ แต่เจ้าดันหักหลังข้า ข้าจะดึงเจ้าให้มารับผิดด้วย คอยดู” คนร้ายรู้สึกเจ็บใจ
ท่านมือปราบยิ้มมุมปาก และคิดในใจว่า “พวกเจ้าแสดงเป็นนักฆ่าได้เหมือนมากจริงๆ คนร้ายติดกับแล้ว”
*****************************
ณ ศาลผดุงธรรม
“พวกเจ้ากล่าวหาข้า ข้าไม่ได้จ้างเจ้าให้ฆ่าผู้ใด” ฟางเสิ่นรีบแย้งเมื่อได้ยินนักฆ่าซัดทอดมาถึงเขา
“ที่ข้าเล่ามาล้วนเป็นความจริงทุกอย่างขอรับ” นักฆ่ายอมสารภาพผิดทุกอย่างและยอมซัดทอดไปถึงลูกเขยท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว
“พวกเราไม่มีความแค้นต่อกัน เหตุใดถึงต้องมากล่าวหาข้าด้วย” ฟางเสิ่นแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“เจ้าไม่ยอมรับเรื่องจ้างวานฆ่าท่านหมอ ก็ไม่เป็นไร ข้ายังมีพยานปากสำคัญ เบิกตัวเถ้าแก่สือฝาน” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าว
“ข้าน้อยสือฝาน คำนับใต้เท้าขอรับ” เถ้าแก่ที่อยู่เมืองหลางโจวกล่าว
“เจ้าเป็นผู้ขายยาพิษสลายเนื้อเยื่อให้ชายผู้นี้ใช่หรือไม่” ใต้เท้าเหรินตั้วสอบถามเถ้าแก่
“ใช่แล้วขอรับ มีเขาคนเดียวที่ซื้อยาพิษชนิดนี้” เถ้าแก่สือฝานยืนยัน
“ท่านจำผิดคนหรือเปล่า” ฟางเสิ่นไม่ยอมรับ
“นี่ขอรับตั๋วเงินตระกูลท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว ข้ายังคงเก็บไว้อยู่ขอรับ” สือฝานยื่นหลักฐานให้ใต้เท้าดู
“เจ้ามีอะไรจะพูดอีกมั้ย” ใต้เท้าหันไปถามฟางเสิ่น
“ถึงข้าซื้อจริง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้กับหญิงชาวบ้านผู้นั้นนี่” ฟางเสิ่นยังคงไม่ยอมรับว่าฆ่าอดีตภรรยา
“เจ้ายังคงปากแข็งอยู่สินะ ข้าจะหาหลักฐานเอาผิดเจ้าเพิ่ม ตอนนี้เลิกศาล” ใต้เท้าเหรินตั้วปิดศาลก่อนเพื่อหาพยานและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม
*****************************
เนื่องจากลูกเขยท่านผู้ว่าฯหรือฟางเสิ่นยังไม่ยอมรับสารภาพ แม้จะมีพยานระบุว่าเขาซื้อยาพิษสลายเนื้อเยื่อมาจากเถ้าแก่สือฝาน และมียาจกคนหนึ่งเห็นเขารินน้ำชาให้แม่นางเล่าชุ่ยในบ้านร้างกับตาจริงๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจระบุได้ว่าในน้ำชานั้นมียาพิษอยู่จริง เพราะฤทธิ์ยานั้นออกฤทธิ์ช้ามาก กว่าอาการจะแสดงออกมา แม่นางเล่าชุ่ยก็เดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองสุ่ยหวินเสียแล้ว ดังนั้นใต้เท้าเหรินตั้วจึงสั่งจำคุกฟางเสิ่นชั่วคราวในฐานะผู้ต้องสงสัยเท่านั้น เพื่อให้ท่านผู้ว่าฯเดินทางมาประกันตัวลูกเขยต่อไป
ในค่ำคืนดึกสงัด ฟางเสิ่นนอนกระสับกระส่ายอยู่ในคุกเพราะความไม่คุ้นชิน ทำให้เขานอนไม่หลับ และตื่นขึ้นมากลางดึก เขาคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ท่านพ่อตาจะมานะ”
“ฟางเสิ่น! ฟางเสิ่น! ฟางเสิ่น!”
“ใครกันที่เรียกข้า” ฟางเสิ่นได้ยินเสียงเย็นๆ ช้าๆ เนิบๆ ของหญิงผู้หนึ่ง
“ข้าเองงงงง”
“ข้าเองน่ะใคร ข้าไม่รู้หรอก” ฟางเสิ่นพยายามมองไปรอบๆ แต่มองไม่เห็นใครเลย
“จำข้าไม่ได้งั้นหรือ ไอ้ผัวชั่ว!” เสียงผู้หญิงตะคอก
สักพักก็มีหมอกควันในคุก ผ่านไปไม่นาน หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว
“ละ ละ เล่าชุ่ย เจ้าตายไปแล้วนี่” ฟางเสิ่นตกใจสุดขีดเมื่อมองเห็นคนรู้จักที่ตายไปแล้ว
“ใช่! ข้าตายไปแล้ว ด้วยน้ำมือของเจ้าไง” ดวงวิญญาณเล่าชุ่ยตะคอกด้วยความโกรธแค้น
“ขะ ข้า ข้าก็แค่ไม่อยากให้เจ้าทำลายอนาคตอันสดใสของข้าก็เท่านั้นเอง” ฟางเสิ่นกลัวจนพูดตะกุกตะกัก
“แต่ข้าก็ยอมตัดขาดจากเจ้าแล้วไงล่ะ เหตุใดเจ้ายังคิดฆ่าข้าอีก” เล่าชุ่ยกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“ก็เจ้าบอกให้ข้าส่งค่าเลี้ยงดูไปให้เจ้าด้วย ข้าอยู่ที่จวนท่านพ่อตา ข้านั้นถูกควบคุมเรื่องการใช้จ่าย ข้าจะหาอัฐจากที่ไหนไปให้เจ้า” ฟางเสิ่นบอกเหตุผล
“เจ้าก็เลยฆ่าข้าเพื่อตัดปัญหาสินะ” เล่าชุ่ยโมโห
“ข้าวางยาพิษใส่ในน้ำชาให้เจ้าดื่มก็จริง แต่ข้าไม่รู้นี่ว่ามันจะทำให้ถึงตาย” ฟางเสิ่นแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“เจ้าตายซะเถิด” เล่าชุ่ยพุ่งตัวหมายจะหักคอสามีให้ตายตกตามกัน
“อย่า! อย่าหักคอข้า ข้ากลัวแล้ว ข้ากลัวแล้ว ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดเล่าชุ่ย ข้าจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้นะ” ฟางเสิ่นคุกเข่าก้มกราบร้องขอชีวิต
“ท่านได้ยินหมดแล้วใช่มั้ยท่านผู้ว่าฯ” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าวกับท่านผู้ว่าการมณฑลหลางโจว
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาเก่าของเจ้าจริงๆ ด้วย เจ้าหลอกลวงลูกสาวของข้า เจ้าบอกนางว่าตัวเองยังโสด พอภรรยาเก่ามาทวงสิทธิ์ เจ้าก็ไล่ตะเพิดหญิงผู้นั้น แล้วแอบไปลอบพบกับนางเพื่อเจรจาตกลงกัน พอตกลงด้วยการให้เจ้าจ่ายค่าเลี้ยงดู เจ้าก็ใช้อุบายหลอกให้นางดื่มน้ำชาที่ผสมยาพิษ เจ้าจะได้กำจัดนางไปตลอดกาลสินะ” ท่านผู้ว่าฯนึกไม่ถึงว่าตนจะได้ลูกเขยชั่ว
“ท่านพ่อตา ขะ ข้าอธิบายได้ขอรับ” ฟางเสิ่นพยายามแก้ตัว แต่แก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้น
“ข้าไม่ประกันตัวชายหลอกลวงผู้นี้ ท่านอยากตัดสินโทษอย่างไรก็เชิญ” ท่านผู้ว่าฯโมโหก็เลยเลิกสนใจลูกเขยชั่วผู้นี้
“ท่านพ่อตา! ท่านพ่อตา! อย่าทิ้งข้าไปขอรับ” ฟางเสิ่นร้องเรียกท่านพ่อตา
“ฟางเสิ่นสารภาพออกมาหมดแล้ว พาเขาขึ้นศาลรอตัดสินโทษ” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งทหาร
และแล้วฟางเสิ่นก็หลงกลถูกผีปลอมหลอกให้สารภาพจนหมดเปลือก ตอนนี้เขาได้รับโทษประหารตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้
“ขอบคุณมากแม่นางซุนหวิน ท่านปลอมตัวได้เหมือนแม่นางเล่าชุ่ยมากจริงๆ” ไป่เหมยทึ่ง
“เจ้าไปขอบคุณเหวยเหนียงเถิด ข้าทำเพื่อทดแทนบุญคุณของนาง ตอนนี้ข้าหมดหนี้แล้ว ข้าขอลานะ” ซุนหวินกล่าว
ไป่เหมยมองดูจอมยุทธ์สาวกระโดดหนีหายไป ในใจนางคิดว่า “เหวยเหนียงสร้างคุณอะไรไว้มากมายนะ เหตุใดบรรดาจอมยุทธ์ถึงยอมทำงานให้กับนาง”
“หมดเรื่องเสียที วันนี้แม่นางเล่าชุ่ยก็จะได้รับความเป็นธรรมแล้วนะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เป็นเพราะนางดวงชงหรือเปล่านะ นางถึงได้รับเคราะห์ร้ายถูกสามีวางยาพิษแบบนี้” ไป่เหมยนึกถึงปีชง
“ข้าว่าไม่ใช่เพราะดวงชงหรอก แต่เป็นเพราะนางได้สามีเลวต่างหาก หากสามีของนางรักและรับผิดชอบดูแลนาง บางทีเรื่องราวอาจไม่เลวร้ายเช่นนี้” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกสงสารหญิงชาวบ้านผู้อาภัพผู้นั้น
“นั่นสิ” ไป่เหมยเห็นด้วย
*****************************
ณ ลานประหาร
“ได้โปรดไว้ชีวิตสามีข้าด้วยเถิดใต้เท้า ข้ากำลังตั้งครรภ์ อย่าให้ลูกของข้ากำพร้าพ่อเลยนะเจ้าคะ” เหลียงช่ายที่กำลังตั้งครรภ์ได้สามเดือนอ้อนวอนขอร้อง
“ไม่เอาลูก! เขาไม่ใช่คนดี เจ้าก็เห็น ไม่มีสามีดีๆ ที่ไหนทำร้ายภรรยาถึงขั้นนอกใจไปมีคนอื่น และหาทางกำจัดภรรยาเก่าเพราะกลัวเสียอนาคตหรอกนะ” ท่านผู้ว่าฯเตือนลูกสาว
“แต่ท่านพ่อเจ้าขา ข้ารักเขานี่เจ้าคะ” เหลียงช่ายกล่าวทั้งน้ำตา
“ฟังนะแม่นางเหลียงช่าย กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ในเมื่อสามีเจ้ากระทำความผิด เขาก็ต้องได้รับโทษเป็นธรรมดา ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใครทั้งสิ้น สามีเจ้าก็เช่นกัน ดังนั้นจงทำใจเสียเถิด” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าว
“ไม่! ข้าจะไม่ให้ใครทำร้ายสามีของข้า” เหลียงช่ายวิ่งเข้าไปหาสามีที่กำลังคุกเข่าเตรียมรับโทษประหาร
“ทหาร! คุมตัวนางไปที่เรือนรับรอง” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งทหาร
“ปล่อยข้า! ปล่อยข้า! ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น” เหลียงช่ายพยายามดิ้นรนขัดขืนจากการถูกทหารจับกุม
“ได้เวลาแล้ว ประหารได้” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งเพชฌฆาต
“ขอรับ” เพชฌฆาตรับคำ
“ม่าย! อย่าฆ่าเขา ได้โปรดเถิด” พอแม่นางเหลียงช่ายดิ้นหลุดจากการเกาะกุม นางก็รีบวิ่งไปขวางไม่ให้ใครทำร้ายสามี
ไป่เหมยยืนดูบุตรสาวท่านผู้ว่าฯผลักเพชฌฆาตเพื่อไม่ให้เขาแตะต้องสามีตัวเองด้วยความสงสาร นางคิดในใจว่า “เจ้าก็ถือเป็นผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร แต่เพราะความเห็นแก่ตัวของสามีเจ้า เจ้าถึงถูกหลอกแต่งงานเช่นนี้ ไม่น่าเลยจริงๆ”
“แต่ข้ากับสามีรักกันนะเจ้าคะ” เหลียงช่ายตะโกนบอกใต้เท้าทั้งน้ำตา
“แล้วยังไง! เจ้าเห็นมั้ยว่าเขาทำร้ายอดีตภรรยาเช่นไร” ใต้เท้าเหรินตั้วกล่าว
“นั่นเพราะ…” เหลียงช่ายไม่อาจแก้ตัวแทนสามีได้
“เจ้าอย่าหาเหตุผลให้คนผิดเลย หากเขาเป็นสามีที่ดี และรู้จักรักรู้จักรับผิดชอบภรรยาจริงๆ เขาคงไม่ทิ้งภรรยาที่ยากจนมาปักหลักอยู่ที่เมืองหลางโจว แล้วจับลูกสาวเศรษฐีเพื่อหวังตกถังข้าวสารแบบนี้หรอก ทหาร! พาตัวนางไปกักบริเวณที่เรือนรับรอง จนกว่าจะประหารนักโทษเรียบร้อยแล้ว” ใต้เท้าสั่งทหาร
“ม่าย! อย่าทำร้ายสามีข้า อย่าฆ่าเขานะ ฮือ ฮือ” เหลียงช่ายถูกจับกุมตัวให้ไปกักบริเวณที่เรือนรับรอง
พอเพชฌฆาตบั่นคอสามีของนางไปแล้ว นางถึงกับเข่าอ่อนเพราะหน้ามืด ทหารจำต้องอุ้มนางไปนอนพักที่เรือนรับรองเสียก่อน
“ตามหมอไปตรวจอาการของนางด้วย” ใต้เท้าเหรินตั้วสั่งทหาร
“ขอรับ” ทหารรับคำ
“ปิดคดีที่กล่าวอ้างปีชงได้เสียที” ใต้เท้ากล่าว
“ขอบคุณใต้เท้าที่ให้ความเป็นธรรมต่อแม่นางเล่าชุ่ยเจ้าค่ะ” ไป่เหมยรู้สึกดีใจที่แม่นางเล่าชุ่ยได้รับความเป็นธรรม
“หวังว่าผู้คนจะเกรงกลัวกฎหมายไม่กระทำความผิดฆ่าใครเป็นว่าเล่นแบบนี้อีกนะ” ใต้เท้ากล่าว
*****************************
สามวันต่อมา
“เจ้าไม่เห็นต้องมาส่งข้าที่เมืองสุ่ยหวินเลยนี่” ไป่เหมยบ่น
“ข้าต้องเห็นสหายปลอดภัย ข้าถึงจะเบาใจ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวอ้าง
“ถึงศาลเมืองสุ่ยหวินแล้ว เจ้ากลับไปเถิด” ไป่เหมยรีบไล่
“ข้าอยากไปคารวะใต้เท้าปี่เซิ่งบ้างนี่” ท่านรองแม่ทัพพยายามยื้อเวลา
“ไม่ต้องหรอก” ไป่เหมยกล่าว
“ดูเจ้ามีพิรุธนะ เจ้ากำลังปกปิดอะไรหรือเปล่า” ท่านรองแม่ทัพสงสัยว่าเหตุใดไป่เหมยถึงพยายามไล่เขาให้รีบกลับเมืองหลวง
“เปล่านี่” ไป่เหมยกล่าวเสียงสูง
“อ้าว จอมยุทธ์ไป่เหมย มาเยี่ยมใต้เท้างั้นหรือ” มือปราบเมืองสุ่ยหวินกล่าว
“นางไม่ใช่มือปราบที่นี่งั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพสงสัย
“555 คงมีอะไรเข้าใจผิด มือปราบที่นี่รับแต่ผู้ชายเท่านั้น” มือปราบเมืองสุ่ยหวินอธิบาย
“เจ้าหลอกข้างั้นหรือไป่เหมย” ท่านรองแม่ทัพหันไปหามือปราบกำมะลอ
“ก็ข้าอยากสืบคดีของแม่นางเล่าชุ่ยนี่ หากข้าอ้างตัวว่าเป็นมือปราบ ทุกคนที่อยู่เมืองหลวงก็จะยอมให้ความร่วมมือกับข้าแต่โดยดี” ไป่เหมยแก้ตัว
“แล้วมือปราบคนไหนคือคนรักของแม่นางไป่เหมยอย่างนั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพอยากเห็นหน้าคนรักของไป่เหมย
“555 นางเล่นปฏิเสธทุกคนที่จีบนาง เห็นนางอ้างว่ามีคู่หมั้นแล้ว” มือปราบกล่าว
ท่านรองแม่ทัพยักคิ้วข้างหนึ่งให้ไป่เหมยในเชิงถาม
“ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องอ้างอย่างนั้น” ไป่เหมยรีบแก้ตัว
“พวกเราไปคุยกันด้านโน้นเถิด” ท่านรองแม่ทัพไม่รอคำตอบ เขารีบจูงมือหญิงสาวไปทางด้านหลังของศาลเมืองสุ่ยหวิน
“ไม่ต้องลากจูงก็ได้ ข้าเดินเองได้” ไป่เหมยเดินไปตามแรงลากจูงนั้น
พอถึงที่หมาย ท่านรองแม่ทัพถึงยอมปล่อยมือและรีบเค้นถาม “ว่ามา ทำไมต้องโกหกทุกคนแบบนั้นด้วย”
“ข้าขอพูดตรงๆ เลยนะ ข้าอยากใช้ชีวิตอิสระท่องเที่ยวพเนจรไปทั่วหล้า ข้าไม่อยากมีสามี” ไป่เหมยกล่าว
“คำสัญญาสมัยเด็ก เจ้าลืมหมดแล้วงั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพทวงสัญญา
“ข้าก็บอกแล้วไงว่า ตอนนั้นข้ายังเด็กเกินไป ข้าไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร” ไป่เหมยกล่าวอ้าง
“ก็ได้! ข้าจะไม่บังคับเจ้า เอาล่ะ ข้าส่งเจ้าถึงที่หมายแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะ” ท่านรองแม่ทัพรีบเดินจากฝ่ายหญิงทันที เพราะเขารู้แน่แล้วว่าฝ่ายหญิงคงไม่มีวันรับรักเขาอย่างแน่นอน
*****************************
ตกกลางคืน
ท่านรองแม่ทัพขึ้นไปบนม้าและกำลังจะควบม้าเพื่อมุ่งหน้ากลับเมืองหลวง แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนขี่ม้ามาดักหน้าเขาไว้
“ไป่เหมย! เจ้ามีอะไรอย่างนั้นหรือ” ท่านรองแม่ทัพตกใจ
ไป่เหมยลงจากม้า ทำให้รองแม่ทัพไห่ฉือต้องลงจากม้าตามไปด้วย จากนั้นไป่เหมยก็เดินโซเซไปหาฝ่ายชาย
“จ้าว เจ้าจะไปไหนน่ะ ไห่ฉือ” ไป่เหมยแตะไหล่ฝ่ายชายในสภาพเมามาย
“ข้าก็บอกเจ้าแล้วนี่ ว่าจะกลับเมืองหลวงคืนนี้” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้าจะหนีข้าไปอย่างนั้นหรือ ไหนว่าเจ้าจะดูแลข้าไปตลอดชีวิตไงล่ะ” ไป่เหมยกล่าวอย่างเอาเรื่อง
“ก็เจ้าอยากอยู่อย่างอิสระไม่ใช่หรือ ข้าก็ไม่บังคับเจ้าแล้วไงล่ะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“อ้อ! ใช่! ใช่! ข้าต้องอยู่ตัวคนเดียวสินะ เพราะข้ามีดวงกินผัวนี่ ข้าอยู่กับใครไม่ได้จริงๆ ใช่! ใช่! ข้าลืมไปจริงๆ งั้น ข้ากลับก่อนนะ เดินทางดีๆ ล่ะ” ไป่เหมยเดินโซเซกลับไปหาม้าของตัวเอง
ไห่ฉือรีบคว้าแขนหญิงสาว จนนางเซเกือบจะล้ม ทำให้ไห่ฉือต้องรีบกอดนางไว้ “เพราะมีคนทำนายว่าเจ้ามีดวงกินผัว เจ้าก็เลยสร้างกำแพงไม่ให้ใครเข้าใกล้เจ้าใช่มั้ย”
“ใช่! ข้ามันตัวซวย! ข้าจะนำความโชคร้ายมาสู่สามีของข้า และเจ้ายิ่งเป็นทหารที่ต้องเสี่ยงภัยรบกับศัตรูต่างแคว้น ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีภัยเพราะข้าได้อย่างไร” ไป่เหมยกล่าวทั้งน้ำตา
“แต่ข้าไม่สน ขอแค่พวกเรารักกันก็พอไม่ใช่หรือ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ข้าอยากเห็นเจ้ามีอายุยืนยาวและมีความสุขกับผู้หญิงที่คู่ควรกับเจ้านี่” ไป่เหมยกล่าว
“ความจริง เจ้ารักข้าใช่มั้ยไป่เหมย” ท่านรองแม่ทัพถามตรงๆ ทั้งๆ ที่ยังคงกอดนางอยู่
“ข้ารักเจ้า ไห่ฉือ” จากนั้นหญิงสาวก็สลบไป
ไห่ฉือก็เลยอุ้มหญิงสาวไปที่สถานที่เช่ารถม้า และเขาก็จ้างให้ชายหนุ่มขี่รถม้าให้เขากับนาง ตอนนี้หญิงสาวกำลังนอนซบไปที่ไหล่ของฝ่ายชายในสภาพที่หลับไม่รู้เรื่อง
“หากเจ้าขี่ม้าไม่ไหวบอกนะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวกับชายหนุ่มเพราะเห็นว่าเป็นตอนกลางคืนควรมีการผลัดเปลี่ยน
“ขอรับ” ชายหนุ่มกล่าว
ตอนนี้ท่านรองแม่ทัพไห่ฉือได้พาตัวไป่เหมยในสภาพเมามายไม่ได้สติกลับเมืองหลวงด้วยกัน
*****************************
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไป่เหมยค่อยๆ รู้สึกตัวตื่น และมองไปรอบๆ ก็พบว่านางอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย “ที่นี่ที่ไหนน่ะ ทำไมข้าถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” จากนั้นหญิงสาวก็สำรวจตัวเอง “ทะ ทำไมข้าถึงอยู่ในชุดนี้ ใครเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า”
“อย่าห่วงเลย! ข้าเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้าเอง” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องพอดี
“ท่านป้าเองหรือเจ้าคะ” ไป่เหมยจำได้ว่านางคือท่านแม่ของท่านรองแม่ทัพ
“ไม่เจอกันนานเลยนะไป่เหมย ตั้งแต่ที่ข้าได้ยินข่าวว่าครอบครัวของเจ้าประสบเคราะห์ภัยเมื่อสิบปีที่แล้ว ข้าเสียใจด้วยจริงๆ” ท่านป้ากล่าวอย่างเห็นใจ
“เจ้าค่ะ” ไป่เหมยกล่าวเสียงเศร้า
“ตอนนี้เจ้ายังมีข้าและไห่ฉือนะ รับรองว่าเขาจะรีบหาฤกษ์งานแต่งให้เร็วที่สุด” ท่านป้ากล่าว
“เอ่อ เดี๋ยวก่อนสิเจ้าคะ” ไป่เหมยตกใจเพราะนางยังไม่ได้ตกลงที่จะแต่งงานกับท่านรองแม่ทัพ
“ทำไมล่ะ ก็ในเมื่อเจ้ากับไห่ฉือก็หมั้นกันมานาน” ท่านป้าสงสัย
“แต่ว่าข้านั้นมีดวง…” ไป่เหมยกล่าวไม่จบเพราะมีเสียงผู้ชายพูดแทรก
“เอ่อ ท่านแม่ขอรับ สาวใช้กลับมาจากตลาดแล้วขอรับ” ท่านรองแม่ทัพไห่ฉือกล่าว
“งั้น รอให้ไป่เหมยอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน พวกเจ้าค่อยคุยกันนะ” ท่านป้าเตือนให้ลูกชายให้เกียรติว่าที่ฮูหยิน
“ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพรับคำ
ไป่เหมยมองไปที่ตัวการที่ทำให้นางได้อยู่ที่นี่
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการคำอธิบาย ไว้ให้เจ้าทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
*****************************
ไป่เหมยทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบฉุดไห่ฉือไปที่อุทยานหลังจวนทันที
“เอาล่ะ ปลอดคนแล้ว เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม” ไป่เหมยถามอย่างเอาเรื่อง
“เจ้าในสภาพเมามายขี่ม้าไปขวางทางข้าจะเดินทางกลับเมืองหลวงเองต่างหาก ช่วยไม่ได้ ข้าก็เลยพาเจ้ากลับมาด้วย” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“ข้าจะกลับเมืองสุ่ยหวินเดี๋ยวนี้” ไป่เหมยกล่าว
“เจ้ารักข้าและรอข้ามาตลอด ทำไมต้องหลอกตัวเองด้วยล่ะ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวตรงๆ
“ข้าเผลอพูดอะไรไปงั้นหรือ” ไป่เหมยตกใจ
“เจ้าบอกหมดนั่นแหละ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวยิ้มๆ
“แต่ข้ายืนยันคำเดิม ข้าไม่แต่งกับเจ้า” ไป่เหมยยึดมั่นคำเดิม
“เจ้ากลัวเรื่องดวงกินผัวงั้นหรือ ข้าขอบอกเลยว่าข้าไม่กลัว ขอแค่พวกเรารักกันก็พอแล้วนี่” ท่านรองแม่ทัพไม่สนใจเรื่องดวง
“ไห่ฉือ นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่นะ เจ้าไม่ห่วงความรู้สึกท่านแม่ของเจ้าบ้างเลยงั้นหรือ ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้าไปเพราะข้าหรอกนะ และเจ้าก็บังคับข้าไม่ได้ด้วย” ไป่เหมยยืนยันคำเดิม
“เอาล่ะ เรื่องนี้ค่อยว่ากัน พวกเราไปทานอะไรกันก่อนเถิด” ท่านรองแม่ทัพตัดบท เพราะอยากคุยเรื่องนี้ทีหลัง
ไป่เหมยนั้นรู้สึกเขินอายที่นางเมาแล้วสารภาพจนหมดเปลือกแบบนี้ แต่ตอนนี้นางต้องรีบเดินตามฝ่ายชายไปที่ห้องรับประทานอาหารเพราะนางหิวมาก คาดว่านางคงเอาแต่ทานเหล้าร่วมกับเหล่ามือปราบที่เมืองสุ่ยหวิน โดยที่นางไม่ยอมทานกับแกล้มเลยสักคำทำให้นางเมาหนักขนาดนั้น
หลังทานอาหารเสร็จ แทนที่ไห่ฉือจะยุติเรื่องงานวิวาห์ แต่ทว่าเขากลับพานางไปที่บ้านท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยน
*****************************
ณ จวนท่านแม่ทัพใหญ่
“ข้าพาคู่หมั้นมาพบฮูหยินของท่านเพื่อปรึกษาฤกษ์งานแต่งขอรับ” ท่านรองแม่ทัพจัดการเบ็ดเสร็จ
“เอ่อ ฮูหยินของข้าไม่อยู่ นางเดินทางไปที่วัดจือหมิงเพื่อสวดมนต์ขอพรเป็นเวลา 7 วัน” ซูเยี่ยนกล่าว
“ทำไมต้องใช้เวลานานถึงขนาดด้วยล่ะเจ้าคะ” ไป่เหมยสงสัย
“นางต้องรีบไปแก้ปีชงให้ตัวเองน่ะ ด้วยความที่นางตั้งครรภ์อยู่ หากไม่บรรเทาเคราะห์ภัย ลูกในครรภ์อาจได้รับอันตรายไปด้วย นี่ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ” ซูเยี่ยนอธิบาย
“แล้วเอาอย่างไรดีล่ะขอรับ” ท่านรองแม่ทัพอยากแต่งงานไวๆ
“กลับกันเถอะไห่ฉือ” ไป่เหมยกล่าว
“ช้าก่อน! เหวยเหนียงได้เตรียมจดหมายถึงไห่ฉือด้วย” ซูเยี่ยนยื่นจดหมายของฮูหยินให้ลูกน้อง
ไห่ฉือรับจดหมายมาอ่าน ความว่า
เจ้าอยากปรึกษาฤกษ์งานแต่งใช่หรือไม่ เนื่องจากข้าไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหมอดูได้อีกต่อไป ดังนั้นข้าจะแนะนำหมอดูเก่งๆ ให้ก็แล้วกัน เขามีชื่อว่า หมอดูเซียงเหมิ่น เขาพักอาศัยที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านกับน้องชาย เจ้าลองไปดูสิ
เหวยเหนียง
“น่าเสียดายนะขอรับ ฮูหยินของท่านเป็นหมอดูเก่งกาจ แต่ก็ต้องเลิกอาชีพนี้ไป” ท่านรองแม่ทัพยอมรับในความสามารถของเหวยเหนียง
“เพื่อความปลอดภัยของนางเองน่ะ หากนางยังคงเป็นหมอดูอยู่ แม้จะมีคนศรัทธาและยกย่องนาง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีคนหวาดระแวงและต้องการกำจัดนาง” ซูเยี่ยนเป็นห่วงความปลอดภัยของฮูหยิน เพราะกลัวว่านางจะมีชะตากรรมเหมือนหยุนฮวา
“ข้าเข้าใจขอรับ งั้นข้ากับคู่หมั้นขอตัวนะขอรับ” ท่านรองแม่ทัพกล่าวลา
“ได้ฤกษ์เมื่อไหร่ อย่าลืมมาบอกงานมงคลล่ะ” ซูเยี่ยนรอฟังข่าว
“ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพพาคู่หมั้นไปที่กระท่อมหมอดูเซียงเหมิ่นทันที
*****************************
ณ กระท่อมของหมอดูเซียงเหมิ่น
“มากันแล้วหรือ” ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นรู้ล่วงหน้าว่าทั้งสองจะมา
“ท่านรู้หรือขอรับว่าพวกเข้าจะมาในวันนี้” ท่านรองแม่ทัพอึ้ง
“ข้าทำนายได้น่ะ อะนี่ ฤกษ์งานแต่ง” ท่านหมอดูยื่นกระดาษระบุฤกษ์ให้กับชายหนุ่ม
ไห่ฉือกำลังจะรับมาอ่าน แต่ไป่เหมยรีบชิงกระดาษตัดหน้าเขาเสียก่อน พอนางเปิดอ่านก็ต้องตกใจสุดขีด “นี่มันอีกเจ็ดวันข้างหน้านี่เจ้าคะ ทำไมถึงเร็วปานนี้”
“ข้าว่ามันก็ดีนะ รีบแต่งจะได้มีลูกทันใช้” ท่านรองแม่ทัพกล่าวยิ้มๆ
“แต่ข้ามีดวง…..” ไป่เหมยกล่าวไม่จบเพราะท่านรองแม่ทัพพูดแทรก
“พวกเรามาให้ท่านหมอดูทำนายดวงกันดีกว่า” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“หลังจากที่พวกเจ้าได้แต่งงานกันแล้ว พวกเจ้าจะอยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่า มีลูกด้วยกันทั้งหมด 6 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน ลูกทุกคนต่างใฝ่เรียนรู้กันทั้งหมด แต่ที่น่าแปลกก็คือ พ่อได้เลื่อนยศเป็นแม่ทัพ แต่ลูกๆ กลับเก่งทางด้านบุ๋นซึ่งตรงข้ามกับพ่อโดยสิ้นเชิง” หมอดูเซียงเหมิ่นทำนาย
“แล้ว ไห่ฉือ เขาจะไม่ได้รับภัยจากการที่ข้ามีดวงกินผัวหรือเจ้าคะ” ไป่เหมยรีบถาม
“ใครบอกเจ้า เจ้ามีดวงสนับสนุนสามี หลังพวกเจ้าแต่งงานกัน สามีของเจ้าจะได้เลื่อนยศทันที” หมอดูเซียงเหมิ่นรีบแย้ง
“แต่ว่ามีหมอดูท่านหนึ่ง เขาทำนายได้ว่าครอบครัวของข้าโดนคนชั่วฆ่าชิงทรัพย์และบ้านก็ถูกวางเพลิงเพื่ออำพรางศพ ดังนั้นเมื่อเขาทำนายว่าข้ามีดวงกินผัว ข้าก็เลยเชื่อเขาเจ้าค่ะ” ไป่เหมยเล่าที่มาที่ไป
“แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน ว่าเจ้าจะเชื่อใคร ข้าไม่อาจบังคับให้เจ้าเชื่อข้าได้” หมอดูเซียงเหมิ่นทำนายให้แล้ว จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่
“แล้วพวกเราเกิดปีชงกันทั้งคู่ จะมีผลหรือเปล่าขอรับ” ท่านรองแม่ทัพกังวล
“พวกเจ้าก็ใช้ชีวิตอย่างมีสติก็แล้วกัน การดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท จะช่วยทำให้พวกเจ้ารอดพ้นภัยอันตรายทั้งปวงเอง” ท่านหมอดูกล่าว
“ขอบคุณมากขอรับ” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกดีใจที่เขาไม่จำเป็นต้องรอให้พ้นปีนี้เสียก่อนค่อยแต่งงาน
“มีฤกษ์อื่นหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าอยากได้เวลาคิดพิจารณา” ไป่เหมยคิดว่ามันเร็วเกินไป นางเตรียมใจไม่ทัน
“ไม่มีแล้วล่ะ หากพ้นวันที่ข้าบอกไป ก็ต้องรออีกห้าปีข้างหน้า” ท่านหมอดูกล่าว
“ข้ารอไม่ไหวหรอกขอรับ รีบแต่งงานกันวันนี้นั่นแหละ” ท่านรองแม่ทัพใจร้อน
“แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเสี่ยงชีวิตนี่” ไป่เหมยยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของคู่หมั้น นางกลัวไห่ฉือจะมีอันเป็นไปเพราะดวงของนาง
“ท่านพี่ ข้าตัดฟืนเสร็จแล้วขอรับ” น้องชายท่านหมอดูกลับมาถึงกระท่อม
“นี่ไง! หมอดูท่านนี้ไงที่ทำนายว่าข้ามีดวงกินผัวเจ้าค่ะ” ไป่เหมยจำได้
“น้องชายข้าน่ะหรือ ที่เป็นคนทำนายให้เจ้า” หมอดูเซียงเหมิ่นตกใจ
“เจ้าค่ะ! ข้าจดจำท่านได้” ไป่เหมยยืนยัน
“งั้น เจ้าก็เลิกเชื่อได้แล้วว่าเจ้ามีดวงกินผัวน่ะ” หมอดูเซียงเหมิ่นกล่าว
“ทำไมล่ะเจ้าคะ” ไป่เหมยสงสัย
“ก็น้องชายข้าเป็นคนไม่เต็มเต็ง เขาเป็นคนบ้าๆ บอๆ สติไม่สมบูรณ์น่ะสิ” หมอดูเซียงเหมิ่นอธิบาย
“แต่ว่าเขาออกไปดูดวงที่ซุ้มดูดวง และเขาก็ดูน่าเชื่อถือมากเลยนะเจ้าคะ” ไป่เหมยตกใจ
“อ้อ! ข้าจำได้แล้ว มันต้องเป็นวันนั้นแน่ๆ น้องชายข้าหนีออกจากบ้าน และเอาชุดข้าไปใส่ เขาคงเลียนแบบพฤติกรรมของข้าน่ะสิ เลยทำให้เขาดูน่าเชื่อถือ” หมอดูเซียงเหมิ่นนึกขึ้นได้
“วันนั้นมีคนดูดวงกับเขาตั้งหลายคนนะเจ้าคะ” ไป่เหมยถึงขั้นต้องต่อแถวดูดวง
“ข้าได้ตามไปขอโทษขอโพยหมดแล้ว คงเหลือเพียงเจ้าคนเดียวสินะ” ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นกล่าว
“ข้ากล่าวโทษตัวเองมาตั้งหลายปีนะเจ้าคะ ข้าไม่กล้ามีคนรัก เพราะกลัวดวงของตัวเอง” ไป่เหมยโมโห
“ข้าขอโทษแทนน้องชายด้วยจริงๆ แต่อย่างน้อยเจ้าจะได้ครองตัวเป็นโสด เพื่อรอคู่แท้ของเจ้านั่นไง คู่ของเจ้าเป็นคนเดียวที่รับเจ้าได้ทุกอย่าง แม้เจ้าจะมีดวงอย่างว่า เขาก็ไม่กลัว ไม่ใช่หรือ” ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นมองในแง่ดี
“ก็จริงเจ้าค่ะ” ไป่เหมยเสียงอ่อนลง
ท่านหมอดูรู้สึกผิดก็เลยว่า “เพื่อเป็นการไถ่โทษ ในเมื่อพวกเจ้าเกิดปีวอกและชงตรงกับปีขาลปีนี้ ข้าจะมอบองค์ไต่เสี่ยฮุกโจ้วให้พวกเจ้าบูชากันคนละองค์ก็แล้วกัน” (อ้างอิงมาจาก website หนึ่งนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณด้วยค่ะ)
“ขอบคุณมากขอรับ” ท่านรองแม่ทัพรับมาทั้งสององค์และส่งอีกองค์ให้คู่หมั้นที่เกิดปีเดียวกัน
“มีอะไรติดใจอีกมั้ยแม่นางไป่เหมย” ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นกล่าว
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมาก” ไป่เหมยไม่รู้สึกติดค้างอะไรอีก
“ว่าแต่ ท่านรู้จักฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไรขอรับ” ท่านรองแม่ทัพอยากรู้
“พวกเราไม่รู้จักกันหรอก นางคงทำนายได้ว่าแม่นางไป่เหมยมีเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกับเซียงกู่ น้องชายของข้าสินะ” ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นเข้าใจเหวยเหนียง
“อย่างนี้นี่เอง” ท่านรองแม่ทัพทึ่งที่เหวยเหนียงทำนายได้อย่างแม่นยำ แต่เวลาที่จะบอกคนอื่นจะต้องบอกแบบอ้อมๆ เพราะนางสาบานไว้ว่าห้ามบอกคำทำนายกับผู้ใด
“ข้าคงต้องไปขอบคุณเหวยเหนียงแล้วเจ้าค่ะ” ไป่เหมยรู้สึกซึ้งใจกับสหายที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่นาน
“รอวันแต่งงานของพวกเราดีกว่า ตอนนี้ฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ยังคงอยู่ที่วัดจือหมิง” ท่านรองแม่ทัพเตือน
“เจ้าแน่ใจหรือที่จะแต่งงานกับข้า ข้าไม่ใช่ลูกเศรษฐีเหมือนสมัยก่อนอีกแล้วนะ” ไป่เหมยสงสัย
“ข้ารักที่ตัวเจ้านะ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติในบ้านของเจ้า พวกเราค่อยเก็บสะสมกันใหม่เถิดนะ” ท่านรองแม่ทัพยอมก่อร่างสร้างตัวไปพร้อมกับไป่เหมย
“ข้าขออวยพรงานแต่งล่วงหน้าก็แล้วกัน ขอให้พวกเจ้ามีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองนะ” หมอดูเซียงเหมิ่นอวยพร
“ขอบคุณมากขอรับ พวกเราขอตัว” ท่านรองแม่ทัพและไป่เหมยทำท่าคารวะแล้วรีบกลับจวนของเขา
*****************************
แต่แล้วเหมือนสวรรค์เล่นตลกกับคนทั้งคู่ ก่อนวันแต่งงานเพียงหนึ่งวัน ไป่เหมยได้ไปจ่ายตลาดกับท่านแม่ของท่านรองแม่ทัพ และอยู่ดีๆ ก็มีม้าเร็ววิ่งเข้ามาในฝูงชน ทหารม้าเร็วพยายามตะโกนบอกให้ทุกคนหลีกไป แต่เด็กน้อยวัย 6 ขวบวิ่งหลบม้าไม่ทัน ไป่เหมยจึงรีบผลักตัวเด็กน้อยให้พ้นเส้นทางวิ่งของม้า ทำให้ตนเองถูกม้าวิ่งชนใส่จนนางกระเด็นแขนกระแทกกับกำแพงเมือง จนถึงขั้นแขนหัก
หลังจากที่ทหารช่วยกันแบกเปลสนามเพื่อพาไป่เหมยที่เข้าเฝือกเรียบร้อยกลับจวนท่านรองแม่ทัพ ไป่เหมยก็เลยว่า “ข้าแขนหักแบบนี้แล้ว พวกเราเลื่อนงานแต่งออกไปเถิดนะ”
“ไม่! ฤกษ์ต่อไปก็อีกตั้งห้าปีเชียวนะ ใครจะไปรอไหว” ท่านรองแม่ทัพใจร้อน
“เจ้าจะให้ข้าแต่งงานทั้งๆ ที่เข้าเฝือกแบบนี้อย่างนั้นหรือ” ไป่เหมยสงสัย
“ใช่! เจ้าอดทนหน่อยนะ ข้าจะระวังและพยายามไม่ให้เจ้าได้รับความกระทบกระเทือน” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“แต่ว่า….” ไป่เหมยลังเล
“อดทนหน่อยนะลูก หากฤกษ์รอบต่อไปมันนานขนาดนั้น พวกเราก็ควรจะรักษาฤกษ์วันพรุ่งนี้ไว้นะ” ท่านป้าเห็นใจลูกชาย
“ก็ได้เจ้าค่ะ” ไป่เหมยยอมใจอ่อน
และแล้วเจ้าสาวก็ต้องเข้าสู่พิธีมงคลสมรสในสภาพที่แขนซ้ายเข้าเฝือก ทำให้ผู้ร่วมงานต่างพากันเห็นใจเจ้าสาว
ก็เลยมีเสียงแว่วจากการนินทาของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งว่า “สงสัยเจ้าสาวคงอยากแต่งงานมาก ขนาดตนแขนหัก ก็ยังไม่ยอมเลื่อนวันอีก”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ อาจเป็นเพราะพิธีได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทุกคนก็เลยไม่อยากเลื่อนมากกว่า” ท่านลุงท่านหนึ่งแก้ตัวให้
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกทุกท่าน ฤกษ์งานแต่งมีแค่วันนี้ พวกเราจำต้องรีบจัดวันนี้น่ะ เจ้าสาวเองก็อยากเลื่อน แต่ข้ากับลูกชายเห็นควรว่าให้รีบจัด เพราะฤกษ์ต่อไปต้องรออีกห้าปีเชียวนะ” ท่านแม่ของท่านรองแม่ทัพอธิบาย
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” แขกเหรื่อพากันเข้าใจ
หลังที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จแล้ว เหวยเหนียงก็เลยเดินไปมอบยันต์ฮู้ให้ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเก็บไว้
“เจ้าคงลืมพกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านหมอดูเซียงเหมิ่นมอบให้เจ้าสินะ เจ้าจึงได้รับเคราะห์กรรมเช่นนี้ งั้นก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไปนะไป่เหมย” เหวยเหนียงกล่าว
“ขอบคุณสำหรับทุกๆ เรื่องนะเหวยเหนียง” ไป่เหมยรู้สึกซึ้งใจ
“พวกเราถือว่าเป็นสหายที่เกิดปีเดียวกันนี่ ข้าจะรอฟังข่าวดีนะ เจ้าจะได้ตั้งครรภ์เหมือนข้า” เหวยเหนียงกล่าวยิ้มๆ
“ข้าจะรีบมีให้ทันท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพกล่าว
“เจ้าช้ากว่าข้าไปหลายก้าวนะไห่ฉือ” ซูเยี่ยนพูดอวด
“ข้ายอมก็ได้ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพไม่อาจแข่งได้
“ข้าให้เจ้าพักงานอยู่ที่เมืองหลวงได้อีกหนึ่งเดือนนะ หลังจากนั้นก็รีบตามกลับไปชายแดนก็แล้วกัน” ท่านแม่ทัพใหญ่ซูเยี่ยนสั่งการ
“ขอรับ” ท่านรองแม่ทัพรับคำสั่ง
และแล้วก็ถึงพิธีเข้าหอ
หลังจากทั้งสองดื่มเหล้ามงคลเสร็จ พวกเขาก็ไปนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพื่อดูดาวด้วยกัน
“คืนนี้ข้าอดเลยน่ะ” ท่านรองแม่ทัพไม่อาจเข้าหอในคืนนี้ได้
“ก็ข้าเคราะห์ร้ายนี่” ไป่เหมยกล่าว
“ข้าจะพาเจ้าไปรักษากับหมอเก่งๆ ก็แล้วกัน เจ้าจะได้หายไวๆ” ท่านรองแม่ทัพใจร้อนอยากให้ฮูหยินหายไวๆ
“ใจร้อนซะจริง” ไป่เหมยกล่าว
“ข้ามีเวลาอยู่กับเจ้าแค่เดือนเดียวเองนี่นา” ท่านรองแม่ทัพต้องผลิตลูกให้ทันเวลา
“ข้าจะพยายามทานอาหารและยาบำรุงร่างกายเพื่อเจ้าก็แล้วกัน” ไป่เหมยหน้าแดงเพราะเขิน
“ดาวสวยเหมือนกันนะ” ท่านรองแม่ทัพเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้ว่าฮูหยินกำลังอาย
“ต่อไป ข้าจะได้มีเพื่อนดูดาวทุกคืนแล้ว” ไป่เหมยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป
“ใครว่าเพื่อน สามีต่างหาก” ท่านรองแม่ทัพรีบแย้ง
“เจ้าค่ะ สามีของข้า” ไป่เหมยกล่าว
เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งดูดาวจนกระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
“ไป่เหมย! เจ้าเห็นดาวตกหรือไม่ พวกเรามาขอพรกันเถอะ” ท่านรองแม่ทัพรู้สึกตื่นเต้น
“ดาวสวยจังเลย” ไป่เหมยละเมอทั้งๆ ที่หลับตา
“อ้าว นอนละเมอซะแล้ว” ไห่ฉือจึงขอพรจากดวงดาว “ขอให้ข้าเคียงคู่กับไป่เหมยตลอดไป”
สักพักเจ้าบ่าวก็ค่อยๆ อุ้มเจ้าสาวให้ไปนอนที่เตียงดีๆ เพราะกลัวว่าแขนของนางจะได้รับความกระทบกระเทือน
“ฝันดีนะฮูหยินของข้า” ท่านรองแม่ทัพจูบหน้าผากหญิงสาวอย่างแผ่วเบา
“ฝันดีนะ ท่านพี่” ไป่เหมยละเมอพูดอีก
ไห่ฉือยิ้มพอใจกับคำว่าท่านพี่ เขาค่อยๆ ก้มไปจูบหน้าผาก จมูก และจุมพิตที่ปากของนางอย่างแผ่วเบา ผ่านไปสักพักเขาก็ต้องรีบหยุด เพราะกลัวยั้งใจไว้ไม่อยู่ จากนั้นเขาก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ เจ้าสาวและนิทราไปด้วยกัน
จบตอนพิเศษ